เข้าสู่ระบบฮั่วสวินเจินกำลังยุ่งอยู่กับการทำงานบาดแผลบนลำคอของเธอกลายเป็นจุดสนใจของคนทั้งบริษัทไปเสียแล้วเดินไปทางไหนก็มีแต่คนเอ่ยปากถามไถ่ว่าเป็นอะไรจนชั่วขณะหนึ่งเธอแทบจะกลายเป็นเป้าหมายในการปกป้องเป็นพิเศษของบริษัทไปโดยปริยายฮั่วสวินเจินจึงตัดสินใจหยิบผ้าพันคอจากสวี่เพียวเพียวมาพันรอบคอไว้เพื่ออำพรางสวี่เพียวเพียวมองดูแล้วเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “ผู้อำนวยการฮั่ว วันนี้ข้างนอกสามสิบแปดองศานะ จะเอาผ้าพันคอมาพันคอไว้แบบนี้มันจะเหมาะเหรอ?”“นี่เขาเรียกว่าแฟชั่นต่างหากล่ะ”เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้ คนในตระกูลฮั่วรู้กันหมดทั้งบ้านแล้วสวี่เพียวเพียวถูกปลุกให้ตื่นขึ้นกลางดึกเพราะการขยับตัวลุกขึ้นของฮั่วจี้เซิน และหลังจากรู้ว่าฮั่วสวินเจินไม่ได้เป็นอะไรมาก เธอถึงได้นอนหลับต่อได้อย่างสนิทใจตลอดช่วงครึ่งหลังของคืนเธอมองรอยคล้ำใต้ดวงตาของฮั่วสวินเจินที่เห็นเด่นชัด“จะลาหยุด แล้วกลับไปพักผ่อนสักหน่อยไหม?”“ไม่ต้องหรอกค่ะ งานกองเป็นภูเขาคอยฉันอยู่ แค่แผลถลอกปอกเปิกนิดหน่อยเอง”แม้ว่านิสัยส่วนตัวของฮั่วสวินเจินจะเอาแต่ใจและดื้อรั้นไปบ้าง แต่เธอกลับไม่ใช่คนสำออย ไม่ใช่พวกโรคเจ้าหญิงที่ร้
“การพาคุณมาโรงพยาบาลเนี่ย ไม่ใช่”“ฉันไม่ได้เรียกร้องให้คุณพามาสักหน่อย”เหลียงเจียเหยียนถึงกับหลุดขำออกมานั่นสิ เธอไม่ได้เรียกร้อง เป็นเขาเองต่างหากที่ปล่อยวางไม่ได้ เป็นห่วงกลัวว่าเธอจะได้รับบาดเจ็บแล้วตัวเองจะดูแลไม่ทั่วถึง จนทิ้งร่องรอยความเจ็บป่วยอะไรเอาไว้เขาเห็นว่ายาขี้ผึ้งบนลำคอของฮั่วสวินเจินเริ่มแห้งพอดีแล้ว จึงปล่อยเส้นผมของเธอลง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วปัดฝุ่นตามเนื้อตัวเบา ๆ “ถือซะว่าผมคิดไปเองก็แล้วกัน ไปกันเถอะ น้องภรรยา”น้ำเสียงนั้นเจือความเอ็นดูอยู่หลายส่วน ซึ่งแม้แต่เจ้าตัวก็ยังไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำขากลับยังคงเป็นเหลียงเจียเหยียนที่รับหน้าที่ขับรถภายในรถ โทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้นเมื่อกดรับสาย เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังลอดออกมาจากปลายสาย “เจียเหยียนเหรอ? ได้ข่าวว่ากำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งแล้วนี่? ยินดีด้วยนะคะ ไปสังกัดหน่วยงานไหนเหรอคะ?”“ในเขตครับ”“เขตของเมืองไหนเหรอคะ? ถ้าคุณกลับมาเมืองเอแล้ว มากินข้าวด้วยกันสักมื้อได้ไหมคะ?”ฮั่วสวินเจินเหลือบมองเวลาบนหน้าจอตีหนึ่งพอดีโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาในเวลานี้ แถมยังเป็นเพศตรงข้าม และน้ำเสียงที่พูดจามีคว
หากไม่ใช่เพราะเกี่ยวข้องกับฮั่วจี้จั๋ว เธอไม่มีทางแอบออกมากลางดึกแบบนี้แน่อีกอย่าง หลีเจ๋อจู่ ๆ ก็เกิดสติหลุดคลุ้มคลั่งขึ้นมา เป็นเรื่องที่เธอจะคาดเดาได้เสียที่ไหนกันล่ะ?ฮั่วสวินเจินอดทนกับความเจ็บปวดที่ลำคอตอนที่ตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเมื่อครู่ เธอยังไม่ทันได้รู้สึกทรมานอะไรขนาดนั้นเพราะหลีเจ๋อลงมือโดยไม่ได้ควบคุมน้ำหนักมือเลยฮั่วสวินเจินรู้สึกเพียงแค่สมองขาดอากาศหายใจ จนแทบจะไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใด ๆ แล้วทว่าพอมาถูกดุเข้าตอนนี้ กลับรู้สึกน้อยใจขึ้นมาเสียอย่างนั้นเธอก็ไม่ได้ตั้งใจเสียหน่อยการที่เธอต้องมาเผชิญภัยอันตราย เป็นสิ่งที่เธอต้องการหรือไงล่ะ?พอคิดมาถึงตรงนี้ หยาดน้ำตาบนใบหน้าของฮั่วสวินเจินก็ร่วงเผาะลงมาหยดแล้วหยดเล่า ราวกับไข่มุกที่ขาดออกจากเส้น ร้อยเรียงจนควบคุมไว้ไม่อยู่หลังมือของเหลียงเจียเหยียนเปียกชื้นไปด้วยหยดน้ำเต็มไปด้วยหยดน้ำตาที่เธอร่วงหล่นลงมาตอนที่เหลียงเจียเหยียนดุเธอ เป็นเพราะความรู้สึกเป็นห่วงล้วน ๆ แม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมาจากฝั่งเมืองเอ ซึ่งระยะทางอยู่ใกล้ แต่ที่นี่ไม่ใช่เขตพื้นที่รับผิดชอบของเขา เขาจึงต้องคอยมาช่วยดูแลอำนวยความสะดว
หลีเจ๋อยิ้มเยาะ“เรื่องนี้ไม่ต้องรบกวนให้คุณมาเป็นห่วงหรอกครับ”รถตำรวจจอดปิดล้อมอยู่รอบตัวพวกเขาประตูรถเปิดออกพร้อมกับตำรวจก้าวลงมาจากรถ โดยมีเหลียงเจียเหยียนเดินตามประกบอยู่ข้าง ๆ เมื่อเห็นฮั่วสวินเจินถูกหลีเจ๋อจับเป็นตัวประกัน แววตาของเหลียงเจียเหยียนก็วูบไหวขึ้นเล็กน้อยริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นเป็นเส้นตรงเขาโน้มตัวกระซิบสอบถามสถานการณ์คร่าว ๆ กับฮั่วจี้จั๋ว ขณะที่สายตาทอดมองวนเวียนอยู่บนร่างของฮั่วสวินเจินก่อนจะหันหลังเดินผละออกไปอย่างรวดเร็วตำรวจกับหลีเจ๋อยังคงเผชิญหน้ายื้อยุดกันไปมาอย่างไม่มีใครยอมใครฮั่วสวินเจินทั้งเหนื่อยล้าอ่อนแรงและไม่กล้าขยับเขยื้อน แม้แต่ลมหายใจก็ถูกบีบคั้นอยู่ในกำมือของหลีเจ๋อผ่านไปครู่หนึ่ง เหลียงเจียเหยียนก็เดินกลับมา เขารับโทรโข่งจากมือตำรวจ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “หลีเจ๋อ พ่อแม่กับลูกนอกสมรสของนาย พวกเราควบคุมตัวไว้หมดแล้ว ต่อให้นายตายอยู่ตรงนี้วันนี้ ก็จะไม่มีเงินสักแดงเดียวโอนเข้าไปในบัญชีของพวกเขาอย่างเด็ดขาด”“ถ้านายยอมวางตัวประกันลง สารภาพความจริงเพื่อรับโทษเบา นายยังพอมีโอกาสกลับตัวกลับใจได้”หลีเจ๋อคิดไม่ถึงเลยว
“คุณก็รู้ว่า ตอนนี้ฉันเป็นคนภายใต้สังกัดของฮั่วจี้จั๋ว”“เขาอยากให้คุณถูกเล่นงาน แล้วหันมาเข้าข้างฝ่ายเรา เขาถึงได้ใช้วิธีการแย่ ๆ แบบนี้”เส้นเลือดบนหลังมือของเซ่ามู่ปูดโปนเต้นตุบ ๆ เขาจ้องมองหลีเจ๋อที่อยู่ตรงหน้า เอาหน้าผากชนติดกับหน้าผากของอีกฝ่ายผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็หลุดหัวเราะออกมา“ไอ้เวรเอ๊ย มึงคิดว่ากูโง่หรือไงวะ?”เขาทำงานในฮั่วซื่อมาตั้งกี่ปี มีเล่ห์เหลี่ยมมุมไหนบ้างที่เขาจะมองไม่ออก“มึงคิดว่าการที่มึงมารังแกน้องสาวกู แล้วกูยังจะต้องหันไปสวามิภักดิ์กับฝั่งมึงอีกงั้นเหรอ? สมองกูโดนควายเตะเข้าหรือไง?”หลีเจ๋อหัวเราะแห้ง ๆ ออกมาสองเสียงใบหน้าบวมปูดเขียวช้ำ ดูตลกขบขันสิ้นดี“คุณเลขาเซ่า ถ้าเกิดว่าคุณฮั่วไม่คิดจะจัดการเรื่องนี้ และไม่ยอมให้คำอธิบายกับคุณล่ะครับ?”เซ่ามู่ยกมือขึ้น ชกเข้าที่ท้องของหลีเจ๋ออย่างแรงหนึ่งหมัด“กูเป็นลูกผู้ชาย คำอธิบายแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้คุณฮั่วเป็นคนหยิบยื่น”เขาจะทวงความยุติธรรมให้น้องสาวตัวเอง แล้วทำไมต้องไปฝากความหวังไว้ที่คนอื่นกันเล่า?คนพวกนี้คิดจะยุยงให้แตกแยก ประเมินสมองของเขาต่ำเกินไปเสียจริงหลีเจ๋อส่งเสียงร้องด้วยความเ
ส่วนเรื่องที่รู้จักกับน้องสาวของเซ่ามู่นั้นก็เป็นเรื่องส่วนตัวของหลีเจ๋อเองถ้าจะให้พูดจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้นอกเหนือจากจะสร้างความน่าสะอิดสะเอียนแล้ว ก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นอีกเลยฮั่วสวินเจินรู้สึกเพียงแค่ว่า ตัวเองเหมือนเพิ่งกลืนแมลงวันเข้าไป น่าขยะแขยงเป็นที่สุดฮั่วสวินเจินพูดด้วยความขุ่นเคืองว่า “พี่ใหญ่ ฉันขอไปยืมคนจากพี่ซามาสักสองสามคนได้ไหมคะ?”ฮั่วจี้เซินเงยหน้าขึ้น สายตาเย็นชาจับจ้องมองเธอ“ตามใจ”ต่อให้เขาจะอนุญาตหรือไม่ ฮั่วสวินเจินก็ไม่มีทางกลืนความแค้นนี้ลงคอได้อยู่แล้ว ทางฝั่งเซ่ามู่เองก็ไม่มีทางปล่อยหลีเจ๋อไปง่าย ๆ เช่นกันสู้ปล่อยให้พวกเขาจัดการกันเองเสียดีกว่าส่วนฮั่วจี้เจ๋อเอง ก็ใช่ว่าจะบริสุทธิ์ผุดผ่องไร้ความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างแท้จริงหลังมื้ออาหาร ทั้งสองคนนั่งดูภาพยนตร์ด้วยกันบนโซฟานึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมีสวี่เจินหลี่อยู่ จึงเลือกดูภาพยนตร์แนวครอบครัวอบอุ่นฮั่วจี้เซินวางเรียวขาของสวี่เพียวเพียวไว้บนตักของตนเอง พลางนวดคลึงจุดชีพจรบนขาของเธอเบา ๆ น้ำหนักมือกำลังพอดี“ที่รัก ทำไมเธอถึงไปรู้จักน้องสาวของเซ่ามู่ได้ล่ะ?”“ครั้งก่อนฉันไปตรวจติดตาม







