LOGINเทียนหลงเลิกคิ้ว “ข้าโกหกตรงไหน”
“ท่านไม่ใช่คนเดินทางธรรมดา”
คราวนี้ชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ
เสวี่ยเหมยก้มมองหยกในมืออีกครั้ง
ด้านหน้าของหยกแกะลายมังกรเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ในหมู่เมฆ แต่ลวดลายอีกด้านถูกทำให้คล้ายเถาวัลย์เกี่ยวพันกัน นางไม่รู้ว่าหากหมุนหยกในมุมหนึ่งภายใต้แสงจะเห็นตราอักษร เว่ย ซ้อนอยู่ภายในลายมังกร
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้ไม่ใช่หยกธรรมดา
มันคือป้ายหยกประจำพระองค์ของเจิ้งเทียน ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนในราชสำนักเว่ยที่รู้จัก
ผู้ถือหยกนี้สามารถผ่านประตูพระราชวังชั้นนอกโดยไม่ถูกขัดขวาง และหากนำไปแสดงต่อองครักษ์หลวง ไม่มีผู้ใดกล้าปฏิเสธคำขอพบเจ้าของหยก
การที่เขามอบของชิ้นนี้ให้หญิงสาวจากแคว้นซึ่งตนกำลังเตรียมกดดันทางทหาร เป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวเจิ้งเทียนเองก็หาเหตุผลอธิบายไม่ได้ทั้งหมด
เมื่อคืนเขาเพียงคิดว่านางน่าสนใจ
เช้านี้กลับไม่อยากให้การพบกันครั้งนี้จบลงโดยไม่มีสิ่งใดเชื่อมโยงคนทั้งสองไว้เลย
“เทียนหลง”
เสียงของเสวี่ยเหมยทำให้เขากลับมาจากความคิด
“อะไร”
“ท่านรู้หรือไม่ว่าตอนนี้เว่ยกับหานอาจเกิดสงคราม”
“รู้”
“แล้วกลับบอกให้ข้าไปหาท่านที่เมืองหลวงเว่ย”
“เพราะอย่างนั้นข้าจึงให้หยกไว้”
นางนิ่งไป เขาพูดต่อ “หากวันหนึ่งสถานการณ์เปลี่ยนไป หากเจ้าตกอยู่ในอันตราย หรือมีเหตุทำให้ไม่มีที่ไป นำหยกนี้ไปเว่ย”
เสวี่ยเหมยมองหน้าเขา “แล้วท่านจะช่วยข้าหรือ”
“ข้าจะช่วย”
“ไม่ว่าปัญหานั้นคืออะไร?”
“ตราบใดที่ข้าทำได้”
คำตอบนั้นหนักแน่นเกินกว่าจะเป็นเพียงคำพูดตามมารยาท สายลมเช้าพัดผ่านต้นเหมยเหนือศีรษะ กลีบดอกสีขาวหลายกลีบร่วงลงมาระหว่างคนทั้งสอง เสวี่ยเหมยแบมือ มองหยกซึ่งวางอยู่กลางฝ่ามือ
“ท่านชอบให้คำสัญญากับคนที่เพิ่งรู้จักเสมอหรือ”
“ไม่”
“เช่นนั้นทำไมเป็นข้า”
คำถามง่าย ๆ กลับทำให้เจิ้งเทียนตอบไม่ได้ทันที เพราะเหตุใด? เพราะนางทำแผลให้เขา? เพราะนางกล้าโต้เถียง? เพราะนางทำให้ค่ำคืนที่ควรเป็นเพียงการตรวจเส้นทางชายแดนกลายเป็นคืนที่เขาจดจำ? หรือเพราะตั้งแต่นางจากกระท่อมไปเมื่อครู่ เขากลับรู้สึกว่าตนควรทิ้งบางอย่างไว้ให้นาง
“ถือว่าข้าถูกชะตากับเจ้า” เขาตอบในที่สุด
เสวี่ยเหมยหัวเราะ “ท่านตอบเหมือนคนแก่ในโรงน้ำชา”
“เช่นนั้นเจ้าอยากฟังคำตอบแบบใด”
“ข้าไม่ได้อยากฟังคำตอบใดเป็นพิเศษ เพียงแต่คิดว่าท่านเป็นคนประหลาด”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นกับเจ้า”
“ข้าประหลาดตรงไหน”
“เจ้ากล้ายืนเถียงกับชายแปลกหน้าที่ฆ่าคนร้ายได้หลายคนโดยไม่กลัว”
เสวี่ยเหมยชะงัก ก่อนตอบอย่างจริงจัง “ท่านไม่ได้ทำร้ายข้า”
“ถ้าวันหนึ่งข้าทำเล่า”
แววตาของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อย “เหตุใดถามเรื่องเช่นนี้อีกแล้ว”
“ตอบข้า”
เสวี่ยเหมยมองเขาอยู่นาน ก่อนกำหยกในมือ
“ถ้าวันหนึ่งท่านทำร้ายข้า ข้าก็จะไม่ยอมให้เพียงเพราะท่านเคยช่วยชีวิต”
เจิ้งเทียนไม่ได้แปลกใจ นั่นคือคำตอบที่เหมือนนางที่สุด
“แล้วหยกนี้?”
“ข้าจะโยนคืนให้ท่าน”
เขาหลุดหัวเราะ เสวี่ยเหมยเองก็ยิ้ม
“แต่ถ้าท่านไม่ทำร้ายข้า และวันหนึ่งข้าเดือดร้อนจริง ๆ ข้าจะจำคำพูดของท่านไว้”
นางยื่นนิ้วก้อยออกไปตรงหน้าเขาอย่างเป็นธรรมชาติ เจิ้งเทียนมองด้วยความงุนงง
“อะไร”
“เกี่ยวก้อยสัญญา”
“เด็กหรือ”
“คำสัญญาต้องมีหลักฐาน”
“หยกยังไม่พอ?”
“หยกเป็นของ ท่านอาจบอกทีหลังว่าข้าเข้าใจผิดได้”
เจิ้งเทียนมองนิ้วเล็กตรงหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าทำเช่นนี้กับเขามาก่อน ในราชสำนักเว่ย เพียงเขามองผ่าน หลายคนก็รีบก้มศีรษะ แต่หญิงตรงหน้ากลับกำลังเรียกร้องให้เจ้าผู้ครองแคว้นเกี่ยวก้อยสัญญาเหมือนเด็ก น่าขัน และเขากลับทำจริง นิ้วของชายหนุ่มเกี่ยวกับนิ้วของนาง
“พอใจหรือยัง”
“ยัง”
“ยังมีอะไรอีก”
เสวี่ยเหมยกล่าวอย่างจริงจัง “ท่านต้องพูด”
“พูดอะไร”
“หากวันหนึ่งเสวี่ยเหมยเดือดร้อน เทียนหลงจะช่วยนาง”
เขามองใบหน้างดงามตรงหน้า แสงเช้าตกกระทบดอกเหมยเหนือศีรษะ กลีบหนึ่งปลิวมาติดเส้นผมของนาง ไม่รู้เพราะเหตุใด ภาพนี้กลับชัดเจนอย่างประหลาด ชายหนุ่มจึงเอ่ยช้า ๆ
“หากวันหนึ่งเสวี่ยเหมยเดือดร้อน เทียนหลงจะช่วยนาง”
“ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน?”
“ไม่ว่าจะอยู่ไกลแค่ไหน”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
“ตราบใดที่ข้ายังมีชีวิต”
รอยยิ้มของเสวี่ยเหมยค่อย ๆ หายไป นางไม่คิดว่าเขาจะตอบจริงจังถึงเพียงนี้
“ท่านไม่ต้องพูดถึงชีวิตก็ได้”
“เจ้าต้องการคำสัญญาไม่ใช่หรือ”
“แต่ข้าไม่ได้อยากให้ท่านเอาชีวิตมาเดิมพัน”
เจิ้งเทียนยกมุมปาก “เมื่อครู่ยังบอกว่าข้าพูดเหมือนคนแก่ ตอนนี้กลับกลัวคำพูดจริงจัง”
“ข้าเพียงไม่ชอบให้ใครพูดเรื่องความตายง่าย ๆ”
ชายหนุ่มมองนางนิ่ง “เช่นนั้นข้าจะจำไว้”
เสวี่ยเหมยปล่อยมือ “ข้าก็จะจำคำสัญญาของท่าน”
“ดี” นางนำหยกเก็บเข้าไปในถุงผ้าเล็กข้างเอวอย่างระมัดระวัง “ข้าจะรักษาไว้จนกว่าจะคืนให้ท่าน”
เจิ้งเทียนเกือบจะบอกว่าไม่ต้องคืน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูด บางทีการที่นางคิดว่าจะมีวันได้พบกันอีกอาจดีกว่า เสียงม้าจากด้านหลังดังขึ้น ชายผู้ติดตามเจิ้งเทียนคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ไกล ๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้มากนัก แต่เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องเร่งด่วน เจิ้งเทียนรู้ว่าถึงเวลาต้องไปจริง ๆ
“ข้าต้องไปแล้ว”
เสวี่ยเหมยพยักหน้า “ครั้งนี้คงไม่กลับมาเพราะลืมของอีกนะ”
“ไม่มีแล้ว”
“ดี”
แต่หลังพูดเช่นนั้น นางกลับรู้สึกใจหายอย่างประหลาด เทียนหลงเดินไปหาม้า ก่อนขึ้นอาน เขาหันกลับมามองนางอีกครั้ง
“เสวี่ยเหมย”
“อะไร”
“อย่าเดินทางออกจากเมืองโดยมีองครักษ์เพียงเท่านี้อีก”
นางเลิกคิ้ว “ท่านกำลังสั่งข้าหรือ”
“เตือน”
“ข้าจะพิจารณา”
“แปลว่าจะไม่ฟัง”
“ข้ายังไม่ได้พูดเช่นนั้น”
เจิ้งเทียนส่ายหน้า “หัวดื้อ”
“คนมีเหตุผลต่างหาก”
“ไว้เจอกัน”
คำสั้น ๆ นั้นทำให้เสวี่ยเหมยยิ้ม “ไว้เจอกัน เทียนหลง”
ม้าสีดำทะยานออกไปตามเส้นทางด้านเหนือ นางยืนอยู่ใต้ต้นเหมย มองจนชายหนุ่มหายไปจากสายตา ครั้งนี้ไม่รู้ว่าจะพบกันอีกเมื่อใด ชิงหลัวเดินมายืนข้างนายหญิงแล้วมองถุงหยกตรงเอวด้วยสายตาสนใจ
“องค์หญิงเพคะ ขอหม่อมฉันดูหยกได้หรือไม่”
เสวี่ยเหมยหยิบออกมาแล้วส่งให้ นางกำนัลพลิกไปมา
“งดงามมากเพคะ เนื้อหยกแบบนี้หายาก คุณชายเทียนหลงต้องร่ำรวยมากแน่”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น”
“หรือจะเป็นบุตรขุนนางใหญ่ของเว่ย”
“เป็นไปได้”
ดวงตาของแม่ทัพใหญ่มีประกายอยากรบ แต่เจิ้งเทียนส่ายหน้า “ยัง”“ฝ่าบาท?”“ถ้าเราข้ามชายแดนตอนนี้ หานจะได้สิ่งที่ต้องการ”“อะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุผลในการขอความช่วยเหลือ”เขาเดินไปที่แผนที่“ตราบใดที่กองทัพเว่ยยังไม่ข้ามเข้าไป รัฐอื่นจะลังเล แต่หากเราบุก หานจะประกาศว่าเว่ยเป็นผู้รุกราน และรัฐที่หวาดกลัวการขยายอำนาจของเราจะมีข้ออ้างรวมตัวกัน”เหอซื่อหมิงพยักหน้าชื่นชม“ดังนั้นฝ่าบาทจึงต้องการบีบให้หานยอมโดยไม่ให้พวกเขามีเหตุชอบธรรมในการรวมพันธมิตร”“ถูกต้อง”ฉู่จงเหยียนยังไม่พอใจ“แต่หานเห็นว่าเราไม่บุก อาจยิ่งคิดว่าสามารถถ่วงเวลาได้”เจิ้งเทียนหันมองเขา“ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้ถ่วง”น้ำเสียงเย็นทำให้คนทั้งกระโจมเงียบลง เว่ยอ๋องหยิบหมุดหนึ่งอันขึ้นมา“เพิ่มทหารหน้าแนวชายแดนอีกสองหมื่น”ฉู่จงเหยียนยิ้มทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“ขนเครื่องยิงหินออกมาให้พวกเขาเห็น แต่ห้ามยิง”“รับพระบัญชา”“สั่งกองม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน”เหอซื่อหมิงถาม “ฝ่าบาทต้องการสร้างแรงกดดันให้พวกเขาคิดว่าเราพร้อมเปิดศึกทุกเวลา”“ข้าต้องการให้กษัตริย์หานนอนไม่หลับ”เจิ้งเทียนตอบเรียบ ๆ หลายคนยิ้มออกมา นี่ต่างหา
“เสด็จพ่อเพคะ”เสียงขององค์หญิงทำให้ทุกคนหยุด กษัตริย์หานมองพระธิดา“เหมยเอ๋อมีความเห็นอย่างไร”เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจ “หม่อมฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประกาศสงคราม”แม่ทัพหลี่เซิ่งขมวดคิ้ว “องค์หญิงหมายถึงอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เจรจา”“เว่ยเห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเจรจา”“เพราะเขาคิดว่าเรากลัวจนจะยอมทุกอย่าง”เสวี่ยเหมยหันไปยังแผนที่“แต่หากเราปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเริ่มเคลื่อนทหารทันที เราก็จะเดินเข้าไปในเกมของเขาเช่นกัน”เสนาบดีใหญ่ถาม “องค์หญิงคิดว่าเกมของเว่ยอ๋องคืออะไร”“ชัยชนะโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก”นางตอบทันที ทุกคนหันมามอง เสวี่ยเหมยกล่าวต่อ“หากเขาต้องการสงครามจริง กองทัพเว่ยข้ามชายแดนมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขามีกำลังมากกว่า มีเสบียงพร้อมกว่า และรู้ว่าหานยังไม่ทันเตรียมตัว แต่เขากลับหยุดอยู่ฝั่งตรงข้าม”พระเชษฐาหานหมิงพยักหน้าช้า ๆ “เขาต้องการให้เรายอมด้วยตัวเอง”“ใช่เพคะ” เสวี่ยเหมยมองพระบิดา “เจิ้งเทียนต้องการชัยชนะ แต่เขาไม่ต้องการจ่ายราคาของสงครามหากไม่จำเป็น”แม่ทัพหลี่เซิ่งถาม “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”“ซื้อเวลา” นางตอบ “เราตอบกลับว่าไม่ปฏิเสธการเจรจาเรื่
เว่ยอ๋องผู้กระหายชัยชนะเสียงระฆังเรียกประชุมราชสำนักดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเร่งฝีเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวกองทัพเว่ยเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนอีกสิบลี้แพร่เข้ามาถึงนครหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ราชสาส์นฉบับใหม่จากเว่ยก็เดินทางมาถึงพร้อมทูตพิเศษซึ่งได้รับคำสั่งให้อ่านข้อเรียกร้องต่อหน้ากษัตริย์หานโดยตรงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีเสวี่ยเหมยเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่พร้อมชิงหลัว หลังจากได้รับพระบัญชาให้เข้าร่วมรับฟังการเจรจา นางยังสวมฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่าย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกบนเรือนผม ขณะที่หยกสีขาวซึ่งเทียนหลงมอบให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าเล็กแนบข้างเอวนับตั้งแต่กลับถึงวัง นางไม่เคยนำมันออกห่างตัว เสวี่ยเหมยเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางทีเพราะมันเป็นหลักฐานว่าการพบชายปริศนาผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงความฝันกลางสายฝน บางทีเพราะคำสัญญาใต้ต้นเหมยยังติดอยู่ในความทรงจำหรือบางทีนางเพียงรู้สึกว่า เมื่อถือหยกชิ้นนี้ไว้ ชายที่เต็มไปด้วยความลับผู้นั้นก็เหมือนยังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโ
คำตอบนั้นทำให้หลายคนเงียบลง ฉู่จงเหยียนยิ้มเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับผู้เป็นนายดี เมื่อเว่ยอ๋องกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าในพระทัยมีแผนสำรองอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนสำรองนั้นคืออะไร แม้กระทั่งตัวเจิ้งเทียนเองในเวลานี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงชื่อของเสวี่ยเหมยในฐานะเงื่อนไขทางการเมืองอย่างจริงจังสำหรับเขา นางยังเป็นเพียงหญิงที่บังเอิญพบระหว่างการเดินทาง หญิงที่ทำแผลให้เขา หญิงที่กล้าเถียงเรื่องสงคราม และหญิงที่กำลังถือหยกประจำพระองค์ของเขาอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรการประชุมดำเนินต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อทุกคนรับคำสั่งเรียบร้อย เจิ้งเทียนจึงสั่งให้แยกย้าย แม่ทัพทั้งหลายคำนับแล้วเดินออกจากกระโจม ฉู่จงเหยียนเดินเป็นคนสุดท้าย แต่ก่อนออก เขาหยุดแล้วหันกลับมา“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าควรทูลหรือไม่”“พูดมา”“คนของเรารายงานว่าฝ่าบาททรงมอบป้ายหยกประจำพระองค์ให้สตรีผู้หนึ่ง”หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าทันที เจิ้งเทียนกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยน“แล้วอย่างไร?”แม่ทัพใหญ่รีบคุกเข่า“ป้ายหยกนั้นสามารถผ่านด่านภายในวังได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจเกิดปัญหา กระหม่อมจึงคิดว่าควรส่ง
ทันทีที่คำว่า นาง หลุดออกมา เจิ้งเทียนก็ชะงักเล็กน้อย หลี่เซวียนก้มหน้าทันทีเพื่อซ่อนสีหน้าสนใจ เขาติดตามผู้เป็นนายมาหลายปี เคยเห็นเว่ยอ๋องบาดเจ็บหนักกว่านี้มาก บางครั้งถูกธนูสองดอกยังไม่ยอมพัก แต่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทกล่าวถึงผู้ทำแผลด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ไม่ต้องถามก็รู้ว่า “นาง” คือผู้ใด เจ้าหญิงเสวี่ยเหมยแห่งหาน และหากเขาเดาไม่ผิด ป้ายหยกประจำพระองค์ที่หายไปคงอยู่กับองค์หญิงผู้นั้นเช่นกัน หลี่เซวียนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเจิ้งเทียนนั่งลงหน้าโต๊ะก่อนถาม “เรื่องคนร้ายเมื่อคืน สืบได้อะไร”“พบศพหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตรวจแล้ว อาวุธเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป ไม่มีสัญลักษณ์สำนักหรือกองทัพใด เสื้อผ้าก็ไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตน”“หมายความว่าคนส่งมาต้องการปิดร่องรอย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เป้าหมายของพวกมันคือองค์หญิงหรือข้า”“จากคำให้การขององครักษ์หาน คนร้ายติดตามขบวนองค์หญิงมาตั้งแต่ก่อนฝ่าบาทปรากฏตัว ดูเหมือนเป้าหมายน่าจะเป็นองค์หญิงเสวี่ยเหมย”ดวงตาของเจิ้งเทียนเย็นลงทันที “มีใครในราชสำนักหานต้องการให้นางตาย”“กระหม่อมกำลังให้คนสืบ”“เร็วขึ้น”หลี่เซวียนรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน
ชิงหลัวมองลายมังกรบนหยก “ลายนี้ดูคุ้น ๆ”เสวี่ยเหมยรับกลับมาดู “ลายมังกรมีอยู่ทั่วไปในของของตระกูลสูงศักดิ์”นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เพราะตราประจำราชวงศ์เว่ยถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในลายเมฆด้านหลัง ต้องรู้วิธีหมุนหยกและส่องผ่านแสงจึงจะมองเห็น“เก็บดี ๆ นะเพคะ”“รู้แล้ว”เสวี่ยเหมยใส่หยกกลับเข้าไปในถุง สำหรับนาง มันเป็นเพียงของแทนคำสัญญาจากชายปริศนาคนหนึ่ง นางไม่รู้ว่าหากนำหยกชิ้นนี้ไปแสดงต่อขุนนางเว่ย คนเหล่านั้นอาจคุกเข่าลงตรงหน้า และยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงของมันคือกษัตริย์ที่นางกำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้ขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนควบม้าออกมาไกลจากกระท่อมแล้ว ชายชุดดำผู้ติดตามเร่งม้าเข้ามาใกล้“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”“ว่ามา”“ทูตหานออกจากนครหลวงแล้ว คาดว่าจะถึงค่ายของเราในสองวันพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเจิ้งเทียนกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “กษัตริย์หานตอบราชสาส์นว่าอย่างไร”“ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาต้องการเจรจาเรื่องเขตการค้าและการถอนกำลัง”“ตามคาด”“แม่ทัพถามว่าหากการเจรจาล้มเหลว จะให้เตรียมเคลื่อนกำลังหรือไม่”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบทันที คำพูดของเสวี่ยเหมยเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกคร







