LOGINบทที่ 8
เข้าวันที่แปดของการย้อนเวลา เหมยกุ้ยใช้ชีวิตอยู่กับลูก ๆ โดยไร้เงาสามี ซ่งอวิ๋นเซียวก็ยังไม่กลับบ้านเสียที ที่ผ่านมาเขาจะกลับบ้านตรงเวลาตลอด ทว่าครั้งนี้เลยวันที่บอกไว้ถึงสองวัน ไร้ข่าวคราวของเจ้าตัว ทำให้เหมยกุ้ยเริ่มอยู่ไม่สุข
สิ่งที่นางกลัวก็คือ กลัวว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่นนั้นการเปลี่ยนชะตาของนางก็ล้มเหลวน่ะสิ ยุคสมัยนี้การจะหาสามีที่รักมั่นคงและอดทนเช่นซ่งอวิ๋นเซียวหาได้ง่ายเสียที่ไหน
ขนาดบิดาจน ๆ มีดีแค่หน้าของนางที่ล่วงลับไปแล้ว ยังหนีตามภรรยาน้อยได้เลย ก็เพราะว่ามีใบหน้าที่เหมือนกับบิดามากนั่นแหละ จึงทำให้จงไฉ่เกลียดลูกตัวเองเข้าไส้ ยิ่งทารุณกายและใจบุตรสาวได้มากเท่าไร จงไฉ่ก็ยิ่งรู้สึกสะใจมากเท่านั้น
คิดถึงเรื่องนี้แล้วก็ยิ่งโมโห แม่แบบนี้ตนในอดีตก็ยังอยากจะกลับไปหาอีกหรือ ไม่คิดบ้างหรือว่า การได้แยกบ้านออกมาถือว่ามีบุญวาสนามากแค่ไหนแล้ว เพราะฉะนั้นนางจะต้องเกาะซ่งอวิ๋นเซียวให้ดี อย่าได้ปล่อยคนดี ๆ เช่นนี้หลุดมือเป็นอันขาด
เมื่อรอแล้วรอเล่าสามีก็ไม่กลับบ้านเสียที เหมยกุ้ยจึงให้บุตรชายคนโตไปที่บ้านตู้เย่ สหายร่วมทางและเป็นสหายสนิทของสามี เผื่อว่าทางนั้นจะรู้ข่าวอะไรบ้าง ทว่าคนบ้านตู้กลับบอกว่าตู้เย่ก็ยังมิได้กลับเช่นกัน
“เป็นเช่นไรบ้าง”
“ท่านอาเย่ก็ยังไม่กลับเช่นกันขอรับ ข้าไปถามที่บ้านคนอื่น ๆ มาแล้ว ก็ยังไม่มีใครที่กลับมาขอรับ”
เหมยกุ้ยนิ่งเงียบพลางใช้ความคิด คณะล่าสัตว์ที่ไปด้วยกันก็ยังไม่มีผู้ใดกลับมา เช่นนั้นคงเป็นตัวนางที่คิดมากไปเอง
“คนอื่นยังไม่กลับ คงไม่เป็นไรหรอก เราไปไร่กันก่อนดีกว่า”
“ขอรับ”
“เจ้าค่ะ”
หญิงสาวจึงตามเด็ก ๆ ออกไปทำงานไร่ คิดเสียว่าระหว่างนี้จะขุดผักป่ามาขาย เก็บเล็กผสมน้อยรอซ่งอวิ๋นเซียวกลับมา หลังจากนั้นจะให้เขาพาเข้าป่าลึกกว่านี้
หลังจากเหมยกุ้ยและลูก ๆ ออกไปทำงานในไร่ได้สองชั่วยาม มีคนกลุ่มหนึ่งยืนออกันอยู่หน้าบ้าน แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะด้านหลังพวกเขายังมีคนเจ็บหนักนอนรอการรักษา
“เหมยกุ้ยอยู่หรือไม่”
ตู้เย่และพวกช่วยกันหามซ่งอวิ๋นเซียวที่อาการหนัก ยืนรอหน้าบ้านไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไป ทว่ารออย่างไรก็ไม่มีเสียงตอบรับเสียที ได้แต่มองไปที่สหายด้วยความเป็นห่วง หากเหมยกุ้ยรู้ว่าอวิ๋นเซียวบาดเจ็บหนักกลับมา นางจะไล่ให้ไปรักษาที่อื่นไหม
“เหมยกุ้ยอยู่หรือไม่ ข้าเอง ตู้เย่”
ทุกคนต่างเงียบเมื่อไม่ได้รับการตอบกลับ ได้แต่นึกสงสารสหาย มีคนให้เลือกมากมายเหตุใดถึงได้จมปลักอยู่กับคนเช่นนี้ แต่จะวางเขาไว้ที่นี่ก็ทำไม่ลง ที่พวกเขารอดจากหมูป่ามาได้ ก็เพราะอวิ๋นเซียวช่วยไว้
“ตู้เย่ ข้าว่าเหมยกุ้ยนางไม่เปิดประตูให้เราแล้วกระมัง”
“นั่นน่ะสิ แล้วเราจะเอาอย่างไรดี”
สหายที่มาด้วยกันต่างก็พากันคิดหนัก บ้านพวกเขาดูแลคนเพิ่มอีกไม่ไหวหรอก ลำพังสมาชิกในครอบครัวก็กินกันแทบจะไม่ค่อยอิ่มอยู่แล้ว แต่ครั้นจะให้ปล่อยสหายไว้เช่นนี้ก็คงไม่ได้เช่นกัน ได้กลายเป็นคนเนรคุณเป็นแน่
“หรือเราจะเอาเขาไปที่บ้านผู้เฒ่าฝู แล้วค่อยตามหมออีกที”
“อืม ข้าเห็นด้วย ถึงให้อวิ๋นเซียวอยู่ที่นี่ก็ใช่ว่าจะรอด ทำตามที่เจ้าว่าเถอะ ไปบ้านผู้เฒ่าฝูกัน” ตู้เย่ไม่มีทางเลือก หากพาไปที่บ้านตน คงได้ทะเลาะกับภรรยาบ้านแตกเป็นแน่ นางยิ่งไม่ถูกกับเหมยกุ้ยอยู่ด้วย
ทุกคนในกลุ่มต่างเห็นพ้องต้องกัน เตรียมยกเปลไม้ หามซ่งอวิ๋นเซียวกลับไปบ้านบิดาของเขา อย่างน้อยก็มีท่านผู้เฒ่าคอยดูแล ส่วนเรื่องค่ารักษาพวกเขาจะช่วยออกเงินเอง
ซ่งอวิ๋นเซียวที่ยังคงแสร้งหลับ เขาได้ยินทุกคำพูด ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะรู้ว่า ผลจะออกมาเป็นเช่นไร คำพูดของสหายล้วนเป็นความจริงทั้งนั้น นั่นเป็นสิ่งที่ตัวเขาเลือกเอง กระนั้นก็ไม่อยากให้ผู้ใดมองด้วยความสงสารและสมเพช จึงเลือกที่จะแกล้งหลับต่อไป
ทว่าห่างออกไปไม่ไกลนัก เหมยกุ้ยกับเด็ก ๆ กำลังกลับจากการพรวนดินไร่ข้าวโพด เนี่ยนจินเด็กน้อยตาดีจับสังเกตได้ก่อนใคร แต่เขาก็มองเห็นไม่ค่อยชัด มีชายหลายคนก้ม ๆ เงย ๆ อยู่หน้าบ้าน จึงคิดว่าคนพวกนั้นต้องเป็นขโมยแน่ ๆ เด็กน้อยจึงรีบร้องบอกมารดาเสียงดัง
“ท่านแม่ ๆ ดูนั่นสิ ไม่ใช่ว่าขโมยเข้าบ้านเราหรือขอรับ”
“พูดอะไรของเจ้า บ้านเรามีอะไรให้ขโมยด้วยหรือ”
เหมยกุ้ยตอบกลับเนิบนาบอย่างไม่ใส่ใจ พลางหรี่ตามองตามทิศทางที่บุตรชายบอก แม้ตอนแรกจะไม่ค่อยชัดเท่าไร แต่เมื่อเพ่งมองให้ดี หนึ่งในกลุ่มนั้นช่างคุ้นตานางยิ่งนัก
นั่นตู้เย่นี่ แล้วคนที่ถูกหามอยู่เล่า อย่าบอกนะว่าเป็นอวิ๋นเซียว
บทที่ 15ชุนหว่านยังคงจำได้ดี เมื่อห้าปีก่อนหลังจากกินขนมที่เหมยกุ้ยให้มาโดยไม่คิดอะไร จากนั้นทุกอย่างก็ดับวูบ ตื่นขึ้นมาก็พบว่าตนกับตู้เย่นอนอยู่ด้วยกันที่กระท่อมปลายนาเสียแล้วไม่นานก็มีชาวบ้านหลายคนแห่กันมาเห็นพวกตนได้พอดิบพอดี มารู้ภายหลังว่าเป็นเหมยกุ้ยที่เอาเรื่องของตนไปป่าวประกาศ ชื่อเสียงป่นปี้ ถูกครอบครัวรังเกียจซึ่งเรื่องราวความขัดแย้งก็ไม่ได้มีเพียงเท่านั้น เดิมทีตนกับตู้เย่ก็ยังไม่ได้ชอบพอกัน แต่มารักกันภายหลังต่างหาก หรือจะเรียกให้ถูกก็คือก่อนจะตัดสินใจหนีตามกัน มันเกิดเรื่องไม่งามผิดศีลธรรม ทำให้ครอบครัวขายหน้าเป็นขี้ปากชาวบ้าน“ชุนหว่านเจ้าฟังข้านะ ข้าสาบานได้ ไม่เคยคิดวางแผนทำลายชื่อเสียงของเจ้าแม้แต่นิดเดียว”“ทำไมจะไม่ใช่เจ้า เจ้าก็รู้ว่าตอนนั้นข้าชอบพี่อวิ๋นเซียว เจ้าก็เช่นกัน ก็เลยวางแผนกำจัดคู่แข่งหัวใจใช่ไหมเล่า” ชุนหว่านตาแดงก่ำ ถึงตอนนั้นจะชอบบุรุษคนเดียวกัน แต่ตนก็ไม่ใช่คนที่ไม่ยอมรับความจริง หากสู้กันซึ่ง ๆ หน้า ไม่ทำกันลับหลังเช่นนี้ ความเป็นเพื่อนคงไม่ลงเอยด้วยการเป็นศัตรู“เราเป็นสหายกันมาตั้งแต่จำความได้นะ ข้าเป็นคนเช่นนี้หรือ ลองตรองดูให้ดี ก่อนหน้าที่เ
บทที่ 15ทว่าคำขอของซ่งอวิ๋นเซียวก็คงจะไม่สมหวังเสียทีเดียว เพราะชุนหว่านกับตู้เย่ ได้มาเยือนถึงที่ ทันทีที่มาถึงตู้เย่ก็รีบขอโทษขอโพยเสียยกใหญ่ ทั้งสองบ้านต่างรู้กันดีว่าภรรยาไม่ถูกกัน“ขอโทษที่มารบกวนนะ พอดีชุนหว่านรบเร้าให้พามาน่ะ”“ไม่เป็นไร เราก็คนกันเองทั้งนั้น” ซ่งอวิ๋นเซียวกล่าวอย่างเนิบนาบ หากเขาไม่ได้พูดคุยกับภรรยามาก่อนหน้า ก็คงจะมีอาการกระอักกระอ่วนไม่ต่างกับตู้เย่ ชุนหว่านที่หลบอยู่หลังสามี รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนจะชี้ไปที่อดีตสหายรัก เชิดหน้ามองอีกฝ่ายอย่างไว้ตัว นางสะกิดสามีให้วางกระบุงที่สะพายมาลง“เห็ดพวกนี้ ยังรับอยู่ใช่ไหม”“รับสิ” เหมยกุ้ยตอบกลับอย่างรวดเร็ว มองเห็ดที่อัดแน่นเต็มกระบุงตาวาว ประเมินด้วยสายตาก็น่าจะได้สักประมาณเกือบสิบกิโลได้กระมัง ดีจริง อยู่ ๆ ก็มีเงินวิ่งเข้ามาหาถึงบ้าน“แต่ว่า... ข้าจะขอรับเงินไปก่อนได้หรือไม่” ชุนหว่านถามไม่เต็มเสียงนัก เข้าใจดีว่าเหมยกุ้ยต้องสำรองจ่ายไปก่อน แต่ว่านางมีความจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ ตอนนี้เจ้าของที่นามาทวงเงินที่ค้างถึงบ้าน หากไม่มีจ่ายวันนี้ ปีหน้าก็คงไม่มีข้าวเก็บไว้กินแน่“ไม่มีปัญหา”“เจ้าพูดจริงใ
บทที่ 15ทันทีที่มาถึงบ้าน เหมยกุ้ยกับซือฮั่นต่างพากันปล่อยเสียงหัวเราะเต็มที่ พลางนึกถึงภาพของหย่าถิงที่เอาแต่ดีดดิ้นราวกับไส้เดือนโดนแดด ทั้งสองก็เอาแต่หัวเราะท้องคัดท้องแข็งเสียงของพวกเขาดังไปจนถึงคนที่อุดอู้อยู่แต่ในบ้านมาหลายวัน ถึงกับต้องใช้ไม้ค้ำยันฝืนร่างกายออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ถึงทำให้หัวเราะกันเสียงดังได้ขนาดนี้ ซ่งอวิ๋นเซียวยืนเกาะขอบประตูด้วยมือข้างหนึ่ง อีกข้างจับไม้ค้ำยันไว้มั่น มองคนทั้งสองด้วยความสงสัยใคร่รู้“มีเรื่องอะไรน่าสนุกนักหรือ ถึงได้หัวเราะกันเสียงดังเชียว”“ท่านพี่ ลุกยืนได้แล้วหรือเจ้าคะ” เหมยกุ้ยรีบวางข้าวของไว้ข้างแคร่กลางลานบ้าน ก่อนจะทำท่าทางวี้ดว้ายไม่เก็บกิริยา ปรี่เข้าหาสามีไม่ได้อยากจะจับแขนล่ำ ๆ กล้ามเป็นมัดหรอกนะ ที่ทำไปก็เพราะห่วงว่าเขาจะล้มต่างหาก “อืม... ลุกขึ้นมาขยับตัวบ้าง จะได้หายเร็วขึ้น วันนี้ได้อะไรกลับมาบ้างเล่า”“ได้มาเยอะเชียวเจ้าค่ะ ท่านพี่เดินระวังนะเจ้าคะ”ซ่งอวิ๋นเซียวพยักหน้าทำทีเป็นไม่รู้สึกอะไร ทว่าใบหูกลับแดงระเรื่อ เมื่อคนข้างกายเข้ามาโอบต้นแขนตนเอาไว้แน่น เหมยกุ้ยรู้สึกถึงอาการสั่นเล็กน้อย นางจึงเข้าใจไปว่าสามีร่างกายยัง
บทที่ 14ด้านเหมยกุ้ยหลังจากเดินแยกตัวออกมา นางได้เดินหาเห็ดอยู่ครึ่งค่อนวัน จึงตัดสินใจชวนบุตรชายกลับบ้าน วันนี้ครึ่งวันนางสามารถหาเงินได้ถึงสิบหกตำลึงกับอีกหกร้อยอีแปะ โชคดีที่หลังแยกจากชุนหว่าน ก็มาเจอกับเห็ดชนิดอื่น จึงได้เงินเพิ่มมาถึงห้าตำลึง เมื่อรวมกับของเดิมก็ได้สิบหกตำลึง หกร้อยอีแปะทว่าถึงจะหาเงินสิบหกตำลึงหกร้อยอีแปะมาได้ แต่ก็ไม่ได้ทำให้นางรู้สึกพอใจเลยสักนิดไหนเล่าเห็ดหลินจือที่วาดฝัน เดินจนปวดน่อง ไม่เห็นเจอสักดอก คิดถึงตรงนี้จากที่เดินไหล่ตรงมาตั้งแต่เช้า กลับห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง ความจริงกับนิยายมันก็แค่เรื่องเพ้อฝันสินะ ทว่าในตอนที่เดินมาถึงครึ่งทาง ก็มีเด็กสาวนางหนึ่งโผล่มาดักหน้า พลางตีหน้าเศร้ากล่าวทักทาย“พี่ซือฮั่นเพิ่งกลับจากหาของป่าหรือเจ้าคะ”“อืม”เสียงใสกังวานที่ดังตามหลัง ทำเอาเหมยกุ้ยหันขวับ นางไม่เก็บอาการเลยสักนิด มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าที่ยากจะบรรยาย ที่แท้สตรีที่ปรากฏอยู่ในสายตาของเหมยกุ้ยก็คือ หย่าถิง หลานสาวของเอ้อเหนียงจากหมู่บ้านข้าง ๆ นี่เองยังดีที่ซือฮั่นแม้จะดูซื่อ ๆ แต่ก็ไม่ได้หลงไปกับมารยาสตรี เด็กหนุ่มแสดงท่าทีเคร่งขรึมไม่เล่นด้วย แม้อ
บทที่ 14“เดี๋ยวก่อนชุนหว่าน” เดิมทีคิดว่าเอาไว้ค่อยปรับความเข้าใจใหม่ภายหลัง ทว่าเมื่อเห็นสภาพของสหายรักตอนนี้แล้ว ก็ไม่อาจปล่อยผ่าน โดยที่ไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลืออะไรเลย“มีธุระอะไรกับข้าอีก จะพูดก็รีบพูดมาเถอะ ข้ารีบ ไม่มีเวลามาทะเลาะกับเจ้าหรอกนะ” ชุนหว่านหยุดชะงักไป ก่อนจะหันกลับมาด้วยสีหน้าไม่เต็มใจนัก“วันก่อนสามีเจ้าช่วยข้าไว้ ยังไม่ได้ตอบแทนน้ำใจเลย ไหน ๆ ก็เจอเจ้าแล้ว ฝากของแทนคำขอบคุณไปให้พี่ตู้เลยก็แล้วกัน”เหมยกุ้ยเลิกเสแสร้ง นางทำทีเป็นควานหาของในกระบุง ทว่าแท้จริงแล้วกำลังซื้อของในระบบ สหายรักก็มีชีวิตคู่ที่ไม่ค่อยดีนัก เจอเรื่องหนัก ๆ ยิ่งกว่านางเสียอีกก่อนหน้าที่จะเกิดความวุ่นวาย ครอบครัวของชุนหว่านได้หมั้นหมายนางให้กับบุรุษเสเพล บุตรชายเจ้าของเขียงหมูในเมือง ด้วยคิดว่าสู้ให้แต่งไปกับคนมีอันจะกิน ดีกว่าคนไม่มีอะไรเลย ทว่ายังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้านเถ้าแก่เขียงหมู ก็เกิดเรื่องชู้สาวระหว่างชุนหว่านกับตู้เย่เสียก่อนส่วนตู้เย่ก็มิได้มีใจปฏิพัทธ์ต่อชุนหว่าน เขาก็แค่ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ด้วยเป็นบุรุษมีความรับผิดชอบสูง จึงไม่อาจทำให้สตรีคนหน
บทที่ 13เหมยกุ้ยผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก ที่ซือฮั่นไม่ถามให้นางรู้สึกลำบากใจ เมื่อเด็กหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว นางจึงรีบขายต้นหุ่ยเชียง แล้วจึงเร่งฝีเท้าเดินตามให้ทันระหว่างทางก็เอาแต่คิดเรื่องเงิน ขายหน่อไม้และต้นหุ่ยเชียงตอนนี้รวมแล้วได้สิบเอ็ดตำลึงกับหกร้อยอีแปะ ถือว่าการขึ้นเขาครั้งนี้คุ้มไม่น้อย หากเดินหาของป่าอีกสักหน่อยค่อยกลับ ก็ไม่แน่ว่าจะได้เงินเพิ่มอีกสักห้าตำลึงเงินก็ได้ติ๊ง![ตรวจพบเห็ดมันปู รับซื้อกิโลกรัมละหนึ่งตำลึงเงิน]“ซือฮั่นเก็บเห็ดพวกนี้เร็วเข้า ดอกที่ยังเล็กอยู่อย่าเก็บเล่า ให้มันโตก่อนพรุ่งนี้เราค่อยมาเก็บ” ร่างบางวีดว้ายดีใจ คิดถึงเงิน เงินก็มา นางรีบชี้ไปที่เห็ดมันปูกลุ่มใหญ่ เหลืองอร่ามละลานตาไปหมด“ขอรับ”สองแม่ลูกช่วยกันเก็บเห็ดอย่างเพลิดเพลิน แค่เห็ดกลุ่มนี้นางต้องขายได้มากแน่ ๆ ขั้นต่ำก็น่าจะราว ๆ สักสามตำลึงเงินได้ ไม่คิดว่าราคาเห็ดจะมากขนาดนี้ มากกว่าหน่อไม้เสียอีกกระนั้นในระหว่างที่ทั้งสองกำลังช่วยกันเก็บเห็ดมันปู ก็ได้มีบุคคลที่สามโผล่มาจากที่ใดก็ไม่รู้ ยังไม่ทันที่เหมยกุ้ยจะโยนเห็ดในมือลงกระบุง สตรีคนนั้นก็ปัดเห็ดในมือนางทิ้งไปเสียได้ ทำเอาหญิงสาวโม







