로그인สวี่เพียวเพียวนั่งหมุนเก้าอี้เล่นอยู่ภายในห้องทำงานของฮั่วจี้เซินเก้าอี้ทำงานราคาเลขหกหลักตัวนี้นั่งสบายกว่าเก้าอี้ตัวละพันกว่าบาทที่เธอไปสอยมาจากตลาดเฟอร์นิเจอร์มือสองจริง ๆ แถมยังมีฟังก์ชันนวดตัวในตัวอีกต่างหากมาเยือนรอบนี้สวี่เพียวเพียวรู้สึกว่าตัวเองสามารถปักหลักอาศัยอยู่ในห้องทำงานนี้ยาว ๆ ได้เลยด้วยซ้ำเซ่ามู่ยกกาแฟเข้ามาเสิร์ฟ“คุณสวี่ ดื่มกาแฟไหมครับ?”“ขอบคุณค่ะ วางไว้ตรงนั้นเลยค่ะ”ด้านหลังห้องทำงานของฮั่วจี้เซินเป็นกระจกบานสูงยาวจรดพื้นทั้งหมด การยืนอยู่ตรงนั้นนอกจากจะสามารถมองลงไปเห็นตึกรามบ้านช่องเกือบครึ่งหนึ่งของเมืองเอ ในวันที่อากาศหนาวเหน็บแบบนี้ พอมานั่งอาบแดดตรงนี้ สวี่เพียวเพียวก็รู้สึกว่าร่างกายของเธอพลอยอบอุ่นขึ้นมาด้วยเซ่ามู่ยิ้มพลางเอ่ยถาม “คุณสวี่คิดว่าห้องทำงานของคุณฮั่วเป็นยังไงบ้างครับ?”“เหม็นค่ะ”เซ่ามู่รู้สึกเหมือนเจอศัตรูตัวฉกาจ ทันใดนั้นก็คิดจะเอ่ยถามว่าตรงไหนที่พนักงานทำความสะอาดทำได้ไม่เรียบร้อย แต่กลับได้ยินสวี่เพียวเพียวเดาะลิ้นทอดถอนใจออกมาก่อน“เหม็นสาบคนรวยน่ะ”ห้องทำงานประธานของฮั่วซื่อกรุ๊ปนั้นหรูหราไปเสียทุกตารางนิ้วจริง ๆ แต่น
ประสบการณ์การสอบสวนอันยาวนานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้พวกเขาสามารถจับพิรุธจากคำพูดของอันเหวินโม่ได้ในทันที“เธอไปล่วงเกินใคร?”น้ำเสียงของอันเหวินโม่ชะงักกึกไปในทันที!ร่างกายของเธอพลันสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้เมื่อเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความกดดันของเจ้าหน้าที่สอบสวน เธอขบฟันแน่น ก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ฮั่วจี้รุ่ย สวี่เพียวเพียวไปล่วงเกินฮั่วจี้รุ่ย”เจ้าหน้าที่ตำรวจสบตากัน ในขณะนั้นเอง ที่มุมหนึ่งด้านนอกห้องสอบสวน นัยน์ตาคมกริบเย็นเยียบของชายหนุ่มคู่หนึ่งที่จ้องมองผ่านช่องกระจกที่ประตูฉายแววความเด็ดขาดออกมา ร่างของเขาสูงตระหง่านจนศีรษะแทบจะแตะขอบบนของกรอบประตู สายตาคู่นั้นจับจ้องอยู่ตรงช่องมองพอดีฮั่วจี้เซินส่ายหน้าช้า ๆ ไม่ใช่แค่ฮั่วจี้รุ่ย หรือจะพูดให้ถูกก็คือ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของฮั่วจี้รุ่ยเพียงคนเดียวฝ่ามือของอันเหวินโม่ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบ ริมฝีปากของเธอสั่นระริก “ยัง ยังมีซูมู่และซูอัน พวกเขาติดต่อมาบอกว่า ถ้าฉันสามารถทำให้บริษัทของสวี่เพียวเพียวล่มได้ ก็จะ... จะมอบผลประโยชน์ก้อนโตให้ฉัน”ผลประโยชน์ที่ว่านั้น อันเหวินโม่ไม่ได้ระบุรายละเอียดให้ชัดเจ
ซูหว่านสูดลมหายใจเข้าลึกขณะที่พยาบาลกำลังล้างทำความสะอาดนิ้วหัวแม่มือที่มีแผลสดเปิดอ้าโดยไม่มีการฉีดยาชา เมื่อข้อความนั้นถูกส่งออกไปแล้ว เรี่ยวแรงทั้งหมดในร่างก็ดูเหมือนจะมลายหายไปสิ้นเธอทิ้งตัวลงนอนหนุนตักสวี่เพียวเพียวด้วยใบหน้าซีดเผือด ก่อนจะกดล็อกหน้าจอมือถือลงลึก ๆ แล้วซูหว่านรู้ดีว่าเธอไม่ควรจมปลักกับความเสียใจให้มากนัก ชีวิตของเธอยังมีเรื่องสำคัญอีกมากมายที่ต้องรับผิดชอบและลงมือทำแต่หัวใจของมนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่ยากจะห้ามปรามยิ่งเมื่อนึกถึงว่าซาลวี่เอินคือรักแรก คือผู้ชายคนแรกที่เธอเทใจให้ตั้งแต่วันที่เติบโตขึ้นมาความรักที่ครั้งหนึ่งเคยเบ่งบานกลับต้องจบลงอย่างรวดเร็วและไร้ซึ่งบทสรุปที่สวยงาม ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่ามือของซูหว่านกำโทรศัพท์ไว้แน่นน้ำตาที่กลั้นไว้เอ่อล้นไหลรินลงมาจากขอบตา หัวไหล่บางสั่นระริกราวกับปีกผีเสื้อที่แสนเปราะบางทั้งที่ก่อนหน้านี้เธอพยายามปลอบประโลมตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่าว่า ให้พอแค่นี้ หยุดความเสียหายให้ทันเวลาก่อนที่จะถลำลึกไปมากกว่านี้ ต่อให้สำหรับเขาแล้ว ความสัมพันธ์นี้จะเป็นเพียงเกมเล่นสนุกที่เขานึกจะเริ่มก็เริ่ม นึกจะจบก็จบ เธอก็ไม่
หลังทักทายเสร็จสิ้น เด็กน้อยก็เบนความสนใจกลับไปที่หนังสือเล่มโปรดของตนต่อ ราวกับไม่ได้รับรู้หรือถูกรบกวนจากบรรยากาศที่น่าอึดอัดเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อยฮั่วเยวียนละสายตาจากเด็กน้อยกลับมา “แล้วพ่อล่ะ?”“เมื่อเช้าเพิ่งกลับไปที่บ้านใหญ่ จะแวะไปหน่อยไหม?”ฮั่วเยวียนนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าปฏิเสธพลางแค่นหัวเราะเยาะในลำคอ “พ่อคงไม่อยากเห็นหน้าฉันหรอก และตัวฉันเองก็ไม่ได้อยากจะเอาหน้าไปเสนอให้พ่อรังเกียจเล่นเหมือนกัน!”หลายปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ระหว่างฮั่วเยวียนกับคุณปู่ฮั่วได้ขาดสะบั้นลงโดยสิ้นเชิง ทั้งสองฝ่ายต่างแบกรับความโกรธแค้นและทิฐิที่ติดค้างอยู่ในใจเอาไว้ฮั่วหงถอนหายใจยาว “หลายปีผ่านไปขนาดนี้แล้ว ความโกรธในใจนายก็น่าจะเบาบางลงได้แล้วนี่! ในฐานะลูก จะมัวแบกความโกรธเคืองพ่อไปให้ได้อะไรขึ้นมา?”ฮั่วเยวียนตบลงบนตำแหน่งขาซ้ายที่ว่างเปล่าของตัวเองเสียงดังปึก “พี่ใหญ่ คำพูดน่ะมันพูดง่ายหรอกนะ แต่พี่ลองหันไปถามขาฉันดูสิ ว่ามันเต็มใจจะยกโทษให้หรือเปล่า!”ในปีนั้น หากคุณปู่ฮั่วไม่ตัดสินใจตัดไฟแต่ต้นลม สิ่งที่ฮั่วเยวียนต้องสูญเสียไปอาจจะไม่ใช่แค่ขาเพียงข้างเดียว แต่เป็นถึงชีวิต
ก่อนหน้านี้ ยามที่ฮั่วสวินเจินแวะเวียนไปเยี่ยมเจินอวิ๋นและฮั่วเยวียน เธอล้วนแต่ได้พบพวกเขาแยกกันคนละทาง ไม่เคยมีครั้งใดที่ทั้งสองคนจะมาเผชิญหน้ากันต่อหน้าเธอและฮั่วจี้จั๋วพร้อมกันเช่นนี้นั่นทำให้ฮั่วสวินเจินไม่เคยล่วงรู้เลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพ่อและแม่ของเธอได้ผุพังลงจนถึงจุดที่แตกหักและไม่อาจประสานให้กลับมาเป็นดังเดิมได้อีกฮั่วสวินเจินเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา “แม่คะ ทำไมแม่ไม่หย่ากับพ่อล่ะคะ?”เธอคิดเสมอว่า หากหย่าขาดกันอย่างเป็นทางการ เจินอวิ๋นก็คงไม่ต้องถูกคุณปู่ฮั่วจองจำเจินอวิ๋นแค่นหัวเราะเสียงเย็นเฉียบในลำคอ“หย่า? เพื่อเปิดทางให้หมอนั่นไปเริ่มต้นใหม่น่ะหรือ? ไม่มีวัน ชั่วชีวิตนี้แม่จะไม่มีวันเลิกรากับไอ้ผู้ชายสารเลวอย่างฮั่วเยวียนเด็ดขาด ถ้าจะต้องจบลง ก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง!”ฮั่วสวินเจินได้ยินแล้วถึงกับเสียวสันหลังวาบ เมื่อเห็นแม่ของตนขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธแค้นเธอไม่เข้าใจเลยสักนิดในเมื่อความรู้สึกเกลียดชังมันรุนแรงถึงขั้นนี้ ทำไมถึงยังต้องรั้งชีวิตสมรสเอาไว้ให้เป็นพันธนาการ ไม่ยอมแยกทางกันไปให้จบสิ้นเสียที?ทว่าเมื่อเผลอสบเข้ากับสายตาอันเปี
เธอต้องใช้เวลาอยู่ครู่ใหญ่เพื่อทำใจยอมรับความจริงที่เจ็บปวดลึก ๆ ว่าซาลวี่เอินอาจไม่ได้แคร์เธอมากถึงขนาดนั้นเหตุผลที่เธอไม่เคยเปิดเผยความสัมพันธ์นี้ออกมา ไม่ใช่เพียงเพราะความจำเป็นส่วนตัว แต่มันคือความเชื่อที่ฝังรากลึกในใจมาตลอดว่า สิ่งที่ซาลวี่เอินเรียกว่าการคบกันนั้น เป็นเพียงความสัมพันธ์ที่มีวันหมดอายุรออยู่เบื้องหน้า เธอเฝ้าบอกตัวเองเสมอว่า วันใดที่เขาเบื่อ วันใดที่ความตื่นเต้นเลือนหาย หรือเมื่อเขารู้สึกว่าเธอไม่ได้มีสีสันน่าดึงดูดใจเหมือนวันแรก ๆ เขาก็คงจะปล่อยมือจากเธอไปอย่างง่ายดาย ไร้ความอาลัยอาวรณ์ใด ๆย้อนกลับไปในวันที่เธอตอบตกลงคบกับเขา มันเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ เป็นจังหวะที่หัวใจอ่อนแอจนเผลอไผลไปตามความเรียกร้องซูหว่านเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างขมขื่น ความรู้สึกเหมือนมีก้อนหินหนัก ๆ มาบีบคั้นหัวใจจนแน่นหน้าอก ทำให้ลมหายใจของเธอติดขัดไปหมดเธอนั่งจ้องหน้าจอมือถือที่ดับมืดลงอยู่นาน นิ้วเรียวลังเลอยู่เหนือแป้นพิมพ์ ความต้องการที่จะอธิบายเรื่องโพสต์เจ้าปัญหานั้นพุ่งพล่าน แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะวางมือถือลงโดยไม่ได้พิมพ์ข้อความอะไรออกไปเลยสักตัวอักษรช่างเถอะ ปล่อยให้มันเ






![ดวงใจคนเถื่อน (NC20+) [ซีรีส์ คนเถื่อน 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
