Masuk"พันไมล์หายใจ" อัมรานสั่ง
แม้ใบหน้าจะไม่ยิ้มแต่ในใจกลับลอบยิ้ม
พันไมล์สะดุ้ง รู้สึกตัวว่าที่แท้เมื่อครู่เธอลืมตัวกลั้นหายใจไว้ด้วยความตื่นเต้น
แม้สีหน้าชีคหนุ่มจะบึ้งตึง โกรธกรุ่น แต่ทว่าสัมผัสของเขากลับอ่อนโยน เบาบางราวกับเกรงว่าเธอจะเจ็บ
พันไมล์รู้ดีว่าเขาโกรธเธอ แต่ไม่รู้จะโกรธและเดือดร้อนอะไรนักหนา ทั้งที่คนเจ็บคือเธอไม่ใช่เขา
"เห็นไหมคะ ไม่มีแผลอะไรเลย แค่ฟกช้ำเล็กน้อยเท่านั้น คุณไม่จำเป็นต้องห่วงฉัน ไปอยู่เป็นเพื่อนคุณลัยลาเถอะค่ะ เธอต้องการคุณ"
"ถ้ายังไม่หยุดพูด...ผมจะจูบคุณ"
วาจาที่กล่าวเนิบนาบไม่ช้าไม่เร็ว ราวกับพูดเรื่องทั่วไปที่ไม่สลักสำคัญอันใด แต่กลับเป็นดุจเสียงฟ้าผ่าสะเทือนก้องในสมองเธอ ทำให้พันไมล์ตะลึงอ้าปากค้าง จ้องมองเขาอย่างเหม่อลอย
เขาพูดอะไร ชีคอัมรานขู่ว่า...จะจูบเธอ!
ในที่สุดหญิงสาวก็เงียบเสียง เมื่ออัมรานเห็นสีหน้าตกตะลึงของพันไมล์ เขาตีหน้าเฉยทั้งที่ในใจแอบนึกขำ
หลังจากตรวจดูจนแน่ใจว่า พันไมล์ไมได้รับบาดเจ็บอะไร นอกจากรอยฟกช้ำเล็กน้อยที่แก้ม
"คุณดูพอหรือยัง" เมื่อสู้แรงและไมสามารถขัดขืนได้ พันไมล์ก็ได้แต่แสดงท่าทีต่อต้าน กลบกลื่อนความขัดเขินในใจของตัวเอง
เธอรู้ว่าแก้มตอนนี้บวมเปล่ง อาจจะโย้ไปข้างหนึ่งแลดูน่าเกลียด แต่มันก็ไมใช่ความผิดของเธอ ทำไมเขาต้องทำหน้าน่ากลัวขนาดนี้ด้วย อัมรานมองสีหน้าอับอายระคนโกรธของพันไมล์ หลังจากใช้นิ้วเรียวไล้เบาๆ
ผู้นำบารัซขยับตัวลุกขึ้นก่อนที่เขาจะจูบเธออีกครั้ง เพราะถ้าขืนจูบก็มีหวังคงห้ามใจไว้ไม่อยู่
ขณะที่อัมรานกำลังพยายามควบคุมตัวเองอยู่นั้น พันไมล์ก็มัววุ่นวายกับความอับอาย สองแก้มของเธอร้อนผ่าว แม้จะรู้ว่าเขาเป็นห่วงบาดแผลเธอ แต่ความรู้สึกประหลาดลึกล้ำที่จู่โจมจิตใจก็ยากที่จะทำใจให้สงบลงได้
พันไมล์กระแอมเบาๆ ไม่แน่ใจว่าเธอควรจะพูดอะไร หรือควรพูดหรือไม่ แต่ก็พูดขึ้นเบาๆ ว่า"ขอบคุณค่ะ”
“คุณได้ซื้ออะไรบ้างหรือเปล่า”
การเปลี่ยนหัวข้อในการสนทนาทำให้หญิงสาวได้สติ เธอรวบรวมสมาธิก่อนที่จะตอบ
“ยังไม่ทันจะได้ซื้ออะไรก็เกิดเรื่องขึ้นซะก่อน”
“คิดไว้เหมือนกันว่าต้องเป็นแบบนี้”
จังหวะนั้นเองยะห์ซินก็เดินเข้ามารายงาน ถึงสถานการณ์บางอย่างให้เจ้านายหนุ่มของเขาฟัง ด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด
“ท่านชีคครับคนของท่านรัฐมนตรีกลาโหมโทรมาแจ้งว่า ท่านฮาร์มาลมีคำสั่งโยกย้ายกำลังทหารโดยพลการ ทั้งที่ท่านชีคเคยสั่งไว้แล้วว่าเรื่องของทหารท่านชีคจะดูแลเอง”
อัมรานโมโหมากเมื่อได้ยินลูกน้องคนสนิทรายงานจบ
“ท่านอาคงคิดจะปูทางเพื่อยึดอำนาจทั้งหมดไปจากเรา” จากนั้นก็รีบสั่งการ
“ยะห์ซินนายรีบโทรติดต่อเฮลิคอปเตอร์ให้มารับพวกเราที่นี่ เราจะออกเดินทางกลับบารัซทันทีที่งานเลี้ยงเสร็จสิ้นลง แล้วอย่าลืมไปบอกให้วาคิมเตรียมตัวเรื่องการเดินทางด้วย”
“ครับ” องครักษ์หนุ่มรับคำพร้อมกับรีบไปดำเนินการตามคำสั่งทันที
“คุณกับแทนก็เตรียมตัวให้พร้อมนะ เราจะออกเดินทางกันทันทีที่งานเลี้ยงจบลง” ผู้นำบารัซเอ่ยกับพันไมล์ก่อนจะแยกกลับไปที่ห้องพัก
พันไมล์เดินเข้ามาเก็บข้าวของในห้องพักของตัวเอง เพื่อเตรียมตัวออกเดินทาง ขณะที่กำลังเก็บของอยู่นั้นแทนไทก็เดินเข้ามาพร้อมกับยื่นถุงกระดาษสีน้ำตาลเล็กๆ ให้
“ชีคอัมรานฝากให้พี่มอบของสิ่งนี้ให้พาย”
พันไมล์ก็รับมาอย่างงงๆ ว่ามันคืออะไร แม้อยากจะเก็บไว้เปิดดูเพียงลำพัง แต่สายตาคาดคั้นปนสงสัยของพี่ชายที่มองมา ทำให้เธอจำต้องเปิดถุงกระดาษออกมาดู มันเป็นสร้อยคอทองคำขาวพร้อมจี้ที่ทำมาจากหินสีฟ้าอมเทา และถูกตกแต่งด้วยเงินซึ่งมีลวดลายงดงามอ่อนช้อย
“นี่มันจี้ที่พายอยากได้ เขารู้ได้ยังไงว่าพายอยากได้ของสิ่งนี้”
หญิงสาวตาเป็นประกายเมื่อได้รับของขวัญที่ถูกใจ เธอจำของชิ้นนี้ได้เพราะเล็งมันอยู่นานมาก ถึงแม้อยากจะได้แต่สุดท้ายก็ตัดใจ เพราะราคาของมันค่อนข้างสูง
ที่สำคัญเธอไม่ได้นำเงินติดตัวไปด้วยและไม่อยากรบกวนชีคหนุ่ม เธอไม่คิดว่าเขาจะสังเกตเห็นแล้วให้คนนำมามอบให้ คนขายบอกกับเธอว่าชาวบารัซเชื่อกันว่าหินสีฟ้าอมเทานี้ เป็นหินที่ได้รับอิทธิพลมาจากดวงจันทร์ ซึ่งถือเสมือนเป็นตัวแทนของความรักและความสงบสุข
น้องสาวแทนไทเก็บของชิ้นดังกล่าวใส่กระเป๋า ทำทีเหมือนไม่สนใจ แต่ที่จริงแล้วอยากที่จะเก็บไว้ชื่นชมเพียงลำพัง จากนั้นก็หันไปเก็บข้าวของส่วนที่เหลือต่อจนเสร็จ
งานเลี้ยงในคืนนั้น ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะของท่านผู้นำเผ่า บรรยากาศเป็นไปอย่างชื่นมื่นและอบอุ่น อัมรานถือโอกาสนี้พูดคุยและสอบถามหัวหน้าเผ่าต่างๆ อย่างเป็นกันเองเกี่ยวกับวิถีการดำเนินชีวิต รวมถึงปัญหาที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่ ทั้งนี้เพื่อนำข้อมูลที่ได้รับในครั้งนี้ไปวิเคราะห์ และหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น
จากการพูดคุยกันแม้จะเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ นั้นก็ทำให้หัวหน้าเผ่าทุกเผ่ารู้ว่า นอกจากความกล้าหาญและความเสียสละแล้ว บุรุษผู้นี้ยังมีความรู้และความสามารถ รวมถึงมีความอ่อนน้อมถ่อมตนกับคนที่มีตำแหน่งต่ำกว่าตนเอง
สิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้ทุกคนพึงพอใจที่มีผู้นำเผ่าอย่างชีคอัมราน และต่างก็พร้อมที่จะคอยให้ความสนับสนุนเขา โดยเลือกที่จะวางตัวเป็นกลาง ไม่เข้าไปยุ่งกับเรื่องบาดหมาง ระหว่างสองอาหลานกับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของบารัซ
“ทุกท่านครับผมจำเป็นต้องเดินทางกลับบารัซภายในคืนนี้ เพราะมีภารกิจสำคัญที่ผมจะต้องกลับไปสะสางด้วยตัวเอง” ผู้นำบารัซเอ่ยในงานเลี้ยง
“หลานจะเดินทางกลับยังไง” เรฮานเอ่ยถาม
“ผมสั่งให้เฮลิคอปเตอร์มารอรับแล้วครับท่านลุง”
ลัยลาหันไปสบตาบิดาของตนเอง และขอร้องเขาด้วยสายตา
ด้วยความรักที่มีต่อบุตรสาวของตนเอง ทำให้อับบาสเอ่ยปากขอร้องอัมรานให้พาลัยลาเดินทางกลับไปที่บารัซพร้อมกับเขาด้วย เพราะลัยลาอยากจะเดินทางไปเที่ยวบารัซ แต่ตัวเขาติดภารกิจสำคัญไม่สามารถพาเธอเดินทางไปได้ในตอนนี้ เลยต้องขอฝากบุตรสาวให้เดินทางไปพร้อมกับชีคหนุ่ม
เพื่อเห็นแก่สัมพันธไมตรีที่มีต่อกันมาช้านาน ทำให้อัมรานต้องฝืนใจยอมทำตามคำขอของท่านหัวหน้าเผ่าเฮฌามาทั้งที่ใจไม่อยากทำ
“ลุงคงต้องรบกวนให้หลานช่วยดูแลลัยลาในช่วงที่ลัยลาอาศัยอยู่ที่บารัซ”
“ด้วยความยินดีครับท่านลุง ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับผมจะดูแลเธอเป็นอย่างดี จนกว่าท่านลุงจะตามไปสมทบกับพวกเรา”
“ขอบใจมากนะอัมราน ลุงทำธุระทางนี้เสร็จเมื่อไรจะรีบเดินทางตามไปทันที”
“ผมจะออกเดินทางภายในหนึ่งชั่วโมงนี้ คุณเตรียมตัวทันใช่ไหมครับ” อัมรานหันไปถามลัยลา
“เรื่องนั้นไม่มีปัญหา ขอบคุณท่านชีคมากนะคะ ที่ยอมให้ลัยลาเดินทางไปพร้อมกับท่านในครั้งนี้”
หญิงสาวตอบพร้อมกับส่งสายตาหวานซึ้งให้ชีคอัมราน
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







