เข้าสู่ระบบจ้าวอี้ชุนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกเสียหน้า บุตรสาวของตระกูลจ้าวทะเลาะกันเอง ถ้าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป ตระกูลจ้าวจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? กำลังจะอ้าปากตำหนิ จ้าวซิ่นก็ทนไม่ไหว พูดออกมาว่า
“ถ้าพูดถึงการอบรมสั่งสอน ข้าที่เป็นคุณหนูสายตรงตระกูลจ้าวจะสู้ยายอ้วนคนนี้ไม่ได้เชียวหรือ? ที่แท้คุณชายรองก็ไม่ได้แค่ร่างกายอ่อนแอ แต่ตายังบอดอีกด้วย ไม่รู้จักแยกแยะถูกผิด!”
จ้าวอี้ชุนโกรธจนแทบคลั่ง จ้องเขม็งไปที่จ้าวซิ่น “เจ้าหุบปาก!”
จ้าวซิ่นคำด่าออกจากปากก็หยุดไม่ได้แล้ว จึงไม่สนใจจ้าวอี้ชุน นางหันไปพูดกับจางเจิ้งเหอต่อ “คิดว่ามาจากจวนโหวแล้วอย่างไร? ก็แค่คนป่วยใกล้ตาย ต่อให้พี่ชายของเจ้าตายในสนามรบ จวนโหวก็ไม่ถึงตาเจ้าได้ดูแล!”
“นังสารเลว!” จ้าวอี้ชุนหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจ ถ้าคำพูดนี้แพร่งออกไป ตระกูลจ้าวได้จบสิ้นแน่ “ไม่เห็นหรือว่าคุณหนูสามถูกผีเข้าแล้ว! รีบพานางกลับไป!”
แต่จางเจิ้งเหอกลับยื่นมือออกไปห้ามทุกคนไว้ สืบเท้าไปหาจ้าวซิ่นด้วยสีหน้าสงบ “ถึงแม้จวนโหวจะไม่ถึงตาข้าแล้วอย่างไร?”
“เจ้าก็เป็นแค่คนโง่ที่โดนคนอื่นปั่นหัวได้ง่ายๆ เป็นคนป่วยใกล้ตาย ตาบอดใจบอด ถึงได้ไปชอบจ้าวเยี่ยนเจียวคนต่ำต้อย ให้ผู้หญิงที่เป็นแค่ลูกอนุเป็นฮูหยินเอก เฮอะ”
สีหน้าของจางเจิ้งเหอเย็นเยียบเสียยิ่งกว่าน้ำแข็ง สายตาคมกริบราวกับมีดมองไปที่นาง
หัวใจของจ้าวซิ่นเต้นตุบ นางมองเขาแล้วรู้สึกขนลุก ชั่วขณะหนึ่งนางเกิดความคิดว่าเขาจะฆ่านาง แต่ไม่คิดว่าสีหน้าของจางเจิ้งเหอจะเปลี่ยนไป เขาเริ่มไออย่างรุนแรง
จ้าวซิ่นตกใจถอยหลังกรูด แต่จางเจิ้งเหอหลับตาหมดสติล้มลงไปทันที
เห็นเขาเป็นลมล้มลงไปต่อหน้าต่อตา จ้าวซิ่นก็กรีดร้องออกมาด้วยความตกใจ
“คุณชายรอง?!” จ้าวอี้ชุนตกใจจนวิญญาณแทบจะออกจากร่าง สิ่งที่แวบเข้ามาในหัวหากว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับจางเจิ้งเหอที่นี่ ตระกูลจ้าวได้จบสิ้นแน่ “เร็วเข้า! รีบไปประคองคุณชายรอง! ไปตามหมอ!”
จ้าวซิ่นโกรธมากจนพูดไม่คิด แต่ที่นางคาดไม่ถึงคือคนที่เพิ่งมองนางด้วยสายตาคมกริบเมื่อครู่ จะล้มลงไปเหมือนคนตายในทันทีทันใด
จ้าวเยี่ยนเจียวไม่สนใจที่จะแสร้งทำเป็นน่าสงสารอีกต่อไป เมื่อเห็นจางเจิ้งเหอหมดสติ นางก็รู้สึกโกรธอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต ทำให้นางเกือบจะสิ้นสติ นางหันไปมองจ้าวซิ่นอย่างดุร้าย “จ้าวสาม ถ้าคุณชายรองเป็นอะไรไป ข้าจะเอาชีวิตเจ้า!”
ถ้าเป็นเมื่อก่อน จ้าวซิ่นคงจะเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้ แต่ตอนนี้เมื่อเห็นสายตาของทุกคนมองมาที่นาง นางก็กลัวจนไม่กล้าขยับตัว สีหน้าของนางซีดเผือด
แน่นอนว่าเรื่องที่จางเจิ้งเหอเป็นลมหมดสติไม่สามารถปิดบังเหยาเซียวหยวนได้
เหยาเซียวหยวนใบหน้าเย็นชา สั่งให้หลินต้าเหนียงที่มาพร้อมกับนางเป็นคนตรวจอาการของจางเจิ้งเหอ ปฏิเสธหมอที่ตระกูลจ้าวเชิญมา นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางกำลังระวังตัวจากตระกูลจ้าว
จ้าวอี้ชุนรู้สึกเสียหน้า แต่ก็ไม่มีทางเลือก โชคไม่ดีที่ตระกูลของเขามีจ้าวซิ่นที่เป็นคนปากพล่อยพูดไม่คิด พูดไม่กี่คำก็ทำให้จางเจิ้งเหอเป็นลมไปได้แล้ว
จ้าวอี้ชุนอ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในใจ ขอให้จางเจิ้งเหอไม่เป็นอะไร แต่จางเจิ้งเหอยังไม่ฟื้นดี เยว่ฉีอวิ๋นที่ได้รับข่าวก็รีบขี่ม้ามาพร้อมกับหมอและองครักษ์กลุ่มหนึ่ง
ถึงแม้ที่นี่จะเป็นจวนจ้าว แต่เจ้านายในจวนบัดนี้กลายเป็นคนตระกูลเยว่ไปแล้ว คนรับใช้ในจวนจ้าวทุกคนเดินไปมาในจวนด้วยสีหน้าไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อหมอกล่าวออกมาว่า "ถูกกระทบกระเทือนทางจิตใจอย่างรุนแรง อาการไม่ค่อยดีนัก” เยว่ฉีอวิ๋นก็พลิกโต๊ะกลมในห้องทันที เสียงที่ดังสนั่นทำให้หัวใจของทุกคนที่ยืนรอฟังข่าวอยู่ด้านนอกใจหายวาบ
จ้าวเยี่ยนเจียวไม่สนใจเรื่องมารยาทอีกต่อไป นางฝ่าองครักษ์ที่เฝ้าหน้าประตูรีบวิ่งเข้าไปในห้อง
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวโกรธจัด หยิบไม้เท้าฟาดไปที่ร่างจ้าวซิ่นที่ใบหน้าซีดเผือด
ฮูหยินเว่ยที่ห่วงบุตรสาวรีบเข้าไปกอดจ้าวซิ่นเอาไว้ จึงถูกไม้เท้าฟาดเข้าที่ตัวหลายครั้ง
ฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวสั่งให้จ้าวซิ่นไปคุกเข่าที่ศาลบรรพชน ไม่อนุญาตให้ใครเข้าเยี่ยมจนกว่าจางเจิ้งเหอจะพ้นขีดอันตราย
จ้าวเยี่ยนเจียวตาแดงก่ำวิ่งเข้าไปในห้อง แต่คนที่ควรจะนอนหมดสติ กลับกำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง กำลังคุยกับเยว่ฉีอวิ๋นด้วยเสียงเบาๆ
นางชะงักฝีเท้า ใบหน้าตกตะลึง
“เจียวเจียว” เหยาเซียวหยวนที่นั่งอยู่บนเตียงเดินมาจับมือนางไว้ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้น “ข้าบอกแล้วว่าเจียวเจียวของเราเป็นคนมีโชค เรื่องแต่งงานเพิ่งจะตกลงกันได้ ก็มีข่าวดีเกี่ยวกับคุณชายใหญ่แล้ว”
สมองของจ้าวเยี่ยนเจียวยังคงมึนงง นางจ้องไปที่จางเจิ้งเหอ ยังไม่สามารถตั้งสติได้คุณชายใหญ่ปลอดภัยแล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่...
นางไม่สามารถยิ้มได้ในตอนนี้ ดวงตาของนางมองจางเจิ้งเหอเหมือนมองศัตรู นางถูกกันอยู่หน้าประตูมาครึ่งค่อนวัน เป็นห่วงแทบแย่ แต่เมื่อมองดูตอนนี้ เหมือนว่าเขาจะไม่ได้เป็นอะไรเลย
ดูเหมือนว่านางจะถูกหลอกอีกแล้ว
“ท่านเป็นลมไปจริงๆ หรือแกล้งทำ?” นางถามอย่างหัวเสีย
“ทำให้เจ้าตกใจหรือ?” จางเจิ้งเหอไม่ตอบคำถามของนาง เพียงแต่ยิ้มและถามกลับ
"ความเป็นความตายของท่านเกี่ยวอะไรกับข้า ทำไมข้าต้องตกใจด้วย!" นางรู้สึกเสียหน้า จึงปากแข็ง
จางเจิ้งเหอส่งสายตาให้เยว่ฉีอวิ๋น แต่เยว่ฉีอวิ๋นกลับเมินเฉย ไม่มีเหตุผลอะไรที่เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวมาแล้วเขาจะต้องหลีกทางให้คู่รักวัยรุ่นคู่นี้ เขาจึงตั้งใจนั่งอยู่ข้างๆ อย่างไร้ยางอาย
“คุณชายใหญ่ถูกพบตัวแล้ว แต่สำหรับเจียวเจียวอาจจะไม่ใช่เรื่องดีก็ได้นะ” เยว่ฉีอวิ๋นพูดเหมือนกลัวว่าเรื่องจะไม่วุ่นวาย
“อย่าพูดจาไร้สาระ” อยู่ด้วยกันมาหลายปี เหยาเซียวหยวนนั้นมองออกว่าเยว่ฉีอวิ๋นกำลังคิดอะไรอยู่ในหัว นางส่ายหน้าให้เขาอย่างจนใจ
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







