เข้าสู่ระบบจ้าวเยี่ยนเจียวโยนความเขินอายทิ้งไปทันที นางหยิบตะเกียบอย่างไม่เกรงใจคีบเนื้อชิ้นใหญ่เข้าปาก แต่จู่ๆ ก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง “วันนี้ท่านดีกับข้ามากเลย ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจ”
“เพราะข้ามีเรื่องจะขอร้อง เลยต้องเอาใจเจ้าเป็นพิเศษ”
จ้าวเยี่ยนเจียวกินจนปากมันเยิ้ม ทำหน้าไม่พอใจ “ถ้าจะบอกว่าขอร้อง ต้องเป็นข้าที่ขอร้องท่านสิ แต่ท่านกลับปฏิเสธข้า แต่ไม่เป็นไร ข้าเป็นคนใจกว้าง ในฐานะที่รู้จักกัน ข้าจะช่วยท่าน บอกมาเถอะว่าอยากให้ข้าช่วยอะไร”
“กลับไปที่ตระกูลจ้าว ทำตามที่แม่เลี้ยงของเจ้าจัดเตรียมไว้ แต่งงานกับข้า”
จ้าวเยี่ยนเจียวสำลักอาหารทันทีที่ยัดเนื้อขาหมูชิ้นใหญ่เข้าปาก นางไอโขลกๆ รีบตบหน้าอกของตัวเองเพื่อกลืนอาหารลงไป ดวงตาเบิกกว้าง ถามเสียงแหบแห้ง “อะไรนะ?”
“แต่งงานกับข้า” เขายิ้มมองนาง รินน้ำชาจนเต็มถ้วยแล้วยกวางตรงหน้าให้
“ทำ... ทำไมล่ะ?”
“ถึงแม้ว่าข้าจะชอบแกล้งเจ้า แต่หลายปีมานี้ข้าทำให้ชื่อเสียงของเจ้าเสียหาย ข้ารู้ดี ตอนนี้การให้เจ้ากลับไปที่ตระกูลจ้าว เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเรื่องวุ่นวาย เจ้าต้องเสียสละเพื่อแสดงละครสักหน่อย ตอนนั้นคำนินทาจะตกมาที่เจ้าทั้งหมด ชื่อเสียงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับสตรี ภายนอกข้าไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ แต่ภายในใจข้าไม่อยากให้เจ้าต้องเจ็บปวด การแต่งงานนี้ไม่จำเป็นต้องเหมาะสมกัน ขอแค่เราสองคนรักกันก็พอ ไม่ใช่เจ้าขอร้องข้า แต่เป็นข้าขอร้องเจ้า”
คำพูดของเขาทำให้จมูกของนางรู้สึกแสบขึ้นมา
เห็นนางตาแดงๆ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยอกเย้า “เจ้าอย่าเพิ่งร้องไห้ เก็บน้ำตาไว้ก่อน วันหนึ่งหากข้าเป็นอะไรไปจริงๆ เจ้าค่อยร้อง”
นางมองเขาอย่างไม่พอใจ กล่าวว่า “พูดจาเหลวไหล” แล้วคีบอาหารให้เขา “กินสิ! แค่ร่างกายไม่ค่อยดี หลังจากนี้ข้าจะบำรุงท่านให้มีอายุยืนยาว”
“ไม่จำเป็นต้องอายุยืนเป็นร้อยปี แค่ได้อยู่ด้วยกันจนตายกับเจ้าก็พอ”
ใบหน้าของจ้าวเยี่ยนเจียวแดงจนถึงใบหู นางไม่คิดเลยว่าเขาจะพูดคำหวานๆ ได้เก่งขนาดนี้
“เจ้าชอบอาหารของเป่าชิ่งโหลวใช่หรือไม่?”
จ้าวเยี่ยนเจียวพยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นข้าควรจะบอกเจ้าไว้ก่อน หากข้าเป็นอะไรไปจริงๆ ทุกอย่างของข้าก็จะเป็นของเจ้า รวมถึงเป่าชิ่งโหลวด้วย”
ดวงตาของจ้าวเยี่ยนเจียวเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น “เป่าชิ่งโหลวเป็นของท่านหรือ?”
จางเจิ้งเหอพยักหน้า “เป็นสินเดิมของท่านแม่ข้า หลังจากท่านแม่เสียชีวิต ก็ควรจะถูกคืนให้กับตระกูลของท่านแม่ แต่ท่านลุงเห็นว่าข้ายังเด็กและในอนาคตก็ไม่สามารถสืบทอดตำแหน่งโหวได้ จึงยกที่ดินและโรงเตี๊ยมบางส่วนให้ข้า เป่าชิ่งโหลวก็เป็นหนึ่งในนั้น นอกจากนี้ยังมีว่านฝูโหลวในเมืองหลวง ถึงแม้จะมีแค่สองร้าน แต่ก็น่าจะพอให้เจ้ากินได้”
หัวใจดวงน้อยๆ ของจ้าวเยี่ยนเจียวเต้นโครมคราม ดวงตากลมโตของนางกะพริบถี่ๆ เมื่อนึกถึงอาหารขึ้นชื่อของเป่าชิ่งโหลว “ถ้าอย่างนั้นบอกได้ไหมว่านอกจากเป่าชิ่งโหลวแล้ว ท่านยังมีทรัพย์สินอื่นๆ อีกเท่าไหร่?”
มองดูท่าทางเหมือนตกลงไปในบ่อเงินบ่อทองของนาง จางเจิ้งเหอก็รู้สึกขบขัน “ถ้าเจ้าสนใจ เอาไว้กลับไปแล้ว ข้าจะให้ต้าจ้วงนำบัญชีมาให้เจ้าดู”
นางก็พยักหน้าแรงๆ “ข้าจะดู ข้าจะดู ทุกอย่างเป็นของข้าแล้ว”
“ข้ายังไม่ตาย ดังนั้นมันยังไม่ใช่ของเจ้าชั่วคราว”
“แน่นอนอยู่แล้ว แต่ข้าก็ต้องคิดเผื่อไว้ก่อน เผื่อว่าท่านเป็นอะไรไปจริงๆ ข้าจะได้ไม่ตกใจ”
จางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เมื่อกี้ยังทำท่าเหมือนจะไม่อยากให้เขาเป็นอะไรไป แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความคาดหวังแล้ว? “เจ้าเปลี่ยนหน้าเร็วเกินไปแล้ว”
“ข้ารู้ว่าพูดแบบนี้ไม่ถูกต้อง แต่ข้าแค่อยากดูก่อนเท่านั้นเอง อย่างไรเสียท่านก็รู้ว่าข้าไม่อยากให้ท่านเป็นอะไรไปจริงๆ ข้าแค่อยากรู้ว่าสามีในอนาคตของข้ามีทรัพย์สินเท่าไหร่”
เห็นใบหน้าที่ยิ้มเหมือนกับคนกำลังตกบ่อเงิน เขาก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา นางไม่เพียงเป็นคนตะกละ แต่ยังเป็นคนงกอีกด้วย “เจ้าคิดแค่นี้เองหรือ ไม่เป็นห่วงว่าการเข้าไปในจวนโหวจะเหมือนก้าวลงทะเลลึกหรืออย่างไร?”
“ข้าเป็นคนไม่มีอะไรเลย ก็เลยไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ถ้าจะพูดให้เข้าใจกว่านี้ ควรเป็นคนในจวนโหวที่กลัวข้ามากกว่า เพราะถ้าข้าอาละวาดขึ้นมา ก็จะไม่สนใจว่าใครจะเรือนหลักเรือนรอง ถึงตอนนั้นเกรงว่าจะเป็นท่านมากกว่าที่เสียใจเพราะแต่งงานกับข้า”
จางเจิ้งเหอหัวเราะออกมา เหมือนที่เขาคาดไว้ นิสัยของนางไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงว่าจะถูกรังแกในจวนโหว “เจ้าอยากทำอะไรก็ทำเลย เราเป็นสามีภรรยาก็เหมือนเป็นคนคนเดียวกัน ตอนนี้พี่ชายของข้าหายสาบสูญ ถ้ายังไม่มีข่าวคราวอะไรอีก เส้นทางข้างหน้าสำหรับเราสองคนก็คงไม่ง่าย”
จ้าวเยี่ยนเจียวสังเกตเห็นความเศร้าโศกภายใต้น้ำเสียงที่ราบเรียบของเขา อย่างแรกคือความห่วงใยที่มีต่อพี่ชาย อยางที่สองคือความผิดหวังกับการแย่งชิงในหมู่เครือญาติ
ตำแหน่งจางโหวถ้าไม่มีความดีความชอบจากการรบมาค้ำจุนแล้ว สุดท้ายก็จะค่อยๆ เสื่อมลง แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ชื่อเสียงก็ยังดูดี ยังคงดึงดูดผู้คนให้เข้ามาแย่งชิง
“การจะอยู่ในตำแหน่งไหน ก็ต้องรับผิดชอบในตำแหน่งนั้น ท่านว่าคนพวกนั้นกินอิ่มนอนหลับเป็นคนว่างงานไม่ดีกว่าหรือ? ทำไมถึงต้องอยากเป็นท่านโหวกันนัก”
นี่เป็นสิ่งที่จางเจิ้งเหอคิดเช่นกัน ดังนั้นในชีวิตนี้การมีพี่ชายคอยปกป้อง ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้ตามใจตัวเอง ตอนนี้พี่ชายไม่อยู่แล้ว เขาต้องรับผิดชอบดูแลจวนโหว ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อไม่ให้ความภาคภูมิใจที่พี่ชายให้ความสำคัญมาทั้งชีวิตต้องตกไปอยู่ในมือของเรือนรอง
จางเจิ้งเหอมองจ้าวเยี่ยนเจียวเขาก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบผมของนาง “ก่อนที่พี่ชายข้าจะไปชายแดน ข้าเคยถามเขาว่าทำไมถึงต้องไปรบเพื่อรักษาเกียรติยศของจวนโหว ในสายตาของข้า การเป็นท่านโหวที่ว่างงานและใช้ชีวิตอย่างสงบนับว่าเป็นพรจากสวรรค์แล้ว แต่เขาไม่คิดแบบนั้น ทุกครั้งที่ฝันถึง ข้าก็ยังคิดอยู่เสมอว่าถ้าเขาฟังคำพูดของข้า เขาก็คงไม่ต้องมีชะตากรรมแบบทุกวันนี้”
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







