LOGINจ้าวซิ่นถูกลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพชนมาหลายวัน ในที่สุดหลังจากที่จางเจิ้งเหอฟื้น นางก็ถูกคนรับใช้แบกออกมาด้วยท่าทางอิดโรย ตั้งแต่นั้นมา นางก็ไม่มีความคิดอยากจะแต่งงานกับจางเจิ้งเหออีกเลย
นางล้มเลิกความคิดที่จะแต่งงานกับจางเจิ้งเหอ แต่กลับมีความคิดอื่นแทน เว่ยอวี่คุนที่เดิมทีสำหรับจ้าวซิ่นเป็นเหมือนไก่แก่ๆ ที่รสชาติไม่อร่อย ตอนนี้กลับกลายเป็นที่สนใจของนาง นางบอกว่าจะแต่งงานเข้าตระกูลเว่ยให้ได้
ดังนั้นในเรือนของฮูหยินผู้เฒ่าจ้าวจึงมักจะเห็นเรือนใหญ่และเรือนรองทะเลาะกันเอง จ้าวเยี่ยนเจียวเห็นดังนั้นก็เปิดถุงผ้าเล็กๆ หยิบขนมที่อยู่ข้างในออกมา กินไปพลางดูละครงิ้วไปพลางๆ สำหรับนางแล้ว คนพวกนี้ไม่มีความสำคัญอะไรกับชีวิต นางไม่เข้าข้างใครทั้งนั้น
แต่สุดท้ายธรรมะสูงหนึ่งฉื่อไม่สู้มารสูงหนึ่งจ้าง[1] คนเลวกว่านั้นมีอยู่จริง ในวันเกิดของฮูหยินเว่ย นางได้เชิญบรรดาญาติผู้หญิงที่สนิทมาที่บ้านเพื่อฉลอง แน่นอนว่าต้องมีพี่สะใภ้และหลานชายของนางด้วย
แต่จ้าวเยี่ยนเจียวที่เป็นบุตรสาวของอนุถูกทำให้อับอาย ฮูหยินเว่ยเมินเฉยให้นางอยู่ในเรือนของตัวเองอย่างสงบ ไม่ต้องออกมาเจอแขก
จ้าวเยี่ยนเจียวไม่ได้โกรธ แต่กลับรู้สึกสบายใจมากกว่า ไม่ต้องพูดถึงจางเจิ้งเหอที่พักฟื้นอยู่ที่ตระกูลจ้าวกำลังจะออกจากบ้านไปในวันพรุ่งนี้ นางยอมที่จะใช้เวลาอยู่กับหนุ่มรูปงามมากกว่าที่จะไปทำเรื่องไร้สาระ
นางเข้าครัวทำน้ำแกงปลาด้วยตัวเอง ดื่มพร้อมกับจางเจิ้งเหอ ขณะนั้นเองจินจื่อก็เดินเข้ามาด้วยความรีบร้อน
“คุณหนูเจ้าคะ ข้างนอกมีเรื่องแล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวเยี่ยนเจียวเป่าน้ำแกงปลา จิบไปหนึ่งคำ น้ำเสียงของนางแสดงความไม่สนใจ “ไม่ใช่ว่าเรือนใหญ่กับเรือนรองทะเลาะกันเรื่องตระกูลเว่ยอีกแล้วหรือ?”
เมื่อฮูหยินเว่ยต้องการจัดงานวันเกิดใหญ่โต จ้าวเยี่ยนเจียวก็คาดว่าต้องมีอะไรแปลกๆ ดังนั้นหากว่ามีเรื่องเกิดขึ้น นางจึงไม่แปลกใจ
“ทะเลาะกันเจ้าค่ะ แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่” จินจื่อสูดหายใจเข้า พูดต่อ “ได้ยินว่าคุณชายรองตระกูลเว่ยเมาเหล้า ทำอนาจารคุณหนูสาม ทั้งสองคนถูกจับได้คาหนังคาเขา คาเตียงนอน มีคนเห็นด้วยตาตัวเองหลายคนเจ้าค่ะ”
จ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที “จับได้คาเตียง?!” นางตกใจจนตาแทบจะหลุดออกมา
จินจื่อพยักหน้าอย่างแรง “ใช่เจ้าค่ะ”
“คุณชายรอง นี่ๆ” จ้าวเยี่ยนเจียวมองจางเจิ้งเหอที่ยังคงจิบน้ำแกงปลาอย่างสงบ “ท่านได้ยินหรือยัง?”
“อืม” จางเจิ้งเหอตอบเบาๆ ใบหน้าของเขายังคงสงบเงียบ
“ท่านว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ความเย็นชาของจางเจิ้งเหอไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจ้าวเยี่ยนเจียว นางยังคงตื่นเต้นอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ใช่ว่าเดาไว้แล้วหรือว่างานเลี้ยงวันนี้จะไม่ใช่เรื่องดี”
“ใช่! แต่วิธีนี้มันน่าทึ่งมากเลยเจ้าค่ะ”
จางเจิ้งเหอมองใบหน้าที่อ่อนนุ่มของนาง ดวงตากลมๆ ของนางดูสดใส เขาเห็นว่านางกำลังสนุกกับเรื่องนี้ “อยากไปดูงิ้วหรือ?”
นางหัวเราะอย่างมีความสุข ไม่สนใจว่าน้ำแกงในถ้วยจะร้อน นางซดน้ำแกงปลาจนหมดถ้วย วางถ้วยลงทำสีหน้าจริงจัง “ไม่ใช่ไปดูงิ้วเจ้าค่ะ แต่เรียกว่าไปแสดงความเป็นห่วง”
เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากให้นางเบาๆ “เอาล่ะ! ถ้าเจ้าอยากไปแสดงความเป็นห่วงก็ไปเถอะ อย่าให้ใครรังแกเอาได้ก็แล้วกัน”
“ข้าไม่ใช่ตัวเอกสักหน่อย ใครจะมาสนใจข้า” นางดีใจจนเนื้อเต้น ลุกขึ้นยืน “ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับ น้ำแกงปลานี้ต้องดื่มตอนร้อนๆ และต้องดื่มให้หมด ข้าจะกลับมาตรวจดูทีหลัง”
“รู้แล้ว” นางเดินไปได้ไม่กี่ก้าว จางเจิ้งเหอก็โบกมือเรียกนางเบาๆ “เดี๋ยวก่อน”
จางเจิ้งเหอชี้ไปยังถุงผ้าที่อยู่ข้างๆ ซึ่งเขาได้เตรียมเกาลัดเชียนซีไว้ให้นางโดยเฉพาะ จ้าวเยี่ยนเจียวขาดของกินไม่ได้เวลาดูงิ้ว นางต้องมีของกินติดตัวด้วยเสมอ
“ท่านช่างเอาใจใส่จริงๆ” จ้าวเยี่ยนเจียวรับไว้โดยไม่เกรงใจ อดไม่ได้ที่จะก้มลงจูบจางเจิ้งเหอไปหนึ่งที
จางเจิ้งเหอรู้สึกถึงริมฝีปากที่นุ่มนวลบนแก้มของตัวเอง มุมปากของเขาแอบยกขึ้นอย่างสังเกตได้ยาก
จินจื่อที่อยู่ข้างๆ มุมปากกระตุก ตระกูลจ้าวกับตระกูลเว่ยกำลังแย่งชิงกันสนุกสนาน พวกเขาคงไม่รู้ว่าในสายตาของคุณชายรองคุณหนูของนาง พวกเขาเป็นแค่ตัวตลก
[1] ยิ่งคนเราทำความดีได้มากเพียงใด ก็ยิ่งต้องเผชิญกับอุปสรรคหรือความชั่วร้ายมากตามไปด้วย แม้สุดท้ายแล้วความดีก็ยังสามารถเอาชนะได้ แต่ก็ต้องผ่านอุปสรรคที่หนักหนาสาหัสกว่า
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







