Masukหลังจากที่ครอบครัวของเธอขึ้นเครื่องบินแล้ว สองหนุ่มสาวก็เดินกลับไปขึ้นรถ เพื่อไปปฏิบัติภารกิจร่วมกันเป็นครั้งแรก ในฐานะคู่รักหวานแห่งปี โดยเริ่มจากการไปเดินดูการแสดง และการละเล่นของเผ่าต่างๆ ที่ถูกนำมาจัดขึ้น เพื่อความบันเทิงให้แก่ผู้ที่เดินทางมาร่วมงานเฉลิมฉลองสมรสของเขาและเธอ
พันไมล์เรียกมันว่าเป็นภารกิจสร้างภาพ ตลอดระยะเวลาที่ทั้งคู่เดินชมการแสดงนั้น ชีคอัมรานมักจะจูงมือหรือโอบไหล่เธออย่างสนิทสนม อีกทั้งยังชักชวนให้เธอเพลิดเพลินไปกับการแสดงต่างๆ เหล่านั้น ใครที่พบเห็นต่างก็อิจฉาในความโชคดีของพันไมล์ เขาแสดงบทคู่รักหวานเวอร์ได้อย่างแนบเนียน จนพันไมล์เผลอนึกไปว่าสิ่งเหล่านั้นออกมาจากความรู้สึกที่แท้จริงจากหัวใจเขา แต่ความจริงมันเป็นเพียงการแสดงละครตบตา ให้ผู้คนให้หลงเชื่อว่าเขารักและหวงแหนเธอมากแค่ไหนเท่านั้น
“พวกนายว่าบรรยากาศระหว่างท่านชีคกับท่านชายาดูแปลกไปไหม” วาคิมพูดโพล่งออกมาตามความรู้สึกของเขา
“นั่นสิ ทำไมรู้สึกราวกับว่าคลื่นลมสงบ ก่อนที่พายุลูกใหญ่จะมา” จาบรินเห็นด้วยกับความคิดของเพื่อน
“คิดมากเกินไปหรือเปล่า อย่าเพิ่งกังวลไปล่วงหน้าเลย มันอาจจะไม่มีอะไรก็ได้” ยะห์ซินเอ่ยแย้ง
“ขอให้เป็นอย่างที่นายพูดมาละกันยะห์ซิน ฉันรู้สึกสังหรณ์ใจยังไงไม่รู้” จาบรินเอ่ย เหลือบมองใบหน้าหม่นแสงของพันไมล์ด้วยความกังวลใจ
เมื่อพันไมล์กลับมาถึงจัสตินพาเลซ เธอก็รีบตรงไปที่ห้องพักของตนเองโดยไม่รีรอ ส่วนชีคอัมรานก็กลับเข้าไปที่ห้องทำงานโดยมีวาคิมเดินตามไปด้วย องครักษ์หนุ่มอยากจะเอ่ยปากถาม แต่พอเจอสายตาพิฆาตของเจ้านายเข้าไปก็ถึงกับต้องปิดปากของตนเองให้สนิท
ชีคอัมรานนั่งทำงานอยู่จนดึกโดยไม่มีทีท่าว่าจะกลับไปพักผ่อน
“นี่ก็ดึกมากแล้วนะครับท่านชีค” วาคิมบังอาจเอ่ยเตือน
“นายไปพักเถอะ เราจะดูเอกสารการก่อสร้างท่าเรือต่ออีกนิด”
“แต่...”วาคิมค้าน ชีคอัมรานโบกมือไล่อย่างรำคาญ
“นายเหนื่อยมาทั้งวันแล้วก็ไปพักเถอะ พรุ่งนี้เราต้องเดินทางไปดูสถานที่ ที่เราจะใช้สร้างท่าเรือน้ำลึกกันแต่เช้า”
วาคิมรับคำจำต้องโค้งเคารพเตรียมออกไปพักที่ห้อง ขณะที่เขาเดินไปเปิดประตูก็เกือบจะปะทะกับร่างเล็กของลัยลา ที่มายืนขวางประตูอยู่
“โอ๊ะ!...ขอโทษครับ” วาคิมเอ่ย
เขามองชุดน้ำชายามดึก ในมือคนรับใช้คนสนิทของลัยลา ด้วยสายตาเป็นคำถาม
“ฉันมาขอพบท่านชีค” ลัยลาเอ่ยขึ้น
“แต่นี่มันดึกแล้วนะครับ”
ลัยลาชักสีหน้า ตาลุกวาว “ก็ดึกน่ะสิ ฉันถึงได้เป็นห่วงกลัวว่าท่านชีคจะหิว ก็เลยทำขนมและน้ำชามาให้” เธอบอก พร้อมกับจะเดินเข้ามาในห้อง แต่วาคิมขวางเอาไว้
“หลีกไป!” ลัยลาออกคำสั่ง
วาคิมจำต้องหลีกทางให้อีกฝ่ายอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจนัก จังหวะที่เขาเบี่ยงตัวหลบ สายตาก็เหลือบไปเห็นชายาของท่านชีคเปิดประตูห้องออกมาพอดี องค์รักษ์หนุ่มชะงัก ทำหน้าปั้นยาก
‘เฮ้อ! บทรถไฟจะชนกัน...ก็ดันมาชนกันยามดึกนะ’ เขาบ่นในใจ มองตามร่างเล็กของพันไมล์ที่หลบเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็วนั้น ใบหน้าหมองคล้ำและดวงตาแดงเรื่อของเธอ ก็ไม่อาจพ้นไปจากสายตาเขาได้
วาคิมยืนคิดอยู่ครู่ใหญ่ก่อนตัดสินใจเดินกลับไปยังห้องทำงานของชีคอัมรานอีกครั้ง
“อ้าว...กลับมาทำไม” ชีคหนุ่มเงยหน้าขึ้นถาม แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นว่าเป็นหญิงสาวเผ่าเฮฌามา เดินเข้ามาพร้อมหญิงรับใช้คำสนิท
ลัยลาและคนรับใช้ย่อตัวทำความเคารพ
“นึกว่าลัยลาเป็นใครหรือคะท่านชีค” ลัยลาเอ่ยถาม เดินมาหยุดใกล้ตัวชีคหนุ่ม พร้อมกับวางจานขนมให้อย่างเอาใจ
ชีคอัมรานไม่ตอบ ในใจขอให้วาคิมขัดคำสั่งและย้อนกลับมาอีกครั้ง
“ลัยลาเห็นท่านชีคทำงานหนัก ดึกแล้วยังไม่ยอมพักผ่อน เกรงว่าจะเหนื่อยจึงได้ทำขนมมาให้ค่ะ” เธอบอกพร้อมกับยื่นขนมส่งมาที่ปากอย่างเอาใจ
“ท่านชีคชิมสักนิดนะคะ” เธอออดอ้อน
อัมรานเหลือบมองขนมในมือหญิงสาวแล้วลุกขึ้น ลอบถอนใจสีหน้าเบื่อหน่าย
“ขอบใจมากนะลัยลา...นี่ก็ดึกมากแล้วคุณกลับไปพักผ่อนเถอะ”
“ลัยลาจะกลับไปทันทีที่ท่านชีคทานขนมที่ลัยลาทำมาให้จนหมดค่ะ”
ลัยลาอาศัยความหน้าด้าน และถือคติที่ว่าตื๊อเท่านั้นที่ครอบครองทุกอย่าง
บุตรสาวของท่านหัวหน้าเผ่าเฮฌามา เดินไปเกาะแขนชีคอัมรานอย่างถือวิสาสะ เมื่อเห็นชายหนุ่มยืนนิ่งเฉยก็ลอบยิ้ม เบียดกระแซะเข้าไปอีกนิด
‘ยั่วทุกวัน ต้องมีหวั่นไหวบ้างแหละ’ เธอคิด
“ท่านชีคขา...” ลัยลาเอ่ย ถือโอกาสกอดรัดชีคหนุ่มอย่างอดใจไม่ไหว
“วาคิม!...” อัมรานตะโกนขึ้น และเหมือนองค์รักษ์จะรออยู่แล้ว
“ครับผม”
“ส่งแขก!..” สั่งพร้อมสะบัดแขน เดินตรงไปห้องด้านใน ทิ้งให้ลัยลายืนผิดหวัง และคับแค้นใจเพียงลำพัง
วาคิมโน้มตัวโค้งให้อย่างมีมารยาท “เชิญครับคุณลัยลา”
ลัยลาตวัดตาลุกวาวมองวาคิมอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ พร้อมกับกระทืบเท้าๆ แรงๆ ด้วยความโมโห
“ไม่ต้องมาไล่...ฉันได้เป็นชายาเมื่อไร พวกนายกระเด็นทุกคน”
ลัยลาปรามาสก่อนจะเดินจากไปอย่างโมโห
ส่วนวาคิมเหลือบมองห้องนอนเล็ก ที่อยู่ในห้องทำงานของชีคหนุ่มด้วยสีหน้าหนักใจ คืนนี้ชีคอัมรานคงนอนพักผ่อนอยู่ในห้องนี้เหมือนคืนที่ผ่านมา หมอหนุ่มรู้ว่าเจ้านายทั้งสองของเขาต้องมีปัญหากันแน่ เพียงแต่เขายังไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง ที่ทำให้บุคคลทั้งสองเมินเฉยต่อกัน ทั้งที่เพิ่งจะผ่านพิธีแต่งงานกันมาอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ
หลังจากพาลูกๆ เข้านอนแล้ว พันไมล์ก็เดินกลับเข้ามาในห้องนอนของตนเองอีกครั้ง เธอพบว่าสามีเพิ่งจะอาบน้ำเสร็จ “แม่ตัวยุ่งหลับแล้วหรือพาย” “สิ้นฤทธิ์ไปแล้วค่ะ วันนี้ซนจนหมดแรง แถมยังเจอเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นตกใจ ก็เลยหลับไวกว่าทุกวัน” พันไมล์ตอบพร้อมกับเดินไปช่วยเช็ดผมให้เขาด้วยความตั้งใจ ทั้งคู่สบตากันผ่านกระจกเงาบานใหญ่ “เชอรีนทั้งซนและดื้อเหมือนใครนะ” พันไมล์ตวัดตาคมค้อนสามีที่เขากระเซ้าเย้าแหย่เธอ ก่อนจะเอ่ยแย้ง “ที่ลูกเป็นแบบนี้เพราะพ่ออย่างคุณให้ท้ายมากกว่าค่ะ ฉันว่าทาซัสและมัสซาร์ดูจะเรียบร้อย ไม่ซนและดื้อมากเท่าเชอรีน เพราะคุณรักและตามใจเชอรีนมากเกินไป ลูกถึงได้ใจอยากทำอะไรก็ทำ” รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้นำบารัซ เขากุมมือเรียวบางของภรรยาขึ้นมาแนบริมฝีปาก ก่อนจะลุกจากเก้าอี้และหมุนตัวกลับไปสวมกอดเธอไว้ พันไมล์สวมกอดเขาไว้เช่นกัน เธอแนบหน้าซุกแผงอกล่ำสัน เพราะอายเกินกว่าจะกล้าสบตาแพรวพราวคู่นั้น อัมรานกอดกระชับร่างบางในอ้อมแขน จมูกโด่งรังแกแก้มนวลของเธอตามแต่ใจปรารถนา พร้อมกับกร
“นอกจากแม่จะลิบอาวุธของลูกแล้ว ลูกยังต้องคัดลายมือ ก-ฮ หนึ่งร้อยจบ โดยห้ามมิให้ใครช่วยเด็ดขาด และจะออกไปไหนไม่ได้จนกว่าจะคัดเสร็จ” “หนูต้องโดนกักบริเวณด้วยเหรอคะ” “จะพูดแบบนั้นก็ได้” ทุกคนต่างรู้ดีว่าคุณหนูเชอรีนชื่นชอบการออกไปวิ่งเล่นซุกซนกลางแจ้ง มากกว่าที่จะอุดอู้อยู่แต่ในห้อง แต่เมื่อถูกมารดาสั่งกักบริเวณ แม่หนูน้อยก็หันไปสบตาบิดาเพื่อขอความช่วยเหลือ “พ่อคะ” อัมรานไม่ยอมสบตาลูก เพราะถ้าเขาสบตาเป็นต้องยอมแพ้แม่หนูน้อยเชอรีนแน่ และคงอดไม่ได้ที่จะหันไปพูดขอร้องภรรยาให้ลดหย่อนโทษให้บุตรสาว ที่สำคัญเขาเห็นด้วยกับพันไมล์ในการทำโทษเชอรีนในครั้งนี้ ลูกจะได้หลาบจำและไม่กล้าทำอะไรเช่นนี้อีก เชอรีนจำต้องยอมรับบทลงโทษของมารดาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเริ่มจากการกล่าวคำขอโทษทหารองค์รักษ์ทุกคนที่เธอยิงลูกแก้วใส่ ซึ่งก็รวมถึงหน่วยสวาททั้งสามคนของบิดาด้วย แต่ในเมื่อยังไม่ได้กลับไปที่จัสตินพาเลซ เธอจึงทำได้แค่กล่าวคำขอโทษคุณอาทั้งสาม “ขอโทษนะคะที่เชอรีนยิงลูกแก้วใส่พวกคุณอา เชอรีนแค่อยากรู้ว่าอาวุธที่ลุง
“ช่วยด้วยค่ะ...ช่วยด้วย...เกิดเรื่องใหญ่แล้ว” หนูน้อยเชอรีนร้องขอความช่วยเหลือจากแม่เฒ่า ก่อนที่ร่างปราดเปรียวจะปรากฏตัวให้เห็น เมื่อไปถึงจึงรู้ว่าแม่เฒ่าไม่ได้อยู่เพียงลำพัง แต่กำลังนั่งคุยอยู่กับบิดามารดาของตนเอง พร้อมด้วยสามองครักษ์หนุ่มที่เชอรีนมักจะขนานนามพวกเขาว่า “หน่วยสวาท” “เกิดอะไรขึ้น! ทำไมลูกถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นมาแบบนี้” อัมรานเอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม่หนูน้อยเมื่อเห็นบิดา ก็เหมือนพระมาโปรด วิ่งถลาเข้าสู่อ้อมกอดของพ่อทันที “พ่อจ๋า” อัมรานเห็นดวงหน้าเล็ก อ่อนใสของลูกสาว ก็แทบจะลืมเลือนเรื่องยุ่งๆ ที่บุตรสาวก่อไว้จนหมดสิ้น ได้แต่ดึงลูกมาหอมแก้มแดงใสไปมาด้วยความรักใคร่ หลังจากเชอรีนหอมแก้มสากระคายของบิดาทั้งสองข้างแล้ว เหมือนจะนึกอะไรได้ ดวงตากลมโตที่ถอดแบบบิดามาแทบทุกอย่างเบิกกว้างราวกับนึกอะไรได้ “โอ๊ะ! พ่อจ๋า มีคน มีคนอยู่...” ปากเล็กๆ สีแดงเรื่อกำลังจะบอกพ่อ พันไมล์ซึ่งมองเห็นท่าทีร้อนรนของลูกสาว ก็เอ่ยทะลุกลางปล้องขึ้นมาว่า “ไปก่อเรื่องอะไรไว
“หางนกยูง!!” ชีคอัมรานอุทานเสียงสูง “ใช่แล้วค่ะหางนกยูงตัวโปรดของคุณ” “คุณเชอรีนแต่งให้ผมครับท่านพ่อ เธอบอกว่าจะได้เหมือนกับพวกอินเดียแดง” จาบรินนิ่งไปเมื่อได้ยินคำตอบของลูกชาย “ตอนนี้แม่ของเจ้าอยู่ที่ไหน” ทันใดนั้นเองซันเดได้มาปรากฏตัวในห้องดังกล่าว พร้อมกับเอ่ยถามเจ้านายสาวด้วยความร้อนใจ “พบตัวคุณหนูเชอรีนหรือยังคะท่านชายา” “ยังไม่พบแต่รู้แล้วว่าหนีไปหลบอยู่ที่ไหน” ซันเดอุทานเมื่อเหลือบไปเห็นใบหน้าของบุตรชาย “ชาคินหน้าของเจ้า...” “ไม่ต้องห่วงนะซันเด เดี๋ยวฉันจะไปจัดการกับแม่ตัวยุ่งให้เธอเอง ตอนนี้เธอพาชาคินไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน” “ค่ะท่านชายา” ซันเดรับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพูดกับลูกชายของตนเอง “ชาคินเจ้าตามแม่มานี่” ทันทีที่เชอรีนรู้ว่าบิดามารดากำลังเดินทางมารับตัวเธอที่วิหารแห่งนี้ ทำให้ต้องรีบไปหาที่หลบซ่อนตัว เพราะก่อนหน้าที่จะเดินทางมาที่นี่เธอได้ทำเรื่องวุ่นวายไว้หลายเรื่อง ทั้งจับตัวน้องชายฝาแฝดและชาคินมาแต่งตัวเลียนแบบพวกอินเดียแดง โดยนำลิปสติกแ
“ดีค่ะ ไล่ออกให้หมด....” พันไมล์โต้ตอบกลับไป เมื่อเดินตามมาสมทบ “ไล่ฉันออกด้วยนะคะ” เธอบอกพร้อมตวัดสายตาคมมองผู้เป็นสามีอย่างกล่าวหา “พาย!” อัมรานเรียก เดินเร็วเข้าไปหา ดึงมือเล็กมากุมไว้อย่างเอาใจ “ใครจะกล้าไล่คุณออกกันเล่า....แต่พวกนี้สิบังอาจทำเชอรีนหาย มันน่าถูกไล่ออกให้หมด” “ใครทำเชอรีนหายคะ” เธอย้อนถามเสียงเย็น คราวนี้ชีคหนุ่มเริ่มจะรู้ถึงความผิดปกติ เพราะแม้พันไมล์จะเป็นมารดาที่เข้มงวด แต่ก็รักลูกสาวสุดหัวใจเช่นกัน “อ้าว...” ชีคหนุ่มมีอาการงุนงง “ก็มีคนไปแจ้งผมว่าเชอรีนหายตัวไป ไม่ใช่ถูกลักพาตัวไปหรอกหรือ” เขาถาม กวาดสายตามองทุกคนในห้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ไม่มีใครกล้าสบตาเขาสักคน “ตกลงเรื่องราวมันเป็นอย่างไรกันแน่” ชีคหนุ่มเอ่ยถามโดยไม่ได้เฉพาะเจาะจงว่าถามใคร พันไมล์ตวัดตาคมค้อนให้อีกรอบ “จะอะไรซะอีกล่ะคะ นอกเสียจากหลบหนีความผิดของตัวเอง” “ความผิด!!” อัมรานย้อนถามอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูกจริงๆ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจ ตัดสินใจลากตัวสามีไปดูผลงานของเชอรี
หลังจากพันไมล์ย้ายมาอยู่ที่ห้องพักฟื้นวีไอพี สองหนุ่มสาวต่างก็ถกเถียงกันถึงเรื่องของลูก แต่เป็นการถกเถียงที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข “คุณคอยดูนะ ฉันจะฝึกฝนให้ลูกของเรา เก่งทางด้านการต่อสู้ทุกรูปแบบเหมือนฉัน” “ไม่ได้เด็ดขาด คุณควรเลี้ยงให้ลูกเติบโต เป็นผู้หญิงที่อ่อนหวานน่ารักสิถึงจะถูก รู้ไหมว่าผู้ชายเขาไม่ชอบผู้หญิงที่เก่งกล้าเกินตัว” “ไม่ชอบแบบนี้จริงหรือคะ” อัมรานหัวเราะ ขยี้ศีรษะยุ่งๆ โยกไปมา “ไม่จริง!...” เขาปฏิเสธเสียงจริงจัง จนคนฟังยิ้มแก้มปริ ก่อนจะมาหงิกงอเมื่อเขาพูดต่อด้วย “มันช่วยไม่ได้หลงผิดไปแล้ว จะให้กลับตัวกลับใจตอนนี้คงไม่ทัน คงต้องปล่อยเลยตามเลย” พันไมล์ฟังแล้วทั้งฉุนทั้งขำ มือบางจึงแจกขนมตุ้บตั้บไปหลายที “โอ๊ย! ทำไมชอบซ้อมสามีอยู่เรื่อย เดี๋ยวก็ช้ำในตายกันพอดี” พันไมล์ค้อนขวับ กับความช่างพูดเกินจริงของอีกฝ่าย “อย่ามาเฉไฉ...จากนี้ไปคุณต้องเปลี่ยนทัศนคติ ในเรื่องของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชายหญิงซะใหม่ เพราะผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกคุณ







