تسجيل الدخولสังคมลงทัณฑ์เธอด้วยการประณามในความผิดที่เกิด เยาวชนผู้ที่ทุกคนลงความเห็นว่าไร้ซึ่งวุฒิภาวะไม่มีสิทธิ์อ้าปากโต้แย้งหรืออธิบายว่าเหตุการณ์ที่เกิดไม่ใช่ความผิดของตนแต่เพียงผู้เดียว แม้เธอจะยืนยันว่านั่นคืออุบัติเหตุก็ตาม ทว่าเสียงเล็ก ๆ ของเธอก็ไม่สามารถขจัดความเป็นเดือดเป็นแค้นแทนคู่กรณีที่เสียชีวิตของคนในสังคมไปได้ เธอจึงได้แต่ก้มหน้ายอมรับคำพิพากษาของสังคมอย่างกล้ำกลืน...
ไม่มีใครเชื่อว่ามันคืออุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากความประมาทร่วมระหว่างเธอซึ่งเป็นจำเลยและคู่กรณีเมื่อคนตายไม่สามารถลุกขึ้นมาโต้แย้งหรือให้ปากคำใด ๆ ได้ ความยุติธรรมถูกทวงถามให้กับหนึ่งชีวิตที่สูญเสียด้วยการมอบความผิดให้กับอีกหนึ่งชีวิตที่ยังมีลมหายใจโดยไม่มีใครใส่ใจเลยว่าคนที่ยังมีลมหายใจอย่างเธอทรมานและเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าต้องไร้ซึ่งลมหายใจมากสักเพียงใด
สาวน้อยค่อย ๆ รวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงไปเพราะความฝันแสนร้ายกาจจากจิตใต้สำนึกซึ่งเน้นย้ำให้เธอซาบซึ้งความหมายของคำว่า “นรกในใจ” ได้อย่างลึกซึ้ง บาปที่เธอไม่ได้ตั้งใจก่อส่งผลกระทบต่ออีกหลายชีวิตที่เกี่ยวข้องกับผู้ตายซึ่งล้วนแล้วแต่รักและผูกพันกับผู้หญิงคนนั้น เธอฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์ซ้ำยังทำร้ายจิตใจญาติพี่น้องตลอดจนครอบครัวของหล่อนชนิดไม่น่าให้อภัย
ความรู้สึกที่เจ็บปวดถูกฝังลึกไว้ตรงก้นบึ้งแห่งความทรงจำนานถึงเจ็ดปีจนเธอน่าจะลบลืมมันไปจากใจนานแล้ว หากไม่ใช่เพราะอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้นกับเธอตลอดระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาจะสะกิดเตือนให้เธอหวนจำภาพเหตุการณ์ในวันวานขึ้นอีกครั้ง
“ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเพราะผลกรรมที่ฉันทำไว้กับคุณกำลังตามสนองฉันแล้วใช่ไหมคะ คุณแพรไหม” สาวน้อยคร่ำครวญเสียงรันทดท้อเพียงลำพังกับความมืดกับจิตสำนึกของตน
แพรไหมคือหญิงสาวรูปร่างหน้าตาสวยผุดผาดที่ต้องจบชีวิตก่อนถึงวัยอันควรเพราะความประมาทของเด็กสาววัยสิบเจ็ดเช่นเธอ อุบัติเหตุในครั้งนั้นพรากชีวิตบุตรสาวคนโตของบ้านไชยวิกรมไปด้วยวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปี เกวลียังจำเสียงร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจตามบุตรของบุพการีทั้งสองได้อย่างไม่รู้ลืม จนบางครั้งเธอยังอดคิดไม่ได้ว่าความทุกข์ใจที่เธอได้รับยังไม่สาสมกับความทุกข์ของผู้สูงวัยทั้งสอง หากแลกชีวิตกับแพรไหมได้ เธอไม่ลังเลใจเลยที่จะทำในทันที
ทว่าอดีตไม่สามารถหวนกลับไปแก้ไขได้ ชีวิตของเธอยังคงต้องดำเนินต่อไปแม้คดีจะถูกสรุปและเธอพ้นผิด วันคืนช่วยเยียวยาหัวใจญาติผู้สูญเสีย เด็กสาวเริ่มเติบโตขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ ฐานะจำเลยสังคมไม่เคยถูกลบลืมเมื่อเธอก้าวเข้าสู่ถนนสายดนตรีโดยได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวทำให้เกวลีกลายเป็นหนึ่งในศิลปินกลุ่มดาวรุ่งของวงการ
ใคร ๆ ต่างรู้จักเธอในชื่อ กรีน เกวลีหนึ่งในสมาชิกวงชูการ์บีท เกลิร์กรุ๊ปขวัญใจวัยรุ่นกลุ่มใหม่ด้วยวัยเพียง 19 ปี
ก้าวแรกบนเส้นทางสายดนตรีที่พาให้เธอได้มาพบกับเพื่อนใหม่วัยเดียวกันถึงสามสาว นริศรา หรือ หนูนิ่มของอาณกุลเจ้าของค่ายเพลงดังเป็นเพื่อนร่วมวงคนแรกที่เธอได้รู้จัก เด็กสาววัย 18 กับบุคลิกเรียบร้อยน่ารักแตกต่างจากเธอราวนางฟ้ากับมัจจุรี ยิ่งนริศราทำท่าทางไร้เดียงสาแสดงกิริยาออดอ้อนอาณกุลมากแค่ไหนเธอก็ยิ่งรู้สึกหมั่นไส้ทุกครั้งที่ได้เห็น ความรู้สึกติดลบเป็นสาเหตุให้เธอสร้างกำแพงความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับนริศราไว้แค่เพียงฐานะเพื่อนร่วมงานไม่เปิดใจต้อนรับแม่ตัวนิ่มมากไปกว่าที่เป็นอยู่
กีย่าเด็กสาวชาวสุพรรณที่เข้ามาร่วมวงพร้อมกับสำเนียงเหน่อ ๆ เรียกรอยยิ้มของเธอทว่ากับกลายเป็นการสร้างความไม่พอใจให้เด็กสาวที่เข้าใจไปเองว่ารอยยิ้มกระชับมิตรที่เธอมอบให้กลายเป็นยิ้มเยาะสำเนียงเสียงสุพรรณของหล่อน กันยาจึงไม่พอใจในตัวเธอเท่าไรนัก ยิ่งมีเรื่องของคุณากร ศิลปินรุ่นพี่ที่เข้ามาสนิทกับเธอด้วยเรื่องเสียงเพลงยิ่งทำให้กันยาที่แอบหลงใหลความน่ารักของคุณากรหรือ “พี่คุณ” ยิ่งมองเธอในแง่ลบมากขึ้น
แคสซี่ อังสุมาลินสาวลูกครึ่งที่ก้าวเข้าสู่วงการด้วยการเป็นดาราวัยรุ่นดวงใหม่ที่กำลังเป็นที่กล่าวขวัญถึงทำให้ถูกณกุลทาบทามมาเล่นมิวสิควีดีโอให้กับคุณากรศิลปินดังของค่าย จากนั้นจึงชักชวนให้มาร่วมทดสอบร้องเพลงเพื่อร่วมเป็นหนึ่งในสมาชิกของวงชูการ์บีท และหล่อนก็สอบผ่านกลายเป็นสมาชิกคนสุดท้ายของวงแต่ใช่ว่าการเข้ามาร่วมทีมของแคสซี่จะทำให้ทุกอย่างในทีมดีขึ้นเพราะพวกนิสัยหลาย ๆ อย่างของพวกเธอทั้งสี่เข้ากันแทบไม่ได้เลย
โชคดีที่ชูการ์บีทมีผู้จัดการวงคนเก่งอย่างพี่เบ็ตตี้ที่ช่วยเข้ามาคลี่คลายสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้ทุกคนค่อย ๆ ปรับตัวเข้าหากันและแม้จะยังมีท่าทีมึนตึงต่อกันบ้างแต่พวกเธอก็สามารถปกปิดความหมางใจไว้ภายใต้ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสต่อหน้าสื่อได้อย่างมิดชิดเรื่อยมากระทั่งผ่านวันคืนเหล่านั้นมาถึงห้าปีเต็ม ๆ
“คุณปู่ขา คุณย่าขา กุ๊กไก่มาแล้วค่ะ”ท่านกอบศักดิ์เปิดยิ้มดีใจเมื่อได้ยินเสียงหลานสาวคนโตวิ่งนำหน้าน้องชายเข้ามาพร้อมกับร้องเรียกหาท่านและภรรยาเสียงใส ท่านกางแขนเปิดรับร่างกลมที่โผเข้าใส่พร้อมกับจูบแก้มเหี่ยวย่นของท่านทั้งซ้ายขวาอย่างน่ารัก“คุณปู่คิดถึงกุ๊กไก่ไหมคะ” เด็กหญิงร้องถามประจบหลังจากหอมแก้มท่านทั้งสองข้าง“คิดถึงสิลูก ปู่คิดถึงกุ๊กไก่กับน้องเก่งมากที่สุดในโลกเลย” ท่านกอบตอบอย่างเอาใจหลาน“แล้วคุณย่าละคะ คุณย่าไปไหนคะคุณปู่ คุณย่าไม่คิดถึงกุ๊กไก่เหรอคะ” เด็กหญิงถามพร้อมกับกวาดสายตามองหาคุณย่า“คุณย่าก็คิดถึงกุ๊กไก่จ้ะ แต่ว่าคุณย่ายังไม่ว่างเพราะคุณย่าช่วยอากรีนเลี้ยงน้องเกรทอยู่ข้างบน” ท่านกอบศักดิ์อธิบายให้หลานช่างพูดฟังด้วยความเอ็นดู“ถ้าอย่างนั้นคืนนี้กุ๊กไก่จะนอนกอดคุณปู่ คุณย่านะคะ คุณปู่คุณย่าจะได้หายคิดถึงกุ๊กไก่”เด็กหญิงวัยห้าขวบเอ่ยด้วยท่าทางแก่แดดแก่ลม ขณะที่เด็กชายวัยสามขวบไม่สนใจใครเพราะทันทีที่เข้ามาถึงก็ตรงดิ่งเข้าหาขนมที่ผู้เป็นย่าวางไว้รอท่า“แล้วนี่พ่อแม่เราไปไหนซะล่ะ มาส่งลูกทิ้งไว้แล้วหนีไปเที่ยวกันสองคนอีกแล้วใช่ไหมเนี่ย” คุณปู่ถามหลานสาวเบา ๆ“ค่ะ คุณพ่
“เหน็บกินเหรอครับ” ปยุตกระซิบถามเบา ๆ เมื่อเห็นหญิงสาวเริ่มนั่งไม่นิ่ง“นิดหน่อยค่ะ” เธอตอบเบา ๆ พร้อมส่งยิ้มแหย ๆ ให้เขา“อดทนอีกนิดนะ เดี๋ยวผมนวดให้” เขาเอ่ยปลอบพร้อมกับส่งยิ้มให้กำลังใจกระทั่งพิธีช่วงเช้าสิ้นสุดแขกเหลื่อจึงเริ่มทยอยกันกลับ ส่วนงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสจะถูกจัดขึ้นในตอนค่ำที่โรงแรมทำให้บ่าวสาวมีเวลาพักผ่อนอีกหลายชั่วโมงทีเดียว“เป็นยังไงบ้างคะคุณกรีน เมื่อยขาหรือเปล่า” ทัชชาถามยิ้ม ๆ เมื่อเห็นเจ้าบ่าวประคองเจ้าสาวลงจากตั่งน้ำสังข์ด้วยอาการทะนุถนอม“เหน็บกินค่ะ เดี๋ยวพอถึงคราวคุณช่าแต่งกับพี่กายบ้างแล้วจะรู้ว่ากรีนต้องอดทนแค่ไหน”“บ่นเก่งจริงคุณภรรยา ไป...เดี๋ยวผมจะไปนวดให้” ปยุตเอ่ยอย่างเอาใจ“หวานจริงนะคะพี่ยุต” ทัชชายิ้มบาง ๆ มองทั้งคู่อย่างมีความสุขและอดคิดไม่ได้ว่า หากเธอไม่มีกฤตินเคียงข้าง วันนี้เธอจะอิจฉาเกวลีมากสักแค่ไหน“พูดอย่างกับคุณกายเขาไม่หวานกับเราแนะ พี่เห็นร้องเรียกแต่เมียจ๊ะเมียจ๋าตั้งแต่เช้าจรดค่ำจนทุกคนในบ้านเขาพากันเลี่ยนกินของหวานไม่ลงกันไปหมด” ปยุตกระเซ้าหญิงสาวยิ้ม ๆ“อื้อ...คุณกรีนดูพี่ยุตสิคะ” ทัชชาอายจนหน้าแดงรีบหันไปหาคนช่วย“น่ารักดีออกคะ ก
“พ่ออย่าโทษพี่กายเลยนะคะ” เธอเริ่มออกรับแทนพี่ชาย“ชะไอ้นี่...ไว้พ่อจะไปแพ่นกบาลมันเอง ส่วนคุณตอบคำถามผมมาอีกข้อ...” ท่านหันมาจ้องปยุตอีกครั้ง“ครับท่าน”“บอกตรง ๆ เลยนะ ผมยังไม่ไว้ใจที่จะปล่อยให้ไอ้กรีนไปอยู่ในความดูแลของคุณ ถ้ารักลูกผมจริงก็แต่งเข้ามาอยู่ในบ้านผม ใกล้หูใกล้ตาผมกับแม่เขา คุณจะทำได้ไหม...”เกวลีเปิดยิ้มมองปยุตด้วยความตื่นเต้นและตั้งใจฟังคำตอบของเขาอย่างจดจ่อ“ครับท่าน ผมอยู่ที่ไหนก็ได้ถ้าที่นั่นมีเกวลีอยู่ด้วย” เขาตอบอย่างหนักแน่น“ดี ถ้าอย่างนั้นคุณไปหาผู้ใหญ่มาจัดการสู่ขอลูกสาวผมให้เรียบร้อย อ้อ...แล้วก็หาสินสอดมาให้ได้สิบเก้าล้านบาท แหวนเพชรเก้ากะรัต ทองอีกหนึ่งร้อยเก้าสิบบาท คุณทำได้ใช่ไหม” พ่อตายังไม่วายกลั่นแกล้งลูกเขย“พ่อ!...คุณยุตจะหาเงินมากขนาดนั้นมาจากไหนละคะ นี่พ่อตั้งใจจะขายหนูกินหรือยังไงคะเนี่ย แม่คะดูพ่อทำสิ” คนเป็นลูกทำหน้าง้ำ“ชะไอ้นี่...ไม่ทันไรออกรับแทนผู้ชายซะแล้ว ว่าไงคุณทำได้หรือเปล่า ถ้าไม่ได้ก็บอกมาตรง ๆ อย่างลูกผู้ชายอย่าให้ผู้หญิงมาออกหน้า” ท่านกล่าวหยาม“ได้ครับท่าน”“คุณยุต!...จะบ้าเหรอ คุณจะเอาเงินมาจากไหนตั้งมากมายขนาดนั้น” เกวลีส่งสายตา
“แต่หนูจะแต่งกับคุณปยุตเท่านั้นคะพ่อ หนูไม่ได้รักพี่หมอวี หนูรักคุณยุต” เกวลีเอ่ยอย่างดื้อดึง“ไอ้กรีน! นี่แกเห็นมันดีกว่าพ่ออย่างนั้นเหรอ” ท่านกอบศักดิ์หันไปจ้องหน้าบุตรสาวอย่างเอาเรื่อง“หนูไม่มีวันเห็นเขาหรือใครดีกว่าพ่อแน่นอน แต่พ่อไม่มีเหตุผลนี่คะ หนูเป็นคนมีชีวิตจิตใจนะคะ อยู่ ๆ พ่อจะเอาหนูไปยกให้ใครที่ไหนทั้งที่หนูไม่เต็มใจได้ยังไงล่ะ หนูไม่มีวันยอม” เธอเถียงพร้อมกับทำหน้าง้ำใส่บิดาปยุตมองสองพ่อลูกถกเถียงกันไปมาด้วยความรู้สึกอ่อนใจ เพราะทั้งสองคนเหมือนถอดกันมาทั้งใบหน้าและท่าทางเอาเรื่อง ดูใบหน้าหงุดหงิดแสดงความไม่ได้ดังใจของคนเป็นพ่อก็พอจะรู้ว่าการต่อล้อต่อเถียงในลักษณะเอาชนะคะคานกันของสองพ่อลูกไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกอย่างแน่นอน เพียงแต่ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่กว่าทุกครั้งเท่านั้นเอง“แม่ว่าเราเข้าไปนั่งคุยกันดี ๆ จะดีกว่านะ มายืนทะเลาะกันอยู่อย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์หรอก คุยกันแบบผู้ใหญ่จะดีกว่าไหมคุณ” เจ๊หม่วยซึ่งยอมรับอะไร ๆ ได้ดีกว่าคนเป็นสามีเอ่ยขัดขึ้นเบา ๆ“ไม่จำเป็น บ้านผมไม่ต้อนรับไอ้พวกหน้าตัวเมีย” ท่านยังไม่วายพาลพะโลพะเล“พ่อขา...” เธอกอดเอวท่านพลางส่งเสียงอ้อนใหม่
เสียงรถแล่นเข้ามาจอดหน้าบ้านและเสียงบีบแตเรียกทำให้ท่านกอบศักดิ์ที่กำลังนั่งลูบคลำเช็ดถูของสะสมของตนอย่างถนอมรู้สึกแปลกใจจึงต้องวางปืนรีวอลเวอร์ในมือลงรวมกับปืนอีกหลายรุ่นหลายไซต์ที่ท่านนำออกมาชื่นชมเล่น ลุกขึ้นเดินออกไปยืนมองผู้มาเยือนอยู่หน้าประตูบ้าน“ใครมาคะคุณ” เสียงภรรยาถามออกมาจากด้านใน“ไม่รู้เหมือนกันว่ารถใคร ไม่คุ้นตาเลยคุณ” ท่านกอบศักดิ์ตะโกนตอบภรรยาพลางชะเง้อมองรถที่ค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามา หลังจากท่านกดประตูรีโมตเปิดรับโฟล์วีลสี่ประตูเคลื่อนเข้ามาจอดในลานโล่งหน้าบ้านพร้อมกับความหนักใจของชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของรถ ยิ่งเห็นเจ้าของบ้านยืนทำหน้าเข้มมองอยู่ที่หน้าบ้าน เขาก็ชักจะหวั่นหวาดขึ้นมาเหมือนกัน แต่รางวัลก้อนโตที่นั่งเคียงคู่อยู่ข้างกายทำให้เขาต้องถอนหายใจระบายความรู้สึกอึดอัดออกก่อนจะสูดลมหายใจเข้าไปใหม่จนเต็มปอดและปลอบใจตัวเองด้วยการท่องคำว่า “เพื่อเธอ” เป็นการควบคุมจังหวะการเต้นรัว ๆ ของหัวใจอีกแรง“ทำไมคะ ไม่กล้าเหรอ” เกวลีอมยิ้มถามชายหนุ่มข้างกายขำ ๆ“เฮ้อ...คุณผู้หญิงครับ พ่อคุณออกจะโหดขนาดนั้น เป็นใครก็ต้องกลัวทั้งนั้นแหละ” เขายอมรับว่ากลัวบิดาของเธอ แต่เป็นความกลัวว่
ทำไมนะ...เมื่อก่อนเขาไม่เคยรู้สึกกับเธอถึงขนาดนี้แต่ทำไมยิ่งได้อยู่ใกล้ ยิ่งได้ครอบครอง เขาจึงยิ่งอยากจะเป็นเจ้าของเธอเพียงผู้เดียว แค่คิดว่าเธอจะมีใครใหม่ เขาก็รู้สึกแทบจะขาดใจ เขารักเกวลี ต้องการเธอ และต้องการอยู่กับเธอไปตลอดจนชั่วชีวิต“แต่งงานกับผมนะกรีน” “ถ้ากรีนบอกว่าไม่แต่งละคะ...” เธอถามเบา ๆ กับซอกคอของเขา“ผมก็จะฉุดคุณไปอยู่กับผม ไปอยู่ในทีที่มีแค่เราสองคน ไม่ให้พ่อแม่ของคุณตามหาเราเจอ ผมไม่ยอมให้พวกท่านยกคุณให้กับไอ้หมอหน้าตี๋นั่นแน่ ๆ” ความหึงทำให้ลมหายใจของปยุตสะดุดเพราะอารมณ์ที่หงุดหงิดจากการคิดถึงใบหน้าหมอหนุ่ม“แล้วคุณไม่หึงพี่คุณแล้วเหรอคะ” เธอเงยหน้าขึ้นสบตาคมและกระตาปริบรอฟังคำตอบ“หึง...ผมหึงผู้ชายทุกคนที่ได้อยู่ใกล้คุณ กลัวว่าคนพวกนั้นจะมีโอกาสถึงเนื้อถึงตัวคุณเหมือนที่ผมเคยมี” เขายอมรับอย่างไม่ชอบใจ“คุณไม่ไว้ใจกรีน...” เธอยกคิ้วสูงมองเขาด้วยความรู้สึกชักจะไม่ชอบใจขึ้นมา“ผมไม่ไว้ใจผู้ชายพวกนั้นต่างหาก ขนาดผมเคยตั้งใจจะเกลียดคุณยังเผลอตกลงมาในหลุมเสน่ห์ของคุณจนถอนตัวถอนใจไม่ขึ้น ยิ่งได้อยู่ใกล้ก็ยิ่งอยากจะสัมผัส ยิ่งเห็นก็ยิ่งหวง ผมไม่มีวันยอมเปิดโอกาสให้ผู้ชา
เกวลีลุกขึ้นหลังจากร่างกายปรับสภาพได้และหายจากอาการมึนงง เธอเริ่มออกเดินสำรวจไปรอบ ๆ ห้องโถงที่เธอได้มาอาศัยนอนทั้งคืนโดยไม่คิดจะแตะต้องลูกบิดประตูห้องทั้งซ้ายและขวาเพราะคิดว่าหนึ่งในนั้นต้องมีเจ้าของบ้านอยู่ข้างในอย่างแน่นอนเธอไม่แน่ใจว่าเจ้าของบ้านหลังนี้จะเป็นผู้ชายหรือว่าผู้หญิง การตกแต่งบ้านแ
ปยุตก้าวเข้าไปหาหล่อนและช้อนร่างระทวยออกจากรถของเชิงชายพาเดินตรงไปยังรถของตนเองโดยไม่มีใครเข้ามาขัดขวางและไม่สนใจสายตาอาฆาตของคู่กรณี ดวงตาแสดงอำนาจเหนือกว่าตวัดมองปราดสบตาคนเลวประกาศท้าทายอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัวปยุตก้มตัวส่งร่างเพรียวเข้าไปวางลงบนเบาะหน้าจัดการรัดเข็มขัดนิรภัยให้พร้อมกับปรับระดับ
“ฉันจะไปรอที่ประตูข้างหลัง แกไปบอกยายนั่นว่าไอ้คุณให้มาตามแล้วหลังจากนั้นเดี๋ยวฉันจัดการกับมันเอง” เชิงชายออกคำสั่ง“ได้เลย”หนุ่มเจ้าเล่ห์รับคำก่อนจะเดินไปทางเกวลีด้วยท่าทางนอบน้อมพร้อมกับเอ่ยตามแผนโดยไม่แสดงพิรุธทำให้ฝ่ายหญิงระแวง เธอจึงตกหลุมพรางของเชิงชายอย่างง่ายดาย“คุณครับ คุณคุณากรให้ผมมาเช
“นี่อย่าบอกนะว่าหล่อนเพิ่งกลับจากอยุธยาแล้วก็ตรงดิ่งมาทำลายความสงบของฉันเลยน่ะ” เบ็ตตี้ยกคิ้วสูงเมื่อสังเกตชุดที่สาวห้าวสวม เขาจำได้ว่าหล่อนใส่ชุดเดียวกันนี้ในวันเดินทางไปอยุธยาพร้อมกับเพื่อนร่วมวง“อืม กรีนเพิ่งกลับมาจากบ้านพอถึงกรุงเทพก็ดิ่งมาหาพี่เบ็ตเป็นคนแรกเลย” สาวห้าวยักไหล่เบา ๆ ก่อนทิ้งกาย







