LOGINบุรุษกลางราตรี
ราชสาส์นจากแคว้นเว่ยทำให้พระราชวังหานตกอยู่ในบรรยากาศตึงเครียดตลอดทั้งคืน หลังการประชุมราชสำนักสิ้นสุดลง กษัตริย์หานมีพระบัญชาเพิ่มกำลังทหารตามประตูเมืองและส่งม้าเร็วไปยังหัวเมืองชายแดนเพื่อสอบถามสถานการณ์โดยละเอียด ขณะที่เหล่าขุนนางยังถกเถียงกันไม่หยุดว่าควรยอมรับเงื่อนไขของเว่ยหรือเตรียมทำสงคราม
สำหรับเสวี่ยเหมย สิ่งที่รบกวนจิตใจนางกลับไม่ใช่เพียงราชสาส์นฉบับนั้น แต่เป็นภาพเด็กชายในโรงทานที่บอกว่าบิดาของเขาเป็นทหารอยู่ชายแดน
นางนอนไม่หลับเกือบทั้งคืน
รุ่งเช้าวันต่อมา เสวี่ยเหมยจึงมีรับสั่งให้คนเตรียมข้าวสาร ยารักษาโรค เสื้อผ้าและผ้าห่มจำนวนหนึ่ง เพื่อส่งไปยังหมู่บ้านทางเหนือซึ่งเริ่มมีผู้ลี้ภัยจากเขตชายแดนเข้ามาอาศัยอยู่
“องค์หญิงจะเสด็จไปด้วยพระองค์เองจริงหรือเพคะ”
ชิงหลัวถามเป็นครั้งที่สามขณะยืนมองคนงานขนกระสอบข้าวขึ้นรถม้า
“ข้าบอกเจ้าไปแล้วว่าจะไป”
“แต่สถานการณ์ช่วงนี้ไม่เหมือนเดิมนะเพคะ ฝ่าบาทเพิ่งทรงมีพระบัญชาให้เพิ่มทหารรักษาพระนคร หากทรงทราบว่าองค์หญิงออกไปนอกเมืองในเวลาเช่นนี้…”
“เราไม่ได้ไปชายแดนเสียหน่อย หมู่บ้านชิงเหออยู่ห่างจากประตูเมืองเพียงสามสิบลี้”
“สามสิบลี้ก็ไกลนะเพคะ”
เสวี่ยเหมยหันมายิ้ม “ถ้าเจ้ากลัวก็อยู่ในวัง”
“หม่อมฉันไม่ได้กลัวเพคะ!”
“เช่นนั้นก็ขึ้นรถม้า”
ชิงหลัวทำหน้าเหมือนอยากร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ต้องเดินตามนายหญิงไปอย่างไม่มีทางเลือก
เสวี่ยเหมยไม่ได้เดินทางโดยปราศจากการคุ้มกัน นางมีองครักษ์แปดนายติดตามไปด้วย เพียงแต่นางกำชับทุกคนให้แต่งกายอย่างสามัญชนเพื่อไม่ให้ชาวบ้านแตกตื่น
หมู่บ้านชิงเหอเป็นชุมชนเล็ก ๆ ริมแม่น้ำ ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าวและเลี้ยงสัตว์ แต่ช่วงหลายวันที่ผ่านมามีครอบครัวจากหมู่บ้านทางเหนือเดินทางเข้ามาพักอาศัยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหวาดกลัวว่าหากกองทัพเว่ยข้ามชายแดน พื้นที่ของตนจะกลายเป็นสนามรบแห่งแรก
เสวี่ยเหมยใช้เวลาเกือบทั้งวันแจกจ่ายอาหารและสอบถามความเป็นอยู่ของชาวบ้าน
ยิ่งได้ฟัง นางยิ่งเข้าใจว่าสงครามซึ่งยังไม่เกิดขึ้นได้สร้างความหวาดกลัวไปทั่วแล้ว
“คุณหนูเสวี่ย ท่านจะมาอีกหรือไม่”
เด็กหญิงตัวเล็กถามขณะรับห่อขนมจากมือนาง
เสวี่ยเหมยย่อตัวลง “ถ้ามีโอกาส ข้าจะมา”
“ครั้งหน้าข้าจะเก็บดอกไม้ไว้ให้ท่าน”
“ตกลง”
เด็กน้อยยิ้มกว้างก่อนวิ่งกลับไปหามารดา
ชิงหลัวมองท้องฟ้าแล้วรีบเดินเข้ามา “องค์หญิง เราควรกลับแล้วเพคะ”
เสวี่ยเหมยเงยหน้ามอง ดวงอาทิตย์กำลังคล้อยต่ำกว่าที่คิด เมฆสีเทากลุ่มใหญ่เริ่มก่อตัวทางทิศตะวันตก
“ดูเหมือนฝนจะตก”
“เพราะอย่างนั้นยิ่งต้องรีบเพคะ”
เสวี่ยเหมยจึงยอมขึ้นรถม้า
ขบวนเดินทางออกจากหมู่บ้านในช่วงเย็น เส้นทางกลับเมืองหลวงทอดผ่านป่าเตี้ยและเนินเขาหลายแห่ง หากใช้ถนนใหญ่จะต้องอ้อมเกือบสิบลี้ องครักษ์จึงเลือกเส้นทางลัดเพื่อให้ถึงประตูเมืองก่อนปิด ทว่าพวกเขาเดินทางมาได้ไม่ถึงครึ่งทาง ฝนก็เริ่มโปรยลงมา
“วันนี้โชคไม่เข้าข้างเราเลย”
ชิงหลัวบ่นพลางปิดม่านรถม้า เสวี่ยเหมยกลับไม่ได้สนใจฝนมากนัก นางยังนั่งอ่านรายชื่อครอบครัวผู้ลี้ภัยที่หัวหน้าหมู่บ้านมอบให้
“มีคนมากกว่าร้อยครอบครัวแล้ว”
“เพคะ”
“หากสถานการณ์ชายแดนไม่ดีขึ้น จำนวนคงเพิ่มอีก”
ชิงหลัวเงียบลง ก่อนถามอย่างลังเล “องค์หญิงคิดว่าเว่ยจะทำสงครามจริงหรือไม่เพคะ”
เสวี่ยเหมยวางกระดาษในมือลง
“ข้าไม่รู้”
“เขาว่ากันว่าเว่ยอ๋องโหดร้ายมาก”
“ข่าวลืออาจเกินจริง”
“แต่พระองค์เองยังทรงบอกว่าเขาไร้มนุษยธรรมเลยนะเพคะ”
เสวี่ยเหมยปรายตามองนางกำนัล
“ข้าบอกว่าวิธีของเขาไร้มนุษยธรรม ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นอสูรจริง ๆ เสียหน่อย”
ชิงหลัวหัวเราะเบา ๆ ทันใดนั้น รถม้ากระตุกอย่างรุนแรงจนทั้งสองเกือบล้ม เสียงม้าร้องดังขึ้นจากด้านหน้า เสวี่ยเหมยจับขอบหน้าต่างไว้ทัน
“เกิดอะไรขึ้น”
ไม่มีคำตอบ กลับมีเสียงโลหะกระทบกันดังมาจากด้านนอก เคร้ง! ตามด้วยเสียงร้องขององครักษ์
“มีคนซุ่มโจมตี! คุ้มกันคุณหนู!”
สีหน้าของชิงหลัวซีดเผือด “องค์หญิง!”
เสวี่ยเหมยรีบเปิดม่านมองออกไป กลางสายฝน ชายชุดดำกว่าสิบคนกำลังล้อมรถม้า องครักษ์ทั้งแปดของนางชักดาบออกต่อสู้ แต่ศัตรูมีจำนวนมากกว่าและดูเหมือนจะรู้วิธีต่อสู้อย่างดี นี่ไม่ใช่โจรธรรมดา ความคิดนั้นผุดขึ้นในใจทันที
“ชิงหลัว ลงทางด้านหลัง”
“อะไรนะเพคะ”
“หากเรายังอยู่ในรถม้า พวกเขาจะล้อมเราได้ง่ายกว่า”
เสวี่ยเหมยดึงปิ่นออกจากผมแล้วกำไว้แน่น อย่างน้อยมันก็ยังพอใช้ป้องกันตัวได้ ทั้งสองเปิดประตูด้านหลัง แต่เพิ่งก้าวลง ชายชุดดำคนหนึ่งก็เห็นเข้า
“อยู่ตรงนั้น!”
เสวี่ยเหมยคว้ามือชิงหลัววิ่งเข้าไปในป่า
“จับตัวผู้หญิงไว้!”
เสียงตะโกนดังตามหลัง หัวใจของเสวี่ยเหมยเต้นแรง นางวิ่งผ่านพื้นดินเปียกลื่นโดยแทบไม่รู้ทิศทาง ฝนตกหนักขึ้นทุกขณะ ชายกระโปรงเปียกจนหนักและเกะกะ ชิงหลัวสะดุดล้ม
“องค์หญิง!”
เสวี่ยเหมยรีบหันกลับไปดึงนางขึ้น เสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ชายชุดดำสองคนปรากฏตัวจากแนวต้นไม้
“หยุด!”
เสวี่ยเหมยดันชิงหลัวไปด้านหลัง “พวกเจ้าต้องการอะไร”
หนึ่งในนั้นหัวเราะ “คุณหนูไม่จำเป็นต้องรู้”
“หากต้องการเงิน ข้าให้ได้”
“พวกเราไม่ได้มาเอาเงิน”
คำตอบนั้นทำให้หัวใจนางเย็นวาบ แสดงว่าคนเหล่านี้รู้ว่ากำลังตามหาใคร ชายคนหนึ่งเดินเข้ามา เสวี่ยเหมยกำปิ่นแน่นกว่าเดิม
“อย่าเข้ามา”
“ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ยังคิดจะสู้หรือ”
เขายื่นมือมาหมายจะจับแขนนาง เสวี่ยเหมยแทงปิ่นใส่ทันที ชายผู้นั้นหลบไม่ทัน ปลายปิ่นเฉือนหลังมือจนเลือดไหล
“นังนี่!”
เขาเงื้อมือขึ้นด้วยความโกรธ แต่ก่อนฝ่ามือนั้นจะถึงตัวเสวี่ยเหมย เสียงบางอย่างแหวกสายฝนดังขึ้น ฉึก! ลูกธนูปักลงบนต้นไม้ข้างศีรษะของชายชุดดำ ห่างออกไปเพียงไม่กี่ชุ่น ทุกคนชะงัก เสียงฝีเท้าม้าดังมาจากความมืด ไม่นาน เงาร่างของบุรุษคนหนึ่งก็ปรากฏท่ามกลางสายฝน เขาขี่ม้าสีดำสนิท สวมเสื้อคลุมสีเข้ม ไม่มีเครื่องหมายบ่งบอกฐานะ ใบหน้าครึ่งหนึ่งอยู่ใต้เงาของต้นไม้ มีเพียงดวงตาคมกริบที่มองตรงมายังคนร้าย
ชายชุดดำตะโกน “อย่ายุ่งเรื่องของคนอื่น!”
บุรุษบนหลังม้ามองเขาอย่างเย็นชา
“ปล่อยผู้หญิงสองคนนั้น”
“เจ้าเป็นใคร”
“คนที่กำลังอารมณ์ไม่ดีเพราะต้องเดินทางกลางฝน”
คำตอบนั้นทำให้เสวี่ยเหมยถึงกับชะงัก
คนร้ายสบถ “อยากตายก็เข้ามา!”
ดวงตาของแม่ทัพใหญ่มีประกายอยากรบ แต่เจิ้งเทียนส่ายหน้า “ยัง”“ฝ่าบาท?”“ถ้าเราข้ามชายแดนตอนนี้ หานจะได้สิ่งที่ต้องการ”“อะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุผลในการขอความช่วยเหลือ”เขาเดินไปที่แผนที่“ตราบใดที่กองทัพเว่ยยังไม่ข้ามเข้าไป รัฐอื่นจะลังเล แต่หากเราบุก หานจะประกาศว่าเว่ยเป็นผู้รุกราน และรัฐที่หวาดกลัวการขยายอำนาจของเราจะมีข้ออ้างรวมตัวกัน”เหอซื่อหมิงพยักหน้าชื่นชม“ดังนั้นฝ่าบาทจึงต้องการบีบให้หานยอมโดยไม่ให้พวกเขามีเหตุชอบธรรมในการรวมพันธมิตร”“ถูกต้อง”ฉู่จงเหยียนยังไม่พอใจ“แต่หานเห็นว่าเราไม่บุก อาจยิ่งคิดว่าสามารถถ่วงเวลาได้”เจิ้งเทียนหันมองเขา“ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้ถ่วง”น้ำเสียงเย็นทำให้คนทั้งกระโจมเงียบลง เว่ยอ๋องหยิบหมุดหนึ่งอันขึ้นมา“เพิ่มทหารหน้าแนวชายแดนอีกสองหมื่น”ฉู่จงเหยียนยิ้มทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“ขนเครื่องยิงหินออกมาให้พวกเขาเห็น แต่ห้ามยิง”“รับพระบัญชา”“สั่งกองม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน”เหอซื่อหมิงถาม “ฝ่าบาทต้องการสร้างแรงกดดันให้พวกเขาคิดว่าเราพร้อมเปิดศึกทุกเวลา”“ข้าต้องการให้กษัตริย์หานนอนไม่หลับ”เจิ้งเทียนตอบเรียบ ๆ หลายคนยิ้มออกมา นี่ต่างหา
“เสด็จพ่อเพคะ”เสียงขององค์หญิงทำให้ทุกคนหยุด กษัตริย์หานมองพระธิดา“เหมยเอ๋อมีความเห็นอย่างไร”เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจ “หม่อมฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประกาศสงคราม”แม่ทัพหลี่เซิ่งขมวดคิ้ว “องค์หญิงหมายถึงอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เจรจา”“เว่ยเห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเจรจา”“เพราะเขาคิดว่าเรากลัวจนจะยอมทุกอย่าง”เสวี่ยเหมยหันไปยังแผนที่“แต่หากเราปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเริ่มเคลื่อนทหารทันที เราก็จะเดินเข้าไปในเกมของเขาเช่นกัน”เสนาบดีใหญ่ถาม “องค์หญิงคิดว่าเกมของเว่ยอ๋องคืออะไร”“ชัยชนะโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก”นางตอบทันที ทุกคนหันมามอง เสวี่ยเหมยกล่าวต่อ“หากเขาต้องการสงครามจริง กองทัพเว่ยข้ามชายแดนมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขามีกำลังมากกว่า มีเสบียงพร้อมกว่า และรู้ว่าหานยังไม่ทันเตรียมตัว แต่เขากลับหยุดอยู่ฝั่งตรงข้าม”พระเชษฐาหานหมิงพยักหน้าช้า ๆ “เขาต้องการให้เรายอมด้วยตัวเอง”“ใช่เพคะ” เสวี่ยเหมยมองพระบิดา “เจิ้งเทียนต้องการชัยชนะ แต่เขาไม่ต้องการจ่ายราคาของสงครามหากไม่จำเป็น”แม่ทัพหลี่เซิ่งถาม “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”“ซื้อเวลา” นางตอบ “เราตอบกลับว่าไม่ปฏิเสธการเจรจาเรื่
เว่ยอ๋องผู้กระหายชัยชนะเสียงระฆังเรียกประชุมราชสำนักดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเร่งฝีเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวกองทัพเว่ยเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนอีกสิบลี้แพร่เข้ามาถึงนครหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ราชสาส์นฉบับใหม่จากเว่ยก็เดินทางมาถึงพร้อมทูตพิเศษซึ่งได้รับคำสั่งให้อ่านข้อเรียกร้องต่อหน้ากษัตริย์หานโดยตรงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีเสวี่ยเหมยเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่พร้อมชิงหลัว หลังจากได้รับพระบัญชาให้เข้าร่วมรับฟังการเจรจา นางยังสวมฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่าย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกบนเรือนผม ขณะที่หยกสีขาวซึ่งเทียนหลงมอบให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าเล็กแนบข้างเอวนับตั้งแต่กลับถึงวัง นางไม่เคยนำมันออกห่างตัว เสวี่ยเหมยเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางทีเพราะมันเป็นหลักฐานว่าการพบชายปริศนาผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงความฝันกลางสายฝน บางทีเพราะคำสัญญาใต้ต้นเหมยยังติดอยู่ในความทรงจำหรือบางทีนางเพียงรู้สึกว่า เมื่อถือหยกชิ้นนี้ไว้ ชายที่เต็มไปด้วยความลับผู้นั้นก็เหมือนยังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโ
คำตอบนั้นทำให้หลายคนเงียบลง ฉู่จงเหยียนยิ้มเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับผู้เป็นนายดี เมื่อเว่ยอ๋องกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าในพระทัยมีแผนสำรองอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนสำรองนั้นคืออะไร แม้กระทั่งตัวเจิ้งเทียนเองในเวลานี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงชื่อของเสวี่ยเหมยในฐานะเงื่อนไขทางการเมืองอย่างจริงจังสำหรับเขา นางยังเป็นเพียงหญิงที่บังเอิญพบระหว่างการเดินทาง หญิงที่ทำแผลให้เขา หญิงที่กล้าเถียงเรื่องสงคราม และหญิงที่กำลังถือหยกประจำพระองค์ของเขาอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรการประชุมดำเนินต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อทุกคนรับคำสั่งเรียบร้อย เจิ้งเทียนจึงสั่งให้แยกย้าย แม่ทัพทั้งหลายคำนับแล้วเดินออกจากกระโจม ฉู่จงเหยียนเดินเป็นคนสุดท้าย แต่ก่อนออก เขาหยุดแล้วหันกลับมา“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าควรทูลหรือไม่”“พูดมา”“คนของเรารายงานว่าฝ่าบาททรงมอบป้ายหยกประจำพระองค์ให้สตรีผู้หนึ่ง”หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าทันที เจิ้งเทียนกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยน“แล้วอย่างไร?”แม่ทัพใหญ่รีบคุกเข่า“ป้ายหยกนั้นสามารถผ่านด่านภายในวังได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจเกิดปัญหา กระหม่อมจึงคิดว่าควรส่ง
ทันทีที่คำว่า นาง หลุดออกมา เจิ้งเทียนก็ชะงักเล็กน้อย หลี่เซวียนก้มหน้าทันทีเพื่อซ่อนสีหน้าสนใจ เขาติดตามผู้เป็นนายมาหลายปี เคยเห็นเว่ยอ๋องบาดเจ็บหนักกว่านี้มาก บางครั้งถูกธนูสองดอกยังไม่ยอมพัก แต่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทกล่าวถึงผู้ทำแผลด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ไม่ต้องถามก็รู้ว่า “นาง” คือผู้ใด เจ้าหญิงเสวี่ยเหมยแห่งหาน และหากเขาเดาไม่ผิด ป้ายหยกประจำพระองค์ที่หายไปคงอยู่กับองค์หญิงผู้นั้นเช่นกัน หลี่เซวียนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเจิ้งเทียนนั่งลงหน้าโต๊ะก่อนถาม “เรื่องคนร้ายเมื่อคืน สืบได้อะไร”“พบศพหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตรวจแล้ว อาวุธเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป ไม่มีสัญลักษณ์สำนักหรือกองทัพใด เสื้อผ้าก็ไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตน”“หมายความว่าคนส่งมาต้องการปิดร่องรอย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เป้าหมายของพวกมันคือองค์หญิงหรือข้า”“จากคำให้การขององครักษ์หาน คนร้ายติดตามขบวนองค์หญิงมาตั้งแต่ก่อนฝ่าบาทปรากฏตัว ดูเหมือนเป้าหมายน่าจะเป็นองค์หญิงเสวี่ยเหมย”ดวงตาของเจิ้งเทียนเย็นลงทันที “มีใครในราชสำนักหานต้องการให้นางตาย”“กระหม่อมกำลังให้คนสืบ”“เร็วขึ้น”หลี่เซวียนรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน
ชิงหลัวมองลายมังกรบนหยก “ลายนี้ดูคุ้น ๆ”เสวี่ยเหมยรับกลับมาดู “ลายมังกรมีอยู่ทั่วไปในของของตระกูลสูงศักดิ์”นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เพราะตราประจำราชวงศ์เว่ยถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในลายเมฆด้านหลัง ต้องรู้วิธีหมุนหยกและส่องผ่านแสงจึงจะมองเห็น“เก็บดี ๆ นะเพคะ”“รู้แล้ว”เสวี่ยเหมยใส่หยกกลับเข้าไปในถุง สำหรับนาง มันเป็นเพียงของแทนคำสัญญาจากชายปริศนาคนหนึ่ง นางไม่รู้ว่าหากนำหยกชิ้นนี้ไปแสดงต่อขุนนางเว่ย คนเหล่านั้นอาจคุกเข่าลงตรงหน้า และยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงของมันคือกษัตริย์ที่นางกำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้ขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนควบม้าออกมาไกลจากกระท่อมแล้ว ชายชุดดำผู้ติดตามเร่งม้าเข้ามาใกล้“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”“ว่ามา”“ทูตหานออกจากนครหลวงแล้ว คาดว่าจะถึงค่ายของเราในสองวันพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเจิ้งเทียนกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “กษัตริย์หานตอบราชสาส์นว่าอย่างไร”“ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาต้องการเจรจาเรื่องเขตการค้าและการถอนกำลัง”“ตามคาด”“แม่ทัพถามว่าหากการเจรจาล้มเหลว จะให้เตรียมเคลื่อนกำลังหรือไม่”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบทันที คำพูดของเสวี่ยเหมยเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกคร







