Share

บทที่ 8

last update publish date: 2026-10-19 18:25:43

คำพูดนั้นเป็นเพียงความคิดชั่วครู่ ก่อนเสวี่ยเหมยจะหันกลับไปเตรียมเดินทาง นางไม่รู้เลยว่าในเวลาเดียวกัน เทียนหลงควบม้าไปถึงชายป่า ซึ่งมีกองทหารชุดดำจำนวนหนึ่งรออยู่แล้ว ทันทีที่เห็นเขา ทุกคนลงจากหลังม้าและคุกเข่าพร้อมกัน

“ถวายบังคมฝ่าบาท!”

ชายหนุ่มหยุดม้า แววตาอ่อนโยนซึ่งเคยปรากฏยามอยู่กับเสวี่ยเหมยหายไปสิ้น แม่ทัพคนสนิทรีบเข้ามารายงาน

“ทูลฝ่าบาท กองกำลังของเราพร้อมแล้วพ่ะย่ะค่ะ ราชสำนักหานได้รับราชสาส์นและกำลังส่งทูตออกมาเจรจา”

เจิ้งเทียนมองไปทางนครหลวงหานซึ่งอยู่หลังแนวภูเขา ในความคิดกลับปรากฏคำพูดของหญิงสาวเมื่อคืน ความมั่นคงของคนหนึ่งจำเป็นต้องสร้างบนความทุกข์ของอีกคนเสมอหรือ เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย

“กลับค่าย”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ม้าสีดำทะยานออกไปอีกครั้ง ก่อนจากไป เจิ้งเทียนยกมือแตะผ้าพันแผลใต้แขนเสื้ออย่างไม่รู้ตัว เขาบอกเสวี่ยเหมยว่า หากได้พบกันอีก เขาอาจบอกว่านางว่าตนเป็นใคร ทว่าชายหนุ่มรู้ดีว่า เมื่อถึงวันนั้น นางอาจไม่ต้องถามเสียด้วยซ้ำ

เพราะชื่อ เจิ้งเทียน เว่ยอ๋อง กำลังจะถูกส่งไปถึงราชสำนักหานพร้อมเงื่อนไขที่ทำให้คนทั้งแคว้นต้องสั่นสะเทือน และเมื่อเสวี่ยเหมยรู้ว่าชายชื่อเทียนหลงกับบุรุษผู้ถือกองทัพอยู่ในมือเป็นคนเดียวกัน

นางอาจไม่มีวันมองเขาด้วยสายตาเช่นเมื่อคืนอีกเลย

คำสัญญาใต้ต้นเหมย

แสงเช้าอ่อนจางลอดผ่านเมฆสีเทาหลังพายุเมื่อคืน กลิ่นดินเปียกชื้นลอยอยู่ในอากาศ เสียงหยดน้ำจากปลายใบไม้ดังเป็นระยะ ขณะที่องครักษ์ของเสวี่ยเหมยกำลังตรวจรถม้าเป็นครั้งสุดท้ายก่อนออกเดินทางกลับนครหลวง

เสวี่ยเหมยยืนอยู่ใต้ต้นเหมยเก่าแก่ข้างกระท่อมร้าง ดอกสีขาวอมชมพูซึ่งผ่านพายุเมื่อคืนยังคงเกาะอยู่ตามกิ่ง บางกลีบร่วงลงบนพื้นดินเปียกชื้น แต่หลายดอกกลับยิ่งดูงดงามท่ามกลางแสงอาทิตย์แรกของวัน

นางเหม่อมองเส้นทางซึ่งทอดไปทางเหนือ เมื่อครู่เทียนหลงบอกว่าจะเดินทางจากไปแล้ว แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางกลับรู้สึกเหมือนการพบกันเพียงคืนเดียวนี้จบลงเร็วเกินไป

“องค์หญิงเพคะ รถม้าพร้อมแล้ว”

ชิงหลัวเดินเข้ามาหา เสวี่ยเหมยพยักหน้า “คนบาดเจ็บทั้งหมดขึ้นรถแล้วหรือ”

“เพคะ องครักษ์สองนายที่บาดเจ็บหนักจะนั่งรถเสบียง ส่วนคนอื่นยังขี่ม้าได้”

“ดี”

นางกำลังจะเดินกลับไปยังรถม้า เสียงฝีเท้าม้ากลับดังขึ้นจากอีกด้านของแนวไม้ องครักษ์หลายคนชักดาบทันที เสวี่ยเหมยหันไปมอง ม้าสีดำตัวหนึ่งเดินออกมาจากม่านหมอกยามเช้า และชายบนหลังม้าก็คือผู้ที่นางคิดว่าเดินทางจากไปแล้ว

“เทียนหลง?”

เขาหยุดม้าห่างจากนางไม่กี่ก้าว ก่อนกระโดดลงมาอย่างคล่องแคล่ว

“ท่านยังไม่ไปอีกหรือ”

“ลืมของอย่างหนึ่ง”

“ของอะไร”

ชายหนุ่มไม่ได้ตอบทันที เขาเหลือบมององครักษ์ที่ยังจับด้ามดาบอยู่ เสวี่ยเหมยจึงยกมือขึ้น

“เก็บดาบเถอะ เขาไม่ใช่ศัตรู”

คำว่า ไม่ใช่ศัตรู ทำให้แววตาของเทียนหลงเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย ไม่มีผู้ใดนอกจากเขารู้ว่าอีกไม่นานคำพูดนั้นอาจกลายเป็นสิ่งที่นางอยากถอนคืนมากที่สุด องครักษ์ลดอาวุธลง แต่ยังจับตาดูชายปริศนาอย่างระมัดระวัง เทียนหลงเดินเข้ามาหาเสวี่ยเหมย

“ข้าคิดว่าควรให้สิ่งหนึ่งแก่เจ้า”

เขายื่นมือเข้าไปในเสื้อ ก่อนหยิบหยกชิ้นเล็กออกมา เสวี่ยเหมยมองของในมือเขาอย่างสงสัย มันเป็นหยกสีขาวนวล รูปทรงคล้ายเมฆมงคล ขนาดไม่ใหญ่กว่าฝ่ามือ ด้านหนึ่งแกะเป็นลายเมฆกับมังกรที่ดูเรียบง่าย หากมองเพียงผ่าน ๆ อาจคิดว่าเป็นหยกประดับทั่วไป แต่เนื้อหยกละเอียดและใสจนเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ของราคาถูก

“ให้ข้าหรือ”

“อืม”

“เพราะอะไร”

“เมื่อคืนเจ้าบอกว่าเป็นหนี้ชีวิตข้า”

เสวี่ยเหมยเลิกคิ้ว “ท่านจะให้ของข้า แล้วจะกลายเป็นว่าข้าติดหนี้มากกว่าเดิมหรืออย่างไร”

เทียนหลงมองนางนิ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้น

“เจ้าคิดบัญชีละเอียดจริง ๆ”

“แน่นอน ข้าไม่ชอบติดหนี้ใคร”

“เช่นนั้นถือเสียว่าข้าให้ไว้เพื่อใช้หนี้ของเจ้า”

นางยิ่งงุนงง “ท่านช่วยข้า แล้วยังให้ของข้าอีก จากนั้นบอกว่าเป็นการใช้หนี้ของข้า มีเหตุผลตรงไหน”

“ข้าต้องการให้เจ้ารับไว้”

คำตอบตรงเกินไปจนเสวี่ยเหมยเงียบ เทียนหลงวางหยกลงบนฝ่ามือนาง ความเย็นของเนื้อหยกสัมผัสผิว ทำให้นางก้มมองอย่างพิจารณา

“ของชิ้นนี้แพงเกินไป”

“เจ้ารู้ได้อย่างไร”

“ข้าโตมาในวัง หยกดีหรือไม่ดี ข้าย่อมดูออก”

“เช่นนั้นยิ่งไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นของปลอม”

เสวี่ยเหมยเงยหน้าขึ้น “ข้าไม่ได้กลัวของปลอม ข้ากำลังบอกว่ารับของมีค่าจากคนที่เพิ่งรู้จักไม่ได้”

“เจ้าก็เพิ่งช่วยชีวิตข้าเหมือนกัน”

“ข้าเพียงทำแผล”

“หากแผลติดเชื้อ ข้าอาจตาย”

“ท่านพูดเกินไปแล้ว”

“เมื่อคืนใครเป็นคนบอกว่าถ้าแผลติดเชื้อ ข้าอาจไม่มีโอกาสไปทำธุระ”

เสวี่ยเหมยถูกคำพูดของตัวเองย้อนกลับมาจนเถียงไม่ออก

ชิงหลัวซึ่งยืนอยู่ด้านหลังต้องก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม

องค์หญิงของนางมักเป็นฝ่ายทำให้คนอื่นหมดคำพูด แต่บุรุษชื่อเทียนหลงกลับรับมือได้อย่างน่าประหลาด

“เอาเถอะ”

เสวี่ยเหมยถอนหายใจ “ข้ารับไว้ก่อน แต่ถ้าเราพบกันอีก ข้าจะคืน”

“อย่าคืน”

น้ำเสียงของเขาทำให้นางมองขึ้นมาอีกครั้ง

“เหตุใด”

เทียนหลงนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวช้า ๆ

“หากวันหนึ่งเจ้าเดือดร้อนจนไม่มีใครช่วยได้ ให้นำหยกนี้ไปหาข้า”

เสวี่ยเหมยขมวดคิ้ว

“ไปหาท่านที่ไหน ในเมื่อแม้แต่บ้านอยู่ที่ใดท่านยังไม่บอกข้า”

“เมืองหลวงเว่ย”

คำตอบนั้นทำให้บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปทันที

องครักษ์หลายคนหันมามองชายหนุ่ม

เสวี่ยเหมยเองก็ชะงัก

“เมืองหลวงเว่ย?”

“ใช่”

“ท่านเป็นคนเว่ยจริง ๆ หรือ”

เทียนหลงสบตานาง “ข้าเดินทางไปมาหลายแห่ง”

“ท่านยังไม่ตอบ”

“ตอนนี้ข้ามีเรื่องต้องไปจัดการที่เว่ย”

เสวี่ยเหมยจ้องเขาเหมือนพยายามมองทะลุทุกความลับ

“ถ้าข้านำหยกนี้ไปเมืองหลวงเว่ย แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าต้องไปหาผู้ใด”

“นำไปให้เจ้าหน้าที่ตรงประตูวัง”

คำว่า ประตูวัง ทำให้นางเงียบไปอีกครั้ง

คราวนี้แม้แต่ชิงหลัวก็อดถามไม่ได้

“คุณชายเทียนหลง ท่านเกี่ยวข้องกับราชสำนักเว่ยหรือเจ้าคะ”

เทียนหลงมองนางกำนัลเพียงครู่เดียว

“รู้จักคนอยู่บ้าง”

เสวี่ยเหมยหัวเราะเบา ๆ อย่างไม่เชื่อ

“รู้จักคนอยู่บ้างถึงขั้นนำหยกไปให้เจ้าหน้าที่หน้าประตูวังแล้วตามหาท่านได้?”

“ใช่”

“ท่านโกหกไม่เก่งเลย”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 15

    ดวงตาของแม่ทัพใหญ่มีประกายอยากรบ แต่เจิ้งเทียนส่ายหน้า “ยัง”“ฝ่าบาท?”“ถ้าเราข้ามชายแดนตอนนี้ หานจะได้สิ่งที่ต้องการ”“อะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เหตุผลในการขอความช่วยเหลือ”เขาเดินไปที่แผนที่“ตราบใดที่กองทัพเว่ยยังไม่ข้ามเข้าไป รัฐอื่นจะลังเล แต่หากเราบุก หานจะประกาศว่าเว่ยเป็นผู้รุกราน และรัฐที่หวาดกลัวการขยายอำนาจของเราจะมีข้ออ้างรวมตัวกัน”เหอซื่อหมิงพยักหน้าชื่นชม“ดังนั้นฝ่าบาทจึงต้องการบีบให้หานยอมโดยไม่ให้พวกเขามีเหตุชอบธรรมในการรวมพันธมิตร”“ถูกต้อง”ฉู่จงเหยียนยังไม่พอใจ“แต่หานเห็นว่าเราไม่บุก อาจยิ่งคิดว่าสามารถถ่วงเวลาได้”เจิ้งเทียนหันมองเขา“ใครบอกว่าข้าจะปล่อยให้ถ่วง”น้ำเสียงเย็นทำให้คนทั้งกระโจมเงียบลง เว่ยอ๋องหยิบหมุดหนึ่งอันขึ้นมา“เพิ่มทหารหน้าแนวชายแดนอีกสองหมื่น”ฉู่จงเหยียนยิ้มทันที “พ่ะย่ะค่ะ”“ขนเครื่องยิงหินออกมาให้พวกเขาเห็น แต่ห้ามยิง”“รับพระบัญชา”“สั่งกองม้าลาดตระเวนตามแนวชายแดนทั้งกลางวันและกลางคืน”เหอซื่อหมิงถาม “ฝ่าบาทต้องการสร้างแรงกดดันให้พวกเขาคิดว่าเราพร้อมเปิดศึกทุกเวลา”“ข้าต้องการให้กษัตริย์หานนอนไม่หลับ”เจิ้งเทียนตอบเรียบ ๆ หลายคนยิ้มออกมา นี่ต่างหา

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 14

    “เสด็จพ่อเพคะ”เสียงขององค์หญิงทำให้ทุกคนหยุด กษัตริย์หานมองพระธิดา“เหมยเอ๋อมีความเห็นอย่างไร”เสวี่ยเหมยสูดลมหายใจ “หม่อมฉันคิดว่าเราไม่ควรยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด แต่ก็ไม่ควรประกาศสงคราม”แม่ทัพหลี่เซิ่งขมวดคิ้ว “องค์หญิงหมายถึงอะไรพ่ะย่ะค่ะ”“เจรจา”“เว่ยเห็นชัดว่าไม่ได้ต้องการเจรจา”“เพราะเขาคิดว่าเรากลัวจนจะยอมทุกอย่าง”เสวี่ยเหมยหันไปยังแผนที่“แต่หากเราปฏิเสธอย่างเด็ดขาดและเริ่มเคลื่อนทหารทันที เราก็จะเดินเข้าไปในเกมของเขาเช่นกัน”เสนาบดีใหญ่ถาม “องค์หญิงคิดว่าเกมของเว่ยอ๋องคืออะไร”“ชัยชนะโดยไม่ต้องเสียกำลังมาก”นางตอบทันที ทุกคนหันมามอง เสวี่ยเหมยกล่าวต่อ“หากเขาต้องการสงครามจริง กองทัพเว่ยข้ามชายแดนมาตั้งแต่หลายวันก่อนแล้ว เขามีกำลังมากกว่า มีเสบียงพร้อมกว่า และรู้ว่าหานยังไม่ทันเตรียมตัว แต่เขากลับหยุดอยู่ฝั่งตรงข้าม”พระเชษฐาหานหมิงพยักหน้าช้า ๆ “เขาต้องการให้เรายอมด้วยตัวเอง”“ใช่เพคะ” เสวี่ยเหมยมองพระบิดา “เจิ้งเทียนต้องการชัยชนะ แต่เขาไม่ต้องการจ่ายราคาของสงครามหากไม่จำเป็น”แม่ทัพหลี่เซิ่งถาม “เช่นนั้นเราควรทำอย่างไร”“ซื้อเวลา” นางตอบ “เราตอบกลับว่าไม่ปฏิเสธการเจรจาเรื่

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 13

    เว่ยอ๋องผู้กระหายชัยชนะเสียงระฆังเรียกประชุมราชสำนักดังขึ้นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่ ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างเร่งฝีเท้าเข้าสู่ท้องพระโรงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ข่าวกองทัพเว่ยเคลื่อนเข้าประชิดชายแดนอีกสิบลี้แพร่เข้ามาถึงนครหลวงเมื่อคืนที่ผ่านมา และเช้าวันนี้ราชสาส์นฉบับใหม่จากเว่ยก็เดินทางมาถึงพร้อมทูตพิเศษซึ่งได้รับคำสั่งให้อ่านข้อเรียกร้องต่อหน้ากษัตริย์หานโดยตรงไม่มีผู้ใดในราชสำนักคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดีเสวี่ยเหมยเดินเข้าสู่ตำหนักใหญ่พร้อมชิงหลัว หลังจากได้รับพระบัญชาให้เข้าร่วมรับฟังการเจรจา นางยังสวมฉลองพระองค์สีขาวเรียบง่าย เครื่องประดับมีเพียงปิ่นหยกบนเรือนผม ขณะที่หยกสีขาวซึ่งเทียนหลงมอบให้ถูกเก็บซ่อนอยู่ภายในถุงผ้าเล็กแนบข้างเอวนับตั้งแต่กลับถึงวัง นางไม่เคยนำมันออกห่างตัว เสวี่ยเหมยเองยังไม่เข้าใจว่าเหตุใด บางทีเพราะมันเป็นหลักฐานว่าการพบชายปริศนาผู้นั้นไม่ได้เป็นเพียงความฝันกลางสายฝน บางทีเพราะคำสัญญาใต้ต้นเหมยยังติดอยู่ในความทรงจำหรือบางทีนางเพียงรู้สึกว่า เมื่อถือหยกชิ้นนี้ไว้ ชายที่เต็มไปด้วยความลับผู้นั้นก็เหมือนยังอยู่ไม่ไกลนัก แต่ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ท้องพระโ

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 12

    คำตอบนั้นทำให้หลายคนเงียบลง ฉู่จงเหยียนยิ้มเล็กน้อย เขาคุ้นเคยกับผู้เป็นนายดี เมื่อเว่ยอ๋องกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าในพระทัยมีแผนสำรองอยู่แล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าแผนสำรองนั้นคืออะไร แม้กระทั่งตัวเจิ้งเทียนเองในเวลานี้ก็ยังไม่ได้คิดถึงชื่อของเสวี่ยเหมยในฐานะเงื่อนไขทางการเมืองอย่างจริงจังสำหรับเขา นางยังเป็นเพียงหญิงที่บังเอิญพบระหว่างการเดินทาง หญิงที่ทำแผลให้เขา หญิงที่กล้าเถียงเรื่องสงคราม และหญิงที่กำลังถือหยกประจำพระองค์ของเขาอยู่โดยไม่รู้เลยว่ามันหมายถึงอะไรการประชุมดำเนินต่ออีกเกือบหนึ่งชั่วยาม เมื่อทุกคนรับคำสั่งเรียบร้อย เจิ้งเทียนจึงสั่งให้แยกย้าย แม่ทัพทั้งหลายคำนับแล้วเดินออกจากกระโจม ฉู่จงเหยียนเดินเป็นคนสุดท้าย แต่ก่อนออก เขาหยุดแล้วหันกลับมา“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องหนึ่งไม่แน่ใจว่าควรทูลหรือไม่”“พูดมา”“คนของเรารายงานว่าฝ่าบาททรงมอบป้ายหยกประจำพระองค์ให้สตรีผู้หนึ่ง”หลี่เซวียนที่ยืนอยู่ด้านข้างก้มหน้าทันที เจิ้งเทียนกลับไม่มีสีหน้าเปลี่ยน“แล้วอย่างไร?”แม่ทัพใหญ่รีบคุกเข่า“ป้ายหยกนั้นสามารถผ่านด่านภายในวังได้ หากตกอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี อาจเกิดปัญหา กระหม่อมจึงคิดว่าควรส่ง

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 11

    ทันทีที่คำว่า นาง หลุดออกมา เจิ้งเทียนก็ชะงักเล็กน้อย หลี่เซวียนก้มหน้าทันทีเพื่อซ่อนสีหน้าสนใจ เขาติดตามผู้เป็นนายมาหลายปี เคยเห็นเว่ยอ๋องบาดเจ็บหนักกว่านี้มาก บางครั้งถูกธนูสองดอกยังไม่ยอมพัก แต่ไม่เคยเห็นฝ่าบาทกล่าวถึงผู้ทำแผลด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ไม่ต้องถามก็รู้ว่า “นาง” คือผู้ใด เจ้าหญิงเสวี่ยเหมยแห่งหาน และหากเขาเดาไม่ผิด ป้ายหยกประจำพระองค์ที่หายไปคงอยู่กับองค์หญิงผู้นั้นเช่นกัน หลี่เซวียนคิดอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูดเจิ้งเทียนนั่งลงหน้าโต๊ะก่อนถาม “เรื่องคนร้ายเมื่อคืน สืบได้อะไร”“พบศพหนึ่งคนพ่ะย่ะค่ะ คนของเราตรวจแล้ว อาวุธเป็นของที่หาซื้อได้ทั่วไป ไม่มีสัญลักษณ์สำนักหรือกองทัพใด เสื้อผ้าก็ไม่มีหลักฐานบ่งบอกตัวตน”“หมายความว่าคนส่งมาต้องการปิดร่องรอย”“พ่ะย่ะค่ะ”“เป้าหมายของพวกมันคือองค์หญิงหรือข้า”“จากคำให้การขององครักษ์หาน คนร้ายติดตามขบวนองค์หญิงมาตั้งแต่ก่อนฝ่าบาทปรากฏตัว ดูเหมือนเป้าหมายน่าจะเป็นองค์หญิงเสวี่ยเหมย”ดวงตาของเจิ้งเทียนเย็นลงทันที “มีใครในราชสำนักหานต้องการให้นางตาย”“กระหม่อมกำลังให้คนสืบ”“เร็วขึ้น”หลี่เซวียนรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเทียนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อน

  • เชลยเสน่หา   บทที่ 10

    ชิงหลัวมองลายมังกรบนหยก “ลายนี้ดูคุ้น ๆ”เสวี่ยเหมยรับกลับมาดู “ลายมังกรมีอยู่ทั่วไปในของของตระกูลสูงศักดิ์”นางไม่เห็นสิ่งผิดปกติ เพราะตราประจำราชวงศ์เว่ยถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในลายเมฆด้านหลัง ต้องรู้วิธีหมุนหยกและส่องผ่านแสงจึงจะมองเห็น“เก็บดี ๆ นะเพคะ”“รู้แล้ว”เสวี่ยเหมยใส่หยกกลับเข้าไปในถุง สำหรับนาง มันเป็นเพียงของแทนคำสัญญาจากชายปริศนาคนหนึ่ง นางไม่รู้ว่าหากนำหยกชิ้นนี้ไปแสดงต่อขุนนางเว่ย คนเหล่านั้นอาจคุกเข่าลงตรงหน้า และยิ่งไม่รู้ว่าเจ้าของตัวจริงของมันคือกษัตริย์ที่นางกำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้ขณะเดียวกัน เจิ้งเทียนควบม้าออกมาไกลจากกระท่อมแล้ว ชายชุดดำผู้ติดตามเร่งม้าเข้ามาใกล้“ฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูล”“ว่ามา”“ทูตหานออกจากนครหลวงแล้ว คาดว่าจะถึงค่ายของเราในสองวันพ่ะย่ะค่ะ”สีหน้าของเจิ้งเทียนกลับมาเย็นชาอีกครั้ง “กษัตริย์หานตอบราชสาส์นว่าอย่างไร”“ยังไม่ยอมรับเงื่อนไขพ่ะย่ะค่ะ พวกเขาต้องการเจรจาเรื่องเขตการค้าและการถอนกำลัง”“ตามคาด”“แม่ทัพถามว่าหากการเจรจาล้มเหลว จะให้เตรียมเคลื่อนกำลังหรือไม่”เจิ้งเทียนไม่ได้ตอบทันที คำพูดของเสวี่ยเหมยเมื่อคืนผุดขึ้นมาอีกคร

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status