เข้าสู่ระบบประธานบริหารของ ‘พลอยชมพูจิวเอลรี’ กลับออกไปแล้ว เหลือไว้เพียงทายาททั้งสองของบริษัทที่นั่งในตำแหน่งรองประธานคู่เท่านั้นที่ยังอยู่ในห้อง กะรัตนั่งมองใบหน้าสวยหวานของพี่สาวแท้ๆที่ยังคงนั่งลอยหน้าลอยตาอยู่บนโซฟากว้างราวกับไม่รู้สึกรู้สาต่อสิ่งใดด้วยความขุ่นเคือง
“พิงค์บอกให้พี่พลอยอ่านก่อนแล้วค่อยเซ็น แต่ถ้ายังไม่มั่นใจก็ให้แยกไว้ก่อน...แล้วพี่เซ็นทำไม?” กะรัตเอ่ยถามเสียงขุ่น พลางฟาดแฟ้มลงบนโต๊ะคล้ายต้องการระบายอารมณ์
“ก็...ขี้เกียจอ่าน” คนที่ยังเปิดอ่านนิตยสารตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจนัก
“ถ้าไม่คิดจะอ่าน แล้วพี่เซ็นเอกสารได้ยังไง! ไม่รู้เลยเหรอ? ว่าที่พี่พลอยทำลงไปมันจะสร้างความเสียหายให้บริษัทได้มากเท่าไร...ถ้าเอกสารที่พี่เซ็นอนุมัติไปมันผ่านบอร์ดประชุมในวันนี้!” กะรัตเอ่ยถามเสียงกระด้าง
“อย่ามาขึ้นเสียงใส่ฉันนะ! แกอย่าลืมนะว่าแกเป็นคนให้เลขาเอาเอกสารพวกนั้นมาให้ฉันเซ็น...ถ้าบริษัทจะเสียหาย มันก็เสียหายเพราะแก!” พลอยชมพูตวาดกลับเสียงแข็ง ตามนิสัยของคนถูกตามใจจนไม่เคยใส่ใจความรู้สึกของใคร
“โอเค พิงค์ผิดเองก็ได้” คนที่รู้ดีว่าการโต้เถียงต่อไปไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลือกยอมรับเพื่อปิดประเด็น ก่อนจะต้องระบายลมหายใจหนักๆเพื่อปรับอารมณ์ที่เริ่มไร้ความมั่นคงให้หวนคืนสู่สภาพปกติ แล้วเอ่ยต่อ “แต่พี่พลอยต้องยกเลิกใบสั่งซื้อเพชรดิบพวกนั้นในที่ประชุมวันนี้ เข้าใจใช่ไหมคะ”
“ไม่! แกอยากสั่งก็สั่งเองสิ ทำไมฉันต้องออกหน้ารับผิดแทนแกด้วย”
“เพราะพี่พลอยก็มีส่วนผิดที่เซ็นเอกสารโดยไม่อ่านก่อน ยังไงก็ต้องรับผิดชอบร่วมกันค่ะ” คนเป็นน้องตอบกลับ
แม้รู้ดีว่าการยอมรับต่อที่ประชุมว่าความผิดพลาดครั้งนี้เกิดจากความประมาท ย่อมส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของผู้บริหาร แต่หากไม่ยอมรับและปล่อยผ่านไปในสิ่งที่เกิดขึ้น ความเสียหายหลายสิบล้านก็จะต้องเกิดกับบริษัทแทน...ไม่ว่าทางไหน ก็ย่อมต้องมีใครสักคนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิด
มันควรเป็นเธอและพลอยชมพูที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน!
“..ถามจริงๆนะ แกอยากให้แม่ผิดหวังเพิ่มเหรอ?” คนเป็นพี่สาวยกยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นดวงหน้าหวานที่แสนจืดเจือนของน้องสาว ดูจะซีดจางลงไปอีกเมื่อได้ยินในสิ่งที่ตนเองเอ่ยออกไป
“หมายความว่าไง?” คนที่กลัวความผิดหวังของบุพการีมาตั้งแต่จำความได้เอ่ยถามเสียงขุ่น
“ก็...ตอนนี้แม่เข้าใจว่าแกเป็นคนผิดที่เอาเอกสารมาให้ฉันเซ็น เพราะแกงานยุ่งจนต้องโยนงานให้คนอื่นทำแทน” พลอยชมพูอธิบายเสียงหวาน ก่อนจะเปิดผ่านนิตยสารที่ปิดลงอีกครั้งด้วยท่าทีเรียบเรื่อย ค่อยเอ่ยต่อ “แต่ถ้าแม่รู้ว่าฉันเซ็นเอกสารส่งๆเพราะอยากแกล้งแก ลองคิดดูสิ! ว่าแม่จะเสียใจขนาดไหน?”
ความจริงตรงหน้าที่มาพร้อมคำอธิบายแบบไร้ความรู้สึกผิดของคนเป็นพี่สาว ทำให้คนฟังชาวาบไปทั้งร่าง ก่อนทุกอย่างจะถูกทดแทนด้วยความโกรธเคืองและเจ็บปวดในหัวใจ กะรัตมองจ้องเข้าไปในดวงตาคู่งามกระจ่างใสของพลอยชมพูอีกครั้งคล้ายต้องการค้นคว้าหาคำตอบ
ผู้หญิงคนนี้หรือ...คือพี่สาวแท้ๆของเธอ?
“แล้วพี่พลอยไม่กลัวแม่เสียใจบ้างเหรอ?”
“กลัวสิ! แต่ฉันรู้ว่าแกจะไม่มีทางยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้น...ถูกมะ?” พลอยชมพูสวนกลับตามความจริง ก่อนจะวางนิตยสารเล่มเดิมที่เปิดผ่านไปมาแก้เบื่อลงบนโต๊ะ แล้วเอ่ยต่อ “เหลือเวลาตั้งชั่วโมง แกเลือกเองนะพิงค์ว่าอยากให้เรื่องนี้จบลงแบบไหน? จบยังไง? เอาที่แกสบายใจเลย”
ตุ๊กตากระเบื้องเคลือบแสนงามและเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจออกไปจากห้องแล้ว แต่คนที่ยังต้องตัดสินใจบางอย่างกับทางเลือกที่ตนเองไม่เคยต้องการกลับยังคงยืนนิ่ง เนิ่นนานหลายนาทีกับความเงียบที่คอยอยู่ข้างกาย ไม่สามารถอธิบายความรู้สึกที่ฟุ้งกระจายอยู่ภายในใจออกมาได้จนทำได้เพียงทอดถอนใจ ค่อยทิ้งตัวลงบนโซฟากว้างเบื้องหน้าคล้ายคนสิ้นเรี่ยวแรง
นี่คงเป็นอีกครั้ง ที่พลอยชมพูสามารถสร้างความปวดหัวให้เธอได้สำเร็จ!
‘พี่พลอยไม่ค่อยแข็งแรง...พิงค์สัญญากับแม่ได้ไหม ว่าจะช่วยพ่อกับแม่ดูแลพี่พลอย?’
‘สัญญาค่ะ พิงค์จะดูแลพี่พลอยให้ดีที่สุดเลย’
คำสัญญาหนักแน่นของเด็กหญิงวัยแปดขวบในวันนั้นช่างยาวนานเกินกว่าที่เจ้าตัวจะจินตนาการได้ และกว่าจะรู้ตัวว่าความรักและหวังดีที่มีมากเกินไปจนไร้ขอบเขต จะกลายเป็นภัยร้ายที่คอยบ่อนทำลายพี่สาวของเธอให้กลายเป็นคนเอาแต่ใจและไม่เคยเห็นค่าความรู้สึกของใครมากไปกว่าตัวเอง เรื่องก็ลุกลามบานปลายไปไกลจนไม่อาจแก้ไขสิ่งที่หล่อหลอมเป็นตัวตนของพลอยชมพูได้เสียแล้ว
การตีค่าความรักด้วยการตามใจอย่างไร้ขอบเขต...กำลังย้อนกลับมาทำร้ายเธออีกครั้ง
ร่างสูงผอมแลดูบอบบางจนเกือบจะคล้ายคนอมโรคหยุดชะงัก เมื่อสายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเพียงอย่างเดียวจนถึงเมื่อครู่สังเกตเห็นบางอย่างตรงหางตา ดูเหมือนจะมีร่างเล็กป้อมเหมือนซาลาเปาเดินได้กำลังพยายามใช้นิ้วเล็กๆกดปุ่มสีเขียวบนเครื่องถ่ายเอกสาร แต่เพราะขาสั้นเกินไปจึงต้องเขย่งจนสุดตัวลูกใครนะ? ท่าทางน่าจะซนเอาเรื่องเพราะอยากรู้ว่าเจ้าตัวเล็กจะทำยังไงกับระยะห่างอีกหลายคืบ ร่างสูงผอมจึงเปลี่ยนเส้นทางจากห้องประธานกรรมการของ ‘วัฒนากร เอ็นจิเนียริ่ง’ ที่มีเพื่อนสนิทของพี่เขยรออยู่ มาเป็นทางเข้าห้องเอกสารที่ภายในมีเด็กชายวัยประมาณห้าขวบเศษกำลังปีนป่ายเครื่องถ่ายเอกสารด้วยความมุ่งมั่นปกติเขาค่อนข้างเกลียดเด็กและไม่นิยมเข้าใกล้ ขนาดหลานสาวหน้าตาจิ้มลิ้มเหมือนตุ๊กตาอย่างพลอยชมพูก็ยังไม่สามารถลบความรู้สึกเหล่านั้นออกไปได้ น่าแปลกที่เจ้าตัวเล็กหน้าตามอมแมมเหมือนคลุกน้ำหมึกตรงหน้ากลับดึงดูดใจอย่างประหลาด“ลุงจะทำงานเหรอ? ให้ผมช่วยคับ”เสียงเล็กๆที่ดังเจื้อยแจ้วอยู่บนพื้นเบื้องล่างทำให้คนเกลียดเด็กสะดุ้ง ไม่คิดว่าเจ้าตัวเล็กจะว่องไวขนาดนี้ทั้งที่ตัวกลมเหมือนหมูออมสิน“ให้ผมช่วยคับ”เด็กน้อยย้ำคำเดิมอีกค
ท้องฟ้าสีเทาและเสียงครืนๆเป็นระยะทำให้บรรยากาศรอบกายหม่นหมองอย่างน่าประหลาด เด็กหนุ่มวัยสิบสามปีเศษในชุดดำสนิทแหงนมองท้องฟ้าอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองเขม่าควันไฟจากปล่องเมรุที่กำลังลอยสูงไปบนฟ้า พลันน้ำตาก็ค่อยๆรินไหลออกมาจากดวงตาสีถ่านคู่นั้นเขาใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาลวกๆเมื่อรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทับถมจิตใจ แล้วหลบมุมไปนั่งเงียบๆที่ม้าหินอ่อนข้างศาลาวัดทั้งที่ดวงตายังแดงก่ำ...ไม่อยากเสียน้ำตาให้พ่อแม่ใจร้ายที่ฆ่าตัวตายแล้วปล่อยให้ตัวเองต้องอยู่บนโลกกว้างนี้เพียงลำพัง! แต่ถึงจะโกรธแค่ไหนความรู้สึกสูญเสียที่ถาโถมเข้ามาก็ทำให้ความเสียใจมีมากกว่าหลายเท่า“หนูขอนั่งด้วยได้ไหม?”เสียงเล็กๆที่แหบพร่าดังขึ้นข้างกายของคนที่กำลังจะร้องไห้อีกรอบต้องชะงักไป“ก็นั่งสิ แต่อย่าเสียงดังนะมันน่ารำคาญ!” “อืม ขอบคุณนะ” เสียงนั้นตอบกลับเบาๆ แล้วไม่พูดอะไรออกมาอีกราวกับว่ากลัวจะถูกตำหนิความเงียบนั้นทำให้เด็กหนุ่มอดไม่ได้จนต้องเงยหน้ามองคนที่มาขอนั่งด้วย เด็กผู้หญิงหน้าตาขลุกขมอมที่เอาแต่กอดตุ๊กตาหมีสีน้ำตาลเข้มไว้แน่นเหมือนเป็นสิ่งยึดเหนี่ยวเดียวที่พอจะมีได้ เธออยู่ในชุดสีดำสนิทเช่นเดียวกับเขา ก็พอจะเดาได้
ช่อดอกไม้ขนาดกะทัดรัดแต่มีน้ำหนักพอดูถูกโยนจนลอยละลิ่วตามประสาดอกไม้งานแต่ง เพียงแต่ช่อดอกไม้ในคราวนี้อาจจะน่าสงสารกว่าช่อดอกไม้ในงานแต่งอื่นๆนิดหน่อย เพราะคนรอรับดอกไม้มีแต่ผู้ชาย? ต้องขอบคุณไอเดียสุดล้ำของเจ้าสาวสุดสวยนามว่ากะรัต ที่ดันนึกสนุกด้วยการเพิ่มดอกไม้งานแต่งเข้ามาอีกช่อ! พร้อมกับสร้างเงื่อนไขเล็กน้อยแต่กลับสามารถดึงดูดใจคนในงานได้เป็นอย่างดี‘จะมีผ้าขาวกั้นเวทีไว้ แล้วเราสองคนจะโยนช่อดอกไม้พร้อมกันนะคะ...สองคนที่รับช่อดอกไม้ได้ จะได้ตั๋วฟรีพร้อมที่พักสำหรับสามวันสองคืนให้ไปเที่ยวด้วยกันค่ะ!’เพราะเพื่อนของบ่าวสาวล้วนแล้วแต่เป็นคนโสดเสียส่วนมาก ผลตอบรับจึงแสดงออกมาให้เห็นด้วยจำนวนแขกเกือบทั้งงานที่ไปออรวมกันตรงหน้าเวที..“ไม่ไปแย่งดอกไม้กับเขาหรือไง?” น้ำเสียงขบขันของผู้อาวุโสเขื่อนเพชรตั้งคำถาม“คุณปู่ก็ยังนั่งอยู่นะครับ ไม่ได้ไปแย่งดอกไม้เหมือนกัน” ณัฐนัยตอบกลับลอยลมพลางจิบคอกเทลในมือด้วยท่าทางเรื่อยเฉื่อย เหลือบมองความวุ่นวายหน้าเวทีแล้วรู้สึกเหมือนกำลังเห็นสงครามขนาดย่อมของเหล่าชายฉกรรจ์“บ๊ะ! ถ้าลุกไปย่าของเจ้าพีทก็แพ่นกบาลแยกสิว่ะ!” น้ำเสียงกริ่งเกรงแกมขบขันตอบกลับ“ผ
ดวงตากลมใสกวาดมองภาพสะท้อนของตัวเองผ่านกระจกบานยาวจรดพื้นด้วยความพึงพอใจ วันนี้เธออยู่ในชุดเกาะอกสีขาวปักเลื่อมเงินประดับด้วยระบายลูกไม้อย่างพอเหมาะที่รับกับกระโปรงยีนฟูฟ่องเหนือเข่าเล็กน้อย กะรัตหมุนอีกรอบเหมือนต้องการชื่นชมชุดแต่งงานที่ออกแบบเอง แต่คงเพราะไม่ค่อยชินกับรองเท้าเท่าไรจึงเสียหลักเซถลาได้อย่างง่ายๆ เคราะห์ดีที่ใครอีกคนเปิดประตูเข้ามาแล้วช้อนอุ้มไว้ได้ทัน“เปลี่ยนเป็นรองเท้าผ้าใบดีไหม?”คนถูกถามครุ่นคิดครู่เดียว ค่อยยกมือกอดอกพลางส่ายหน้าปฏิเสธ“ไม่เอาค่ะ รองเท้าคู่นี้มันเข้ากับชุดนี้มากกว่า”“เดี๋ยวก็สะดุดอีก” เพทายค่อนขอดแต่ก็กระชับวงแขนขึ้นอีกนิด รู้ดีว่าถ้าหากกะรัตเริ่มยกมือขึ้นกอดอกแบบนี้แสดงว่าเธอไม่ค่อยชอบใจในสิ่งที่เขาพูดออกมาเท่าไร ก็เลยทำได้เพียงถอนใจแล้วบ่นเสียงอ่อน “แต่ถ้าเมื่อกี้พี่มาไม่ทัน เราก็คงเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นแล้วนะ”คนที่เกือบเอาหัวไปวัดความแข็งของพื้นทำหูทวนลม มือบางที่กอดอกอยู่จนถึงเมื่อครู่เปลี่ยนเป็นขยับเนกไทหูกระต่ายที่ทำจากผ้ายีนที่เข้าคู่กับสีกระโปรงของตัวเองให้เจ้าของวงแขนกว้างเล็กน้อย “ถ้าสะดุดอีก..” เสียงหวานเว้นวรรคเล็กน้อยเหมือนจะค
กำหนดการงานแต่งหลังผ่านความช่วยเหลืออย่างหนักหน่วงและเต็มไปด้วยความหวังดีของบรรดาญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่าย ทำให้กะรัตและเพทายเริ่มไม่แน่ใจว่า...สรุปแล้วมันคือการแต่งงานของคนสองคนหรือเป็นการแต่งงานของสองครอบครัวกันแน่? แต่ได้ความคิดเห็นที่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่าน่าจะเป็นอย่างหลังเพราะในตอนแรกกะรัตและเพทายเห็นพ้องต้องกันว่าควรจัดงานแต่งเล็กๆที่มีเฉพาะ ‘คนกันเอง’ เท่านั้น แต่พอพูดคุยกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายดูเหมือน ‘คนกันเอง’ จะขยายตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานเลี้ยงที่มีจำนวนแขกหลายร้อยคนตอนไหนก็ไม่ค่อยแน่ชัด..“เดี๋ยวนะ! ทำไมจำนวนซองงานแต่งมันงอกขึ้นมาอีกแล้วล่ะ?” กะรัตร้องถามด้วยความตกใจ เมื่อกวาดตาอ่านใบรายชื่อแขกฉบับล่าสุดที่จันทร์เจ้าส่งให้“คุณมาริสาท่านให้คนเอารายชื่อมาเพิ่มเมื่อเย็นวานนี้ เห็นบอกว่าเป็นเพื่อนของท่านที่ทำไร่ชาอยู่ทางเหนือ ถ้าไม่เชิญเกรงว่าจะเสียมารยาทค่ะ” เลขาคนสนิทแจกแจง“ห้าสิบคนเลยนะคะ ถ้าทำไร่ชาทั้งหมดไม่กินพื้นที่ภูเขาไปสองลูกครึ่งแล้วเหรอ?” กะรัตหัวเราะแกนๆก่อนจะรับแฟ้มเอกสารอีกฉบับมาอ่านทวนแล้วค่อยจรดปลายปากกาอนุมัติ “ช่วงบ่ายพิงค์มีนัดสัมภาษณ์หัวหน้าฝ่ายก
สองเรื่องที่สินธรร้องขอไม่ได้หนักหนาสาหัสอะไรในความรู้สึกของกะรัต ตรงข้ามมันกลับฟังดูเป็นคำขอที่น่าพิศวงและไม่สมเป็นเขาเสียด้วยซ้ำไป แต่ความเคลือบแคลงสงสัยก็ไม่ได้วนเวียนอยู่ในความคิดนานนักเพราะไม่กี่วันหลังจากนั้น เพชรลดาก็โทร.มาแจ้งข่าวทั้งที่ยังร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจว่าสินธรจากไปแล้วงานศพของสินธรถูกจัดเจ็ดวันเต็มตามคำขอของเจ้าตัว ตลอดสัปดาห์ของการจัดงานกะรัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติหลายอย่าง อย่างแรกคือมารดาของเธอดูไม่ค่อยเศร้าเท่าไรกับการจากไปของน้องชายสุดที่รัก โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับเพชรลดาที่ร้องไห้จนเป็นลมล้มพับไปหลายหน...ในวันเผาค่อยเห็นว่านพเก้ายืนปาดน้ำตาเงียบๆอยู่หน้าเมรุ มองกลุ่มควันที่ลอยไกลไปบนท้องฟ้ากว้างราวกับกำลังบอกลาส่วนอีกเรื่องที่สร้างความฉงนให้อย่างแท้จริง คือการร่ำไห้อย่างหนักหน่วงของเลขาคนสนิทของเธอเอง จันทร์เจ้าดูเจ็บปวดกับการจากไปของสินธรมากกว่าพบธรรมที่คอยช่วยประคองอยู่ข้างๆเสียอีก กะรัตค่อยมาเข้าใจความหมายของน้ำตาในตอนหลัง เมื่อได้รู้ว่าเด็กในการอุปการะของสินธรเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้มีเพียงพบธรรมแต่ยังรวมไปถึงจันทร์เจ้าด้วยอีกคน..‘น้าอยากให้เธอตามจันทร์เจ้ากลับมาทำ







