เข้าสู่ระบบ“ท่านว่า... การแต่งงานระหว่างจ้าวเสวี่ยกับตระกูลเว่ยจะสำเร็จหรือไม่??”
เขาเลิกคิ้ว “เจ้าหวังให้สำเร็จหรือ?”
“ข้าเกลียดตระกูลเว่ย แต่ก็เกลียดจ้าวเสวี่ยด้วย จ้าวซิ่นอาจจะเอาแต่ใจ แต่คนที่น่ารังเกียจที่สุดคือจ้าวเสวี่ย” ในดวงตาของจ้าวเยี่ยนเจียวมีความรังเกียจแวบขึ้นมา “การให้นางสมหวัง ทำให้ข้ารู้สึกอึดอัด”
ที่สระเซียน จ้าวเสวี่ยวางแผนที่จะจับเว่ยอวี่คุนจริง แต่เว่ยอวี่คุนมองออกจึงหลบได้อย่างหวุดหวิด เป็นเขาคนผลักให้ทั้งคู่ตกลงไปในสระเซียนด้วยกัน และไม่คิดจะบอกความจริงเรื่องนี้กับจ้าวเยี่ยนเจียว เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของชายหนุ่มที่อ่อนโยนต่อหน้านาง อีกทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแผนการที่เขาตั้งใจไว้ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
ตอนนี้ของสิ่งนั้น หลี่ต้าจ้วงน่าจะส่งกลับไปที่เมืองหลวงแล้ว
“ตั้งแต่ต้นจนจบ ตระกูลเว่ยไม่เคยเห็นค่าผู้หญิงจากตระกูลจ้าว”
จ้าวเยี่ยนเจียวตกใจไปชั่วขณะ นางคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดว่า “ก็สมเหตุสมผลแล้ว ด้วยนิสัยของจ้าวซิ่นและฐานะของจ้าวเสวี่ย ตระกูลเว่ยคงมองไม่เห็นค่าจริงๆ”
มันน่าขันที่ฮูหยินเว่ยยังคงคิดว่าถ้านางสามารถยกเลิกการแต่งงานกับจางเจิ้งเหอได้ ตระกูลเว่ยของนางจะยังยินดีที่แต่งงานกับบุตรสาวของนาง ทั้งหมดนี้เป็นฮูหยินเว่ยที่คิดไปเองฝ่ายเดียว
“ตระกูลเว่ยร่ำรวย ถึงแม้จะอยู่ไกลถึงหยางโจว แต่ก็รู้จักผู้มีอำนาจในเมืองหลวงไม่น้อย พวกเขาพวกเขาหมายตาบุตรีสายตรงของของเรือนรองจวนโหว ซึ่งเป็นน้องสาว ร่วมสายเลือดของข้าไว้แล้ว”
จ้าวเยี่ยนเจียวตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ เรื่องราวซับซ้อนน่าประหลาดใจจริงๆ
“แต่งหญิงสูงศักดิ์ รับสะไภ้ต่ำศักดิ์ แม่รองของข้าไม่มีทางเห็นค่าตระกูลเว่ย แต่เว่ยอวี่คุนเป็นคนฉลาด รู้จักเอาใจพายเรือตามน้ำ” เมื่อนึกถึงตอนที่มาถึง
แล้วถูกโจมตีและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลเว่ย จางเจิ้งเหอก็ยิ้มออกมา ยกมือลูบใบหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียวอย่างอ่อนโยน “ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวในอนาคตจะเป็นอย่างไร ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมดา เจ้าต้องเชื่อว่าสวรรค์มีตา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
ในช่วงไม่กี่วันที่จางเจิ้งเหอหมดสติ จ้าวเยี่ยนเจียวคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ที่จริงแล้วทั้งสองคนขลุกตัวอยู่ในห้อง จางเจิ้งเหออ่านหนังสือ ส่วนจ้าวเยี่ยนเจียวทำเครื่องสำอาง
จ้าวเยี่ยนเจียววางแผนไว้แล้วว่าเมื่อนางไปถึงเมืองหลวง จะเปิดร้าน แล้วรับฉินเยว่มาอยู่ด้วยกัน ความฝันของนางมีเพียงแค่นี้ เมื่อนึกถึงอนาคตนางก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เยว่ฉีอวิ๋นเข้ามาในห้องตั้งแต่เช้าตรู่ โยนจดหมายในมือลงไป จ้าวเยี่ยนเจียวมองเขาอย่างไม่เข้าใจ ส่วนจางเจิ้งเหอเหลือบมองอย่างเย็นชา
“เจ้าช่างร้ายกาจจริงๆ” เยว่ฉีอวิ๋นบนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกหงุดหงิด “วิธีการ ‘ฟันก่อนรายงานทีหลัง’ช่างดีจริงๆ ฮูหยินผู้เฒ่ามีจดหมายมา บอกว่าเจ้าประสบเคราะห์ป่วยหนัก กังวลว่าเจ้าจะเป็นอะไรไป เลยอยากให้ข้าจัดการเรื่องการแต่งงาน เลือกวันดีๆ ให้เจ้าแต่งงานที่
ก่อน เพื่อต้องการแก้เคล็ดให้เจ้า เจ้าวางแผนกับคนอื่นยังพอว่า แต่ตอนนี้กล้ามาวางแผนกับข้าแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าพี่ชายของเจ้าจะไม่พอใจกับการแต่งงานครั้งนี้ แต่ก็ยังลากข้าลงน้ำ”
“คุณชายสามเยว่ยังจะกลัวคุณชายใหญ่จวนโหวอยู่หรือ?”
“ไม่ใช่ว่ากลัว แต่ไม่อยากเข้าไปยุ่งกับเรื่องวุ่นวาย” เยว่ฉีอวิ๋นไม่มีทางยอมรับว่าเขากลัวคุณชายใหญ่จวนโหว “ทำไมเจ้าไม่รอให้พี่ใหญ่กลับเมืองหลวงก่อนค่อยแต่งงาน? รออีกแค่ไม่กี่เดือนเอง”
“รอไม่ไหว”
จางเจิ้งเหอพูดเบาๆ ทำให้เยว่ฉีอวิ๋นถึงกับต้องกลอกตา ส่วนจ้าวเยี่ยนเจียวยิ้มกว้างจนตาหยี
คำพูดของเยว่ฉีอวิ๋นบ่งบอกว่าพี่ชายของจางเจิ้งเหอไม่ชอบนาง และแนวคิดเรื่องชนชั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่สามารถโน้มน้าวได้ในเวลาสั้นๆ นางเป็นคนที่มีจิตใจกว้างขวาง คนที่นางจะอยู่ด้วยไปตลอดชีวิตคือจางเจิ้งเหอ ส่วนคุณชายใหญ่... ถึงแม้จะสำคัญ แต่นางก็ไม่ได้สำคัญไปกว่าว่าที่สามี
“การแต่งงานของข้ากับเจียวเจียวต้องรบกวนคุณชายสามเยว่ด้วย” จางเจิ้งเหอยังคงมองเยว่ฉีอวิ๋นอย่างเย็นชา “ถ้าคุณชายสามเยว่ยุ่ง ข้าจะขอให้ฮูหยินสามจัดการเรื่องนี้แทน”
เยว่ฉีอวิ๋นมองออกว่าจางเจิ้งเหอตั้งใจจะแกล้งเขา เพราะพวกเขาสองคนเป็นสามีภรรยา ถ้าเหยาเซียวหยวนลงมือจัดการ เขาก็ไม่สามารถอยู่เฉยได้
“ยอมแพ้เจ้าแล้ว” เยว่ฉีอวิ๋นโบกมือ “เรื่องนี้ข้าจะจัดการให้เอง แต่จะแต่งงาน เจ้าก็ควรจะฟื้นได้แล้ว”
พูดจบเขาก็หันหลังเดินออกไป
ดังนั้น หลังจากที่เยว่ฉีอวิ๋นเดินออกไปไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ข่าวว่าจางเจิ้งเหอฟื้นแล้วก็แพร่กระจาย ทำให้ทุกคนในจวนจ้าวต่างพากันดีใจ
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







