เข้าสู่ระบบนพเก้าเดินเข้ามาในห้องทำงานของบุตรสาวคนเล็กด้วยสีหน้านิ่งเรียบ เบื้องหลังคนเป็นแม่ก็ยังมีบุตรสาวคนโตที่เดินตามเข้ามาด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์นัก ก่อนร่างบอบบางราวตุ๊กตากระเบื้องเคลือบของพลอยชมพูจะทิ้งตัวลงบนโซฟากว้างที่กลางห้องด้วยท่าทีกระฟัดกระเฟียด
“เสร็จแล้วค่ะ ลูกกำลังจะไปหาพอดี...แต่เมื่อกี้ดันสะดุดขาโต๊ะ ดีนะคะที่กณิการับได้ทัน” คนที่เลือกซ่อนทุกความเหนื่อยล้าไว้หลังใบหน้าเปื้อนยิ้มปดคำโต พลางไล่กณิกาที่ทำท่าเหมือนอยากค้านคำพูดของตนให้ออกไปนอกห้อง
“ระวังหน่อยสิ แม่เคยพูดกี่ทีแล้วเรื่องซุ่มซ่าม” คนเป็นแม่เอ็ดเสียงขุ่น
“รับทราบค่ะ ว่าแต่คุณแม่มีเรื่องด่วนอะไรหรือเปล่าคะ?”
คนถูกถามส่งแฟ้มเล่มบางในมือให้แทนคำตอบ ก่อนจะต้องทอดถอนใจเมื่อเห็นใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มของบุตรสาวคนเล็กซีดจากลงไปถนัดตา ในเวลาไม่กี่วินาทีหลังจากได้อ่านแฟ้มในมือ
“ตอบแม่มาสิ? ว่าทำไมลูกถึงปล่อยให้พี่สาวที่เพิ่งเข้ามาเรียนรู้งานได้ไม่ถึงเดือนเซ็นเอกสารพวกนี้” นพเก้าเอ่ยถามเสียงขุ่น
กะรัตกวาดสายตาอ่านเอกสารการสั่งซื้อ ‘เพชรดิบ’ ในปริมาณมากที่เพิ่งถูกเซ็นอนุมัติไปด้วยความตกตะลึง ก่อนจะต้องบดกรามแน่นเมื่อเห็นชื่อของผู้สั่งที่ระบุชัดถึงใครบางคน คนที่เคยส่งใบสั่งซื้อเช่นนี้ขึ้นมาแล้วถูกเธอปฏิเสธไปเมื่อหลายเดือนก่อน
ไม่คิดว่าจะอาศัยช่องว่างในเวลาที่เธอไม่อยู่ มาหลอกให้พี่สาวของเธอเซ็นเอกสารแบบนี้!
“คนงานประท้วง ลูกต้องลงไปต่างจังหวัดกะทันหันก็เลยฝากงานไว้กับพี่พลอยค่ะ...ไม่ทันคิดว่าจะเกิดปัญหา” กะรัตตอบตามความจริง
“ไม่ทันคิด?” คนเป็นแม่ทวนคำคล้ายไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ฟัง ก่อนจะระบายลมหายใจหนักๆแล้วว่าต่อ “แม่เคยเตือนแล้วใช่ไหม? ว่าอย่าทำงานพร้อมๆกันทั้งสองที่แบบนี้...แต่ลูกก็ยังอวดดี อวดเก่ง แล้วเห็นไหมว่าผลมันเป็นยังไง?”
“..ลูกก็แค่อยากช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อกับแม่” คนถูกตำหนิเอ่ยตอบกลับเสียงเบา
“แล้วมันช่วยได้จริงๆหรือเปล่า? หรือแค่คิดว่าทำได้ แล้วสุดท้ายก็แค่เพิ่มภาระให้แม่ทำงานหนักขึ้นเฉยๆ”
‘สัญญาเลยค่ะ ว่าถ้าให้พิงค์ทำงานด้วย...หลังจากนี้ลูกรับรองว่าคุณแม่จะไม่ต้องเหนื่อยอีกเลยค่ะ’
คำมั่นที่เคยให้สัญญากำลังสะท้อนย้อนกลับมาในห้วงความรู้สึกของกะรัต ดวงตากลมใสที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าเลือกปิดสายตาลงไปในเสี้ยววินาที คล้ายต้องการเก็บซ่อนทุกสิ่งที่กำลังเกิดในหัวใจ ให้ถูกกดลึกลงไปไม่ให้ใครได้รับรู้ ก่อนจะเปิดเปลือกตาในวินาทีถัดมาด้วยความว่างเปล่าที่ฝังในดวงตาคู่งาม
“ลูกขอโทษที่สะเพร่า ต่อไปจะระวังให้มากกว่านี้...จะไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกค่ะ” น้ำเสียงหวานติดจะสั่นในปลายเสียงทำให้คนฟังรับรู้ได้ว่าคนพูดกำลังเจ็บปวดและเสียใจไม่น้อยในสิ่งที่เกิดขึ้น
“รู้ว่าทำผิดก็ดีแล้ว แม่ไม่ได้จะว่าอะไรหรอกนะ...แค่เตือนๆไว้ จะได้ไม่ประมาทแบบนี้อีก” นพเก้าบอกเสียงอ่อน ทำท่าเหมือนอยากลูบแก้มใสของบุตรสาวคนเล็กแต่ก็ชักมือกลับพลางถอนใจ ค่อยเอ่ยต่อ “ผู้บริหารที่ดีต้องรู้จักหน้าที่ของตัวเอง แม่รู้นะว่าพิงค์ไม่ได้ชอบงานในบริษัทเพชรเท่าไร แต่ในเมื่ออาสาเข้ามาทำแล้วลูกก็ต้องมีความรับผิดชอบให้มากกว่านี้ เข้าใจไหม?”
“ค่ะ ต่อไปลูกจะมีความรับผิดชอบให้มากกว่านี้”
“..อีกชั่วโมงจะมีประชุมกับฝ่ายจัดซื้อเรื่องเพชรดิบพวกนี้ แม่หวังว่าพิงค์กับพลอยจะช่วยกันแก้ปัญหานี้ได้ดีนะ”
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







