LOGINเขามิโปรดปรานนาง
อนาคตไม่ก็คงมิโปรด
เรื่องที่จะพึ่งพาเขาให้พาเข้าวังตัดออกจากความคิดไปได้เลย!
ไป่มู่ชิงนั่งพิงหมอนอิงหน้ายุ่งเหยิง นั่งคิดนอนคิดอย่างไรก็ไม่เห็นหนทางที่จะเข้าวังหลวงได้โดยง่าย หรือบางทีอาจจะต้องรอพิธีอภิเษกสมรสสถาปนานางขึ้นเป็นปาหวางเฟยแห่งจวนชินหวังฝู่เสียก่อนจึงจะเห็นหนทาง
“มิสำเร็จหรือเพคะ”
หลี่หยู่ที่นั่งอยู่ข้างเตียงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังอยู่บ้าง
“ข้าแต่งให้อ๋องแปด ก็นับว่าเป็นคนของอ๋องแปด หากอ๋องแปดพึ่งพามิได้ ข้าจะไปขอความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนได้อีก” บ่นอุบอิบหากแต่ในใจกลับกำลังคิดวางแผนแววตาพร่างพราว
หากเข้าไปอย่างถูกวิธีไม่ได้ แอบเข้าไปเหมือนพวกผีน้อยดีไหมนะ
หลี่หยู่เองก็นิ่วหน้าอย่างหมดสิ้นหนทาง
ยังไม่ทันที่จะได้สนทนาอะไรกันไปมากกว่านั้น เสียงเท้าดังตึกตักก็หยุดลงที่หน้าประตู
“องค์หญิง กระหม่อมแซ่หมาง องครักษ์ของท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงทุ้มเอ่ยแนะนำตัวเสียงดังฟังชัดและหนักแน่นอยู่ในทีจนสตรีทั้งสองภายในห้องต่างสบตากันอย่างเป็นปริศนา แต่ถึงกระนั้นไป่มู่ชิงก็ยังลุกขึ้นแล้วเดินตรงไปที่ประตู
ทันทีที่ผู้มาเยือนเห็นร่างองค์หญิงเก้า หมางกั๋วก็คำนับอย่างว่องไวก่อนจะยื่นกระดาษแผ่นหนาแผ่นหนึ่งให้ในขณะที่ไป่มู่ชิงเลิกคิ้วเชิงตั้งคำถาม
หมางกั๋วก้มหน้าลงกลั้นรอยยิ้ม ใครจะไปคิดว่าท่านอ๋องแปดจะหาทางให้องค์หญิงเก้าอยู่ห่างจากตนเองได้จนถึงขนาดทำอะไรที่ยุ่งยากเช่นนี้
“ท่านอ๋องฝากมาให้องค์หญิงพ่ะย่ะค่ะ รับสั่งมาว่าจะทำการทดสอบด้วยตนเอง”
“ทดสอบ?”
หญิงสาวทวนคำเสียงสูง ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังกล่าวถึงอะไร ในที่สุดก็คลี่กระดาษออกมาอ่านอย่างเคร่งเครียดพลางทำหน้ายุ่ง มิหนำซ้ำยังเค้นเสียงในลำคอเบาๆ ด้วยความไม่พอใจ
อันที่จริงก็รู้อยู่หรอกว่าหมอนั่นมิได้ปลาบปลื้มนางนัก ไม่เห็นจะต้องทำอะไรให้วุ่นวายถึงขนาดนี้เลย นางก็ไม่คิดจะเข้าไปยุ่งกับชีวิตเขามากนักหรอก!
กฎการอยู่จวนอ๋อง...
หมางกั๋วเองเมื่อเห็นองค์หญิงเก้ามีสีหน้าแปลกประหลาดไปเขาก็กลั้นยิ้มอย่างสุดความสามารถ ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายก็คงไม่คิดมาก่อนเช่นกันว่ามีเรื่องเช่นนี้ด้วย
“ท่านอ๋องกำชับมาว่าให้องค์หญิงตั้งใจศึกษาพ่ะย่ะค่ะ”
“ฮะ”
ไป่มู่ชิงเลิกคิ้วสูงก่อนจะผ่อนลมหายใจออกมาเฮือกใหญ่อย่างเบื่อหน่าย ในที่สุดก็พยักหน้าหงึกหงักคล้ายกับไม่ใช่ปัญหาใหญ่โตอะไร
“เพื่อการเป็นชายาที่ดีแล้ว ข้ายินดี”
ถึงแม้น้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความใจเย็น ทว่าในใจของนางกลับอยากตะกุยหน้าเขาสักทีสองที ตอนเด็กๆ ก็ถูกแม่เลี้ยงบีบให้ท่องตำราอ่านคัมภีร์ หนีมาแต่งงานทั้งทีก็โดนว่าที่สามีหาเรื่องให้ท่องกฎ
น่าเบื่อจะตาย!
-----------------------------------------------------------------------------------------------
“ท่านยังกังวลเรื่ององค์หญิงเก้าอยู่อีกหรือ”
ซูเสี่ยนย่างเท้าเข้าไปด้วยท่วงท่าสง่า ทรุดตัวนั่งลงเคียงสามีที่ขมวดคิ้วติดกันยุ่งเหยิง
ฉู่เหวินหงหลุบตาต่ำลง เอ่ยพึมพำออกมาเสียงเครียดขึ้ง
“พักหลังมานี้ข้ารู้สึกว่าเสด็จพ่อให้ความโปรดปรานน้องแปดมากเกินไป”
ดวงตาคมเข้มเต็มไปด้วยความไม่มั่นใจ ฉู่ซูเหยียนสร้างความดีความชอบให้แก่ถงเยว่มากมายไปหมดจนหวงไท่จื่อเช่นเขาถูกดินกลบหน้า อีกทั้งฮ่องเต้ยังดูมีความลับกับน้องชายอย่างเห็นได้ชัด การกระทำหลายอย่างทำให้เขาเริ่มไม่มั่นใจในบัลลังก์ของตนเองเสียแล้ว
เรื่ององค์หญิงเก้าก็เช่นกัน ฮ่องเต้มีพระราชโองการออกมาหลังจากที่พระสนมไป่สิ้นพระชนม์ไม่นาน หากคิดในแง่ดีก็คือฮ่องเต้พยายามจะกระชับความสัมพันธ์กับเหอเป่ย หรือหาไม่แล้วเป็นไปได้หรือไม่ที่ฮ่องเต้ต้องการให้เหอเป่ยเป็นแรงสนับสนุนให้กับน้องแปด
บัลลังก์ของเขาสั่นคลอนมาเนิ่นนาน บัดนี้เริ่มทวีคลื่นลมขึ้นเสียแล้ว...
ซูเสี่ยนเอื้อมมือไปแตะท่อนแขนอีกฝ่ายเบาๆ ริมฝีปากสีชาดยังส่งยิ้มจางๆ คล้ายให้กำลังใจ
“ท่านวางใจเถิด นางก็ดูเป็นองค์หญิงน้อยธรรมดาผู้หนึ่ง หาได้มีความคิดซับซ้อนใดๆ”
ว่าแล้วก็นึกไปถึงยามที่ตนได้ประจันหน้ากับองค์หญิงเก้าครั้งแรก นางดูอ่อนน้อมอย่างที่คิดไว้ หากแต่สิ่งหนึ่งที่คิดไม่ถึงก็คือเด็กคนนั้นดูเปิดเผยนัก ยามที่เห็นนางใช้เท้าเกี่ยวอยู่บนเอวของน้องสามีแทนที่จะรักษาภาพพจน์ร้องเรียกให้ผู้อื่นช่วยเหลือนั่น รอยยิ้มอ่อนโยนก็ปรากฏขึ้นจางๆ
“ท่าทางเจ้าจะชอบนางมาก”
“ก็มิได้มีอันใดเสียหายมิใช่หรือเพคะ”
ฉู่เหวินหงมองพระชายาของตนเองแววตาลึกซึ้ง ใช้มือโอบกอดร่างแน่งน้อย
“ก็จริงอย่างที่เจ้าว่า หากนางมาเป็นคนของเรา ก็จะได้แขนขาเพิ่มมาอีกหนึ่ง...”
ซูเสี่ยนใช้ฝ่ามือลูบไล้ใบหน้าสามีเบาๆ ช้อนสายตาขึ้นมองหวานฉ่ำ บดเบียดร่างเข้าไปใกล้ ปลดสายคาดเอวของอีกฝ่ายออก
“ร่างกายท่านเครียดเกินไปแล้ว”
“เจ้านี่นะ”
“หรือไม่จริงเพคะ”
ไม่ว่าเปล่ายังใช้มือลูบไล้
ฉู่เหวินหงหัวเราะในลำคอ จากนั้นจึงทาบทับร่างตนแนบสนิท จุมพิตนุ่มนวลก่อนจะปลดอาภรณ์ออกอย่างใจร้อน
หลังจากนั้นความอุ่นร้อนก็กระจายไปทั่ว เสียงครวญครางแผ่วๆ หลุดรอดออกไปนอกตำหนักเสียจนนางกำนัลภายนอกต่างก้มหน้าลงด้วยความขวยเขิน
องค์ไท่จื่อขยันทำเรื่องนี้ไม่สนใจฟ้าดินเลยจริงๆ
แต่นางไม่มีเวลาแล้ว...ในที่สุดก็ตัดสินใจเหาะเหินเข้าไป ลักลอบเข้าไปในซอกหนึ่งก่อนจะถอดชุดบุรุษที่คลุมร่างออกอย่างรวดเร็วเผยให้เห็นชุดนางกำนัลที่ใส่ไว้ภายในใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อเท่านั้น ตำหนักของพระสนมไป่ก็ปรากฏเข้ามาในสายตา หันซ้ายขวาก็ไม่เห็นมีใคร!ไหนฉู่ซูเหยียนบอกเอาไว้ว่าฝ่าบาทรับสั่งให้มีการเฝ้าตำหนักเอาไว้...ถึงแม้ความคิดจะผุดขึ้นมาเช่นนั้น หากแต่ร่างบอบบางก็เข้าไปภายในอย่างง่ายดายกว่าที่คาดการณ์ พยายามสอดส่องไปรอบๆ จนกระทั่งเห็นของบางอย่างประกายแวววับอยู่ใต้ต้นเหมย มีผืนหญ้ายาวๆ ปกคลุมอยู่“ปิ่นของใคร”ไป่มู่ชิงพึมพำกับตัวเอง หยิบปิ่นทองคำสลักลวดลายบุปผาขึ้นมาดูแล้วซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวในอย่างเงียบๆ ย่างเข้าไปใกล้ประตูตำหนักที่ถูกลงกลอนเอาไว้ยิ่งเห็นแล้วก็ยิ่งทวีความสงสัย โซ่ที่คล้องเอาไว้มิได้ล็อกกุญแจ แบบนี้หากต้องการจะเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องยากมือเล็กพยายามปรับสายตาให้เข้ากับความมืด ปลดโซ่ที่พันธการประตูออกก่อนจะเปิดเข้าไปอย่างรวดเร็วหมับ!ฟิ้วว!!“อื้อ!”จู่ๆ ร่างเล็กก็ถูกกอดรัดจากข้างหลัง มือหยาบข้างหนึ่งปิดปากนางไว้แน่นพร้อมกับลากตัวนางออกไปจากตำหนัก เมื่อนางดิ้นรนหนักเ
‘คนยืนพูดไม่ปวดเอว’“มิเป็นนางย่อมมิเข้าใจหรือ”ไป่มู่ชิงพึมพำออกมาเสียงเบา ข้อความบนแผ่นกระดาษที่จางกุ้ยเฟยเขียนให้นางมีเพียงเท่านี้จริงๆแต่นั่นกลับทำให้หัวคิ้วทั้งสองขมวดติดกันแน่น ในใจรู้สึกเชื่อมั่นไปมากกว่าครึ่งว่าจางกุ้ยเฟยย่อมต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของไป่ลู่อี้อย่างแน่นอนหญิงสาวสลัดความคิดทั้งหมดออกจากหัวก่อนจะสอดมือเข้าไปใต้หมอน หยิบเอากระดาษแผ่นที่ได้จากตำหนักเฉียนชิงออกมา คราวนี้ถึงได้มีสีหน้าไม่สบายใจเป็นทวีคูณลายมือที่ปรากฏอยู่ในกระดาษสวยงามทั้งคู่ ทว่ากลับมิใช่ลายมือเดียวกัน...แล้วตกลงจางกุ้ยเฟยเป็นคนดีหรือร้ายกันแน่!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกมาหนักๆ ทิ้งตัวลงบนพื้นเตียงในขณะที่หลี่หยู่นิ่วหน้า“พระชายา...”“ข้าคิดว่าข้าต้องหาโอกาสเข้าไปที่ตำหนักพี่สามสักครั้ง”“พระชายาจะเข้าไปได้อย่างไรกัน การเข้าวังแต่ละครั้งมิใช่เรื่องง่าย มิหนำซ้ำท่านอ๋องยังมิเคยมีท่าทีโปรดปรานท่านเลย”ไป่มู่ชิงขบกัดริมฝีปาก นิ้วก็เคาะลงบนเตียงอย่างครุ่นคิด“หากเข้าไปอย่างถูกต้องมิได้ เราก็อย่าให้ผู้ใดรู้สิ”----------------------------------------------------------หลายชั่วยามแล้ว ก็ยังมิมีผู้
“เข้าวัง...เข้าวัง...เข้าวัง”เสียงเล็กแหลมคล้ายเด็กทารกพูดอ้อแอ้นั่นทำให้ไป่มู่ชิงที่กำลังจะเตรียมตัวกระโดดลงหันขวับมามอง เห็นหลานเซ่อกำลังอ้าปากพร้อมกับมีเสียงดังขึ้นเป็นจังหวะนั่นแล้วก็ได้แต่เบิกตาโตนกแก้วหรือ สีแบบนี้จะใช่มาคอร์หรือเปล่า ในโลกอนาคตนกแก้วชนิดนี้ราคาค่อนข้างสูง นางควรเปลี่ยนใจนำกลับไปเลี้ยงดีหรือไม่!“พระชายาเพคะ มีคนกำลังมา”ยังไม่ทันที่จะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น เสียงของหลี่หยู่ก็ดังขึ้น เต็มไปด้วยความตื่นตระหนก“ข้ารู้แล้ว” ไป่มู่ชิงร้องตอบ เหลือบมองหลานเซ่อที่เอียงคอมอง “หลานเซ่อ เจ้าเองก็รักษาตัวให้ดีก็แล้วกัน ข้าไปล่ะ”พูดจบก็กระโดดตุ๊บลงมาเบื้องล่าง“หยู่เอ๋อร์ ก่อนหน้านี้เจ้าเคยพูดเรื่องเข้าวังให้หลานเซ่อได้ยินบ้างหรือไม่”หลี่หยู่เบิกตากว้างก่อนจะละล่ำละลั่กตอบเสียงเบา“หม่อมฉันเพียงพูดออกมาลอยๆ เท่านั้นเพคะ ว่าจะช่วยพระชายาหาทางเข้าวังได้อย่างไร” ว่าแล้วก็ยิ้มแห้ง แต่ถึงกระนั้นในใจก็ยังเต็มไปด้วยความสงสัย “มีอันใดหรือไม่เพคะ”“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก”ไป่มู่ชิงโบกมือไหวเมื่อเห็นผู้คนราวๆ หกคนกำลังเดินตรงมาทางนี้ก่อนที่นัยน์ตากลมโตจะเคลือบแคลงสงสัยเหตุใดจางกุ้
“ท่านอ๋องไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”หมางกั๋วเอ่ยถามอย่างระมัดระวังเมื่อเห็นร่างสูงใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลเข้มเดินออกมาจากห้องโถงใหญ่ของวังหลวงที่ใช้สำหรับประชุมขุนนาง“อืม”หลังจากฮ่องเต้ประชวรได้เพียงสองวัน จู่ๆ องค์รัชทายาทซึ่งมีอำนาจสั่งการแทนฮ่องเต้ได้เจ็ดในสิบส่วนก็เรียกประชุมขุนนางขึ้นกะทันหันเพื่อเรียกเก็บภาษีพ่อค้าเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งส่วนเหตุผลที่เรียกตัวกระชั้นชิดเช่นนี้เป็นไปได้สูงที่ฉู่เหวินหงคิดว่าเขาได้รับพิษจนมิสามารถเข้าร่วมประชุมเพื่อขัดขวางผลประโยชน์ได้‘พิษในตัวท่านอ๋องยังมิได้ถูกกำจัด เพียงแค่ถูกระงับไว้เท่านั้น ทำให้อาการสามารถกำเริบขึ้นมาได้อีกพ่ะย่ะค่ะ’เสียงของหมออู๋ยังดังก้องไปทั่ว พิษที่เขากินเข้าไปนั่นหาได้เป็นพิษรุนแรงจนมิสามารถขับออกได้ หากแต่เขาถูกรักษาไม่ครบถ้วนทุกกระบวนการต่างหาก พิษนั่นถึงมิได้สลายไปอย่างถาวรหลังจากที่หมออู๋รักษาเขาเพียงมิกี่ชั่วยาม ร่างกายที่หมดเรี่ยวแรงก็ฟื้นคืนกลับมาอย่างน่าประหลาด มิมีร่องรอยของการได้รับพิษเลยแม้แต่น้อยฉับพลันนัยน์ตาพยัคฆ์ก็เคลือบไปด้วยความมืดราวห้วงรัตติกาล...ที่แท้แล้วหมอหลวงหลิวมีใจภักดีต่อองค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่รู้ด้วยซ
ตลอดทางกลับจวนชินหวังฝู่ ไป่มู่ชิงลอบสังเกตอากัปกิริยาของฉู่ซูเหยียนที่เอาแต่นั่งหลับตาพิงหน้าต่างไม้ตลอดทาง ไร้ซึ่งแววตาและน้ำเสียงที่คอยข่มขู่นางเช่นเคยหญิงสาวยกมือกอดอก ฮัมเพลงเบาๆนอนหลับนิ่งๆ อยู่แบบนี้ ก็น่ารักเหมือนกันแฮะ!“สิ้นฤทธิ์แล้วสิท่า!”ทันทีที่รถม้าหยุดลงที่หน้าจวนชินหวังฝู่ บุรุษที่นางคิดว่ากำลังโบยบินอยู่ในความฝันกลับลืมตาโพลงขึ้นมาพร้อมๆ กับไป่มู่ชิงที่ใบหน้าเหวอหวา ถ้าเขารู้ตัวเร็วขนาดนี้ก็แสดงว่าไม่ได้หลับ สิ่งที่นางกล่าวออกไปเมื่อครู่เขาจะได้ยินหรือไม่!เอาจริงๆ ก็ไม่อยากจะปลอบใจตัวเองนัก...หญิงสาวก้มหน้าลงลอบถอนลมหายใจ หรี่ตามองเขาเล็กน้อยฉู่ซูเหยียนเหลือบมองร่างบอบบางพลางเค้นเสียงในลำคอขึ้นครั้งหนึ่ง เรื่องที่นางเอ่ยวาจาหมิ่นเขาเมื่อครู่เขาได้ยินเต็มสองหู หากแต่ตอนนี้เขาไม่มีแรงมากพอที่จะลงโทษนาง“เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ”ประตูรถม้าถูกเปิดออกพร้อมๆ กับปรากฏร่างของหมางกั๋วที่รอรับเจ้านายของตนเองอยู่เบื้องล่างฉู่ซูเหยียนพยายามควบคุมลมปราณเดินลงไปอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่าพิษที่ได้รับเข้าไปจะยังถูกกำจัดออกไม่หมด“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง”เสียงของหลิวอี้ถ่งดังขึ้นด้านข
เกือบแล้ว...เกือบถูกจับติดแล้ว!ไป่มู่ชิงพ่นลมหายใจออกเฮือกใหญ่เมื่อก้าวออกจากตำหนักเฉียนชิงได้ มือที่กำแผ่นกระดาษไว้ล้วงเข้าไปซุกซ่อนไว้ในเสื้อตัวใน“เหตุใดเสด็จพ่อถึงเรียกเจ้าเข้าเฝ้า”เสียงทุ้มที่ดังขึ้นข้างหลังทำให้หญิงสาวสะดุ้ง รีบหันไปมองทางต้นเสียงทันทีก่อนจะถลึงตามองอย่างแปลกใจเมื่อเห็นว่าบุรุษใกล้ตายเจ้าของจวนชินหวังฝู่กำลังยืนอยู่เบื้องหลังนางด้วยใบหน้าถมึงทึง“หม่อมฉัน...” ว่าไปแล้วก็เหลือบมองจางกุ้ยเฟยที่ยืนดูอยู่ห่างๆ “เสด็จพ่อเพียงแค่มอบของใช้พี่สามให้หม่อมฉันเพื่อคลายความคิดถึงเพคะ”เอ่ยออกไปแล้วก็อยากยกมือตบปากตัวเองแรงๆ สักครั้ง แม้แต่แรงจะลุกนั่งฮ่องเต้ยังไม่สามารถกระทำได้ นับประสาอะไรกับการสนทนากับนางเรื่องพี่สามกัน!และก็เป็นดังคาดเมื่อฉู่ซูเหยียนกระตุกยิ้มเหี้ยมทว่า...กลับไม่เอ่ยวาจากับนางแม้แต่ครึ่งคำ“ท่านจะไปไหน”ไป่มู่ชิงยื่นมือออกไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนอีกฝ่ายอย่างลืมตัวเมื่อเห็นว่าฉู่ซูเหยียนก้าวเดินออกตัวไปข้างหน้าเพื่อหวังจะเข้าไปภายในตำหนัก“ท่านอ๋อง ช้าก่อนเถิด” จางกุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนเอ่ยเรียกร่างสูงใหญ่พลางกุมมือทั้งสองไว้แน่น “ข้าเป็นผู้ใ







