Share

บทที่ 4

last update publish date: 2026-10-18 21:06:38

ชายชุดดำทั้งสองพุ่งเข้าใส่ บุรุษปริศนากระโดดลงจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว ดาบในมือถูกชักออกแทบพร้อมกัน เสียงโลหะปะทะดังขึ้นท่ามกลางสายฝน เสวี่ยเหมยถอยหลังโดยสัญชาตญาณ นางเคยเห็นองครักษ์ฝึกดาบมามาก แต่ไม่เคยเห็นผู้ใดเคลื่อนไหวเช่นนี้

ทุกจังหวะของเขารวดเร็ว แม่นยำ และไม่มีการเคลื่อนไหวเกินความจำเป็น ชายชุดดำคนแรกถูกเตะจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ อีกคนพยายามโจมตีจากด้านหลัง แต่บุรุษปริศนากลับหมุนตัวหลบก่อนใช้ด้ามดาบกระแทกเข้าที่อกจนล้มลง เสียงต่อสู้จากถนนด้านนอกดังใกล้เข้ามา คนร้ายอีกสี่คนตามเข้ามาสมทบ

“ระวัง!”

เสวี่ยเหมยร้องเตือน ชายปริศนาหันมามองนางเพียงเสี้ยววินาที

“ถอยไป”

น้ำเสียงนั้นไม่ได้ดัง แต่มีอำนาจบางอย่างจนเสวี่ยเหมยทำตามโดยไม่รู้ตัว เขาต่อสู้กับคนทั้งสี่พร้อมกัน เสวี่ยเหมยมองอย่างตื่นตะลึง บุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน คนร้ายคนหนึ่งเห็นว่าไม่สามารถเอาชนะเขาได้ จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาที่เสวี่ยเหมย

“องค์หญิง!”

ชิงหลัวร้องลั่น คำเรียกนั้นทำให้ทุกคนชะงักเพียงครู่เดียว ชายชุดดำพุ่งเข้ามา บุรุษปริศนาหันกลับทันที

“หมอบลง!”

เสวี่ยเหมยทำตาม คมดาบของเขาฟาดผ่านเหนือศีรษะนางและปะทะอาวุธของคนร้ายอย่างรุนแรง แต่ในจังหวะเดียวกัน ชายอีกคนซึ่งซ่อนอยู่ด้านหลังแทงดาบเข้ามา ฉึก! คมดาบเฉือนผ่านต้นแขนของบุรุษปริศนา เลือดสีแดงไหลออกมาทันที

“ท่าน!”

เสวี่ยเหมยร้อง สีหน้าของเขาไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย เขาสวนกลับอย่างรวดเร็วจนคนร้ายล้มลง ไม่นานเสียงนกหวีดก็ดังขึ้นจากด้านนอก คนร้ายที่เหลือถอยหนีทันที

“ไป!”

พวกมันหายเข้าไปในป่าท่ามกลางสายฝน บุรุษปริศนามองตาม แต่ไม่ได้ไล่ เขาหันกลับมาหาเสวี่ยเหมย

“บาดเจ็บหรือไม่”

นางส่ายหน้า ก่อนมองแขนของเขา

“ข้าไม่เป็นอะไร แต่ท่านต่างหากที่บาดเจ็บ”

“แผลเล็กน้อย”

“เลือดไหลขนาดนี้ยังเรียกว่าเล็กน้อยอีกหรือ”

เขาก้มมองแขนตัวเองราวกับเพิ่งสังเกตเห็น

“ยังไม่ตาย”

เสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว “คนอย่างท่านพูดจาเช่นนี้กับผู้ที่กำลังเป็นห่วงเสมอหรือ”

ชายหนุ่มเงียบไป สายตาของเขาหยุดอยู่บนใบหน้านางนานกว่าปกติ แม้เสวี่ยเหมยจะเปียกฝนจนเส้นผมบางส่วนแนบแก้ม แต่ความงดงามของนางกลับยิ่งเด่นชัด ดวงตาคู่สวยไม่มีความหวาดกลัวหลงเหลือมากนัก ทั้งที่เพิ่งผ่านเหตุการณ์อันตราย

“เป็นห่วงข้าหรือ”

เขาถาม เสวี่ยเหมยชะงัก ก่อนตอบ

“ท่านบาดเจ็บเพราะช่วยข้า หากข้าไม่เป็นห่วงเลยก็คงใจดำเกินไปแล้ว”

มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย เป็นครั้งแรกที่ใบหน้าเย็นชานั้นดูมีชีวิตขึ้นมา เสียงองครักษ์ดังมาจากด้านนอก

“องค์หญิง!”

เสวี่ยเหมยกำลังจะตอบ แต่ชายตรงหน้ากลับหันมองนาง

“คนของเจ้า?”

นางพยักหน้า “น่าจะใช่”

ไม่นานองครักษ์สามคนก็วิ่งเข้ามา ทุกคนมีบาดแผลแต่ยังสามารถต่อสู้ได้ เมื่อเห็นเสวี่ยเหมยปลอดภัย พวกเขารีบคุกเข่า

“กระหม่อมสมควรตายที่ปล่อยให้องค์หญิงตกอยู่ในอันตราย”

“ลุกขึ้นก่อน คนอื่นเป็นอย่างไร”

“มีผู้บาดเจ็บพ่ะย่ะค่ะ แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต”

เสวี่ยเหมยถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นนางหันกลับไปหาชายผู้ช่วยชีวิต เขากำลังจะขึ้นม้า

“เดี๋ยวก่อน”

ชายหนุ่มหยุด “มีอะไร”

“แผลของท่านต้องทำก่อน”

“ไม่จำเป็น”

“จำเป็น”

น้ำเสียงหนักแน่นของนางทำให้คิ้วของเขาขยับเล็กน้อย คงมีคนไม่มากนักที่กล้าออกคำสั่งกับเขาเช่นนี้

“ข้างหน้ามีกระท่อมพักทาง ข้าเห็นตอนเดินทางมา เราไปหลบฝนที่นั่นก่อน”

“ข้ามีธุระ”

“ถ้าแผลติดเชื้อ ท่านอาจไม่มีโอกาสไปทำธุระของท่าน”

เขามองนางอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายกลับยอมตามอย่างไม่น่าเชื่อ กระท่อมพักทางอยู่ห่างออกไปไม่ถึงหนึ่งลี้ หลังคารั่วเล็กน้อยแต่ยังพอหลบฝนได้ องครักษ์ก่อไฟ ส่วนชิงหลัวนำกล่องยาจากรถม้าที่เสียหายเข้ามา เสวี่ยเหมยนั่งตรงข้ามชายปริศนา

“ถอดเสื้อคลุมออก”

เขาเลิกคิ้ว เสวี่ยเหมยเพิ่งรู้ว่าคำพูดของตนอาจฟังแปลก จึงรีบกล่าวต่อ

“ข้าหมายถึงตรงแขน หากไม่ถอดออก ข้าจะทำแผลได้อย่างไร”

เขาไม่พูดอะไร เพียงปลดเสื้อคลุมออกและดึงแขนเสื้อขึ้น บาดแผลยาวกว่าที่เสวี่ยเหมยคิด

“นี่หรือแผลเล็กน้อย”

“สำหรับข้าใช่”

“ท่านคงมีแผลบ่อย”

“พอสมควร”

เสวี่ยเหมยใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำเช็ดเลือดออกอย่างระมัดระวัง ชายหนุ่มมองมือของนาง

“เจ้าทำแผลเป็นด้วยหรือ”

“พอเป็น”

“คุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์เรียนเรื่องพวกนี้ด้วยหรือ”

มือของเสวี่ยเหมยหยุดเล็กน้อย ดูเหมือนเขาจะเดาฐานะของนางได้แล้วจากคำเรียกของชิงหลัว

“ข้าเคยช่วยหมอรักษาคนในโรงทาน”

“องค์หญิงไปโรงทานด้วยตนเอง?”

เสวี่ยเหมยเงยหน้าขึ้นทันที “ท่านได้ยินแล้วสินะ”

“คนของเจ้าตะโกนดังขนาดนั้น”

นางถอนหายใจ “ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่ต้องปิดบัง ข้าชื่อเสวี่ยเหมย”

ดวงตาของชายหนุ่มเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย แน่นอนว่าเขารู้จักชื่อนี้ เจ้าหญิงเสวี่ยเหมยแห่งหาน ดอกเหมยที่มีชื่อเสียงเรื่องความงดงามไปทั่วหลายแคว้น แต่เขาไม่คิดว่าจะได้พบในสภาพเช่นนี้

“แล้วท่านเล่า” นางถาม

“อะไร”

“ชื่อของท่าน”

ชายหนุ่มเงียบไปครู่หนึ่ง ชื่อจริงของเขาไม่ควรปรากฏในสถานที่แห่งนี้ เขาจึงตอบเพียงสองคำ

“เทียนหลง”

เสวี่ยเหมยทวนเบา ๆ “เทียนหลง”

“มีอะไร”

“ไม่มี ชื่อฟังดูยิ่งใหญ่ดี”

“ไม่เหมาะกับข้าหรือ”

นางมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“ก็พอเหมาะ เพียงแต่คนชื่อยิ่งใหญ่เช่นนี้กลับชอบทำหน้าราวกับทุกคนติดหนี้ท่าน”

ชายหนุ่มนิ่งไป ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ เสียงหัวเราะนั้นทำให้ชิงหลัวซึ่งนั่งอยู่อีกด้านหันมามอง เสวี่ยเหมยเองก็แปลกใจ เมื่อเขาหัวเราะ ความเย็นชาบนใบหน้ากลับหายไปเกือบหมด

“ท่านควรยิ้มบ้าง”

นางกล่าวขณะพันผ้ารอบต้นแขนให้เขา

“เพราะอะไร”

“อย่างน้อยคนเห็นจะได้ไม่คิดว่าท่านกำลังวางแผนฆ่าใครอยู่ตลอดเวลา”

ดวงตาของเทียนหลงวูบไหว หากนางรู้ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเคยตายตามคำสั่งของเขา นางคงไม่พูดเช่นนี้

“เจ้ากลัวคนฆ่าคนหรือ”

เสวี่ยเหมยเงียบไปครู่หนึ่ง “ข้ากลัวคนที่เห็นชีวิตผู้อื่นไม่มีค่า”

คำตอบนั้นทำให้ชายหนุ่มนิ่ง นางผูกผ้าพันแผลเสร็จแล้วจึงถอยออก

“เรียบร้อย”

“ขอบใจ”

“ไม่ต้องขอบคุณ ท่านช่วยชีวิตข้า ข้าทำแผลให้ท่าน เรายังติดหนี้กันอยู่มาก”

“ยังติดหนี้?”

“ชีวิตหนึ่งแลกกับผ้าพันแผลผืนเดียวไม่ได้หรอก”

เขามองนางอย่างสนใจ “แล้วเจ้าจะชดใช้เช่นไร”

เสวี่ยเหมยคิดครู่หนึ่ง

“หากวันหนึ่งท่านเดือดร้อนและข้าช่วยได้ ข้าจะช่วย”

“เจ้าพูดเช่นนี้กับคนแปลกหน้าทุกคนหรือ”

“เฉพาะคนแปลกหน้าที่ช่วยชีวิตข้า”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 15

    ดวงตาของแม่ทัพใหญ่มีประกายอยากรบ แต่เจิ้งเทียนส่ายหน้า “ยัง”“ฝ่าบาท?”“ถ้าเราข้ามชายแดนตอนนี้ หานจะได้สิ่งที่ต้องการ”“อะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุผลในการขอความช่วยเหลือ”เขาเดินไปที่แผนที่“ตราบใดที่กองทัพเว่ยยังไม่ข้ามเข้าไป รัฐอื่นจะลังเล แต่หากเราบุก หานจะประกาศว่าเว่ยเป็นผู้รุกราน และรัฐที่หวาดกลัวการขยายอำนาจของเราจะมีข้ออ้างรวมตัวกัน”เหอซื่อหมิงพยักหน้าชื่นชม“ดังนั้นฝ่าบาทจึงต้องการบีบให้หานยอมโดยไม่ให้พวกเขามีเหตุชอบธรรมในการรวมพันธมิตร”“ถูกต้อง”ฉู่จงเหยียนยังไม่พอใจ“แต่หานเห็นว่าเราไม่บุก อาจยิ่งคิดว่าสามารถถ่วงเวลาได้”เจิ้งเทียนหันมองเขา“ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้ถ่วง”น้ำเสียงเย็นทำให้คนทั้งกระโจมเงียบลง เว่ยอ๋องหยิบหมุดหนึ่งอันขึ้นมา“เพิ่มทหารหน้าแนวชายแดนอีกสองหมื่น”ฉู่จงเหยียนยิ้มทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“ขนเครื่องยิงหินออกมาให้พวกเขาเห็น แต่ห้ามยิง”“รับพระบัญชา”“สั่งกองม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน”เหอซื่อหมิงถาม “ฝ่าบาทต้องการสร้างแรงกดดันให้พวกเขาคิดว่าเราพร้อมเปิดศึกทุกเวลา”“ข้าต้องการให้กษัตริย์หานนอนไม่หลับ”เจิ้งเทียนตอบเรียบ ๆ หลายคนยิ้มออกมา นี่ต่างหา

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 14

    “เสด็จพ่อเพคะ”เสียงขององค์หญิงทำให้ทุกคนหยุด กษัตริย์หานมองพระธิดา“เหมยเอ๋อมีความเห็นอย่างไร”เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจ “หม่อมฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประกาศสงคราม”แม่ทัพหลี่เซิ่งขมวดคิ้ว “องค์หญิงหมายถึงอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เจรจา”“เว่ยเห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเจรจา”“เพราะเขาคิดว่าเรากลัวจนจะยอมทุกอย่าง”เสวี่ยเหมยหันไปยังแผนที่“แต่หากเราปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเริ่มเคลื่อนทหารทันที เราก็จะเดินเข้าไปในเกมของเขาเช่นกัน”เสนาบดีใหญ่ถาม “องค์หญิงคิดว่าเกมของเว่ยอ๋องคืออะไร”“ชัยชนะโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก”นางตอบทันที ทุกคนหันมามอง เสวี่ยเหมยกล่าวต่อ“หากเขาต้องการสงครามจริง กองทัพเว่ยข้ามชายแดนมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขามีกำลังมากกว่า มีเสบียงพร้อมกว่า และรู้ว่าหานยังไม่ทันเตรียมตัว แต่เขากลับหยุดอยู่ฝั่งตรงข้าม”พระเชษฐาหานหมิงพยักหน้าช้า ๆ “เขาต้องการให้เรายอมด้วยตัวเอง”“ใช่เพคะ” เสวี่ยเหมยมองพระบิดา “เจิ้งเทียนต้องการชัยชนะ แต่เขาไม่ต้องการจ่ายราคาของสงครามหากไม่จำเป็น”แม่ทัพหลี่เซิ่งถาม “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”“ซื้อเวลา” นางตอบ “เราตอบกลับว่าไม่ปฏิเสธการเจรจาเรื่

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 13

    เว่ยอ๋องผู้กระหายชัยชนะเสียงระฆังเรียกประชุมราชสำนักดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเร่งฝีเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวกองทัพเว่ยเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนอีกสิบลี้แพร่เข้ามาถึงนครหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ราชสาส์นฉบับใหม่จากเว่ยก็เดินทางมาถึงพร้อมทูตพิเศษซึ่งได้รับคำสั่งให้อ่านข้อเรียกร้องต่อหน้ากษัตริย์หานโดยตรงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีเสวี่ยเหมยเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่พร้อมชิงหลัว หลังจากได้รับพระบัญชาให้เข้าร่วมรับฟังการเจรจา นางยังสวมฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่าย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกบนเรือนผม ขณะที่หยกสีขาวซึ่งเทียนหลงมอบให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าเล็กแนบข้างเอวนับตั้งแต่กลับถึงวัง นางไม่เคยนำมันออกห่างตัว เสวี่ยเหมยเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางทีเพราะมันเป็นหลักฐานว่าการพบชายปริศนาผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงความฝันกลางสายฝน บางทีเพราะคำสัญญาใต้ต้นเหมยยังติดอยู่ในความทรงจำหรือบางทีนางเพียงรู้สึกว่า เมื่อถือหยกชิ้นนี้ไว้ ชายที่เต็มไปด้วยความลับผู้นั้นก็เหมือนยังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโ

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 12

    คำตอบนั้นทำให้หลายคนเงียบลง ฉู่จงเหยียนยิ้มเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับผู้เป็นนายดี เมื่อเว่ยอ๋องกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าในพระทัยมีแผนสำรองอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนสำรองนั้นคืออะไร แม้กระทั่งตัวเจิ้งเทียนเองในเวลานี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงชื่อของเสวี่ยเหมยในฐานะเงื่อนไขทางการเมืองอย่างจริงจังสำหรับเขา นางยังเป็นเพียงหญิงที่บังเอิญพบระหว่างการเดินทาง หญิงที่ทำแผลให้เขา หญิงที่กล้าเถียงเรื่องสงคราม และหญิงที่กำลังถือหยกประจำพระองค์ของเขาอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรการประชุมดำเนินต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อทุกคนรับคำสั่งเรียบร้อย เจิ้งเทียนจึงสั่งให้แยกย้าย แม่ทัพทั้งหลายคำนับแล้วเดินออกจากกระโจม ฉู่จงเหยียนเดินเป็นคนสุดท้าย แต่ก่อนออก เขาหยุดแล้วหันกลับมา“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าควรทูลหรือไม่”“พูดมา”“คนของเรารายงานว่าฝ่าบาททรงมอบป้ายหยกประจำพระองค์ให้สตรีผู้หนึ่ง”หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าทันที เจิ้งเทียนกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยน“แล้วอย่างไร?”แม่ทัพใหญ่รีบคุกเข่า“ป้ายหยกนั้นสามารถผ่านด่านภายในวังได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจเกิดปัญหา กระหม่อมจึงคิดว่าควรส่ง

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 11

    ทันทีที่คำว่า นาง หลุดออกมา เจิ้งเทียนก็ชะงักเล็กน้อย หลี่เซวียนก้มหน้าทันทีเพื่อซ่อนสีหน้าสนใจ เขาติดตามผู้เป็นนายมาหลายปี เคยเห็นเว่ยอ๋องบาดเจ็บหนักกว่านี้มาก บางครั้งถูกธนูสองดอกยังไม่ยอมพัก แต่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทกล่าวถึงผู้ทำแผลด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ไม่ต้องถามก็รู้ว่า “นาง” คือผู้ใด เจ้าหญิงเสวี่ยเหมยแห่งหาน และหากเขาเดาไม่ผิด ป้ายหยกประจำพระองค์ที่หายไปคงอยู่กับองค์หญิงผู้นั้นเช่นกัน หลี่เซวียนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเจิ้งเทียนนั่งลงหน้าโต๊ะก่อนถาม “เรื่องคนร้ายเมื่อคืน สืบได้อะไร”“พบศพหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตรวจแล้ว อาวุธเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป ไม่มีสัญลักษณ์สำนักหรือกองทัพใด เสื้อผ้าก็ไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตน”“หมายความว่าคนส่งมาต้องการปิดร่องรอย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เป้าหมายของพวกมันคือองค์หญิงหรือข้า”“จากคำให้การขององครักษ์หาน คนร้ายติดตามขบวนองค์หญิงมาตั้งแต่ก่อนฝ่าบาทปรากฏตัว ดูเหมือนเป้าหมายน่าจะเป็นองค์หญิงเสวี่ยเหมย”ดวงตาของเจิ้งเทียนเย็นลงทันที “มีใครในราชสำนักหานต้องการให้นางตาย”“กระหม่อมกำลังให้คนสืบ”“เร็วขึ้น”หลี่เซวียนรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 10

    ชิงหลัวมองลายมังกรบนหยก “ลายนี้ดูคุ้น ๆ”เสวี่ยเหมยรับกลับมาดู “ลายมังกรมีอยู่ทั่วไปในของของตระกูลสูงศักดิ์”นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เพราะตราประจำราชวงศ์เว่ยถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในลายเมฆด้านหลัง ต้องรู้วิธีหมุนหยกและส่องผ่านแสงจึงจะมองเห็น“เก็บดี ๆ นะเพคะ”“รู้แล้ว”เสวี่ยเหมยใส่หยกกลับเข้าไปในถุง สำหรับนาง มันเป็นเพียงของแทนคำสัญญาจากชายปริศนาคนหนึ่ง นางไม่รู้ว่าหากนำหยกชิ้นนี้ไปแสดงต่อขุนนางเว่ย คนเหล่านั้นอาจคุกเข่าลงตรงหน้า และยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงของมันคือกษัตริย์ที่นางกำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้ขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนควบม้าออกมาไกลจากกระท่อมแล้ว ชายชุดดำผู้ติดตามเร่งม้าเข้ามาใกล้“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”“ว่ามา”“ทูตหานออกจากนครหลวงแล้ว คาดว่าจะถึงค่ายของเราในสองวันพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเจิ้งเทียนกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “กษัตริย์หานตอบราชสาส์นว่าอย่างไร”“ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาต้องการเจรจาเรื่องเขตการค้าและการถอนกำลัง”“ตามคาด”“แม่ทัพถามว่าหากการเจรจาล้มเหลว จะให้เตรียมเคลื่อนกำลังหรือไม่”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบทันที คำพูดของเสวี่ยเหมยเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกคร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status