Mag-log inเสียงเปิดปิดฝาไฟแช็กทรงเหลี่ยมแบบคลาสสิกดังแกร๊ก ๆ แทรกอยู่ท่ามกลางเสียงจอแจของลูกค้าภายในร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมือง
เสียงนั้นทำให้หญิงสาวผมหน้าม้าบาง ๆ ซึ่งเอาแต่ก้มหน้ามาตลอดเผลอเงยขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ครั้นสบเข้ากับสายตาของอีกฝ่ายที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว เธอก็รีบหลุบตาลงด้วยความขวยเขิน
“ชุจ๊ะ นี่ตาธีร์ ลูกชายของฉันเอง” อนงค์เอ่ยแนะนำลูกชายที่นั่งตีหน้านิ่งเจือแววเบื่อหน่ายอยู่ข้าง ๆ ให้ชุติมา เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยรู้จัก ก่อนจะแอบหยิกขาลูกชายใต้โต๊ะ พร้อมขยิบตาเป็นเชิงบอกให้เขาวางไฟแช็กในมือลงเสียที
ธีรุตม์เหลือบมองมารดาเล็กน้อย ก่อนยอมวางไฟแช็กลงบนโต๊ะแต่โดยดี แล้วหันไปยกมือไหว้ชุติมาด้วยท่าทางนอบน้อม
ถึงจะเบื่อหน่ายกับการถูกมารดาหาเรื่องนัดดูตัวให้อยู่บ่อยครั้ง แต่เรื่องนั้นก็เป็นคนละเรื่องกับมารยาทที่พึงมีต่อผู้ใหญ่ ชายหนุ่มจึงคลี่ยิ้มกว้าง ก่อนเอ่ยทักทายเพื่อนของมารดาอย่างสุภาพ
“สวัสดีครับป้าชุ”
“ส่วนนี่น้องเอยจ้ะ ลูกสาวป้าชุ”
อนงค์แนะนำหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเพื่อน พลางยกมือแตะไหล่เธออย่างเอ็นดู ก่อนหันไปบอกชาลิสาด้วยรอยยิ้ม
“เอยจ๊ะ นี่พี่ธีร์ ลูกชายป้าเอง เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับเอยนี่แหละ แต่จบก่อนเอยสองปี”
ชาลิสาเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มฝั่งตรงข้ามอีกครั้ง ก่อนยกมือไหว้ทักทายอย่างเรียบร้อย
“สวัสดีค่ะพี่ธีร์”
วันนี้ อนงค์ตั้งใจพาธีรุตม์ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนมาทำความรู้จักกับชาลิสา ลูกสาวของเพื่อนสมัยมหาวิทยาลัย หลังจากบังเอิญได้พบและกลับมาติดต่อกันอีกครั้งในงานเลี้ยงรุ่นเมื่อไม่นานมานี้
หลังจากรู้ว่าชาลิสา ลูกสาวของเพื่อนยังโสด อนงค์ก็เริ่มให้ความสนใจหญิงสาวขึ้นมา ยิ่งเมื่อรู้ว่าครอบครัวของอีกฝ่ายมีพื้นฐานดี บิดาเป็นนักวิจัย ส่วนมารดาทำงานรัฐวิสาหกิจ ความคิดบางอย่างจึงเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ก่อนหน้านี้ อนงค์เคยพบชาลิสาอยู่สองสามครั้ง ตอนหญิงสาวมารับส่งมารดาในวันที่กลุ่มเพื่อนนัดพบปะกัน แม้จะไม่ได้พูดคุยกันมากนัก แต่กิริยาเรียบร้อยและท่าทางว่านอนสอนง่ายของเด็กสาวก็ทำให้เธอนึกเอ็นดูอยู่ไม่น้อย เมื่อมีโอกาสจึงอดคิดไม่ได้ว่า หากได้ชาลิสามาเป็นคู่ครองของลูกชายก็คงดีไม่น้อย
โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงธีรุตม์ ลูกชายที่ทำให้เธอปวดหัวกับเรื่องความรักของเขามาหลายปี
ชายหนุ่มเปลี่ยนคนรักอยู่บ่อยครั้ง ครั้นผู้เป็นแม่พยายามนัดดูตัวให้ก็ไม่เคยสำเร็จเลย แม้บางครั้งจะมีหญิงสาวที่ถูกใจธีรุตม์จนยอมสานสัมพันธ์ต่อ แต่คบหากันได้ไม่ทันถึงเดือนก็มักจบลงเสียทุกครั้ง
ตอนนี้ธีรุตม์อายุล่วงเข้าเลขสามแล้ว หน้าที่การงานก็มั่นคงเป็นหลักเป็นฐาน ในสายตาของคนเป็นแม่ จึงถึงเวลาเสียทีที่ลูกชายควรคิดจริงจังเรื่องแต่งงานและสร้างครอบครัว
หลังจากพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง อนงค์ก็เอ่ยขอตัวกับลูกชาย
“ธีจ๊ะ แม่กับป้าชุมีนัดกับเพื่อน ๆ ต่อ เดี๋ยวลุงผันจะมารับแม่กับป้าชุ ส่วนธี ทานข้าวกับน้องเอยเสร็จแล้วก็พาน้องไปดูหนังหรือเดินซื้อของกันต่อก็ได้นะ แล้วอย่าลืมไปส่งน้องที่บ้านด้วยล่ะ”
ธีรุตม์ยังไม่ทันได้เอ่ยอะไร อนงค์ก็หันไปหาหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เสียก่อน
“เอยลูก ป้าขอพาแม่หนูไปเจอเพื่อน ๆ ก่อนนะจ๊ะ ไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวป้าไปส่งแม่หนูกลับบ้านให้เรียบร้อยเอง”
วันนี้อิฐ น้องชายของชาลิสาเป็นคนขับรถมาส่งพี่สาวกับมารดาที่ห้าง ก่อนจะขอยืมรถของพี่สาวไปใช้ต่อทั้งวัน ทำให้ขากลับชาลิสาไม่มีรถใช้พอดี
“ได้ค่ะคุณป้า ขอบคุณมากนะคะ” ชาลิสายิ้มรับคำอย่างว่าง่าย อนงค์เป็นเพื่อนของมารดาที่เธอเคยพบหน้ามาแล้วหลายครั้ง จึงไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนกับความเอ็นดูที่ผู้ใหญ่มีให้ ก่อนจะยกมือไหว้ขอบคุณอย่างนอบน้อม
หลังจากอนงค์และชุติมาเดินคล้อยหลังออกจากร้านไป ธีรุตม์ก็ถอนหายใจยาว ก่อนเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ สายตาจับจ้องหญิงสาวตรงหน้าซึ่งยังคงนั่งก้มหน้าเงียบ ๆ
“คุณอยากทานอะไรก็สั่งเลย”
ชายหนุ่มเลื่อนเมนูไปให้ ก่อนหยิบอีกเล่มขึ้นมาเปิดดูและเลือกอาหารที่ตัวเองชอบ
ชาลิสาถอนหายใจเบา ๆ แล้วจึงหยิบเมนูตรงหน้าขึ้นมาเปิดดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกอาหารจานเดียวให้ตัวเอง เช่นเดียวกับธีรุตม์ที่สั่งเพียงเมนูอาหารจานเดียวเช่นกัน
เมื่อสั่งอาหารเรียบร้อย ทั้งโต๊ะก็ตกอยู่ในความเงียบ ต่างคนต่างไม่มีใครเอ่ยปากชวนอีกฝ่ายคุย ท่ามกลางเสียงสนทนาจอแจของผู้คนภายในร้าน ความเงียบระหว่างคนสองคนจึงยิ่งเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม
ธีรุตม์หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูเพื่อฆ่าเวลา นาน ๆ ครั้งจึงจะละสายตาจากหน้าจอขึ้นมองคนฝั่งตรงข้าม แต่ไม่ว่าจะมองกี่ครั้ง ภาพที่เห็นก็แทบไม่ต่างจากเดิม
หญิงสาวยังคงก้มหน้าอยู่ตลอดเวลา
“น้องเอยเงยหน้าขึ้นมาบ้างก็ได้นะครับ มองแต่พื้นกับโต๊ะ ไม่มีอะไรตกให้เก็บหรอกครับ”
ธีรุตม์เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย พลางมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา นับเป็นครั้งแรกที่เขาเจอผู้หญิงซึ่งเอาแต่ก้มหน้างุด แทบไม่พูดไม่จาตั้งแต่ผู้ใหญ่ลุกออกจากโต๊ะไป
ผิดกับหญิงสาวหลายคนที่มารดาเคยนัดให้เขาดูตัวก่อนหน้านี้ พอลับหลังผู้ใหญ่ก็มักเป็นฝ่ายชวนเขาพูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน บางคนแสดงออกอย่างเปิดเผยว่าถูกใจเขา ถึงขั้นขยับมานั่งใกล้ หาเรื่องแตะแขนหรือจับมือเพื่อสร้างความสนิทสนม
เขาเจอเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้ง จนแทบเดาท่าทีของอีกฝ่ายได้ตั้งแต่ยังไม่ทันรับประทานอาหารเสร็จ
แต่ชาลิสากลับไม่เป็นอย่างนั้น
หรืออย่างน้อย...ตอนนี้ยังไม่เป็น
ธีรุตม์จึงยังไม่รีบด่วนสรุป เขาเพียงเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ อยากรู้เหมือนกันว่า เมื่อไม่มีผู้ใหญ่นั่งอยู่ด้วยแล้ว หญิงสาวเรียบร้อยที่มารดาดูจะถูกอกถูกใจนักหนาจะเผยตัวตนออกมาในแบบไหน
ตลอดมื้ออาหาร บรรยากาศระหว่างคนทั้งคู่แทบไม่ต่างจากคนแปลกหน้าสองคนที่บังเอิญต้องมานั่งร่วมโต๊ะเดียวกันในโรงอาหาร ต่างคนต่างกิน ไม่มีใครคิดจะชวนอีกฝ่ายคุย
ธีรุตม์ยังคงกินข้าวสลับกับดูโทรศัพท์มือถือเป็นระยะ บางครั้งก็หลุดหัวเราะออกมาเมื่ออ่านข้อความบางอย่างที่เพื่อนส่งมาให้
ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงหัวเราะ ชาลิสาจะเผลอเงยหน้าขึ้นมอง และครั้งหนึ่งสายตาของเธอก็หยุดนิ่งอยู่บนใบหน้าของชายหนุ่มตรงข้ามนานกว่าปกติ
ใบหน้าที่เคยนิ่งขรึมปนเบื่อหน่ายก่อนหน้านี้ดูเปลี่ยนไปทันทีเมื่อเจ้าตัวยิ้มกว้าง ดวงตาเป็นประกายยามหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
ชาลิสามองภาพนั้นนิ่ง ๆ ราวกับลืมตัวไปชั่วขณะ
จนกระทั่งธีรุตม์เงยหน้าขึ้นมา...
สองสายตาประสานกันโดยไม่ทันตั้งตัว หญิงสาวจึงรีบหลุบตาลงแทบจะในทันที พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรงขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
ธีรุตม์มองท่าทางนั้นด้วยสายตาที่เจือความดูแคลน
สุดท้ายก็คงไม่ต่างจากผู้หญิงคนอื่น...
ต่อหน้าผู้ใหญ่ทำเป็นสงบเสงี่ยม พูดน้อย วางตัวเรียบร้อยเสียจนมารดาของเขาออกปากชมไม่ขาด แต่พอลับหลังกลับกล้าจ้องผู้ชายเสียจนตาแทบไม่กะพริบ
หึ...ที่แท้ก็คงก๋ากั่นไม่เบา
ชายหนุ่มก้มกลับไปสนใจโทรศัพท์ในมือตามเดิม ความสนใจที่มีต่อหญิงสาวตรงหน้า ซึ่งก่อนหน้านี้ก็แทบไม่มีอยู่แล้ว ยิ่งดิ่งลงจนติดลบในทันที
ธีรุตม์ตัดสินไปแล้วว่า ความเรียบร้อยหัวอ่อนที่ชาลิสาแสดงออกต่อหน้ามารดาของเขา คงเป็นเพียงภาพลักษณ์ที่เจ้าตัวจงใจสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้ใหญ่เห็นเท่านั้น
สำหรับธีรุตม์ วันนี้จึงเป็นเพียงอีกวันที่มารดาพาเขามารู้จักผู้หญิงอีกคน แล้วก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่ถูกใจเขาเหมือนเคย
แต่สำหรับชาลิสานั้น...กลับไม่ใช่
เพราะลึก ๆ แล้ว หญิงสาวกำลังเฝ้าหวังว่า หลังจากวันนี้ เธอจะยังมีโอกาสได้พบกับชายหนุ่มตรงหน้าอีกเรื่อย ๆ
หลังจากชำระค่าอาหารเรียบร้อย ธีรุตม์ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้ ชาลิสาจึงเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เพราะคิดว่าอย่างน้อยเขาคงเอ่ยชวนเธอไปดูหนังหรือเดินซื้อของตามที่มารดาฝากฝังไว้
ทว่าสิ่งที่ชายหนุ่มทำกลับเป็นการหยิบธนบัตรสีเทาออกมาจากกระเป๋าสตางค์ แล้วโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าเธอ
“นี่ ค่ารถกลับบ้าน พันหนึ่งน่าจะพอนะ”
ชาลิสามองธนบัตรใบนั้น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง
“คุณไม่ใช่สเปกผม หวังว่าเราคงไม่ต้องเจอกันอีก แล้วก็...” ธีรุตม์เว้นจังหวะเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มยียวน
“ไม่ต้องพยายามเอาใจแม่ผมหรอก ทำเป็นอ่อนหวาน ว่านอนสอนง่ายต่อหน้าผู้ใหญ่ ตัวจริงคุณเป็นยังไง ผมมองออก” พูดจบ ชายหนุ่มก็หมุนตัวเดินจากไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้ชาลิสาได้เอ่ยอะไรแม้แต่คำเดียว
หญิงสาวได้แต่นั่งนิ่ง มองแผ่นหลังกว้างที่เดินห่างออกไปเรื่อย ๆ อย่างพูดไม่ออก
เสียงสนทนารอบตัวที่เคยจอแจดูเหมือนจะเบาลง เมื่อสายตาหลายคู่จากโต๊ะใกล้เคียงหันมามองด้วยความสนใจ ชาลิสาหลุบตาลง ความอับอายจากการตกเป็นเป้าสายตาผสมปนเปกับความเจ็บจากถ้อยคำเมื่อครู่จนขอบตาร้อนผ่าว
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนเอื้อมมือไปหยิบธนบัตรสีเทาที่เขาทิ้งไว้ตรงหน้า เก็บมันลงกระเป๋าเงียบ ๆ ทั้งที่ดวงตาเริ่มมีน้ำใส ๆ เอ่อคลอ
##########
ธีรุตม์จอดรถหน้าบ้านของชาลิสาซึ่งตั้งอยู่หลังสุดท้ายในซอย ทำให้บริเวณหน้าบ้านค่อนข้างเป็นส่วนตัวและสามารถจอดรถได้นานโดยไม่รบกวนเพื่อนบ้านหลังอื่นชายหนุ่มลงจากรถแล้วเดินอ้อมไปเปิดประตูให้คนที่นั่งอยู่ข้างคนขับ ทว่าเป็นจังหวะเดียวกับที่ชาลิสาเปิดประตูและก้าวลงมาพอดีระยะห่างที่เหลือเพียงนิดทำให้ทั้งคู่สบตากันโดยไม่ทันตั้งตัวชาลิสาเกิดอาการประหม่าขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ เผลอยื่นมือไปเกาะแขนของธีรุตม์ไว้โดยไม่รู้ตัว“เอ่อ...ขอโทษด้วยค่ะ”หญิงสาวรีบปล่อยมือทันที ทว่าสัมผัสจากกล้ามเนื้อแข็งตึงใต้ฝ่ามือเมื่อครู่กลับทำให้เธอยิ่งทำตัวไม่ถูก โดยเฉพาะเมื่อชายหนุ่มยังยืนอยู่ใกล้เสียจนแทบชิดกับตัวรถชาลิสาก้มหน้าแล้วรีบเดินเข้าบ้าน ขณะที่ธีรุตม์เดินตามหลังมาอย่างไม่เร่งรีบเมื่อเข้ามาถึงห้องนั่งเล่น ชัยวัฒน์ บิดาของหญิงสาวกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่บนโซฟา ส่วนชุติมา มารดาของเธอกำลังจัดโต๊ะอาหารอยู่ไม่ไกล“สวัสดีครับ”ธีรุตม์ยกมือไหว้ชัยวัฒน์และชุติมาอย่างนอบน้อม“ขอ
หญิงสาวพยักหน้าโดยแทบไม่ต้องคิดที่ผ่านมาธีรุตม์ยังไม่เคยเจอผู้หญิงที่ออกเดตด้วยคนไหนเป็นฝ่ายขอไปกินปิ้งย่างมาก่อน ส่วนใหญ่ถ้าให้เลือก ก็มักเลือกร้านอาหารดี ๆ บรรยากาศหรูหน่อย หรือไม่ก็ร้านที่มีบาร์ มีดนตรีให้นั่งฟังสบาย ๆแต่คราวนี้ชาลิสาไม่คิดจะเกรงใจอีกแล้วไหน ๆ ชายหนุ่มก็น่าจะถูกมารดาบังคับให้มาหาเธอ และหลังจากวันนี้ทั้งคู่อาจไม่ได้เจอกันอีกก็ได้ แล้วเธอจะมัวรักษามารยาทด้วยการเลือกกินอะไรก็ได้ตามใจเขาไปทำไมเมื่อคืนเธอนั่งดูซีรีส์เกาหลี แล้วบังเอิญเจอฉากตัวละครกำลังกินปิ้งย่างกันอย่างเอร็ดอร่อย ภาพเนื้อย่างบนเตาร้อน ๆ ยังติดตาอยู่จนถึงตอนนี้ในเมื่ออยากกิน ก็จะกินส่วนเรื่องกลิ่นจะติดเสื้อ ติดผม...ก็ช่างมันสิ“เอาสิ แล้วมีร้านแนะนำไหม”เมื่อธีรุตม์ตอบตกลงง่าย ๆ ชาลิสาก็นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง“ตอนเดินเข้าห้าง เอยเห็นร้านหนึ่งอยู่ชั้นสอง ตรงหน้าทางเข้าที่จอดรถค่ะ มีทั้งแบบบุฟเฟต์แล้วก็แบบเป็นเซ็ต ไปลองร้านนั้นไหมคะ”ชายหนุ่มไม่ได้ตอบว่าอะไร เพียงเดินนำไปทางลิฟต์ ก่อนพาเธอลงไปยังชั้นสองและต
ชาลิสาเดินเคียงข้างธีรุตม์ออกจากบ้านด้วยความรู้สึกที่ยังไม่หายแปลกใจดีนักก่อนหน้านี้ชายหนุ่มขับรถมารับเธอถึงบ้าน เข้าไปยกมือไหว้ทักทายบิดามารดาอย่างนอบน้อม ทั้งยังพูดคุยยิ้มแย้มเสียจนดูเป็นคนอัธยาศัยดี ก่อนจะเอ่ยปากขออนุญาตพาเธอออกไปดูหนังด้วยกันผิดกับผู้ชายเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อนที่โยนเงินค่ารถไว้ให้ แล้วประกาศชัดว่าไม่อยากเจอเธออีกชนิดหน้ามือเป็นหลังมือทว่าทันทีที่ก้าวขึ้นรถและพ้นสายตาผู้ใหญ่ รอยยิ้มกับท่าทีช่างพูดช่างคุยเมื่อครู่ก็หายวับไปราวกับไม่เคยมีชาลิสาแอบเหลือบมองคนข้าง ๆ อยู่หลายครั้ง พลางนึกในใจว่า ผู้ชายที่เพิ่งนั่งยิ้มแย้มคุยกับพ่อแม่ของเธอเมื่อครู่คงถูกวิญญาณร้ายเข้าสิงไปชั่วขณะ ถึงได้กลายเป็นคนละคนกับธีรุตม์ที่กำลังนั่งตีหน้าขรึมอยู่หลังพวงมาลัยในตอนนี้ชายหนุ่มไม่พูดกับเธอสักคำ ซ้ำยังแทบไม่หันมามองหน้ากันตลอดทางจนกระทั่งรถแล่นมาจอดยังห้างสรรพสินค้าแห่งเดิม สถานที่ซึ่งเมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน เธอกับเขาเคยนั่งรับประทานอาหารร่วมโต๊ะเดียวกันด้วยบรรยากาศไม่ต่างจากคนแปลกหน้าสองคนธีรุตม์ลงจากรถแล้วเดินนำเข้าไปในห้างโดยไม่คิดจะชะลอฝีเท้ารอ ชาลิสาจึงได้แต่เดินตามอยู่ด้านหลัง
หลังนั่งแท็กซี่กลับมาถึงบ้าน ชาลิสาก็เดินเข้าบ้านอย่างอ่อนล้า ตลอดทางกลับมา ถ้อยคำทิ้งท้ายของธีรุตม์ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ซ้ำไปซ้ำมาจนยากจะสลัดออกโชคดีที่เวลานี้ยังไม่มีใครกลับถึงบ้าน หญิงสาวจึงไม่ต้องคอยฝืนสีหน้าหรือหาคำตอบ หากถูกถามว่าการพบกันวันนี้เป็นอย่างไรเธอเดินเข้าห้องนอน วางกระเป๋าลงบนโต๊ะ ก่อนจะยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเปิดกระเป๋าหยิบธนบัตรสีเทาใบนั้นออกมารอยยับบนธนบัตรยังคงอยู่ชาลิสาใช้นิ้วค่อย ๆ รีดมันทีละรอยจนเรียบที่สุดเท่าที่จะทำได้ จากนั้นจึงเปิดลิ้นชักโต๊ะอ่านหนังสือ หยิบกล่องเหล็กใบเล็กเก่า ๆ ที่เก็บอยู่ด้านในออกมาเธอวางธนบัตรหนึ่งพันบาทลงในกล่อง ก่อนหยิบกระดาษแผ่นเล็กมาเขียนข้อความสั้น ๆ“ค่ารถจากพี่ธีร์ วันที่ XX/XX/XX”ปลายปากกาหยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่งชาลิสามองข้อความที่เพิ่งเขียน ก่อนพับกระดาษวางลงไปเคียงกับธนบัตร แล้วปิดฝากล่องอย่างแผ่วเบาหญิงสาวนิ่งมองกล่องเหล็กในมืออยู่พักใหญ่ ก่อนเก็บมันกลับเข้าไปในลิ้นชักโต๊ะอ่านหนังสือตามเดิมเมื่อนึกย้อนถึงเหต
เสียงเปิดปิดฝาไฟแช็กทรงเหลี่ยมแบบคลาสสิกดังแกร๊ก ๆ แทรกอยู่ท่ามกลางเสียงจอแจของลูกค้าภายในร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในห้างสรรพสินค้าใจกลางเมืองเสียงนั้นทำให้หญิงสาวผมหน้าม้าบาง ๆ ซึ่งเอาแต่ก้มหน้ามาตลอดเผลอเงยขึ้นมองชายหนุ่มที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ครั้นสบเข้ากับสายตาของอีกฝ่ายที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว เธอก็รีบหลุบตาลงด้วยความขวยเขิน“ชุจ๊ะ นี่ตาธีร์ ลูกชายของฉันเอง” อนงค์เอ่ยแนะนำลูกชายที่นั่งตีหน้านิ่งเจือแววเบื่อหน่ายอยู่ข้าง ๆ ให้ชุติมา เพื่อนสมัยมหาวิทยาลัยรู้จัก ก่อนจะแอบหยิกขาลูกชายใต้โต๊ะ พร้อมขยิบตาเป็นเชิงบอกให้เขาวางไฟแช็กในมือลงเสียทีธีรุตม์เหลือบมองมารดาเล็กน้อย ก่อนยอมวางไฟแช็กลงบนโต๊ะแต่โดยดี แล้วหันไปยกมือไหว้ชุติมาด้วยท่าทางนอบน้อมถึงจะเบื่อหน่ายกับการถูกมารดาหาเรื่องนัดดูตัวให้อยู่บ่อยครั้ง แต่เรื่องนั้นก็เป็นคนละเรื่องกับมารยาทที่พึงมีต่อผู้ใหญ่ ชายหนุ่มจึงคลี่ยิ้มกว้าง ก่อนเอ่ยทักทายเพื่อนของมารดาอย่างสุภาพ“สวัสดีครับป้าชุ”“ส่วนนี่น้องเอยจ้ะ ลูกสาวป้าชุ”อนงค์แนะนำห
ลำแสงจากไฟหน้ารถทอดยาวไปตามทาง ก่อนรถยนต์สีดำสัญชาติญี่ปุ่นระดับไฮเอนด์จะเคลื่อนเข้ามาจอดสนิทหน้าบ้านชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวที่ปลดกระดุมคอไว้สองเม็ดก้าวลงจากเบาะหลัง กางเกงสแล็กส์สีดำเข้ารูปยิ่งขับให้รูปร่างสูงโปร่งดูเด่นชัด เขายืดตัวพลางบิดเอวไปมาสองสามครั้ง คลายความเมื่อยล้าหลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงอยู่บนเครื่องบิน ซ้ำยังต้องนั่งรถต่ออีกเกือบชั่วโมงกว่าจะถึงบ้าน“ลุงผันครับ ฝากช่วยยกกระเป๋าเข้าบ้านให้ผมด้วยนะครับ” พูดจบ ธีรุตม์ ฉัตรสุรัตน์ก็คว้ากระเป๋าเอกสารที่ใส่ไอแพดติดมือ ก่อนสาวเท้าเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็วเกือบสิบวันที่ต้องเดินทางไปสัมมนาต่างประเทศทำให้เขาคิดถึงน้องใบเตย ลูกสาววัยสองขวบจับใจ แม้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางจะยังไม่จาง แต่ทันทีที่กลับถึงบ้าน สิ่งแรกที่อยากทำคือไปเห็นหน้าลูกสาวตัวน้อยให้หายคิดถึงธีรุตม์วางกระเป๋าเอกสารลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น ก่อนจะตรงขึ้นบันไดไปยังห้องนอนของลูกสาวทันทีทันทีที่เปิดประตูห้องลูกสาวเข้าไป ธีรุตม์ก็ต้องชะงัก เมื่อภายในห้องมีเพียงเตียงนอนว่างเปล่า อีกทั้งอากาศยังอบอ้าวราวกับไม่มีใครเข้ามาอยู่ในนี้พักใหญ่ความแปลกใจแล่นผ่านสีหน้า ก่อน







