LOGIN“คนเจ้าเล่ห์” เสียงหวานตำหนิอย่างไม่จริงจังนัก นิ่งคิดไปชั่วขณะแสนสั้นก่อนจะลากไล้ปลายนิ้วมือตามแนวเส้นเลือดลงไป แล้วหยุดลงที่ตรงแผงอกกว้างอย่างจงใจหยอกล้อ “เท่าไรคะ?”
ดวงตาสีถ่านอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกถาม ไม่คาดคิดไว้ว่าบรรยากาศอ่อนหวานและคำถามชวนอ่อนไหวจะนำพาให้ใจเตลิดไปไกลเกินกู่ ยิ่งพอได้มองจ้องดวงตากลมใสที่ไหวหวามไม่ต่างกัน ยิ่งทำให้ทุกอย่างยากเกินขีดความสามารถของผู้ชายธรรมดาอย่างเขาจะอดทนต่อไป สุดท้ายก็เลือกถามในสิ่งที่ใจปรารถนา..
“คืนนี้ทั้งคืน ได้ไหม?”
ดวงตากลมใสสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดกับคำถามของเขา เพทายค่อนข้างแน่ใจว่าใบหน้าหวานของกะรัตกำลังแดงก่ำขึ้นมาอย่างรวดเร็วหลังผ่านเวลาไปเพียงนาที ราวกับว่าเธอเพิ่งประมวลผลทางความคิดเสร็จสิ้น
“..แค่ครึ่งคืนไม่ได้เหรอ?” เสียงหวานติดจะลังเลเริ่มมีข้อต่อรอง
“แค่นั้นไม่พอหรอก” เพทายหัวเราะในลำคอคล้ายชอบใจในข้อต่อรอง อดไม่ได้จนต้องจุมพิตกระหม่อมบางหนักๆอย่างต้องการให้รางวัลในความน่าเอ็นดูของคนตรงหน้า นึกอยากจุมพิตซ้ำอีกครั้งแต่ก็กลัวจะห้ามใจตัวเองไม่อยู่ สุดท้ายก็ทำได้แค่ดึงร่างบางเข้ามากอดไว้หลวมๆ
“หลังแต่งงานก็ได้ ไม่ต้องฝืนใ..”
ยังไม่ทันจบประโยคดี ริมฝีปากหนาก็ถูกประกบปิดด้วยริมฝีปากจิ้มลิ้ม
ไม่นานเกินเสี้ยววินาทีที่อยากปิดประโยคสนทนาของเพทาย ริมฝีปากจิ้มลิ้มค่อยถอนจุมพิตอย่างง่ายดายและนุ่มนวลชวนหลงใหล
“ไม่ได้ฝืนใจ” ดวงตากลมใสหลุบลงต่ำ ค่อยขยายความอย่างไม่เต็มเสียงนัก “..แค่กลัวเข้าประชุมเช้าไม่ไหว”
“ก็...ไม่น่าจะไหว” เพทายหัวเราะเสียงเบาพร้อมให้ความเห็น ก่อนดวงตาสีถ่านจะอ่อนแสงลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อดึงรั้งใบหน้าหวานที่หลุบต่ำขึ้นมาเผชิญหน้ากันตรงๆ แล้วสรุปเสร็จสรรพ “ค่อยลางานก็แล้วกัน”
“แต่ว่..” เสียงหวานเงียบหายไปแล้ว พร้อมกับริมฝีปากจิ้มลิ้มที่ถูกช่วงชิง
จุมพิตแสนหวานที่เต็มไปด้วยความรู้สึกวาบหวามถูกปอนเข้ามาไม่ขาดสาย ราวกับต้องการตอกตรึงสติของเธอให้จมจ่ออยู่กับเขาเพียงเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อลิ้นร้อนชื้นตวัดรัดเกี่ยวกับเรียวลิ้นเล็กของเธออย่างหยอกล้อกึ่งเอาชนะ รุกไล่กวาดต้อนให้เธอตอบสนองไม่เลิกรา แต่กลับยอมจำนนอย่างมีชั้นเชิงเมื่อเธอติดกับดักกลายเป็นฝ่ายรุกกลับ
เช่นเดียวกับสัมผัสแสนหวานที่เต็มไปด้วยเจตนาล่อลวงให้ล่วงล้ำเข้าสู่ห้วงอารมณ์ยากเกินควบคุม กะรัตไม่แน่ใจนักว่ามือหนาของเพทายกลายเป็นเครื่องทำความร้อนไปตั้งแต่เมื่อไร? รู้แค่เพียงว่าทุกตารางนิ้วของผิวกายที่มือหนาเคลื่อนผ่านกำลังเพิ่มอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะทรวงอกอิ่มที่กำลังถูกกอบกุมโดยมือทั้งสองข้างของเขา
“..ขอปลดตะขอได้ไหม?” เสียงทุ้มแหบพร่ากระซิบถาม และแม้กะรัตจะยังสับสนว่าหมายถึงชิ้นส่วนไหนของเสื้อผ้าที่สวมใส่ แต่ก็พยักหน้ารับและให้ความร่วมมือโดยดีไม่มีเกี่ยงงอน
จวบจนลมหายใจร้อนชื้นและริมฝีปากหนาเข้าครอบครองทรวงอกอิ่ม ค่อยเข้าใจได้ว่าเพทายหมายถึงชิ้นส่วนไหนของเสื้อผ้า แล้วสติที่หวนคืนมาได้ไม่นานก็เริ่มพร่าเลือนและบิดเบือนอีกครั้ง เมื่อมือหนาเคลื่อนสำรวจร่างกายกึ่งเปลือยเปล่าของเธออย่างหลงใหล
ดวงตากลมใสยังฉ่ำปรือไปด้วยไฟพิศวาส มองจ้องดวงตาสีถ่านติดจะเข้มจัดของคนที่ตัวเองนั่งอยู่บนตักราวต้องมนต์ รู้สึกเหมือนตัวเองและเพทายกำลังแนบชิดกันจนแทบจะหลอมละลายไปทุกสัดส่วน ก่อนความคิดจะทันได้ปะติดปะต่อ ร่างเกือบเปลือยเปล่าก็ถูกช้อนอุ้มขึ้นอย่างรวดเร็ว..
“น้ำค้างเริ่มแรงแล้ว เข้าไปในเต็นท์กันนะ” น้ำเสียงห่วงใยติดจะแหบพร่าในตอนท้ายร้องบอก
กะรัตไม่ค่อยแน่ใจนักว่าตัวเองถูกวางลงบนที่นอนปิกนิกตอนไหน เพราะความสนใจของเธอถูกดึงไปจนสิ้นด้วยจุมพิตแสนหวานที่แทบจะกระชากวิญญาณให้หลุดลอยจากร่าง รู้เพียงแค่ทุกสัมผัสที่เกิดขึ้นต่อจากช่วงเวลานั้น เต็มไปด้วยความวาบหวามและอ่อนหวานที่สอดแทรกความเจ็บปวดมหาศาลเอาไว้
แต่เมื่อก้าวพ้นความปวดร้าวของครั้งแรกในความสัมพันธ์ไปได้ ทุกห้วงอารมณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างเธอและเพทายก็มีเพียงความต้องการระหว่างกันและกันเท่านั้น
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







