LOGINหลังจากไล่ตีไล่ทุบไอ้สัวอยู่นานฉันก็รู้สึกหมดแรงจนต้องเป็นฝ่ายยอมแพ้หยุดวิ่งแล้วทิ้งตัวลงบนโซฟา
“กูเหนื่อย พอ มึงมันแรงควาย”
“ทุบกูตุบๆ แล้วบอกเหนื่อย ชอบใช้กำลัง” ร่างสูงก็ทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ฉันด้วยเหมือนกัน
“ก็มึงชอบด่ากูไง”
“เป็นแฟนกับกูดิ ไม่โดนด่ากูรับรอง”
“ไอ้เลว บังคับว่ะ” ฉันหันหน้าหนีไปทางอื่น ยังไม่หยุดพูดเรื่องนี้อีก
“เป็นแฟนกูแล้วมันน่าอายหรือไง”
“มึงนั่นแหละต้องอาย”
“อายไร ไม่เห็นต้องอาย” ไม่รู้แหละ ถึงยังไงฉันก็ยังเครียดกับเรื่องนี้อยู่ดี
“กูเครียดนะสัว”
“เรียกไอ้พวกนั้นมาปรึกษาดีมั้ย มึงจะได้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น” นั่นแหละคือปัญหาใหญ่เพราะแต่ละคนความคิดเห็นไม่ตรงกันและไม่สนับสนุนให้เราทั้งคู่คบกันแน่นอน
“จะได้เรื่องมั้ย”
“ไม่ลองไม่รู้”
เจ้าสัวเข้าไลน์กลุ่มแล้วจัดการทันที ทุกคนยินดีให้ความร่วมมือรีบมาที่เพ้นเฮ้าท์ไม่อิดออด
ออสตินมาคนแรกตามมาด้วยเจและเพทาย
“มีอะไร กูกำลังจะออกไปแดกเหล้าเลย” เจถามด้วยน้ำเสียงจริงจังปนอยากรู้
“กูก็โคตรหิวข้าวจนต้องแวะซื้อมานั่งแดกที่นี่ด้วย” ออสตินรีบแกะกล่องข้าวแล้วรีบตักข้าวเข้าปากเคี้ยวตุ้ย
“ใจเย็นๆ ฟังที่กูกำลังจะพูด” ทุกคนยอมสงบหยุดบ่นแล้วมองไปที่เจ้าสัวอย่างตั้งใจโดยเฉพาะเพทายที่จ้องพวกเราตาไม่กะพริบเลย
"เราสองคนเป็นแฟนกันแล้ว" ฉันหันไปตีแขนคนพูด ยังไม่ได้เป็นสักหน่อยกำลังจะอ้าปากท้วงก็ถูกนัยน์ตาสีเข้มปราม
ออสตินสำลักข้าวเจและเพทายสำลักน้ำจนหน้าแดง น่าสงสารเชียวแต่ละคน
"เกิดอาเพศเหี้ยไรเนี่ย"
"มึงอยากหูหนวกรึไงไอ้สัว"
"ไอ้โบ้เอ๊ย"
แต่ละคนให้กำลังใจเพื่อนมาก ฉันคิดว่าตัวเองก็เป็นผู้หญิงที่ดีคนหนึ่งทำไมถึงได้สาปเพื่อนขนาดนั้นด้วย
“พวกมึงว่าไง” เจ้าสัวเอ่ยถามความคิดเห็นจากทุกคน
“ควรเป็นได้ตั้งนานแล้วนะ นอนด้วยกันทุกคืนมากกว่าผัวเมียบางคู่ซะอีก”
“เมื่อกี้ยังด่ากูไอ้โบ้อยู่เลย” ออสตินไม่สนใจตักข้าวเข้าปากต่อ
“จริงปะเกี๊ยว” เจถาม
“เฮ้อ คิดว่าไง” ฉันไม่รู้จะตอบว่ายังไงเพราะสัวห้ามไม่ให้พูด
“ก้าวข้ามเฟรนด์โซนมีเยอะไป ทำไมจะไม่ได้ อย่างมากก็แค่หูหนวก” เพทายจิกเรื่องขี้บ่น แต่ก็จริงนั่นแหละพวกคนดีชอบให้แม่อาละวาด
“สรุปว่าดี พวกมึงเห็นชอบแล้วนะ”
“อะไรของมึงวะสัว ถ้าพวกกูไม่เห็นด้วยมึงก็จะเลิกเป็นแฟนกันงี้เหรอ” ออสตินหันมาถามจริงจัง
“เปล่าหรอก กูแค่ถามความเห็นจากพวกมึงให้ไอ้เกี๊ยวตัดสินใจง่ายขึ้น” ความกดดันตกอยู่ที่ฉันแล้วตอนนี้
“ยังไงวะเกี๊ยว เล่นไรกัน” เจขยับมาใกล้แล้วถามฉัน
“สัวมันไม่อยากให้โดนแกล้ง ก็เลยขอเป็นแฟน”
“อันนี้ดี แต่ว่า จะตัดโอกาสมึงนะสัว เกี๊ยวด้วย” ฉันสองคนมองหน้ากันเมื่อเพทายพูดออกมาแบบนั้น
“กูเลือกเกี๊ยว ตัดโอกาสคนอื่นมากกว่า”
“อะ กูยอม” เจยกมือขึ้นทั้งสองข้าง
“เกี๊ยวแน่ใจนะ” ออสตินถามพร้อมกับวางกล่องข้าวลง
“มันก็ไม่ได้แย่นี่เนอะ ลองสักตั้งคงไม่เป็นไร”
“อะ กูมีแฟนละ คราวนี้ใครจะทำอะไรก็ช่วยเกรงใจกูด้วย” เจ้าสัวโอบเอวฉันแล้วดึงเข้าไปใกล้
“มีแค่มึงเท่านั้นที่ทำ” เจพูดถูก มันนั่นแหละตัวดีที่ผ่านมาทำเหมือนกูเป็นเมียมันตลอด
“จะโอบทำไมเนี่ย”
“โอบแฟนไม่ได้ไงวะ”
เสียงโห่ของทุกคนดังขึ้นพร้อมกัน ทุกคนทำให้ฉันรู้สึกอายแปลกๆ โดยเฉพาะคนข้างๆที่ฉันไม่สามารถมองมันเป็นเพื่อนได้อีกแล้ว แค่สบตาก็ทำให้อมยิ้มแก้มแดง ไอ้บ้าเอ๊ย วันนี้ทำไมสัวมันหล่อจัง
"มองไรเล่า"
"มึงหน้าแดง อายกูเหรอ"
"บ้า ไม่ได้อาย"
"เขินแหละ มีแฟนหล่อด้วย" ไอ้บ้า ไอ้หลงตัวเอง แต่ก็หล่อจริงๆนั่นแหละ ยอมรับ
______________
“หล่อยัง”“หล่อแล้ว ตื่นเต้นอะไรขนาดนั้น”“ไม่ตื่นเต้นได้ไงนี่งานแต่งงานเรานะ” ฉันยกมือป้องปากหัวเราะเบาๆ“อยู่ด้วยกันมาตั้งหลายปีแล้วจะตื่นเต้นทำไม”“อะไรที่ทำร่วมกับเมียตื่นเต้นหมดแหละ” มือชื้นเหงื่อและเย็นเฉียบของสามีเป็นเครื่องการันตียืนยันว่าตื่นเต้นจริงจังไม่ได้ล้อเล่นเราทั้งคู่ถือฤกษ์ดีเดือนแรกของปีจัดงานมงคล เพื่อเป็นเกียรติสำหรับทั้งสองบ้าน เจ้าสัวตื่นเต้นมาก ไม่ยอมปล่อยมือฉันเลย แขกเหรื่อที่มาร่วมงานนับพันชีวิต ทั้งฝั่งเจ้าบ่าวและเจ้าสาวรวมถึงเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกันรวมถึงรุ่นน้องและเพื่อนในวงการธุรกิจ“เจ้าสาวสวยจังเลยค่ะ” ช่วงเปิดตัวเราทั้งคู่ขึ้นสู่เวทีต้องเดินเพื่อนๆ และแขกหลายคน มีไฟสปอร์ทไลท์ส่องนำทางและทำให้เราสองคนเป็นจุดเด่นดอกไม้ถูกโปรยขึ้นฟ้าต้อนรับตลอดทาง รอยยิ้มและเสียงเรียกทำให้ฉันยิ้มไม่หุบ ฉันหันมองคนข้างๆ เป็นระยะ เขาเองก็ยิ้มกว้างไม่ต่างจากฉันเราใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในฐานะสามีและภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่ยังไม่ได้จัดงานมงคลให้เป็นเรื่องราวเท่านั้น เจ้าสัวอาการดีขึ้นลดยาที่ต้องกินประจำลง ส่วนบุหรี่เลิกแล้วถาวรไม่กลับไปแตะอีก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีบ้างเพ
ฉันลืมตาตื่นขึ้นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก ไม่อยากลืมตาเลยแต่งานรออยู่ แต่ก็ลดลงกว่าเดิมเพราะสัวไปทำงานได้แล้ว ฉันรีบดีดตัวลุกและมองไปข้างๆ ที่มักจะมีใครบางคนแอบเข้ามานอนด้วยทุกคืน“ไปไหนแต่เช้า” ฉันรีบทำธุระส่วนตัวจะได้ลงไปกินมื้อเช้าพร้อมหน้ากับครอบครัวสัวแต่พอลงมาก็ไม่เห็นเงาของบอสเลย“หนูเกี๊ยวมาลูกมา”“สัวล่ะคะม๊า”“ออกไปตั้งแต่เช้าแล้ว สงสัยจะมีงานด่วน”“งานด่วน” ฉันทวนถามม๊าแล้วเลื่อนเก้าอี้ออกมา“สัวไม่ได้บอกเหรอลูก”“ไม่ค่ะ”เกือบหนึ่งสัปดาห์ที่ฉันกับพี่ตาลทำงานแทนบอส พี่ตาลสอนงานฉันหลายอย่างแล้วมันก็ค่อนข้างลื่นไหลเพราะฉันมีพื้นฐานอยู่พอสมควร ขอบคุณตัวเองที่กล้าก้าวออกจากสิ่งเดิมๆ การไปอยู่จีนทำให้ฉันโตขึ้นมากๆภาษาก็แทบจะติดลบตอนไปอยู่ใหม่ แต่พออยู่ไปไม่กี่เดือนก็เริ่มงูๆ ปลาๆ ได้ จากเดือนเลื่อนครบหนึ่งปี ฉันพอพูดจีนได้ ทำให้ภาษีของเรานำคนอื่นไปหลายก้าว“สัวกินมื้อเช้าไปหรือเปล่าคะม๊า”“ไม่ได้กินลูก”“เกี๊ยวขอมื้อเช้าใส่กล่องด้วยนะคะ”“ม๊าจะให้แม่บ้านจัดการให้นะ”08.30 นฉันรีบเดินเข้าบริษัท ตั้งแต่ได้เข้ามาทำงานที่บริษัทนี้ ไม่มีวันไหนเลยที่ไม่รีบ แต่ว่า บรรยากาศวันนี้แปลกไป ไม
ตลอดทั้งวันมีพนักงานที่บริษัทแวะเวียนมาเยี่ยม พี่ตาลก็ส่งขนมนมเนยมาให้เยอะแยะเต็มไปหมดส่วนเรื่องคดี คนร้ายไม่สามารถต่อสู้คดีได้เพราะเป็นคนป่วยที่ต้องเข้ารับการบำบัด สิ่งที่คนเจ็บร้องขอคือปล่อยผู้หญิงคนนั้นไปเพราะเขาป่วยและถูกกระทำจนเกิดแผลในใจ ฉันเองก็ปล่อยวางเพราะสิ่งที่ดาราคนนั้นเจอหนักหนาสาหัสมากจริงๆสัวอยู่โรงพยาบาลไม่ถึงสัปดาห์หมอก็อนุญาตให้กลับบ้านได้ แผลไม่ติดเชื้อหายวันหายคืน ตลอดเวลาที่อยู่โรงพยาบาลฉันอาสาดูแลตลอด เฝ้าไม่ห่างเพราะไม่อยากให้สัวรู้สึกโดดเดี่ยว“อยู่บ้านนี่แหละ ม๊าจะได้ช่วยดู ถ้าดื้อม๊าจะฟ้องเกี๊ยวทันทีเลยลูก”“ดีเลยค่ะม๊า แบบนี้เกี๊ยวจะได้ไม่ห่วงเพราะมีคนอยู่เป็นเพื่อน” หลังจากออกจากโรงพยาบาลก็ย้ายกันมาพักฟื้นที่บ้านม๊า เหตุผลหลักเลยคือฉันต้องกลับไปช่วยงานพี่ตาล อยู่เพ้นเฮ้าท์คงพะวงอยู่นั่นไม่เป็นอันทำงาน“ต้องเรียกปราณีมาช่วยมั้ย”“ไม่ต้องครับม๊า เกี๊ยวกับคุณตาลไหว”ม๊าให้แม่บ้านเตรียมห้องติดกันเอาไว้เพราะสัวรีเควสมาแบบนั้น“ใจคอจะไม่ให้กลับบ้านเลยหรือไง”“อยากกลับมั้ย ถ้าอยากกลับจะได้กลับด้วย”“กลับด้วยก็ได้ แต่ต้องนอนแยกห้อง รู้หรือเปล่า”“เกี๊ยว”“ฮะ”“แต
ฉันนั่งอยู่หน้าห้องฉุกเฉินกับม๊า ส่วนพี่ตาลก็เดินวนไปมานั่งไม่ติดเก้าอี้ ถ้าฉันเป็นพี่ตาลก็คงช็อกเป็นลมไปแล้ว“ป๊าโทรมาบอกแล้วว่าจับตัวแม่ดารานั่นได้แล้ว”“เฮ้อ โล่งค่ะ ทำไมต้องทำขนาดนี้ด้วยก็ไม่รู้”“คงแค้นที่สัวไม่กลับไปคืนดีด้วยหรือเปล่าม๊าก็ไม่รู้นะ ต้องถามตาล ตาลน่าจะรู้เรื่องนี้มากกว่าม๊า ตาลมานี่สิ”“คะ คุณหญิง”“เรื่องแม่ดารานั่นสรุปมันเป็นยังไง” ม๊าหันไปถามพี่ตาล ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกัน“เริ่มตรงไหนก่อนดีคะ”“ไม่ต้องยืด ฉันขี้เกียจฟังสรุปมาสั้นๆ ได้ใจความก็พอ” ม๊าดูใจร้อน“คุณณดาป่วยค่ะ บอสสงสารก็เลยปล่อยเลยตามเลย พอน้องเกี๊ยวเข้ามาทำงานบอสก็เริ่มให้บอดี้การ์ดกันคุณณดาออกไปเพราะกลัวจะมาทำอันตรายน้องเกี๊ยว แต่บอสดันโดนเสียเองค่ะ” เพราะป่วยนี่เอง แสดงว่ายัยดารานั่นก็คงจะถูกกระแสสังคมโจมตีมากพอสมควร“ตายจริง ลูกฉันโดนคนจิตไม่ปกติทำร้ายเหรอเนี่ย แบบนี้จะเอาผิดกับแม่นั่นได้ยังไงกัน”“ม๊า อย่าคิดมากเลยนะคะ แค่สัวปลอดภัยออกมาก็ดีแล้วค่ะ เรื่องดาราคนนั้นตำรวจคงส่งตัวไปบำบัดไม่ได้ออกมาสร้างความวุ่นวายอีกนาน”“เพราะเรื่องนี้นี่แหละทำให้ม๊ากับสัวทะเลาะกันบ่อย” ฉันเข้าใจม๊าแต่สัวก็ไม่ได
ฉันตื่นก่อนคนข้างๆ เพื่อลุกมาเตรียมอาหารเช้าในตู้เก็บของมีโจ๊กกึ่งสำเร็จรูปส่วนในตู้เย็นมีเนื้อสัตว์แช่ฟรีซอย่างละนิดละหน่อยแล้วก็ไข่ไก่พันปีอีกสามฟอง กินเท่าที่มีไปก่อนก็แล้วกันระหว่างทำมื้อเช้าฉันก็หยิบมือถือขึ้นมาเปิดเพลงและฮัมตามเบาๆ อย่างอารมณ์ดี“หอมจัง ทำอะไรให้กินครับ”“โจ๊กค่ะคุณคู่นอน”“ไม่ชอบเลย เรียกที่รักได้มั้ย อย่าใจร้ายดิเกี๊ยว” คนตัวสูงกอดฉันแน่นจากทางด้านหลัง น้ำเสียงออดอ้อนใครได้ยินก็ต้องยอมทั้งนั้น ยกเว้นเกี๊ยวซ่าคนนี้“ไปอาบน้ำได้แล้ว ต้องไปทำมาหากินค่ะ”“อยากกอดเมียก่อน ไม่ได้หรือไง” ฉันระบายยิ้มออกมาเล็กน้อย ความขี้อ้อนไม่ได้ลดละลงจากเมื่อก่อนเลย“กอดได้ค่ะ แต่คิดเงินนะ”“เท่าไหร่ ใช้เลขบัญชีเดิมมั้ย” สัวยื่นมือถือออกมาข้างหน้า แล้วเลื่อนหาแอปธนาคาร“เปลี่ยนแล้ว”“ธนาคารอะไรบอกมา เอาเท่าไหร่” ฉันแหงนหน้ามองเขาแล้วอมยิ้ม โจ๊กในหม้อไม่ได้มีความหมายแล้วตอนนี้ ลุคตื่นนอนของคู่นอนฉันคือกร้าวใจมาก ผมยุ่งนิดหน่อยแถมยังสวมแว่นสายตาอีก“ชิดเกินไปแล้วนะ”“พอดีเลย” สัมผัสได้ว่ามีบางอย่างกำลังขยับเขยื้อนตรงสะโพกของฉัน“สัว”“ก็บอกมาก่อนสิว่าอยากได้เท่าไหร่ ไม่อย่างนั้นโจ๊
“หยุดก่อน” เกี๊ยวรีบยกมือห้ามแล้วใช้มือดันคนตัวสูงออกห่างพร้อมกับสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ“มีอะไร”“ถ้าทำไม่ได้อย่างที่พูดล่ะ”“สัญญา เอาชีวิตเป็นเดิมพัน”“ไม่เอาชีวิต ถ้าทำไม่ได้ความสัมพันธ์จะจบที่วันไนท์ จะไม่มีครั้งต่อไป” หญิงสาวยกยิ้มเมื่อสิ่งที่ยื่นเสนอออกไปทำให้คนตรงหน้าตกใจไม่น้อย“เฟี้ยวขึ้นเยอะเลยนะ”“ทำไมอ่ะ ก็แค่พรหมจรรย์ สร้างใหม่ไม่ได้แต่หาผัวใหม่ได้”“ปากดีนะเกี๊ยว”“โอกาสไม่ได้มีให้บ่อยๆ หรอกนะ”“งั้นก็เตรียมเจ็บตัวได้เลย ไม่ต้องไปไหนแล้ววันนี้” เกี๊ยวขมวดคิ้วก็ไหนบอกว่ามีคุยงานกับลูกค้าต่อ“งานล่ะ”“ลูกค้าขอเลื่อนเป็นพรุ่งนี้ ปลุกด้วยนะ”“ใครบอกจะนอนด้วย”“แล้วจะเลิกเหล้าได้ไง ถ้าเกี๊ยวยังหนีอยู่แบบนี้” ปลายนิ้วชายหนุ่มเกลี่ยลงบนแก้มนุ่มอย่างเบามือ แววตาอ่อนโยนที่มองมากำลังสารภาพว่าอยากมีเธออยู่เคียงข้างแบบนี้ตลอดไป“ถ้ารักก็อย่าทำร้ายกัน”“ไม่ทำแล้วครับ”เธอจะคอยดูและสู้อีกสักตั้ง เรื่องบนเตียงไม่ได้ซีเรียส ความสัมพันธ์แบบชั่วคราวมีเยอะถมไป ถ้าหากว่ารักจริงอย่างปากพูดก็ต้องรักษาและทะนุถนอมอย่างถึงที่สุดหากผิดสัญญาเธอก็พร้อมจะไปและไม่หันกลับมาอีกเลย“ถุงยาง” หญิงสาวร้องท







