เข้าสู่ระบบน้ำเสียงของคุณนวลแขเข้มงวดพอๆ กับใบหน้า แถมท่านยังมีลูกน้องหน้าตาโหดๆ ดุๆ มาอีกเป็นโขยง เวลาไปไหนมาไหน ผู้คนมักจะมองกันด้วยความยำเกรง เพราะเรียกว่าไปกันเป็นขบวน คุณนวลแขกจึงเป็นทั้งเจ้าแม่เงินกู้และเจ้าแม่ผู้ทรงอิทธิพลในตัวจังหวัด ขนาดข้าราชการระดับสูงๆ ยังไปยืมเงินท่าน ดังนั้นไม่ว่าจะไปไหนมาไหนจึงมีคนเกรงอกเกรงใจ ไปติดต่องานอะไร มีคนรีบเข้ามาบริการก่อนใคร โดยไม่ต้องนั่งรอคิวให้เสียเวล่ำเวลา แค่ท่านเอ่ยปากก็มีคนเต็มใจช่วยกันแทบทั้งสิ้น แบบนี้แหละ เค้าเรียกว่าคนมีเงินและมีอำนาจบารมี
“จริงด้วยค่ะคุณนาย ช่วงนี้เงินทองหายามาก ข้าวของก็แพงแสนแพง” รัตนาเริ่มเออออ แต่คุณนวลแขมีวิธีการที่ดีกว่านั้น จึงยังใจเย็นอยู่
“ก็จริงอย่างที่เธอว่า ดังนั้นดูท่าว่าเธอคงไม่มีเงินมาใช้หนี้ฉันหรอกกระมัง” คุณนวลแขพูดดักคอ รู้ดีว่าเหตุใดรัตนาถึงเป็นหนี้ แถมยังรู้ไปจนถึงว่าเงินทองที่ใช้จ่ายอยู่ในครอบครัวนั้นมาจากไหน ใครเป็นคนหาเลี้ยง
“ค่ะ ดิฉันก็จะขอผัดผ่อนไปก่อนได้ไหมคะ คุณนายเป็นคนใจบุญ คงจะกรุณาดิฉันซึ่งเป็นแม่ม่าย ต้องเลี้ยงลูกถึงสองคน” รัตนาแกล้งบีบน้ำตา คุณนวลแขถอนใจเฮือกใหญ่ เพราะเท่าที่รู้คนที่หาเลี้ยงครอบครัวหรือจะเรียกให้ถูกว่าเป็นผู้นำครอบครัวคือปิ่นปัทมา หญิงสาวที่นางหมายตาเอาไว้นานแล้ว ทั้งกิริยามารยาทก็งดงามใจเย็น พูดจาไพเราะเสนาะหูไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเหมือนคนที่แกล้งนั่งบีบน้ำตาอยู่ตรงหน้าของท่านขณะนี้
“ผัดผ่อนคงไม่ได้หรอกนะแม่รัต เงินทองไม่ใช่ของที่จะให้ยืมกันฟรีๆ แม่รัตเองก็มีเงินเข้าบ่อน แต่ไม่มีเงินจ่ายดอกเบี้ย แบบนี้ฉันจะได้เงินคืนเมื่อไหร่กันล่ะ” คุณนวลแขพูดเนิบนาบไม่ด่าว่าแต่คนฟังถึงกับสะอึก เพราะเรื่องที่อีกฝ่ายพูดเป็นเรื่องจริงทุกคำ
“เอ่อ... คุณนายจะยึดบ้านของรัตเหรอนี่ ฮื่อๆๆ แล้วรัตกับลูกจะไปอยู่ที่ไหนคะ” รัตนาเข้าโหมดดราม่าน้ำตาแตกทันที แต่คนทันเกมมองด้วยสายตาเฉยเมย เอือมระอากับบทบาทเจ้าน้ำตาของลูกหนี้เต็มที ไม่ว่าจะแกล้งร้องห่มร้องไห้หรือตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ ท่านก็จับได้หมดว่าใครพูดจริง ใครโกหก บางคนถึงกับเอาเรื่องความเป็นความตายมาล้อเล่น เพื่อหลบเลี่ยงหนี้สินที่ต้องจ่าย ตอนยืมน่ะก็น่าสงสารกันทุกคน พอได้เงินไปแล้วกลับทำตัวน่าสงสารยิ่งกว่าเก่า
“ฉันจะไม่อ้อมค้อมนะแม่รัตนา ฉันจะยกหนี้สินให้เธอก็ได้ แต่มันมีข้อแม้...” รัตนาหูผึ่งทันทีเมื่อได้ยินว่าเจ้าหนี้รายใหญ่จะยกหนี้ให้เธอ แต่ยังแกล้งทำเป็นสะอึกสะอื้นเพื่อรอฟังว่าข้อแม้นั้นคืออะไร
“เธอก็หยุดร้องห่มร้องไห้ได้แล้ว ฟังแล้วรำคาญ” รัตนาหยุดกึกเหมือนถูกกดปุ่ม เพราะจริงๆ ก็ไม่ได้อยากจะร้องห่มร้องไห้เลยสักนิด เธอค่อยๆ ปาดน้ำตาทิ้ง เงยหน้ามองเจ้าหนี้รายใหญ่อย่างมีความหวังและเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย มันจะเป็นไปได้อย่างนั้นเหรอ ที่คนตรงหน้าจะยกหนี้ให้เธอง่ายๆ แถมหนี้สินก้อนนี้ก็มากมายเสียด้วย
“ฉันอยากได้ลูกเลี้ยงของเธอไปขัดดอก” คุณนวลแขพูดตรงประเด็นไม่อ้อมค้อม ท่านก็รอคอยวันนี้มานานแล้ว ตั้งแต่เห็นหน้าปิ่นปัทมาครั้งแรกก็รู้สึกถูกชะตา ท่านน่ะคงไม่มีปัญหาแต่หลานชายคนเดียวน่ะสิ ถึงกระนั้นท่านก็คิดว่ามีวิธีทำให้เขมชาติยอมรับปิ่นปัทมาเป็นเมียอย่างแน่นอน จะเมียชั่วคราวหรือเมียถาวรก็ต้องดูกันต่อไปอีกทีหนึ่ง ขอให้มีทายาทสืบสกุลก็เพียงพอแล้ว จะอยู่กันนานแค่ไหนท่านไม่เกี่ยง
“หมายถึงปิ่นปัทมานะเหรอคะ” รัตนาถามกลับเสียงหลง ปิ่นปัทมาคือหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว ถ้าไม่มีลูกเลี้ยงเธอกับลูกมิอดตายเหรอ ปลายรุ้งก็เพิ่งเรียนจบ ยังไม่มีงานมีการอะไรทำ
“ใช่ ปิ่นปัทมานั่นแหละ ฉันจะขอไปขัดดอก” คุณนวลแขย้ำอีกครั้ง
“เอาไปขัดดอก หมายถึงทำงานรับใช้ที่บ้านของคุณนายน่ะเหรอคะ” รัตนาถามอย่างสงสัย ค่าแรงของปิ่นปัทมาจะสักเท่าไหร่กัน ทำงานกันอีกกี่ชาติล่ะหนี้สินก้อนโตถึงจะหลุด มิทำงานกันจนแก่ลงโลงรึ
“มันมีเงื่อนไขมากกว่านั้นอีก อยากให้เธอไปคุยกับลูกเลี้ยงของเธอดู” คุณนวลแขขยับกรอบแว่น ท่าทีนั้นบ่งบอกว่ามีเรื่องสำคัญที่ต้องเจรจาอีกเพื่อให้เข้าใจกันทั้งสองฝ่าย เวลาทำอะไรนั้นท่านจะรอบคอบและรัดกุมเสมอ ไม่หละหลวมให้ปัญหาตามมาทีหลังได้
“เงื่อนไขอะไรเหรอคะ” รัตนาเลิกคิ้วขึ้นอย่างครุ่นคิด การที่จะเสียสละลูกเลี้ยงไปนั้นทำให้เธอคิดหนักเอาการ เพราะปิ่นปัทมาคือตัวเงินตัวทอง หาเงินเก่ง งานบ้านทุกอย่าง ลูกเลี้ยงสาวก็เป็นคนทำทั้งสิ้น ถ้าไม่มีปิ่นปัทมาเธอจะลำบากแค่ไหนกันเพราะปลายรุ้งไม่ค่อยได้เรื่องสักเท่าไหร่
“ฉันมีหลานชายอยู่คนเดียว ก็อยากให้มีทายาทสืบสกุล ฉันพูดแบบนี้เธอคงเข้าใจนะ” คุณนวลแขเข้าเรื่อง ไม่อ้อมค้อมให้มากความ
“หมายความว่าจะให้ยายปิ่นไปเป็นเมียหลานชายคุณนายเหรอคะ” คราวนี้คนฟังตาโต ถ้าปิ่นปัทมาไปเป็นหลานสะใภ้ของคุณนวลแข เธอเองก็จะสบายไปด้วย คุณนวลแขมีเงินทองมากมาย เธอจะให้ปิ่นปัทมาขอมาให้เยอะๆ เธอจะได้มีเงินใช้จ่ายไม่ขาดมือ
“อย่าเรียกว่าเมียเลย เรียกว่าไปผลิตลูกให้ดีกว่า ฉันจะร่างสัญญาขึ้นมา เมื่อมีลูกให้ตามที่ฉันต้องการแล้ว ฉันก็จะปล่อยลูกเลี้ยงของเธอไป แม่รัตคิดว่าพอจะคุยกับแม่ปัทให้ฉันได้ไหม แต่อันนี้ฉันก็แค่เสนอหรอกนะ หากแม่ปัทไม่ยินยอม ฉันก็จะไม่บังคับ แต่เธอก็คงรู้นะว่าบ้านหลังนี้มันหลุดจำนองไปแล้ว เธอกับลูกๆ ต้องย้ายออกไปภายในอาทิตย์นี้ นี่ก็ถือว่าใจดีแล้วนะ ความจริงฉันจะให้ย้ายออกไปวันนี้ยังได้เลย”
คุณนวลแขพูดเสียงนิ่มนวลแต่เชือดเฉือนคนฟังจนแทบกระอัก รัตนาขบคิดด้วยความเคร่งเครียด การมีบ้านอยู่และปลดหนี้มันก็ดีกว่าต้องระเหเร่ร่อน ส่วนปิ่นปัทมาก็ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ จะไปเป็นเมียเป็นนางบำเรอใคร เธอไม่สนอยู่แล้ว อย่างน้อยเธอก็มีบุญคุณกับปิ่นปัทมา แต่การจะเอ่ยปากตรงๆ นั้น คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะ อีกฝ่ายคงไม่ยอมเป็นแน่ แต่คนฉลาดอย่างเธอ รู้ดีว่าควรจะพูดอะไรยังไง และเวลาพูดเรื่องสำคัญแบบนี้ ต้องไม่ให้ปลายรู้ร่วมรับรู้ด้วย ไม่อย่างนั้นคนที่รักพี่สาวและเทิดทูนบูชาจะขัดขวางจนแผนการของเธอเสียหมด
“ได้สิคะ ถ้าคุณนายต้องการแบบนั้น เดี๋ยวรัตจะคุยกับยายปัทให้ ยังไงยายปัทต้องตอบตกลงแน่นอนค่ะ”
“เธอมั่นใจได้ยังไง” แม้จะแปลกใจที่รัตนาพูดแบบนั้น แต่ก็นึกยินดีเพราะนึกชอบปิ่นปัทมาเหลือเกิน เด็กสาวใบหน้าหมดจด แถมยังกิริยามารยาทเรียบร้อย เหมาะจะเป็นแม่ของลูก แม้เขมชาติจะไม่ปรารถนาอยากจะมีภรรยาอีก แต่แค่ผลิตลูก หลานชายคนเดียวที่เธอเลี้ยงมาแต่เล็กแต่น้อยคงไม่ขัดใจ เมื่อมีลูกแล้วก็จะไม่บังคับอะไรกันอีก จะเลิกรากันไปในอนาคตค่อยให้เงินปิ่นปัทมาไปตั้งตัวสักก้อน เพราะรู้ดีว่าเขมชาติไม่ต้องการใช้ชีวิตครอบครัวกับผู้หญิงคนไหน เพราะมีความหลังฝังใจ
“ยายปัทรักน้องรักรัตจะตายไปค่ะ คงไม่ปล่อยให้พวกเราไปนอนข้างถนนหรอกค่ะ แล้วรัตจะให้คำตอบคุณนายไปนะคะ” คุณนวลแขมองหน้ารัตนาอย่างรู้ทันเมื่อได้ยินประโยคนั้น แล้วยังสีหน้าเจ้าเล่ห์ของอีกฝ่ายอีก แต่ท่านก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ว่ารัตนาจะใช้แผนการแบบไหนที่จะให้ปิ่นปัทมาตกลง ท่านก็ไม่ได้เป็นคนชี้โพรงให้กระรอก หรือบอกให้รัตนาทำไม่ดีแม้แต่น้อย
“ป้าเลี้ยงเขมมาตั้งแต่เด็ก เขาเป็นคนจิตใจดี ไม่ใช่คนร้ายกาจหรือเลวร้ายอะไร อะไรที่เคยผ่านไปแล้วก็ขอให้ผ่านไปนะลูก ให้อภัยพี่เขาได้ไหม”“ค่ะคุณป้า” ปิ่นปัทมากราบท่าน“เขมเองก็เหมือนกัน รักและดูแลน้องให้ดีนะลูก เราเป็นผู้ชาย เป็นหัวหน้าครอบครัว ต้องดูแลภรรยากับลูกให้ดี”“ครับคุณป้า” เขมชาติกราบคนเป็นป้า และกอดท่านอีก“น้าฝากน้องด้วยนะคุณเขม และต้องขอโทษกับเรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้น”“ไม่เป็นครับคุณน้า ผมรับปากว่าจะดูแลปิ่นปัทมาให้ดี”“น้าขอโทษนะปัท ขอโทษกับทุกเรื่อง น้ารักหนูนะลูก ขอให้หนูมีความสุขมากๆ หมั่นแวะไปเยี่ยมน้าบ้างนะ บางทีได้เห็นลูกๆ หลานๆ แล้วรู้สึกมีความสุขเหลือเกิน”“ค่ะน้ารัต หนูจะพาเด็กๆ ไปเยี่ยมน้านะคะ”“ความดีของหนูจะทำให้หนูเจริญก้าวหน้า ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ และหนูจะเจอแต่คนที่คอยช่วยเหลือ น้าเชื่อแบบนั้นจ้ะ” รัตนากอดลูกเลี้ยงแนบอก“มีความสุขมากๆ นะเขม”“ขอบใจนะเพื่อน” เขมชาติขอบใจชานนท์ เขาเป็นเพื่อนรักที่เข้าใจและคบกันมานานตั้งแต่เด็ก“ขอให้คุณปัทมีความสุขมากๆ นะครับ ฝากเพื่อนผมด้วย เลี้ยงให้เหมือนเลี้ยงยายหนูเลยครับ ไอ้เขมมันชอบ” ชานนท์พูดติดตลก ปิ่นปัทมายิ้มขำ
“ดีแล้วจ้ะ พี่เห็นปลายมีความสุข พี่ก็มีความสุขมากนะรู้ไหม” ปิ่นปัทมาลูบศีรษะของน้องสาวไปมา“ปลายเองก็อยากเห็นพี่ปัทมีความสุขค่ะ แล้วคุณเขมเขาดีกับพี่ปัทหรือเปล่าคะ”“คุณเขมเขาน่ารักมากค่ะ ดูแลพี่อย่างดี เขารักลูกมาก กอดหอม อุ้ม อาบน้ำ” คนเล่าอมยิ้มจนแก้มปริ“ดีจังเลยค่ะ แรกๆ ที่ปลายเห็นคุณเขม ปลายไม่ชอบหน้าเลย” ปลายรุ้งย่นจมูก“พี่ก็กลัวคุณเขมจะแย่ ชอบทำหน้าดุเหมือยักษ์” คำพูดของพี่สาวทำให้ปลายรุ้งหัวเราะคิกๆ“จริงเหรอคะ แต่พี่ปัทเป็นคนมีความอดทนมากๆ เลยนะคะ แถมยังสามารถเปลี่ยนคุณเขมให้เป็นคนละคนได้ พี่นนท์เคยเล่าว่าคุณเขมนี่เย็นชากับทุกคนนะคะ โดยเฉพาะผู้หญิง แต่กับพี่ปัทดูเหมือนจะไม่ใช่ทั้งหมด”“ตอนแรกที่พี่ไปอยู่กับคุณเขม เขาก็ไม่ค่อยพูดกับพี่นะ ทำอย่างเดียว” ปิ่นปัทมาพูดแล้วหน้าแดง ไม่น่าเล่าเลย เพราะยายน้องสาวตัวแสบตาวาวขึ้นมาทันที“ทำอย่างเดียวนี่ทำอะไรคะ”“ก็กินอย่างเดียวไม่พูดไม่จา จะไปก็ไปน่ะ ไม่ได้บอกอะไรพี่ ให้เข้าใจเลย”“กินอะไรคะ กินอย่างเดียว กินพี่ปัทหรือเปล่า”“พอเลยเรา คิดอะไรทะลึ่ง เดี๋ยวหยิกให้เนื้อเขียวเลย”“คิกๆ พี่ปัทเขินด้วย” ปลายรุ้งหนีมือเล็กๆ ของพี่สาวด้านที่แ
“เหรอคะ” ปิ่นปัทมาไม่แน่ใจนัก“ไปด้วยกันสิคะ แพรวก็จะหาเพื่อนไปช่วยเด็ด คิดว่าจะเอาไปทำแกงส้มเหมือนกันค่ะ” รอยยิ้มอ่อนหวานของแพรวพรรณทำให้ปิ่นปัทมายิ้มรับ เธอเดินตามแพรวพรรณไปยังเขตรอยต่อระหว่างไร่“ที่นี่ดูรกจังนะคะ” ปิ่นปัทมาเอ่ยถาม สายลมที่พัดมาวูบหนึ่งทำให้เธอรู้สึกหนาวสะท้านจนต้องยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองไปมา“คุณแพรวคะ” ปิ่นปัทมาหันมาแพรวพรรณ แต่เธอก็โดนอีกฝ่ายใช้ไม้แข็งๆ ฟาดเข้าให้จนสติดับวูบลงไป“นังหน้าด้าน ถ้าไม่มีแก พี่เขมก็ต้องรักฉัน นังพี่สาวหน้าโง่มันตายไปแล้ว คนต่อไปก็คือแก ตายด้วยกันที่นี่แหละ ฮ่าๆๆ” แพรวพรรณหัวเราะเหมือนคนสติไม่ปกติ ก่อนจะลากร่างที่หมดสติไปยังพุ่มไม้อีกด้าน“แกได้ตายสมใจแน่ แล้วสุดท้ายคนที่ได้ครอบครองพี่เขมก็คือฉัน รอหน่อยนะพี่พิมพ์ ฉันจะส่งเพื่อนไปอยู่กับพี่”แพรวพรรณพูดเสียงเหี้ยม ในเมื่อเธอเคยฆ่าพี่สาวตัวเองตายมาแล้ว แถมยังไม่มีใครล่วงรู้ ตำรวจก็แค่มาสอบปากคำตามหน้าที่ แล้วเรื่องก็เงียบหายไป แล้วทำไมเธอจะฆ่าอีกสักคนไม่ได้ เพราะมันคือเซี้ยนหนามตำใจของเธอฆ่าศพแรกได้ ศพที่สองก็ต้องได้ ในเมื่อตำรวจหน้าโง่ยังสืบไม่รู้เลยว่าเธอเป็นคนฆ่า แพรวพรรณก็เหมือนมนุษ
ไหล่ของเธอหู่ลงในท่านอนตะแคง ก่อนที่เสียงสะอื้นจะหลุดออกมา“ฉันไม่ได้...” เหมือนก้อนอะไรสักอย่างแล่นมาจุกที่ลำคอของเขา เขมชาติไม่เคยรู้ตัวว่าละเมอถึงพิมพ์อร เขาแค่ฝันร้ายถึงเธอในระยะหลังๆ นี้เท่านั้น“ถ้าคุณเขมยังลืมเธอไม่ได้ ก็ไม่ควรมาบอกรักปัท ปัทคงจะเจ็บน้อยกว่าที่รู้ว่าคุณเขมรักผู้หญิงคนอื่น ดีกว่าพูดจาหลอกลวงให้ปัทเข้าข้างตัวเองไปวันๆ ว่าคุณรักปัท”“ปัท คือว่าฉัน...” เขาวางมือบนไหล่บอบบางของเธอ ปิ่นปัทมาปัดมันออกไปเสีย“ปัทรู้ดีว่าเรื่องที่คุณพิมพ์อรหายไป ทำให้คุณเป็นห่วงเธอ ถ้าคุณเป็นห่วงเธอก็ออกไปตามหาเธอสิคะ อย่ามัวมานอนละเมอพร่ำเพ้อถึงเธออยู่เลย”“ปิ่นปัทมา เธอกำลังเข้าใจผิด” เขมชาติพยายามใจเย็นให้มากที่สุด“คุณไม่ต้องพูดให้ปัทรู้สึกดีๆ หรอกค่ะ ถ้ามันไม่ได้มาจากใจของคุณจริงๆ ส่วนเรื่องลูก คุณไม่ต้องกังวลว่าปัทจะพรากยายหนูไปจากคุณ”“ฟังฉันให้ดีนะปิ่นปัทมา ฉันอยากให้เธอฟังฉันสักนิด แล้วหยุดร้องไห้ได้แล้ว” เขาดึงไหล่ดื้อดึงของเธอมาหา ก่อนจะเชยคางมนให้เงยขึ้นสบ แล้วปาดน้ำตาให้“ฉันไม่ได้รักผู้หญิงคนนั้นอีกแล้ว ฉันรักเธอ ส่วนเรื่องที่ฉันนอนละเมอถึงเค้า ฉันไม่รู้จริงๆ แต่ถ้าฉันละเม
“ตำรวจก็ตั้งข้อสงสัยไป เรื่องชู้สาว ขัดผลประโยชน์ หรือเคยมีเรื่องบาดหมางกับใคร เราไม่ได้ทำเราบริสุทธิ์ใจซะอย่าง ไม่เห็นต้องกลัวอะไร”“หลายคืนมานี้ฉันฝันไม่ดีเลยว่ะแก” เขมชาติวางมือจากอาหารตรงหน้า เขาหันหน้าไปหาเพื่อนที่หย่อนหมูใส่กระทะและกระโดดไปอยู่อีกฟากหนึ่ง สะโพกแกร่งพิงไปกับโต๊ะที่วางอุปกรณ์ทำครัว“แกฝันไม่ดียังไง”“ฉันฝันถึงพิมพ์อร เห็นเขามายืนอยู่ตรงหน้า เลือดท่วมไปหมด”“เฮ้ย! แกคิดมากไปหรือเปล่า ฝันร้ายอาจจะกลายเป็นดีก็ได้” ชานนท์ปลอบใจเพื่อน แต่เขาก็สังหรณ์ใจแปลกๆ การหายตัวไปของพิมพ์อรไม่ใช่เรื่องธรรมดาแน่นอน“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ทำไมถึงฝันแบบนั้น”“แกเล่าให้คุณปัทฟังหรือเปล่าวะ”“ไม่ได้เล่า ฉันไม่อยากให้เขาไม่สบายใจน่ะ”“เออๆๆ แกคิดมากไปแหละฉันว่า ทำกับข้าวต่อดีกว่า เดี๋ยวเมียหิว” ชานนท์ตบไหล่เพื่อนไปมา เขาเองก็รู้สึกไม่สบายใจเรื่องพิมพ์อรอาหารเย็นผ่านพ้นไปอย่างอบอุ่น วันนี้คุณนวลแขมาทานอาหารกับลูกๆ หลานๆ เช่นกัน ท่านดูมีความสุขที่ได้อุ้มหลานสักที และดูเหมือนจะรักเด็กหญิงเขมจิราเหลือเกิน ได้อุ้มได้กอดได้หอมก็ไม่ยอมวาง ส่งเข้านอนโน้นแหละถึงจะกลับบ้านไปได้ แถมยังอมยิ้มทั้งวั
“แกเบื่อเหรอวะ” ชานนท์เอ่ยถาม“เปล่า ฉันอยากให้เขาอยู่กับฉันแล้วยิ้ม สุขภาพจิตดี มีความสุข” พูดถึงภรรยาแล้วเขมชาติก็เผลอยิ้ม ชานนท์ชะโงกหน้ามองเพื่อน อีกฝ่ายถลึงตาใส่ ชานนท์ถึงกับหัวเราะอย่างขบขัน“แหม... ไอ้เขม น้อยๆ หน่อยแก”“จริงๆ นะโว้ย! หรือแกอยากให้ปลายรุ้งหน้าหงิกใส่แกทุกวัน”“ไม่อยากให้หน้าหงิกหรอก ต้องออกแรงปล้ำเหนื่อยว่ะกว่าจะได้นอน ปาเข้าไปตีสาม”“แกทำอะไร”“วิ่งไล่จับ”“บ้ารึ วิ่งไล่จับตีสามไม่ได้นอน”“ฉันไม่ได้กลัวเมียจริงๆ นะโว้ย ตัวเท่าลูก... หมา” คำหลังเบาแสนเบา“ปลายได้ยินแล้วใช่ไหม ไอ้นนท์บอกว่าเราเป็นหมา”“เฮ้ย! ไม่ใช่ ไอ้เขมบ้า พี่นนท์ล้อเล่น ใครบอกกันล่ะ ปลายตัวเหมือนตุ๊กตาบาร์บี้กอดแล้วอุ๊นอุ่น” ชานนท์หันไปที่ประตูหลับหูหลับตายกมือไหว้ท่วมหัว ก่อนจะค่อยๆ ลืมตาขึ้นมอง“ไอ้เขมบ้า ไหนปลายไม่มีสักหน่อย แกหลอกฉัน แกล้งให้ฉันหน้าแตกเหรอวะ” ชานนท์หน้าบึ้ง เขาเผลอแสดงความเกรงใจเมียออกมาเต็มๆ“ไหนแกบอกไม่กลัวเมีย ยกมือไหว้ท่วมหัวนะแก”“ฝากไว้ก่อน อย่าให้ถึงทีฉันบ้างล่ะ” ชานนท์คาดโทษเพื่อนเอาไว้“ไม่รับฝาก อยากเอาคืนก็เอาเลย”“ดี คืนนี้ฉันจะฟ้องคุณปัทให้ไล่แกออกมานอนนอกห้อ







