เข้าสู่ระบบเด็กหนุ่มชุดขาวเซถลาแล้วตกลงไปในสระ น้ำในสระไม่ลึก แต่เห็นได้ชัดว่าเขาตกใจจนยืนไม่มั่นคง ดิ้นรนแหวกว่ายอยู่ในน้ำ
จ้าวเยี่ยนเจียวกลืนขนมในปากลงไปอย่างแรง โยนขนมที่เหลือในมือทิ้ง แล้วกระโดดลงไปในน้ำอย่างไม่คิดชีวิต
ดูจากรูปร่างของนางก็รู้ว่านางไม่ได้แค่ดีแต่กินอย่างเดียว แรงของนางเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจ ด้วยพลังดุจดั่งช้างสารนางคว้าตัวเขาได้ก็อุ้มขึ้นมาบนฝั่งอย่างง่ายดาย
นางตั้งใจแค่จะช่วยคน แต่ไม่คิดว่าการกระทำนี้จะก่อให้เกิดเรื่องราวใหญ่โต
เด็กหนุ่มทั้งสองคนมาจากจวนผิงเซียงโหว คนหนึ่งเป็นบุตรชายคนรองของฮูหยินใหญ่ของเรือนหลัก อีกคนเป็นบุตรชายคนโตของฮูหยินใหญ่เรือนรอง ฮูหยินใหญ่ของตระกูลจ้าวและฮูหยินใหญ่เรือนรองของจวนผิงเซียงโหวเป็นญาติสนิท ใกล้ชิดกันมาตั้งแต่เด็ก ครั้งนี้ถือโอกาสที่ลงมาเที่ยวทางใต้ของแม่น้ำฉางเจียง จึงแวะมาเยี่ยมและพาบุตรชายของนางมาด้วย
พี่น้องเขาทะเลาะกัน นางกลับไปยุ่งเรื่องของคนอื่น บุตรชายคนโตของเรือนรองจวนโหวกล่าวหาว่าคุณหนูสี่ของตระกูลจ้าวที่อายุเพียงแปดขวบ มีรูปร่างเหมือนวัวท้องแก่แถมพละกำลังกำลังยังมหาศาล แต่กลับมีจิตใจหยาบช้าคิดปีนป่ายเพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับบุตรชายคนรองของฮูหยินใหญ่เรือนหลักของจวนโหวนางจึงผลักเขาลงไปในสระแล้วช่วยเขาขึ้นมาหวังสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเอง
จ้าวเยี่ยนเจียวไม่สามารถแก้ตัวได้ นางเพิ่งจะอายุได้แค่แปดขวบ จะไปเข้าใจเรื่องความรักใคร่อะไรได้ แต่ก็ไม่มีใครฟังคำอธิบายของนาง นายหญิงผู้เฒ่าของตระกูลจ้าวสั่งให้คนโบยนาง ถึงขนาดนั้นแล้วฮูหยินใหญ่ก็ยังไม่พอใจ ตบหน้านางไปอีกสองครั้งแล้วขังนางไว้ในศาลบรรพชน
นางรู้สึกว่าหนทางข้างหน้ามืดมนไปหมด สิ่งเดียวที่รอคอยคือการที่เด็กหนุ่มรูปร่างหน้าตาคล้ายเซียนคนนั้นจะฟื้นขึ้นมาและอธิบายให้พวกเขาฟัง เพื่อล้างมลทินให้นาง
แต่น่าเสียดายที่ในที่สุดแม้เขาจะฟื้นขึ้นมา สิ่งที่นางได้กลับไม่ใช่ความยุติธรรม กลับกลายเป็นคำนินทาหนาหู
เด็กหนุ่มรูปงามผู้นั้นทิ้งประโยคหนึ่งไว้ว่า”หวังที่จะปีนป่าย จิตใจเจ้าช่างน่าสงสัย”
ใบหน้าของคนตระกูลจ้าวไม่มีที่ให้วาง จ้าวเยี่ยนเจียวคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออกว่าทำไมนางถึงถูกใส่ร้ายทั้งๆ ที่ตั้งใจจะช่วยคน? นางถึงกับยอมทิ้งขนมจวี๋ฮวาในมือเพื่อช่วยเขา เขาอาจจะไม่รู้ว่าสำหรับนางแล้ว การที่ทิ้งของอร่อยก็เหมือนกับการพรากเอาลมหายใจของนาง ไม่คิดเลยว่าเพื่อเขา นางถึงกับไม่เอาชีวิตของตัวเองแล้ว แต่เขากลับทำร้ายนาง!
ตอนที่ถูกลากไปขอโทษ จ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกชาชินไปแล้ว ความหวังดีของนาง สุดท้ายกลับได้รับเพียงเสียงกระซิบแผ่วเบาและเย็นชาจากเด็กหนุ่มที่ดูเหมือนเทพเซียนคนนั้นที่ข้างหูว่า
“ยายอ้วน จะช่วยใครก็ต้องดูน้ำหนักของตัวเองด้วยนะ ต่อไปอย่าได้ยุ่งเรื่องของคนอื่น ไม่อย่างนั้นอาจจะเอาชีวิตไม่รอด”
ในชั่วขณะนั้นนางอยากจะร้องไห้ ตอนมารดาตายนางก็ไม่ได้ร้องไห้เพราะตกใจจนไม่รู้ว่าจะเสียใจอย่างไร พอตอนท่านพ่อตายนางรู้สึกเศร้าก็จริงแต่ก็มีความสุข เพราะท่านพ่อกับท่านแม่ได้กลับไปอยู่ด้วยกัน
หลังจากนั้น เพื่อที่จะมีชีวิตรอดในตระกูลจ้าว นางต้องทำตัวเหมือนคนโง่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องยิ้มอย่างซื่อบื้อเหมือนคนที่ไม่รู้ความ
แต่ตอนนี้ความหวังดีกลับถูกตอบแทนด้วยการใส่ร้าย ดังนั้นในตระกูลใหญ่ การมีจิตใจที่ดีดุจดั่งนางฟ้านางสวรรค์จึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น
นางถูกลงโทษให้ถูกขังในศาลบรรพชนอีกครั้ง อดอาหารเป็นเวลาสามวัน เมื่อถูกปล่อยตัวออกมาก็แทบจะหมดสติแล้ว น้ำหนักลดไปหลายจินจนไม่มีแม้แต่แรงจะเดิน
นางป่วยหนัก นอนซมอยู่หลายวัน ในช่วงที่กึ่งหลับกึ่งตื่น นางเห็นคนคนหนึ่ง เหมือนจะใช่มารดานางแต่ก็ไม่ใช่ คนคนนี้มีปานสีดอกกุหลาบตรงกึ่งกลางหน้าผาก ตอนแรกนางก็กลัว แต่พอมองดูดีๆ ก็หายกลัว เพราะความห่วงใยในดวงตาคู่นั้น ทำให้หัวใจของนางรู้สึกอบอุ่น
คนผู้นี้คือป้าของนาง เป็นคนอาภัพเช่นกัน แต่ไม่ว่าจะเจอเรื่องราวอะไร นางก็จะยิ้มแย้มเสมอ จ้าวเยี่ยนเจียวจำได้ ท่านแม่เคยบอกว่าพี่สาวของท่านแม่คนนี้เป็นคนโง่... แต่พี่สาวที่โง่คนนี้กลับเป็นคนที่ใจดีที่สุดกับมารดาของนาง พอได้ข่าวว่าหลานสาวกำลังพบกับความยากลำบากแสนสาหัส นางก็มาหา
“เจ้า...อยากจะไปกับป้าไหม?”
ป้าของนางถามอย่างระมัดระวัง ดูท่าทางประหม่าราวกับว่าถ้านางไม่พยักหน้า ป้าของนางก็จะร้องไห้อยู่ตรงนี้เสียเดี๋ยวนั้น
จ้าวเยี่ยนเจียวต้องทำตัวเป็นเด็กโง่เพื่อที่จะมีชีวิตรอดในตระกูลจ้าว แต่นางรู้ว่าท่านป้าของนางเป็นคนโง่จริงๆ
“ถ้าข้าไปกับท่านป้า” จ้าวเยี่ยนเจียวเชิดหน้าขึ้น ใบหน้าของนางค่อยๆ ปรากฏความมั่นใจเหมือนตอนที่มารดายังมีชีวิตอยู่ “ท่านป้าจะให้ข้ากินอิ่มไหม?”
ใบหน้าของท่านป้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเพราะประโยคนี้ นางพยักหน้าอย่างมั่นใจ “ป้าจะทำให้เจ้าอิ่มเอง ป้าทำอาหารอร่อย เจ้าอยากกินอะไร ป้าจะทำให้กินทุกอย่าง”
แค่มีของกินก็พอแล้ว! เมื่อเห็นความอ่อนโยนในดวงตาของท่านป้า จ้าวเยี่ยนเจียวก็พยักหน้าอย่างแรง
สำหรับตระกูลจ้าวแล้ว จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นแค่บุตรสาวของอนุที่ไม่มีความสำคัญ การที่นางทำให้ตระกูลจ้าวต้องอับอายและยังไปล่วงเกินจวนผิงเซียงโหวตอนนี้ทุกคนในจวนประณามว่านางเป็นตัวหายนะ การที่นางจะจากไปอย่างเอกเริกนั้น พวกเจ้านายในตระกูลจ้าวจะไม่เห็นด้วยอย่างเปิดเผย เพื่อรักษาหน้าตาของตระกูล
แต่ในคืนที่ไร้แสงจันทร์คืนหนึ่ง พวกเขาก็ปล่อยให้หญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมบาง แบกตัวนางที่อ้วนป้อมออกมาจากลานหลังบ้านได้อย่างราบรื่น
มองดูความมืดมิดเบื้องหน้า หัวใจของจ้าวเยี่ยนเจียวรู้สึกมั่นคงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
หลังจากท่านพ่อท่านแม่เสียชีวิต นางก็ต้องใช้ชีวิตเหมือนคนโง่เง่าเต่าตุ่นในตระกูลจ้าวอย่างหลบๆ ซ่อนๆ ตอนนี้ได้ก้าวออกมาจากตระกูลจ้าวแล้ว นางจะทำตัวเหมือนแม่ของนาง ใช้ชีวิตอย่างกล้าหาญไม่ยอมคน จะไม่ยอมให้ตัวเองต้องหิวอีกต่อไป อยากใช้ชีวิตแบบไหนก็ใช้ แบบที่ไม่ต้องกลับมาที่จวนจ้าวอีกตลอดชีวิต...
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







