Masukคงมีเพียงองค์หญิงเสาหนิงเจิ้งเสวี่ยหรงที่เพิ่งมาเป็นครั้งแรก เนื่องจากมารดาเป็นสนมต้องโทษถูกขังในตำหนักเย็น นางที่เยาว์วัยจึงถูกกักบริเวณไปด้วย พอผ่านพ้นพิธีปักปิ่นแล้วถึงได้รับพระราชาอนุญาตให้ออกมาได้ คาดว่าไม่นานอาจจะได้ออกเรือน ซึ่งหน้าที่อันสูงส่งตามฐานันดรศักดิ์คงไม่แคล้วแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระดับแคว้น
ดังนั้น วันนี้องค์หญิงสูงส่งเย่อหยิ่งผู้หนึ่งจึงคิดว่าควรหาว่าที่สามีในต้าเจิ้งสักคน ย่อมไม่ต้องลำบากลำบนดั้นด้นไปต่างแคว้นแดนไกล
นางเห็นคนผู้หนึ่งสะดุดตาอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล จากนั้นก็มองเขาด้วยสายตาตื่นตะลึงในความหล่อเหลา ไม่อาจหันไปทางใดได้อีก
“เขาคนนั้นเป็นใคร”
เจิ้งเสวี่ยหรงถามท่านหญิงผิงหยวนที่นั่งอยู่ข้างกัน
ท่านหญิงผิงหยวนเป็นสตรีที่แต่งงานแล้วจึงสนใจเพียงจิบชา มิใคร่มองบุรุษอื่นในลานแข่งขันเท่าใด แต่นางก็รู้ดีว่าบุรุษที่ตรึงตาสตรีมีแค่ไม่กี่คนในเมืองหลวง
และคนที่โดดเด่นที่สุดสะดุดใจที่สุดก็คือ
“คนที่ชนะการแข่งขันเมื่อครู่ใช่หรือไม่?”
“ใช่ๆ คนนั้นล่ะ” สุ้มเสียงกระตือรือร้นปานนั้น
ท่านหญิงผิงหยวนหัวเราะน้อยๆ “อ้อ คุณชายสกุลหยาง”
“เขามีนามว่าอะไร”
เจิ้งเสวี่ยหรงถามอย่างสนใจเป็นที่สุด
“นามเดียวว่าหลิน” ท่านหญิงผิงหยวนตอบ
“หยางหลิน...”
เจิ้งเสวี่ยหรงพึมพำทวนนามนั้นเนิ่นนาน คล้ายคนละเมอก็ไม่ปาน
ท่านหญิงผิงหยวนไม่แปลกใจในสิ่งที่เห็นยามนี้ เพราะหยางหลินมักทำให้สตรีตกหลุมเสน่หาคะนึงเพ้อพกเพียงแรกเจอเสมอจนเป็นที่เลื่องลือระบือไกล
เพียงแต่เขามีหญิงคนรักอยู่แล้ว
และการกระทำของเขาที่มีต่อสตรีของตน ยังสง่าผ่าเผยเป็นที่โจษจันปานนั้น คบหาอย่างเปิดเผยเพื่อมิให้ผู้อื่นคิดเกินเลยหมายแทรกกลาง
บุรุษที่มีสตรีข้างกายยากแยกจากขนาดนี้ กิริยาคล้ายละเมอเพ้อฝันขององค์หญิงแห่งราชวงศ์เจิ้งที่เผย มีหรือเหมาะสม?
หากปล่อยเอาไว้คงกลายเป็นที่ขบขัน เสื่อมเสียถึงชื่อเสียงเหล่าราชนิกุล รวมถึงตัวนางด้วย
ท่านหญิงผิงหยวนจึงกระแอมไอและบอกตามตรงเพื่อเตือนสติ “น้องหญิงหรงหรง เจ้าลองมองดูทางนั้นเถิด” ว่าพลางวาดนิ้วชี้ไปทางลู่เฟยลี่
“สตรีผู้นี้คือหญิงคนรักของหยางหลิน ได้ข่าวว่าอาจแต่งงานกันหลังจากหยางหลินเข้าพิธีสวมกวาน”
เจิ้งเสวี่ยหรงชะงัก “เขามีคนรักแล้วเช่นนั้นหรือ?”
ท่านหญิงผิงหยวนพยักหน้ายิ้มๆ
“อืม รักมากด้วย”
แน่นอนว่าบุรุษที่ไม่เก็บงำทั้งยังแสดงออกอย่างเถรตรงต่อสตรีของตนแบบนี้ มีเพียงเหตุผลเดียวคือประกาศศักดาว่าข้ามีสตรีข้างกายแล้ว ถูกจองจำแล้ว
สตรีอื่นอย่าได้คิดเข้ามาแทรกกลางหมายแย่งชิง!
เจิ้งเสวี่ยหรงมีหรือไม่เข้าใจความนัย
นางจึงเงียบงันไม่เอ่ยวาจา
พบพานบุรุษถูกใจมิใช่แค่ชะตา แต่คือวาสนา
และวาสนานี้มิใช่เพียงเลือนรางแค่เส้นบางๆ ทางความรู้สึกฉาบฉวย ยิ่งมิใช่เพียงต้องการยื่นไมตรี แต่เป็นโซ่ตรวนที่หมายพันธนาการฉุดรั้งเอามาไว้กับตัวเอง
บนแท่นสูงริมลานแข่งขัน องค์หญิงเสาหนิงนั่งนิ่งยืดคอเชิดคางเย่อหยิ่ง กิริยายังสงวนท่าทีกว่าเดิมมาก หากแต่สายตากลับยังคงตรึงอยู่ที่บุรุษคนเดิมมิละจาก
ในขณะที่หยางหลินกับลู่เฟยลี่ยังคงพูดหยอกเย้าตามวิสัย โดยไม่ใส่ใจสายตาผู้ใด
แน่นอนว่าผู้อื่นเองก็ล้วนคุ้นชิน เพราะเห็นบ่อยครั้งจนไม่รู้สึกอันใด อาจนึกอิจฉาแต่ก็เป็นอิจฉาระคนชื่นชม ต่อให้ไม่ชอบใจก็แค่อารมณ์ชั่วคราวดุจสายลมวูบผ่านไป
คงมีเพียง ซ่งเหว่ยจง ผู้เป็นสหายของหยางหลินที่ไม่คุ้นชินเสียที เขาเป็นแค่คนเดียวที่มักเก็บเอาอารมณ์ขุ่นมัวกักไว้ในใจ เก็บความคิดไม่ดีกับความรักของคนคู่นี้
ชายหนุ่มมองภาพนั้นด้วยแววตาซ่อนนัยเศร้าลึก ภาพที่หยางหลินที่กำลังพูดคุยอย่างชื่นมื่นกับลู่เฟยลี่
ภายในสายตาข่มอารมณ์มิบังควรของซ่งเหว่ยจง หยางหลินยังคงสนใจเพียงลู่เฟยลี่ เขาลงจากหลังม้าพลางเรียกนางอย่างกระตือรือร้น
“ลี่เอ๋อร์ เห็นหรือไม่ ข้าชนะ”
“เห็นแล้ว อาหลิน มา นั่งก่อน” ลู่เฟยลี่กวักมือเรียก
หยางหลินรีบเดินมานั่งลงที่ตั่งตัวเดียวกับลู่เฟยลี่ ทำเอานางแทบตก “ท่าน! ไยไม่นั่งห่างหน่อย ข้าเกือบหัวทิ่มแล้ว” หญิงสาวนิ่วหน้าดุไม่จริงจังนัก
“อืม ข้าก็ไม่อยากเอ่ยถึงนางเช่นกัน ปวดหัว”“ต่อไปนี้พวกเราคงได้อยู่ด้วยกันอย่างสงบเสียที ข้าแสดงออกว่าเป็นราชบุตรเขยที่ดี จึงเป็นที่ไว้วางพระทัย พอออกปากว่าทำใจเรื่องที่สูญเสียภรรยามิได้ ขอไปประจำการเมืองเยี่ยโจวเพราะไม่สามารถทนเห็นภาพเก่าในวังได้อีก ฝ่าบาททรงอนุญาตทันทีไม่มีท่าทีสงสัยอะไร ทั้งยังมอบตำแหน่งขุนนางใหญ่ให้ ไปอยู่ที่นั่นย่อมหลุดพ้นจากสายพระเนตรพระกรรณ ไม่ต้องคอยระแวดระวังเรื่องราวแต่หนหลังว่าจะย้อนกลับมาทำร้ายพวกเราเมื่อใด เจ้าต้องติดตามข้าไปด้วย ยินดีหรือไม่?”ลู่เฟยลี่แย้มยิ้มพยักหน้าให้เขา “ใต้หล้ากว้างใหญ่ แน่นอนว่าอยู่ไกลย่อมสงบปลอดภัยกว่าอยู่ใกล้วังหลวง สามีไปไหนภรรยาก็จะไปด้วยทุกที่เจ้าค่ะ”“ดียิ่ง ดีเหลือเกิน”หยางหลินรั้งร่างนุ่มนิ่มเข้ามากอดแนบอกแกร่ง หอมแก้มนางฟอดใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าครึ่งค่อนคืนผ่านพ้น ทั้งสองยังคงตระกองกอดกัน อิงแอบแนบชิดใต้แสงจันทร์เนิ่นนานสาวใช้ถิงถิงแอบมองอย่างปลื้มปริ่มจนน้ำตารินในที่สุด นายหญิงกับคุณชายหยางก็กลับมาพบกัน เฮ้อ...เสียเวลากับองค์หญิงไร้ยางอายผู้นั้นอยู่เนิ่นนาน หาไม่ คู่รักที่แท้จริงคู่หนึ่งคงได้แต่งงานสร้างครอบครัวที่อบอุ่
“ใช่ บุญคุณช่วยชีวิตข้าจะจดจำระลึกตลอดไว้ไป แต่ความแค้นหมายย่ำยี เขาต้องให้ชดใช้”“เจ้าใจดีเกินไป”ลู่เฟยลี่หัวเราะ “ไม่เหมือนท่าน ลงมือเหี้ยมโหดยิ่ง องค์หญิงเสาหนิงตายตาไม่หลับเลยสินะ”“นางสมควรได้รับ” หยางหลินแค่นเสียงเย็น จับปอยผมของนางมาม้วนเล่นกับนิ้วอย่างเพลิดเพลิน หยอกเอินอย่างคิดถึงครู่หนึ่งจึงถาม “ยาของเจ้าได้ผลดีเกินคาด”“ข้าแอบไปเสาะหาอย่างยากลำบากเชียวนะ”“อาอี้ให้เจ้ามาหรือ? แต่ตัวเขาก็ไม่รู้เรื่องยานี่”“เขาไม่มีความรู้ หากแต่สหายของเขารู้ดีเชียวล่ะ”หญิงสาวได้มาจากหุบเขาโอสถเมื่อเดือนนั้นก่อนที่หยางหลินจะแต่งงานที่นั่นมีสหายต่างวัยของเหวินอี้อาศัยอยู่เพียงลำพัง อีกฝ่ายมีฉายาว่าเทพสมุนไพรเก่งกาจเรื่องยาพิษเป็นที่สุดนางคิดไม่ผิดจริงๆ ที่ไปเยือน ได้ยามาเยอะทีเดียว สหายต่างวัยของเหวินอี้ช่างจิตใจกว้างขวางดุจทะเลยิ่ง ที่สำคัญนางยังได้รับการชี้แนะเป็นพิเศษจากสำนักชีที่นั่น ทั้งเรื่องการวางแผนและกลยุทธ์อันสงบเยือกเย็นล้วนได้รับการบ่มเพาะจากแม่ชีเทวดาชายหนุ่มรู้สึกทึ่ง “เจ้ามีพวกพ้องไม่ธรรมดา”ลู่เฟยลี่หัวเราะออกมาแต่ในน้ำเสียงที่หัวเราะนั้นปนเปื้อนด้วยคว
ตอนที่องค์หญิงกำลังเจ็บหนักอย่างทุกข์ทรมาน เขาพูดกระตุ้นให้นางโกรธจัดเพื่อที่จะได้มีอาการเลือดลมสูบฉีดรุนแรงจนติดขัด เกิดภาวะโมโหจนตาย[1]เขากระซิบชิดริมหูขาว “แท้จริงองค์หญิงมิได้ตั้งครรภ์ เพียงได้รับยาพิษจากน้ำชาที่ข้ารินให้ทุกค่ำคืน ยานั่นจะทำให้สตรีมีอาการเห็นภาพมายา ดำดิ่งล้ำลึก ต่อมายังมีอาการคล้ายตั้งครรภ์ ยิ่งดื่มยาบำรุงครรภ์ก็จะยิ่งได้รับพิษที่เสริมกันโดยไม่รู้ตัว หาสาเหตุของอาการป่วยไม่เจอ สุดท้ายก็จะมีอาการคล้ายตกเลือด โดยที่ไม่มีเด็กในครรภ์ เจ้าของร่างจะเสียเลือดจนตายช้าๆ อย่างทรมาน หึหึ” พูดจบก็หัวเราะเยาะเย้ยเย็นชาคนฟังเบิกตาโพลง ทำได้เพียงอ้าปากพะงาบ ๆเจ็บปวดแสนสาหัส ทรมานอย่างหาที่สุดมิได้หยางหลินก้มหน้ากระซิบอีกว่า“นี่คือบาปกรรมที่ท่านต้องชดใช้ให้ข้าและเฟยลี่ จงตายไปซะ ชาติหน้าก็ข้าอวยพรให้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานถูกเฆี่ยนตีจนตาย ขอให้เจ้าตายแล้วตายอีก ตายซ้ำๆอย่างทรมานชั่วกัปชั่วกัลป์”เจิ้งเสวี่ยหรงโมโหจนหายใจไม่ออก ทำได้เพียงแค่อ้าปากเบิกตา ขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้วที่มักชูขึ้นมาชี้หน้าด่าทอ อำนาจองค์หญิงที่มีล้วนไม่ช่วยอะไรได้อีกต่อไปและสุดท้าย นางก็ทรมานจนสิ้นใ
เรือนจิวเฟิงถ้วยชาถูกวางลงแล้วเลื่อนออกห่างอย่างต้องการตัดบทสนทนาที่กินเวลายืดยาวจนน่าเอือมระอา“ดึกมากแล้ว ท่านกลับไปเถิด ข้าอยากพักผ่อน” หญิงสาวยังคงย้ำอย่างใจเย็น “ข้าอยู่คนเดียวได้”ซ่งเหว่ยจงมักถูกลู่เฟยลี่ปฏิเสธอย่างเย็นชาทุกคราที่เจอหน้าแล้วเขาพยายามเกี้ยวพาความอดทนจึงถึงคราวสิ้นสุดลงในวันนี้“ข้าไม่อยากกลับ อยากอยู่กับเจ้าอีกสักพัก”“เช่นนั้นท่านก็นั่งต่อได้เลย ข้าไปล่ะ”ลู่เฟยลี่ลุกขึ้นเดินกลับเข้าเรือนส่วนตัว ทิ้งไว้เพียงซ่งเหว่ยจงให้นั่งอยู่ที่โต๊ะหินใต้ร่มไม้ตรงลานกว้างลำพังแน่นอนว่าเขาไม่คิดจะนั่งเฉกเสาหินเช่นนั้นหันซ้ายหันขวาไม่มีบ่าวรับใช้อยู่แถวนี้เลยสักคน ชายหนุ่มจึงลุกขึ้นเดินปรี่เข้าไปรั้งแขนหญิงสาว“ข้าบอกว่าอยากอยู่กับเจ้า”เขาแค่นเสียงเย็นอย่างยากเก็บข่มอารมณ์“ท่านจะทำอะไร ปล่อย!”ลู่เฟยลี่บิดแขนออก แต่มือของซ่งเหว่ยจงทั้งร้อนทั้งเหนียวแน่นยิ่งกว่าเหล็กกล้าที่หนีบแขนของนางเอาไว้ พริบตาหญิงสาวก็ถูกฉุดกระชากเข้าเรือนส่วนตัว“เหว่ยจง ท่านอย่าทำอะไรบ้าๆ นะ”“ข้าบ้าแน่หากยังปล่อยเจ้าไปเหมือนทุกครา วันนี้คืนนี้ เจ้าต้องเป็นของข้า”ลู่เฟยลี่หรี่ตา “ท่านกล้า...”“เห
“ไม่ใช่ ข้าไม่ยอมรับ ไม่ใช่ลูกข้า ไม่มีทาง ลูกข้าต้องไม่อัปลักษณ์เหมือนเฮยอู๋ฉาง[1]แบบนี้!”ซินเยี่ยนไม่ยอมทำตามคำสั่ง นางอุ้มเด็กน้อยขึ้นมายื่นให้ตรงหน้าเจิ้งเสวี่ยหรง“องค์หญิงทรงทอดพระเนตรดูก่อน เด็กน้อยน่ารัก บอบบางปานใด”เจิ้งเสวี่ยหรงกรีดร้องโหยหวน “ไม่นะ ไม่ๆ ออกไป! เอาออกไปเดี๋ยวนี้! กรี๊ด!”สิ้นเสียงนั้น นางพลันสะดุ้งเฮือกตื่นเต็มตาบนเตียงใหญ่ เจิ้งเสวี่ยหรงนอนเบิกตาเหนื่อยหอบเพราะฝันร้ายนางฝันว่าลูกที่เกิดมาอัปลักษณ์เจิ้งเสวี่ยหรงยกมือกุมท้องกลมนูนของตนนิ่งๆ นางกล้าสาบานได้เลยว่าหากลูกเกิดมาน่าเกลียดเช่นนั้น ก็จะสั่งให้ฆ่าทิ้งอย่างไม่ลังเลเฉกในฝันเช่นกันคิดพลางกลอกตาไม่ยี่หระก่อนทำท่าจะหลับอีกหญิงสาวที่บำรุงร่างกายด้วยยาชั้นเลิศทุกวัน บัดนี้กลับนอนซมบนเตียงจนลุกไม่ขึ้นซินเยี่ยนที่เฝ้าอยู่เดินเข้ามา ค่อยๆ ถามอย่างระวัง “ให้หม่อมฉันไปเรียกหมอหลวงมาดีหรือไม่เพคะ”เจิ้งเสวี่ยหรงตวัดตามองอย่างหงุดหงิด คิดไปเองว่าเป็นปกติของสตรีตั้งครรภ์ที่มักอ่อนเพลียง่วงนอนทั้งวัน“นังโง่ ข้าแค่ต้องนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไสหัวไป! ห้ามใครรบกวน ข้าคร้านจะพบผู้ใด”“เอ่อ แล้วร
ซินเยี่ยนตะลีตะลานวิ่งวุ่นออกไป ไม่นานก็กลับมาพร้อมหมอหลวงที่ถูกเชิญตัวมาราวพายุ เขาเดินกึ่งวิ่งขณะเข้ามาถึงในเรือนส่วนตัวขององค์หญิงเสาหนิง สีหน้าท่าทางเคร่งเครียดเพราะหวาดหวั่นอาญาอย่างยิ่ง ทั้งที่ไม่มีความผิดและยิ่งไม่เคยล่วงเกินอันใดก็กลัวได้ ครั้นจับชีพจรให้เจิ้งเสวี่ยหรง เขาก็แย้มยิ้มจนตาหยีโล่งอกนัก!“ทูลองค์หญิง ข่าวดีพ่ะย่ะค่ะ”คนบนเตียงตวัดเสียงถามหงุดหงิด “ข่าวอะไร?”“ชีพจรมงคลพ่ะย่ะค่ะ”เจิ้งเสวี่ยหรงเบิกตาโต ความหงุดหงิดพลันหาย ความสงสัยในตัวสามีพลันมลายหายไปเป็นปลิดทิ้งที่แท้ นางตั้งครรภ์! หยางหลินไม่ได้วางยา!หึหึ! ลู่เฟยลี่เอ๋ยบุรุษของเจ้า เขาไม่รักเจ้าแล้วจริงๆเขารักข้า...ความรู้สึกชนะแล้วชนะอีกนี่...ช่างมีความสุขเหลือเกินข่าวว่าเจิ้งเสวี่ยหรงป่วย เมื่อเชิญหมอหลวงมาตรวจชีพจรก็พบว่าตั้งครรภ์แพร่สะพัดออกไปอย่างทั่วถึง หยางหลินได้ยินพลันดีใจอย่างออกหน้าออกตา เขารีบมาเยือนถึงเรือนนางท่ามกลางสายตาบ่าวไพร่ เขาแสดงว่ารักใคร่ห่วงใยยิ่งนัก “น้องหญิง เจ้ากำลังจะมีลูกให้ข้า”เจิ้งเสวี่ยหรงหัวเราะชอบใจ“ใช่ ลูกกำลังจะเกิดมาเพิ่มพูนวาสนาให้ข้าแล้ว”หยา
ซ่งเหว่ยจงยังคงงุนงงไม่สร่างซาเมื่อถูกคนของตำหนักอี๋หลันเชิญตัวมา โดยการพาเข้าทางลับไร้ผู้ใดพบเห็นมิใช่ว่าหลอกมาฆ่าปิดปากกระมัง?เขามั่นใจว่าไม่เคยล่วงเกินองค์หญิงเสาหนิง วันก่อนที่ร่วมเรียนล้วนมีฉากกั้นชายหญิง ห่างกันปานนั้น แค่สบตายังไม่เคยเกิดขึ้นด้วยซ้ำความสงสัยถูกเก็บงำแทบไม่มิด
ในตำหนักอี๋หลันองค์หญิงเสาหนิงนึกถึงตัวเองที่ถูกทิ้งให้คัดอักษรอยู่ในห้องตำราอย่างเดียวดายก็โกรธอย่างมาก ยิ่งนึกถึงภาพนั้นระหว่างพวกเขาในศาลากลางน้ำก็พลันรู้สึกโกรธจนต้องระบายโทสะออกมาไม่ยั้ง นางเขวี้ยงถ้วยน้ำชาแตกกระจาย เศษกระเบื้องอันคมกริบถึงขั้นกระเด็นกรีดผิวแก้มนางกำนัลน้อยที่รอรับใช้อีกฝ่าย
หยางหลินพยักหน้ายอมจำนน หลายหนเขายังเอาการบ้านไปให้ลู่เฟยลี่ช่วยทำ นางเขียนได้ถูกต้องทั้งหมด ลายมือของนางงดงามทรงพลังยิ่งลู่เฟยลี่ว่าอีก “ที่สำคัญ หากข้ามาเรียนทั้งวันทุกวันแล้วกิจการของข้าเล่าใครจะดูแล เปิดหลายร้านเสียด้วย”ชายหนุ่มพยักหน้าเนือยๆ อีกรอบ “จริงของเจ้า”หญิงสาวจึงถาม “ไฉนอยากให้ข้าม
ระเบียงทางเดินในสำนักศึกษา ผ่านห้องตำราและเรือนต่างๆเหล่าศิษย์ที่เป็นบุรุษทั้งหลายต่างพากันเมียงมองสตรีสูงศักดิ์ผู้มาใหม่เป็นตาเดียวกันเจิ้งเสวี่ยหรงนับว่าเป็นสตรีที่รูปโฉมงดงามผู้หนึ่งเป็นต้นทุนเดิม เมื่อแต่งกายอย่าง ‘จงใจให้โดดเด่นเย้ายวนชวนพิศมัย’ จึงทำได้ไม่ยากเย็นยามนี้นางจึงสะดุดตาเป็นอย่า







