LOGINบทที่ 3
อีกหนึ่งชีวิต
กัญญาวีร์ไม่รู้สึกดีขึ้นเลยสักนิด เมื่อคุณหมอเดินออกมาแจ้งว่าการผ่าตัดของลูกชายเธอนั้นผ่านไปด้วยดี ทว่ายังไม่พ้นขีดอันตราย ต้องถูกส่งเข้าห้อง ICU เพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิด การรายงานผลเช่นนี้ไม่ช่วยทำให้หัวใจคนเป็นแม่อย่างเธอรู้สึกทรมานน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว
“อย่างน้อย ๆ ก็ผ่าตัดสำเร็จ เจ้าป้องจะต้องปลอดภัยแน่นอน” สหดลเอ่ยพร้อมบีบไหล่เบา ๆ ส่งกำลังใจให้เพื่อนหลังจากที่คุณหมอเดินจากไป
พาฝันเพื่อนในกลุ่มเดียวกันซึ่งเพิ่งมาถึงโรงพยาบาลได้ไม่นานขยับเข้าไปกุมมือกัญญาวีร์ แล้วบีบเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยปลอบใจ “ฉันก็ว่าอย่างนั้น หมูป้องเก่งและแข็งแรงจะตาย เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็ฟื้นแล้ว”
“ใช่ ๆ ฉันเห็นด้วย” สิริกันยาเพื่อนอีกคนซึ่งตามมาด้วยกันสำทับขึ้น ก่อนที่เพื่อนคนอื่น ๆ อีกห้าคนที่ตามมาด้วยความเป็นห่วงจะพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “ตอนนี้ฉันว่าแกไปพักก่อนดีไหม พรุ่งนี้เช้าจะได้เข้าไปเยี่ยมลูกแต่เช้า”
กัญญาวีร์ยกมือเช็ดน้ำตาพร้อมสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อตั้งสติ ใบหน้าสวยซึ่งบอบช้ำหันไปมองเพื่อนแต่ละคน ก่อนจะพยักหน้ารับเบา ๆ เพราะต่อให้เธอดึงดันจะอยู่รอทั้งคืน หมอก็คงไม่อนุญาตให้เธอเจอลูกได้ตามกฎห้อง ICU ที่เข้าเยี่ยมได้ตามเวลาเท่านั้น
“แกจัดการเรื่องห้องพักแล้วใช่ไหม” พาฝันเงยหน้าขึ้นไปถามสหดล ซึ่งยืนอยู่ด้านหลังรถเข็นที่กัญญาวีร์นั่งอยู่
“จัดการแล้ว”
“โอเค ดึกมากแล้ว งั้นพายายฟางเข้าไปพักเลย”
จากนั้นเพื่อนทุกคนก็พากัญญาวีร์มาส่งที่ห้องพักพิเศษของทางโรงพยาบาล พาฝันซึ่งสนิทที่สุดในบรรดาเพื่อนผู้หญิงอาสารับหน้าที่เช็ดตัวและเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้ป่วย
“ขอบคุณพวกแกมากนะ” กัญญาวีร์พูดกับเพื่อนทุกคนด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะสบตากับพาฝันอย่างรู้สึกผิด “แล้วก็ขอโทษแกด้วยนะฝัน ที่ทำให้งานคืนนี้ล่ม ส่วนงานแต่งวันพรุ่งนี้ฉันคงไม่ได้ไปร่วม”
“ไม่เป็นไร ฉันเข้าใจ แกอย่าคิดมาก ขอแค่แกกับลูกปลอดภัยก็ดีแล้ว”
“อืม ขอบคุณนะ” ผู้ป่วยสาวน้ำตาคลออีกครั้งด้วยความเป็นห่วงลูก เพราะตอนนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าลูกชายของเธอปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์
“แกต้องเข้มแข็งนะฟาง เพื่อลูก” พาฝันบอกพลางลูบแขนเพื่อนเบา ๆ
“...ขอบคุณพวกแกอีกครั้งนะ”
“เรื่องเล็กน้อยน่า …คืนนี้คงไม่มีอะไรแล้ว งั้นฉันขอตัวกลับก่อนนะ พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้าไปเช็กสถานที่จัดงานด้วย สาย ๆ จะแวะเข้ามาเยี่ยมอีกที” ครั้นเห็นว่าหมดห่วงแล้วว่าที่เจ้าสาวอย่างพาฝันก็เอ่ยขอตัว ด้วยพรุ่งนี้ยังมีธุระอีกมากมายที่ต้องไปจัดการ
“ไม่เป็นไร ฉันรู้ว่าแกยุ่งไม่ต้องมาเยี่ยมก็ได้ เต็มที่กับวันพิเศษของตัวเองเถอะ” คนป่วยรีบบอก เธอไม่อยากเป็นตัวถ่วงที่ทำให้งานแต่งงานของเพื่อนออกมาไม่สมบูรณ์แบบ “แค่เหตุการณ์วันนี้ฉันก็รู้สึกแย่มาก ๆ แล้ว”
“มันเป็นอุบัติเหตุ แกก็ไม่ได้อยากให้มันเกิดขึ้น”
“ก็ใช่ แต่ถึงอย่างนั้นฉันก็อดรู้สึกไม่ดีไม่ได้” เพราะหากไม่มีอุบัติเหตุนี้เกิดขึ้น ค่ำนี้เพื่อนทุกคนก็คงนั่งดื่ม นั่งเมาท์มอย และร้องคาราโอเกะกันอย่างสนุกสนาน คงไม่ต้องมานั่งทำหน้าวิตกกังวลอยู่ที่โรงพยาบาลอย่างนี้ “เอาอย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ วันสำคัญทั้งทีก็เต็มที่ไปเลย ไม่ต้องห่วงฉัน เดี๋ยวจะอัปเดตอาการในแชตกลุ่ม”
พอคนป่วยพูดมาแบบนั้น ว่าที่เจ้าสาวก็พยักหน้ายอมในที่สุด “ก็ได้ งั้นไว้หลังเสร็จงานฉันจะมาเยี่ยม”
“แล้วคืนนี้ใครจะอยู่เป็นเพื่อนยายฟาง” สิริกันยาถามขึ้น พร้อมมองหน้าเพื่อนแต่ละคนอย่างรอคำตอบ ด้วยรู้ว่านอกจากพวกตน กัญญาวีร์ก็ไม่มีเพื่อนที่ไหน ญาติพี่น้องก็อยู่ต่างจังหวัดกันหมด
“ฉันอยู่คน…” กัญญาวีร์กำลังจะบอกเพื่อนว่าอยู่คนเดียวได้ ทว่าเสียงของสหดลก็ดังแทรกขึ้นมา
“ฉันอยู่เฝ้าเอง”
“พรุ่งนี้แกว่างเหรอตง” สิริกันยาถาม เพราะสหดลอยู่ในช่วงกำลังเติบโตในหน้าที่การงาน จึงทำงานทุกวันแทบจะไม่มีวันหยุดเลย
“มีประชุมตอนสิบเอ็ดโมง คืนนี้อยู่เฝ้าได้ ตอนเช้าค่อยกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หรือพรุ่งนี้เช้าพอจะมีใครมาเปลี่ยนได้บ้าง” ชายหนุ่มถามเพื่อนคนอื่นกลับบ้าง
“ช่วงเช้าไม่ว่างเลยอะดิ ตอนเย็นก็ต้องไปงานแต่งยายฝัน” เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น เพราะงานแต่งงานของพาฝันจัดใหญ่โตพอสมควร และในฐานะเพื่อนเจ้าสาวก็ต้องไปช่วยเพื่อนตระเตรียมงาน รวมถึงดูรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ในบางส่วน
“ไม่ต้องมีใครอยู่เป็นเพื่อนฉันก็ได้ ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก” กัญญาวีร์เอ่ยขึ้นมาด้วยความเกรงใจ ไม่อยากรบกวนใคร รู้ดีว่าพรุ่งนี้ทุกคนจะต้องยุ่งมาก
“แกแขนหักเลยนะฟาง จะไม่เป็นอะไรมากได้ยังไง แล้วไหนจะแผลตามตัวอีก พรุ่งนี้คงจะระบมไปทั้งตัว ไม่แน่อาจจะหนักถึงขั้นขยับตัวไม่ได้” พาฝันพูดด้วยความเป็นห่วง เธอไม่อยากให้เพื่อนอยู่คนเดียว เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายยิ่งกว่าเดิม
“แต่...”
คนป่วยกำลังจะอ้าปากแย้ง หากสิริกันยาดันยกมือห้าม ก่อนจะสรุปทุกอย่างเอาเองเสร็จสรรพ
“พอ ๆ ยายฟางแกไม่ต้องเถียงเลย ดูสภาพตัวเองด้วย เอางี้นะ...คืนนี้ให้ไอ้ตงอยู่เฝ้า แล้วเดี๋ยวพรุ่งนี้สาย ๆ ฉันไปทำธุระกับที่บ้านเสร็จแล้วจะรีบมาเปลี่ยน”
“โอเค เอาตามนี้แหละ” พาฝันเห็นด้วยทันที เหตุผลหนึ่งเพราะไม่อยากให้ยืดยื้อกันไปมากกว่านี้ “งั้นเรากลับกันเถอะ ฉันจะรีบไปนอน เดี๋ยวพรุ่งนี้แต่งหน้าไม่สวย”
ทุกคนยิ้มและหัวเราะเบา ๆ ให้กับว่าที่เจ้าสาวที่ห่วงสวย ก่อนจะทยอยเดินออกไปเพื่อกลับบ้านไปพักผ่อน กัญญาวีร์ส่งยิ้มบาง ๆ มองตามหลังเพื่อนทุกคนอย่างซาบซึ้งใจ ดีใจที่ได้รู้จักกับเพื่อนกลุ่มนี้ แม้จะห่างกันไปนานเท่าไร แต่มิตรภาพก็ไม่เคยจืดจาง ทุกคนยังรักและหวังดีกับเธอเสมอมา
กัญญาวีร์ดึงสายตากลับมามองสหดลที่อาสาอยู่เฝ้าเธอในคืนนี้ เขากำลังกดรีโมตปรับเตียงให้อยู่ในระดับที่นอนสบาย ก่อนจะดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ถึงช่วงอก
“ขอบคุณแกมากนะตง” ผู้ป่วยสาวเอ่ยกับเพื่อนด้วยความจริงใจ รู้สึกขอบคุณที่เขาคอยช่วยเหลือในหลาย ๆ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้
ชายหนุ่มพยักหน้าและยิ้มเบา ๆ ที่มุมปาก “อืม นอนได้แล้ว มีอะไรก็เรียกได้ตลอด ไม่ต้องเกรงใจ”
ผมมีลูกแล้ว“ฮือ ๆ ฮือออ...”เสียงเรียกในลำคอที่มาพร้อมกับเสียงร้องไห้ผะแผ่ว คล้ายคนไม่มีแรงของเด็กชาย ทำให้กัญญาวีร์ซึ่งอยู่ในชุดปลอดเชื้อเกือบจะลุกขึ้นจากรถเข็นไปยืนข้างเตียงผู้ป่วยในห้องไอซียูอย่างไม่สนอาการเจ็บของตนเอง หากไม่มีสหดลที่ยืนอยู่ข้างหลังรั้งเอาไว้เสียก่อน เธอเดินเองได้ก็จริง แต่ร่างกายของเธอไม่แข็งแรง ยังไม่ได้รับการฟื้นฟูอย่างเต็มที่ ชายหนุ่มจึงกลัวว่าเธออาจจะล้มหากไม่ระวังให้ดี“ใจเย็น ๆ” เขาบอกแล้วรีบเข็นรถเข้าไปใกล้ ๆ เตียงที่เด็กชายนอนรักษาตัวน้ำตาของคนเป็นแม่คลอหน่วยอีกครั้งเพียงแค่ได้เห็นใบหน้าของลูก ความรู้สึกแรกคือเธอดีใจที่ลูกรู้สึกตัวและปลอดภัย หากอึดใจต่อมาเธอกลับรู้สึกสงสารลูกจับจิต เพราะแกยังตัวเล็กมาก ไม่ควรต้องมาเจอเหตุการณ์ที่ทำให้บาดเจ็บจนปางตายเช่นนี้เลย“…แม่อยู่นี่แล้วครับ คนเก่งไม่ร้องไห้นะ” หญิงสาวปลอบลูกเสียงสั่นเครือ ยื่นมือข้างที่ไม่ได้รับบาดเจ็บออกไปลูบศีรษะและเช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าให้ลูกอย่างอ่อนโยน พร้อมทั้งใช้สายตาสำรวจอาการบาดเจ็บของคนตัวเล็ก เธออยากโน้มลงไปกอดลูกเหลือเกิน หากก็ทำไม่ได้ดั่งที่ใจหวัง เนื่องจากสภาพร่างกายของตนไม่เอื้ออำนวย
ผมมีลูกแล้ว“แม่ครับ...”“ว่าไงลูก”“ผมมีลูกแล้ว เป็นผู้ชายอายุสี่ขวบ ตอนนี้กำลังนอนแอดมิตอยู่ที่โรงพยาบาล”…ไร้เสียงตอบรับจากคนฟัง แก้วมณีหันหน้าไปมองลูกชายคนเล็กอย่างขอความเห็น หล่อนได้ยินชัดเจนทว่าไม่เข้าใจว่าสุดเขตต้องการจะสื่อความหมายใด เพราะประโยคที่สุดเขตพูดออกมาเมื่อครู่แทบจะไม่มีน้ำหนักเลย จู่ ๆ ก็มาบอกทุกคนว่าตนมีลูกทั้ง ๆ ที่ไม่เคยมีวี่แววมาก่อนเลยเนี่ยนะ“เฮ้ย พูดอะไรของนายวะ ถ้าแม่ช็อกขึ้นมาจะทำไง” สุดโปรดเอ่ยกลั้วหัวเราะเบา ๆ เพราะเขาเองก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าพี่ชายเขามีลูกจริง แล้วทำไมถึงเพิ่งมาบอกทุกคนตอนลูกอายุสี่ขวบ ทว่าอึดใจต่อมาแววตาและสีหน้าที่จริงจังของสุดเขตทำให้สุดโปรดเริ่มขำไม่ออก “มึงพูดจริงหรือพูดเล่น” คนเป็นน้องถามน้ำเสียงจริงจัง“นั่นสิลูก แม่ไม่ตลกนะ แล้วที่บอกว่าแอดมิตนั่นอีกคืออะไร ไม่ใช่เรื่องที่จะเอามาล้อเล่นนะเขต” เพราะมีหน้าลูกชายเคร่งเครียดเกินกว่าจะคิดว่าเป็นเรื่องล้อเล่น แก้วมณีเริ่มใจเสีย กังวลไปต่าง ๆ นานาว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลูกชาย“ผมพูดเรื่องจริงครับแม่” สุดเขตย้ำอย่างหนักแน่นอีกครั้ง สบตากับผู้เป็นมารดาด้วยแววตา
ผมมีลูกแล้ว“สวัสดีครับ” [สวัสดีครับคุณเขต ตอนนี้ผมอยู่ที่ ส.น. ผมเข้าไปสอบถามเจ้าหน้าที่ตามที่คุณเขตสั่งแล้วนะครับ] ปลายสายเอ่ยเข้าประเด็นทันทีเมื่อแพทย์หนุ่มกดรับสาย“ครับ ได้เรื่องยังไงบ้าง” สุดเขตถามวุฒิชัยซึ่งเป็นหนึ่งในทีมทนายของบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของครอบครัวตน ด้วยเมื่อคืนนี้หลังจากที่ไม่ได้คิดอะไร จู่ ๆ เขาก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าควรช่วยเหลือกัญญาวีร์ในเรื่องนี้ด้วย เพราะเธอได้รับบาดเจ็บและมีสภาพจิตใจที่ไม่ค่อยดีสักเท่าไร จึงไม่อยากให้เธอต้องมากังวลเรื่องนี้อีก เขาเลยตัดสินใจส่งข้อความไปไหว้วานให้วุฒิชัยช่วยไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อสอบถามความคืบหน้าและขั้นตอนของการดำเนินการ ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำตามที่สั่งได้อย่างรวดเร็ว[เจ้าหน้าที่บอกว่าต้องให้เจ้าตัวมาร้องทุกข์ครับ หรือทำหนังสือมอบอำนาจแล้วส่งตัวแทนมาก็ได้ครับ อีกอย่างฝั่งเรายังไม่มีใครมาลงบันทึกประจำวัน มีแต่ฝ่ายคู่กรณี และดูเหมือนว่าจะโยนความผิดมาที่ฝั่งเราครับ]“ได้ยังไงกัน วันที่เกิดเหตุทั้งเจ้าหน้าที่พยาบาล ทั้งคนของมูลนิธิพูดเป็นเสียงเดียวกับว่าอีกฝ่ายเมาแล้วขับ แถมยังขับเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด แซงเบียดขึ
ผมมีลูกแล้ว“ขอบตาดูคล้ำ ๆ ช่วงนี้ทำงานหนักมากหรือลูก” แก้วมณีถามลูกชายคนโตด้วยความเป็นห่วงขณะเดินลงมาจากศาลาวัดพร้อมกัน หลังจากพิธีถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์เสร็จสิ้นแล้ว“นิดหน่อยครับแม่ มีทำวิจัย” สุดเขตตอบผู้เป็นมารดา โดยปกติช่วงที่ต้องทำงานวิจัยควบคู่ไปด้วยก็แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว ทว่าสองวันที่ผ่านมากลับมีเรื่องมีเรื่องมาทำให้เขาต้องคิดมากจนถึงขั้นนอนไม่หลับแม้จะบอกอีกฝ่ายไปแล้วว่าจะรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่จนถึงตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่าตนจะต้องทำอะไรบ้าง ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรจะเริ่มบอกมารดาอย่างไร ด้วยกลัวว่าท่านอาจจะตกใจหรืออาจจะรับไม่ได้ และผิดหวังที่เขาทำตัวอย่างนี้“พักผ่อนบ้างสิลูก ทำงานหนักไปเดี๋ยวร่างกายก็แย่เอา เรายิ่งไม่มีใครดูแลอยู่ด้วย” ด้วยอายุที่ไม่ใช่น้อย ๆ ซึ่งใกล้จะเข้าเลขสี่เข้าทุกปีของลูกชายคนโต แก้วมณีจึงค่อนข้างเป็นกังวล หล่อนอยากให้สุดเขตเป็นฝั่งเป็นฝา มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง คอยดูแลและคอยให้กำลังใจ อยากเห็นสุดเขตมีครอบครัวที่อบอุ่นเหมือนกับน้องชายอย่างสุดโปรด“ไม่ต้องให้ใครมาดูแลหรอกครับ ผมดูแลตัวเองได้” แพทย์หนุ่มตอบเหมือนอย่างที่เคยตอบหลายครั้ง
บทที่ 5ผมมีลูกแล้ววันต่อมาสุดเขตตื่นนอนและออกมาจากห้องพักผู้ป่วยตั้งแต่เช้าตรู่ โดยไม่ลืมแวะไปฝากฝังพยาบาลประจำวอร์ดให้ช่วยสอดส่องหญิงสาวที่ต้องอยู่คนเดียว จากนั้นก็แวะไปติดตามอาการเด็กชาย ก่อนจะกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องพักส่วนตัวของตน วันนี้ชายหนุ่มลางานเฉพาะกิจหนึ่งวัน เพราะต้องไปทำบุญกับครอบครัว เพื่อระลึกถึงผู้เป็นบิดาที่จากไปเมื่อหลายปีก่อนหลังจากเตรียมตัวเสร็จและได้รับข้อความจากน้องชายอย่างสุดโปรดที่ส่งมาบอกว่าใกล้ถึงแล้ว แพทย์หนุ่มจึงลงลิฟต์มารอที่หน้าแฟลตซึ่งเป็นตึกสูงสิบห้าชั้น ใช้เป็นที่พักสำหรับบุคลากรของโรงพยาบาล รอไม่ถึงห้านาทีรถ BMW X3 สีดำขลับคันเก่งของน้องชายก็เคลื่อนเข้ามาจอดตรงหน้า สุดเขตเปิดประตูเข้าไปนั่งตอนหลังของรถ ก่อนจะยิ้มและเอ่ยทักทายหลานชายวัยแปดขวบ“สวัสดีฮะลุงเขต”“สวัสดีครับ”พอดึงประตูรถปิดเสร็จ สุดเขตก็รั้งร่างของเด็กชายปุณยวีร์เข้ามากอด พร้อมกับหอมแก้มทั้งฝั่งซ้ายและขวาจนชื่นใจให้สมกับที่ไม่ได้เจอกันนาน “สวัสดีค่ะพี่เขต” สุพรรณวดีซึ่งเป็นภรรยาของสุดโปรดเอ่ยทักทายพี่ชายสามีบ้าง“สวัสดีครับเอย” แพทย์หนุ่มทักทายกลับ พลางยื่นหน้าไปมองเจ้าตัว
ความรับผิดชอบ“แต่ผมยังยืนยันคำเดิม ผมจะให้ลูกรักษาอยู่ที่นี่จนกว่าจะหายดี เรื่องค่าใช้จ่ายผมยินดีจะรับผิดชอบเองทั้งหมด” คนที่เป็นพ่อของลูกสรุปและไม่ยอมอ่อนข้อให้ในเรื่องนี้ “แล้วในส่วนของคุณ ผมก็จะจัดการให้เหมือนกัน ถ้าคุณยืนยันว่าจะออกจากโรงพยาบาล พรุ่งนี้ผมจะให้พยาบาลดำเนินการให้ แล้วคุณมีที่พักที่ไหน ไกลจากที่นี่หรือเปล่า”กัญญาวีร์มีอาการเลิ่กลั่กเล็กน้อยเมื่อเจอคำถามนี้ เพราะเธอยังไม่ได้คิดเอาไว้“ฉะ...ฉันอยู่กับลูกได้ค่ะ” เธอตอบด้วยเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไร สมองประมวลผลไม่ทันไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ตอนนี้เธอคิดไม่ทันเขาสักเรื่องเลย“ไม่ได้ ICU ไม่ได้จัดที่ไว้ให้ญาติเฝ้าแบบค้างคืน”“งั้น...” หญิงสาวนิ่งคิด สมองพลันคิดหาทางออก ไม่แน่ใจว่าระหว่างรอลูกย้ายออกจากห้อง ICU จะไปขอพักกับเพื่อนคนไหนได้บ้าง หรือเธอควรจะไปเปิดโรงแรมนอนสักคืนสองคืน ทว่ายังไม่ทันจะได้ตัดสินใจ พ่อของลูกก็สรุปให้อย่างเสร็จสรรพราวกับคิดเอาไว้นานแล้ว“เดี๋ยวเรื่องนี้ผมจัดการให้ คุณพักผ่อนไปก่อนแล้วกัน” พูดจบสุดเขตก็กดรีโมตปรับเตียงให้คนไข้ที่แขนหักโดยไม่ถามความต้องการ สายตาคมเหลือบมองปริมาณน้ำเกลือในกระปุกตาม




![หนี้สวาทพ่อเลี้ยงทมิฬ [ Drama,Comedy 18+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


