เข้าสู่ระบบจ้าวเยี่ยนเจียวคิดถึงท่าทางที่ฮูหยินเว่ยเสียหน้าก็รู้สึกอารมณ์ดีมาก หลายปีที่ผ่านมานี้นางต้องอดทนและกล้ำกลืนฝืนทน วันนี้ถือโอกาสระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมด
ขณะที่นางกำลังร้องเพลงงึมงำเบาๆ ผ่านห้องเหมยฮวา ประตูก็ถูกผลักเปิดจากด้านใน นางจึงหันไปมองทันที
หลี่ต้าจ้วงยิ้ม กล่าวว่า “คุณหนูเจียวเจียว”
“ทำไมเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้?”
หลี่ต้าจ้วงหลีกทางให้ จ้าวเยี่ยนเจียวจึงชะโงกหน้าเข้าไปดู จางเจิ้งเหอเทน้ำร้อนลงในถ้วยชา น้ำในกายังคงร้อนจัด ไอน้ำลอยคลุ้ง ทำให้นางมองเขาได้ไม่ชัดเจนนัก
จางเจิ้งเหอวางกาน้ำชาลงเงยหน้าขึ้นยิ้มให้นางเบาๆ
นางถูกรอยยิ้มของเขาทำให้พร่าเลือนไปชั่วขณะ ใบหน้านั่นช่างดึงดูดใจให้ก้าวเข้าไปในห้อง “บังเอิญจริงๆ”
“บนโลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญมากนักหรอก” จางเจิ้งเหอไม่ได้ปิดบังว่าเขาตั้งใจมาอยู่ที่นี่
ได้ยินเสียงนั้นนางก็ขมวดคิ้ว หรี่ตาลงอย่างสงสัย “ท่านรู้ว่าวันนี้คนตระกูลจ้าวมาที่หงเสีย?”
จางเจิ้งเหอไม่ได้ปฏิเสธ
จ้าวเยี่ยนเจียวนั่งลง ห้องเหมยฮวามีพื้นที่กว้างขวางกว่าห้องจู๋จื้อ บนผนังแขวนภาพวาดหลายภาพ ซึ่งทั้งหมดเป็นภาพดอกเหมยแดงที่กำลังบาน ในกระถางธูปข้างๆ มีกลิ่นหอมของไม้จันทน์ลอยมา ให้ความรู้สึกสง่างามเป็นพิเศษ
“ตระกูลจ้าวมีสายลับของท่าน?!” นางถามหยั่งเชิง
“อย่างไรเสียก็เป็นบ้านของภรรยาในอนาคต อย่างน้อยก็ต้องทำความเข้าใจเอาไว้บ้าง”
ได้ยินคำตอบของเขานางก็เลิกขมวดคิ้วแล้ว “แสดงว่าท่านรู้...” รู้เรื่องที่แม่ลูกคู่นั้นรังเกียจเขาใช่ไหม? นางพูดทิ้งไว้เพียงแค่นั้นเพราะกลัวว่าหากเอ่ยออกไปจะทำร้ายจิตใจเขา
จางเจิ้งเหอยิ้มอย่างอ่อนโยน “สิ่งที่ควรรู้ ข้าได้รู้หมดแล้ว”
นางจึงปลอบใจเขาด้วยน้ำเสียงอันไพเราะของนาง “ท่านไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ สองแม่ลูกนั่นมีปัญหาทางสมองมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว”
จางเจิ้งเหอไม่ได้ตอบอะไร แค่รินชาให้นางถ้วยหนึ่ง
สูดดมกลิ่นชา เป็นยอดอ่อนชั้นดี จ้าวเยี่ยนเจียวยกขึ้นจิบเล็กน้อย ถอนหายใจออกมาอย่างพึงพอใจ นางมองขนมบนโต๊ะ “ท่านใจกว้างกว่า
ฮูหยินเว่ยมากนัก”จางเจิ้งเหอดันขนมดอกซิ่ง[1]ที่อยู่ตรงหน้าไปให้นางอย่างรู้ความ “ดูจากท่าทางของเจ้าแล้ว คงไม่ได้ถูกแม่เลี้ยงทำให้ขุ่นเคืองใจหรอกกระมัง”
“แน่นอน จะทำให้ข้าขุ่นเคืองใจ ต้องถามข้าก่อนว่าจะยอมหรือไม่” จ้าวเยี่ยนเจียวหยิบขนมกินอย่างไม่เกรงใจ ขนมของหงเสียทำได้ดีมาก โดยเฉพาะขนมดอกซิ่งที่หวานแต่ไม่เลี่ยน นางชอบที่สุด
“เจ้าตั้งใจจะทำอย่างไรกับแผนการแม่เลี้ยงของเจ้า?”
จ้าวเยี่ยนเจียวเกือบสำลักขนม นางหันไปมองเขาอย่างตกใจ “ท่าน...ท่านหมายถึงอะไร?”
นางตั้งใจจะกลับไปสับเปลี่ยนตัวจริงๆ และไม่ได้คิดที่จะปิดบังเขา เดิมทีตั้งใจไว้เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ก็จะไปเกลี้ยกล่อมให้เขายอมรับการตัดสินใจของนาง แต่ตอนนี้เขาถามออกมาตรงๆ นางยังไม่ทันได้คิดหาคำพูดดีๆ เพื่อคุยกับเขาเลย
เห็นเขามองนางด้วยท่าทีเหมือนยิ้มแต่ไม่ยิ้ม นางก็อึกอักพูดว่า “จ้าวซิ่นเป็นคนเอาแต่ใจขนาดนั้น ท่านยังไม่รังเกียจเลย ส่วนข้าน่ารักถึงเพียงนี้ มีเหตุผลอะไรที่ท่านจะไม่ชอบ จริงไหม?”
จางเจิ้งเหอยื่นมือออกไปบีบแก้มที่นุ่มนิ่มของนาง
นางขมวดคิ้ว แต่ไม่ได้ปัดมือเขาออก เพราะตอนนี้มีเรื่องที่ต้องขอร้องเขา นางไม่เหมือนฮูหยินเว่ยที่ไม่รู้จักประมาณตน อยากจะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแต่ยังทำเป็นวางท่ายโสโอหัง
“ใบหน้าของเจ้านุ่มนวลจริงๆ สัมผัสก็ดี แต่ทำไมคำพูดที่พูดออกมาถึงได้หน้าด้านและไร้ยางอายขนาดนี้?!”
นางมองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ “ความหมายของท่านก็คือ ถึงแม้จะรู้ว่าจ้าวซิ่นน่ารังเกียจ แต่ก็ยังเต็มใจที่จะแต่งงานกับนาง?”
จางเจิ้งเหอไม่ปฏิเสธ เขายกชาขึ้นจิบหนึ่งคำแล้วมองไปที่เวทีงิ้ว ไม่ได้พูดอะไร
จ้าวเยี่ยนเจียวเห็นเขาตั้งใจดูงิ้ว ก็รู้สึกอารมณืไม่ดี หรือว่าเขาชอบจ้าวซิ่นจริงๆ?
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็แวบขึ้นมาในหัว เขาเกิดในจวนโหว การแต่งงานกับจ้าวซิ่นนับว่าเป็นการลดเกียรติมากแล้ว กับนางที่เป็นแค่บุตรสาวอนุ มีคุณสมบัติอะไรที่จะเข้าตาเขาได้?
นางช่างคิดเข้าข้างตัวเองจริงๆ คิดว่าแค่เขายิ้มให้นาง ก็แปลว่าเขามีใจให้ นางจึงก้มหน้าก้มตากินขนม ดูงิ้วบนเวทีอย่างน้อยอกน้อยใจ
“ท่านว่าบนโลกนี้ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วมีจริงๆ หรือเปล่า?”
จางเจิ้งเหอละสายตาจากเวทีงิ้วมามองนาง ถามกลับ “เจ้าเชื่อหรือไม่?”
“เดิมทีก็เชื่อ แต่บางครั้งก็รู้สึกสับสน”
“มีใครทำให้เจ้าผิดหวังอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ได้ผิดหวัง แค่...” นางใช้มือเท้าคาง หลุบตาลง “ท่านพ่อท่านแม่ของข้าเป็นคนดีแต่ก็ตายเร็ว ท่านป้าของข้าเป็นคนดีแต่ลุงเขยกลับหายสาบสูญ ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว ส่วนข้าก็ดีไม่น้อย นอกจากท่านป้าแล้วคนที่ได้ชื่อว่าเป็นญาติกลับมองข้าเป็นแค่ปลวกมด[2] ข้ากับท่านป้าเป็นคนดีแต่กลับถูกมองว่าต่ำต้อย ในทางกลับกัน ตระกูลจ้าวถึงแม้จะกำลังตกต่ำ ชอบรังแกคนอื่นลับหลัง แต่ก็ยังได้รับความเคารพยกย่อง ท่านว่านี่มันเหตุผลอะไรกัน?”
จางเจิ้งเหอมองสีหน้าจริงจังของนางแล้วอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เรื่องราวบนโลกนี้ไม่อาจพูดได้ด้วยเหตุผล แต่เจ้าเป็นคนดีและไม่เคยเปลี่ยน ในสายตาของข้า ถือว่าเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง”
“หายากจริงๆ ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” นางรำพึงตามคำพูดเขาเบาๆ พอรู้สึกตัว นางก็ขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ “ดังนั้นถึงได้ยอมให้ท่านหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า ข้าถามท่านหน่อย ตอนที่ท่านใส่ร้ายข้า หลอกข้า ในใจของท่านมีความรู้สึกกระวนกระวายใจบ้างหรือไม่?”
“ไม่มี” เขาชอบแกล้งนาง ดังนั้นเขาจะรู้สึกไม่สบายใจได้อย่างไร?
นางจิ๊ออกมาคำหนึ่ง “นั่นสินะ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ข้ายังคิดว่าท่านแกล้งข้าแล้วรู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง ก็คิดว่ากรรมตามสนองแล้ว แต่ตอนนี้ดูเหมือนหลอกลวงทั้งเพ ในเมื่อเป็นแบบนี้ข้าจะใจอ่อนกับท่านไปทำไมกัน?”
จางเจิ้งเหอยื่นมือออกไป อดไม่ได้ที่จะบีบแก้มของนางอีกครั้ง รู้สึกติดใจกับสัมผัสนี้จริงๆ “อย่าคิดมาก เจ้าเชื่อในเรื่องผลตอบแทนของความดีความชั่ว เจ้าถึงได้เป็นตัวของตัวเอง ความอยุติธรรมที่สวรรค์มอบให้เจ้า สุดท้ายก็จะคืนความยุติธรรมให้เจ้าเอง ผลกรรมตามสนองขึ้นอยู่กับเวลาว่าจะช้าหรือเร็ว ดังนั้นเจ้าก็อย่าได้เปลี่ยนตัวเอง ไม่อย่างนั้นก็จะไม่ใช่เจียวเจียวที่น่ารักในความทรงจำของข้าแล้ว”
คำพูดของเขาทำให้นางที่ปกติเป็นคนตรงไปตรงมา ถึงกับหน้าแดง “ข้าไม่ต้องการเป็นคนน่ารักเสียหน่อย” นางบ่นเบาๆ พลางหลบมือของเขาอย่างไม่สบายใจ
ขณะนั้นเองหลี่ต้าจ้วงก็ถือปิ่นโตอาหาร เปิดประตูเข้ามา
จ้าวเยี่ยนเจียวมองอาหารและสุราที่วางอยู่บนโต๊ะ นางมองเพียงปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นอาหารขึ้นชื่อของเป่าชิ่งโหลว ซึ่งก็คือขาหมูแก้ว
ขาหมู ขาหมู ขาหมูนางชอบกินขาหมูที่สุด กลืนน้ำลายลงคออย่างแรง
เห็นท่าทางที่อยากกินของนาง จางเจิ้งเหอก็พูดเบาๆ ว่า “กินเถอะ!”
[1] ขนมที่ทำจากเมล็ดซิ่ง เป็นขนมโบราณที่ทำเป็นก้อนๆ ขนาดพอดีคำ มีรสชาติหอมมันจากเมล็ดซิ่ง ที่มีขายในปัจจุบันเรียกขนมดอกซิ่งเพราะมีรูปร่างเหมือนดอกซิ่งทำจากแป้งสอดใส้ชนิดต่างๆ
[2] ทั้งปลวกและมดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไร้ค่า ไม่มีประโยชน์
ออกจากจวนโหว เยว่ฉีสือก็ขึ้นม้าทันที เขาไม่ได้ตั้งใจจะกลับจวน แต่จะไปที่ค่ายทหารนอกเมืองหลวง เขาไม่แม้แต่จะมองเยว่ฉีอวิ๋น เพียงพูดว่า “ทหารที่ชายแดนไม่ค่อยมีโอกาสได้พักผ่อน อีกไม่กี่วันจากนี้ให้เจ้าพาคณะงิ้วไปที่ชายแดนเพื่อสร้างความสนุกสนานกับเหล่าทหารบ้าง ถ้าเป็นไปได้ ให้อยู่ที่นั่นสักสองสามปี สร้างโรงงิ้วขึ้นมาเลย”สีหน้าของเยว่ฉีอวิ๋นเปลี่ยนไปทันที “อยู่หลายปี?! พี่ใหญ่ขอรับ ที่นั่นมันทั้งกันดารและเหน็บหนาวนะขอรับ”“ใช่แล้ว” ในที่สุดเยว่ฉีสือก็ก้มหน้าลง มองเยว่ฉีอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา “ดังนั้นมันถึงเหมาะกับเจ้า”เห็นสายตาของเยว่ฉีสือ เยว่ฉีอวิ๋นก็รู้สึกหนาวถึงกระดูก ตอนนี้รู้แล้วว่าเยว่ฉีสือจำฉินเยว่ได้!เขาสงสัยในใจอยากจะถาม แต่สุดท้ายก็ปิดปากลง ไม่มีความกล้าพอที่จะถามอะไรออกมาอีกหากไปลำบากอยู่ที่ชายแดนสองสามปีแล้วทำให้พี่ชายหายโกรธ เขาก็ยอม! เพียงแต่นึกถึงภรรยาที่บ้าน... เรื่องนี้ เขาปิดบังแม้กระทั่งคนข้างกาย ด้วยนิสัยของภรรยา เกรงว่านางจะไม่ปล่อยให้เขามีชีวิตสงบสุขอย่างแน่นอนหลังจากนั้น เยว่ฉีสือก็จะมาที่จวนโหวทุกๆ สามวัน โดยอ้างว่ามีเรื่องจะคุยกับจางซื่อฉิน แต่เขาก็มักจะบังเอิญ
“เมื่อก่อนตอนที่พี่ชายของข้าตาบอดระหว่างนั้นโชคดีที่ได้ท่านช่วยดูแล ท่านเป็นผู้มีพระคุณของจวนกั๋วกง”ฉินเยว่ส่ายหัว นางไม่คิดว่าตัวเองมีบุญคุณอะไรกับเยว่ฉีสือ นางแค่พูดว่า “ตาของเขาหายดีแล้วหรือ?”เยว่ฉีอวิ๋นพยักหน้า “หลังจากกลับมาเมืองหลวงแล้ว หมอที่บิดาของข้าเชิญมาก็รักษาตาของพี่ชายข้าจนหายดี เขาเคยไปตามหาเจ้า แต่ข้าหลอกเขาว่าเจ้าตายแล้ว”ฉินเยว่รู้สึกเจ็บปวดใจ ดวงตาของนางแดงก่ำ ได้แต่กลั้นก้อนสะอื้นลงคอจ้าวเยี่ยนเจียวที่อยู่ข้างๆ เบิกตากว้าง นางรีบเข้าไปถามอย่างไม่พอใจว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่เคือท่านลุงที่ไร้ความรับผิดชอบของข้าคนนั้น?”“เจียวเจียว เมื่อก่อนพี่ชายของข้าถูกซุ่มโจมตีเพราะบิดาของข้า ทำให้เขาตาบอดจนซึมเศร้าอยู่นาน เมื่อออกไปท่องเที่ยวหยางโจวครั้งหนึ่ง เขาทะเลาะกับบิดาของข้าระหว่างทาง แล้วจากไปอย่างไร้ร่องรอย พอหาตัวพบอีกครั้ง เขาก็แต่งงานกับป้าของเจ้าในหมู่บ้านเล็กๆ แล้ว ท่านแม่ทัพใหญ่เป็นใคร? เขามีคู่หมั้นอยู่แล้ว จะแต่งงานกับคนที่ไม่รู้ที่มาที่ไปได้อย่างไร”“พอได้แล้ว” จ้าวเยี่ยนเจียวตำหนิ “สรุปก็เป็นเรื่องฐานะอีกแล้ว ตลอดสิบปีที่ผ่านมา คุณชายสามเยว่หลอกพวกเรามาตลอด ท่านป
ดอกท้อที่อยู่นอกเรือนบานสะพรั่ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาการแพ้ท้องหายแล้ว หรือเพราะท่านป้าของนางมาอยู่ด้วย ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาจ้าวเยี่ยนเจียวจึงดูสดชื่น กินอิ่ม นอนหลับ ทำให้คนทั้งจวนโล่งใจต้นท้อในสวนพลิ้วไหว งดงามน่ามอง ตามหลักแล้วนักปราชญ์ควรแต่งบทกวีเพื่อชื่นชม แต่โชคร้ายที่เจ้าของเรือนเหมยหลินเป็นคนชอบกิน เมื่อนางเห็นดอกท้อ นางก็คิดถึงการนำมันไปทำโจ๊กดอกท้อ ขนมดอกท้อ และสุราดอกท้อเช้านี้นางอยากกินแกะย่าง คนรับใช้ก็รีบยกหินก้อนใหญ่สองก้อนมาทำเตาย่าง แล้วเริ่มย่างเนื้อแกะ ดังนั้นในสวนดอกท้อจึงมีกลิ่นเนื้อย่างหอมกรุ่นจางเจิ้งเหอนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่จ้าวเยี่ยนเจียวให้คนยกมาให้ เขากำลังชมดอกท้อและมองนางที่กำลังย่างเนื้อแกะ จนอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “เจ้าสนใจแต่การกิน ไม่สนใจวิวทิวทัศน์ที่สวยงามบ้างเลย”“ทิวทัศน์ที่สวยงามก็สู้ท้องอิ่มไม่ได้” จ้าวเยี่ยนเจียวทำท่าทางน้ำลายไหลเมื่อได้กลิ่นเนื้อแกะย่าง นางคิดถึงเมื่อหลายวันก่อนที่นางได้กลิ่นแบบนี้แล้วรู้สึกคลื่นไส้ ตอนนี้นางรู้แล้วว่าการที่กินอะไรไม่ลงมันทรมานแค่ไหน ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นแล้วก็ต้องกินให้อิ่มหน่อย “ท่านก็ชมวิวไปเถอะ ทำตัวเป็นคุณชา
ฤดูหนาวผ่านไป ลมฤดูใบไม้ผลิพัดโชย ดอกท้อบานสะพรั่ง มีทั้งสีเข้มและสีอ่อน ต่างแข่งขันกันเบ่งบานภายใต้แสงอาทิตย์ของฤดูใบไม้ผลิจวนโหวได้จัดงานศพให้กับนายท่านรอง หลังจากตรุษจีนจึงจัดพิธีศพอย่างยิ่งใหญ่ ฮูหยินหยางได้ขอฮูหยินผู้เฒ่าแยกครอบครัวเมื่อพ้นระยะไว้ทุกข์ จางซินอวี้แต่งงานออกไปแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้ตอบอะไร แต่จางซื่อฉินกลับตกลงทันทีตอนนี้เรือนรองแทบจะหมดหวังแล้ว หากไม่ใช่เพราะต้องการใช้ชื่อคุณหนูจวนโหวเพื่อหาคู่ที่ดีให้กับจางซินอวี้ ฮูหยินหยางก็คงจะพาบุตรชายและลูกสะใภ้ออกไปจากที่นี่นานแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา นางทำเรื่องสกปรกมากมายในที่ลับ จึงกลัวว่าจางซื่อฉินจะเปลี่ยนใจมาแก้แค้น หากยังดื้อรั้น ถึงตอนนั้นชีวิตของนางก็ไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้วตอนนี้เรือนรองใช้ชีวิตในจวนโหวราวกับไม่มีตัวตน เซวี่ยอิงถงเรียกคืนอำนาจในการจัดการเรื่องในจวนกลับมา หลังจากนั้นได้มอบให้จ้าวเยี่ยนเจียวเป็นคนดูแลแทน เพราะนางไม่ได้อยู่ประจำในจวน อีกทั้งยังมีฮูหยินผู้เฒ่าคอยช่วยอยู่ จึงวางใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาดอย่างแน่นอนบรรยากาศในจวนยังคงหดหู่ แม้แต่สีหน้าของบ่าวไพร่ก็เศร้าสร้อย เดินเหินกันอย่างระมัดร
คำพูดของจางซื่อฉินทำให้ฮูหยินหยางแทบจะหายใจไม่ออก รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเขารู้!ฮูหยินหยางมองจางซื่อฉิน ไม่สามารถหลอกตัวเองได้อีก จางซื่อฉินรู้ว่าการที่ท่านอาเข้าไปในทะเลทรายก็เพื่อที่จะฆ่าเขา ตอนนี้เขาโต้กลับแล้วและไม่ไว้หน้าเลย “เจ้าช่างโหดเหี้ยมนัก!”จางซื่อฉินจับมือฮูหยินหยาง ออกแรงเล็กน้อยเพื่อขัดจังหวะคำพูดของนาง “ยังมีท่านย่าอยู่ อาสะใภ้ก็ทำใจให้สบายเถอะ” ร่างของฮูหยินหยางอ่อนปวกเปียกนี่คือเขาต้องการให้นางยอมรับผลที่เกิดขึ้น ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไร เพื่อฮูหยินผู้เฒ่าแล้ว จางซื่อฉินจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา จางซินอวี้ที่อยู่ข้างหลังร้องไห้จนหน้าเปื้อน รีบเข้าไปพยุงมารดาเอาไว้จางซื่อฉินปล่อยมือ แล้วคุกเข่าลงต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจางเจิ้งเหอเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าลงทันที จ้าวเยี่ยนเจียวก็รีบคุกเข่าตาม“ท่านย่าขอรับ หลานไม่กตัญญู” จางซื่อฉินก้มหน้าลง “ไม่สามารถปกป้องท่านอาได้”ใบหน้าของฮูหยินผู้เฒ่าซีดเผือด หัวใจของนางเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีด ได้แต่ส่ายหน้าพูดอะไรไม่ออก จ้องมองโลงศพตรงหน้าด้วยใบหน้าอาบน้ำตา ความเจ็บปวดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ต้องส่งศพบุตร
ทันทีที่ทั้งสองคนก้าวเข้าไปในเรือนเหมยหลิน เซวี่ยอิงถงก็ปรากฏตัวออกมาจากเงามืด “ความสัมพันธ์ดีจริงๆ”“พี่สะใภ้ใหญ่” จ้าวเยี่ยนเจียวร้องออกมาด้วยความประหลาดใจเซวี่ยอิงถงยิ้มให้น้องสะใภ้ เพราะสูงกว่าผู้หญิงทั่วไปเล็กน้อย เมื่อจ้าวเยี่ยนเจียวยืนอยู่ข้างๆ จึงสูงเพียงแค่ไหล่ของนางเท่านั้น นางก้มลงมองใบหน้ากลมๆ ของน้องสะใภ้ ดูไม่ออกว่าอายุเท่าไหร่ ใบหน้าเด็กนี้ช่างน่ารักเสียจริงตอนนี้จางเจิ้งเหอยังหนุ่มอยู่ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าอีกหลายปี คุณชายรองพาภรรยาออกไปข้างนอก อาจจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นพ่อกับบุตรสาว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ นางก็หัวเราะมากขึ้น พร้อมกับเหลือบไปมองจางเจิ้งเหอจางเจิ้งเหอเลิกคิ้ว เขาไม่รู้ว่าเซวี่ยอิงถงคิดอะไรอยู่ แต่เขารู้สึกว่ารอยยิ้มของนางค่อนข้างเจ้าเล่ห์ “มาดักรอพวกเรา มีอะไรหรือขอรับ?”“ซื่อฉินให้ข้ามาบอกเจ้า”จางเจิ้งเหอก็ตั้งใจฟัง“สำเร็จแล้ว”คำพูดสั้นๆ สองคำนั้นช่างหนักแน่น จางเจิ้งเหอหลบสายตาลงเล็กน้อย อารมณ์ของเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก เขาแค่ถามว่า “พี่ใหญ่สบายดีหรือไม่?”“วางใจเถอะ!” เซวี่ยอิงถงยื่นมือไปตบไหล่ของจางเจิ้งเหอ “ช่วงตรุษจีน เพื่อไม่ให้ฮูหยินผู้เฒ่าไม







