Masuk"เออ ได้ความยังไงก็มาบอกพวกกูแล้วกัน และอีกเรื่องที่มึงต้องรู้นะไคเฉิง คือพวกกูแปลสายตามึงออก เพราะฉะนั้นตอบมาตามตรงว่ามึงสนใจเด็กมันใช่ไหม”
ทว่าการยอมให้มันไปคุยไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะอนุญาตทุกอย่าง ถึงได้กันไปแล้วแต่นั่นก็ไม่ได้มาจากความสมัครใจ ไคเฉิงไม่ใช่ไอ้ชั่วชอบข่มขืนผู้หญิงก็จริงแต่ก็ใช่ว่าจะดีขนาดนั้น
ไอ้นี่มันก็จัดว่าเพลย์บอยตัวพ่อ
เมียเยอะเหมือนนายใหญ่หวง พ่อของมันนั่นแหละ
เป็นลูกเมียน้อยในตระกูลใหญ่ที่โดนกดหัวพอกันกับทิโมธี แบกรับความกดดันไว้สารพัด และใช้เซ็กซ์ระบายความเครียด ที่รู้ก็เพราะพวกเขาก็เคยเป็นแบบมันมาก่อน
ถึงไม่ได้ติดตามถามไถ่เรื่องส่วนตัวนัก แต่เดาคงยังมีอยู่เต็มสต็อคนั่นแหละ ผู้ชายแบบนี้ถ้าไปเจอผู้หญิงทำงานก็ไม่น่าห่วงหรอกเพราะมันมีเงิน
แต่ถ้าเจอผู้หญิงธรรมดาก็น่ากลัวจะน้ำตาเช็ดหัวเข่าถ้าไม่แกร่งจริง จะทางไหนพวกเขาก็ต้องคุยให้รู้เรื่องเสียตั้งแต่วันนี้
“...ก็สนใจ เธอเป็นมายไทป์เลยล่ะ คืนนั้นยังเสียดายอยู่เลยเพราะอยากสานต่อ”
“ไอ้สิงห์มันหมายถึงว่า มึงยังสนใจในเชิงนั้นไหมหลังจากที่รู้แล้วว่าเขาไม่ได้ทำงาน คนนี้มึงใช้เงินซื้อไม่ได้นะไคเฉิง ไม่งั้นให้เงินไปแล้วเขาไม่บล็อคมึงหรอก”
“ยังชอบอยู่ ไออยากทำความรู้จักกับน้อง” ด้านไคเฉิงเมื่อโดนจี้ถามก็ตอบไปตามตรง
เขาไม่ใช่พวกสับสนไม่รู้ว่าตัวเองรู้สึกอะไร จิตใจของเขามันไม่ได้ซับซ้อนขนาดนั้น เรื่องความสัมพันธ์สำหรับเขาเป็นเรื่องที่เรียบง่ายที่สุดในชีวิต เพราะพาร์ทอื่น ๆ มันยากมากพออยู่แล้ว
ชอบก็คือชอบ คืนก่อนที่มีโอกาสได้เห็นแค่รูปร่างหน้าตาเขาก็ตอบไปตามตรงว่าเป็นสเปค มาเจออีกแล้วใจยังสั่นก็บอกว่าอยากทำความรู้จัก ง่าย ๆ แค่นั้น
“ถ้ามึงอยากรู้จักพวกกูก็เข้าใจ ไม่ได้คิดจะห้ามด้วยเพราะน้องก็โตแล้ว แต่มึงก็ต้องเข้าใจเหมือนกันว่าน้องยิ้มเป็นเหมือนน้องของพวกกูด้วย ต่อให้ไปถึงขั้นนั้นกับแล้วแต่มึงจะเอาเขาเข้าสต็อคเมียเช่าไม่ได้” พยัคฆ์ว่าด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คุยกับตัวเองให้เคลียร์ว่าจะเอายังไง ถ้าไม่แน่ใจก็ขอโทษแล้วแยกย้าย แต่ถ้าตัดสินใจจะจีบ มึงจะมาใช้แล้วทิ้งตามใจไม่ได้ คงรู้นะว่าพวกกูหมายความว่ายังไง” สิงหราชกล่าวปิดท้าย
อย่างน้อยที่ผ่านมายิ้มก็เป็นเด็กดีตั้งใจเรียน ถึงไม่รู้ว่าห้ามได้แค่ไหน แต่มีพวกเขาคอยเป็นโล่ห์ไคเฉิงก็จะยังเกรงใจอยู่บ้าง ไม่กล้าทำอะไรที่มันเกินไปนัก
“พวกยูดูมองไอเป็นคนเลวมากอ่ะ” เมื่อได้ฟังคำเตือนทั้งหมดนั้นเจ้าตัวก็เอ่ยขึ้นมาหน้ายุ่ง
แต่ก็เข้าใจอยู่แหละ ถ้าแม่หนูยิ้มคนสวยเป็นเด็กดีอย่างที่ว่าแล้วต้องมาเจอเหตุการณ์แบบนี้มันก็น่าเป็นห่วงอยู่ สองคนนี้ก็รู้เช่นเห็นชาติเขากับเฮียทิมมาหลายปี
หากเป็นน้องสาวตัวเองเขาก็คงห่วงเหมือนกัน
“ก็กันเอาไว้ มึงจะได้รู้ว่าถ้าอยากเล่นต้องไปเล่นที่อื่น”
“หน้าไอดูเหมือนเล่นมากเหรอ ไม่ได้คิดจะเก็บเข้าสต็อคอะไรนั่นด้วย ไอไม่ได้เลี้ยงใครมาเป็นปีแล้ว” คนอายุน้อยที่สุดเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงมั่นคง มองตาทุกคนให้รู้ว่าเขาไม่ได้โกหก
“ไม่ได้เลี้ยง? เลิกหมดแล้วเหรอวะ”
“หลัง ๆ มานี้ไอทำงานหนัก ไม่มีเวลาไปหาเลยเลิกรากันไป อีกอย่างถ้ามีเฮียทิมไม่หาผู้หญิงมาประเคนให้บ่อย ๆ แบบนี้หรอก มันรู้นิสัยว่าถ้ามีขาประจำไอไม่ค่อยเอาผู้หญิงคนอื่น”
“แต่เมื่อก่อนมึงก็เลี้ยงหลายคนไม่ใช่เหรอ”
“ไอเลี้ยงประเทศละคน เบื่อค่อยหาใหม่ไม่เลี้ยงพื้นที่เดียวพร้อมกัน ไม่อยากมาคอยปวดหัวเหมือนเฮียทิมเมื่อก่อน”
“แล้วตอนนี้เลิกเลี้ยงทุกประเทศไหม หรือเลิกแค่ที่ไทย”
“เลิกหมดแล้วทุกประเทศ”
“มึงแน่ใจ?”
“แน่ใจดิวะ จะโกหกทำไม”
อีกอย่างถ้าให้พูดกันตามตรง สองคนนี้นอกจากเป็นเพื่อนพี่ชายก็ยังเป็นพาร์ทเนอร์ที่ทำธุรกิจด้วยกัน ถ้าไม่ได้ชอบจริง ๆ เขาก็ไม่ใช่พวกมักมากปัญญานิ่มที่จะทำความไว้เนื้อเชื่อใจพัง
แค่เพราะอยากเล่นกับความรู้สึกผู้หญิงเนี่ยนะ
ใครมันจะทำเรื่องโง่ ๆ แบบนั้นกัน
ไม่นานหลังจากที่ได้ข้อสรุปแล้ว สุดที่รักภรรยาของทั้งสองคนก็กลับบ้านมาพร้อมกับน้อง ‘ปานชีวา’ ลูกสาวคนเล็กวัยสองขวบ มื้ออาหารเริ่มต้นขึ้นทันทีโดยมียิ้มร่วมรับประทันอาหารด้วย
และเนื่องจากน้องธีร์กับน้องเธียรนั้นรับประทานอาหารเย็นเรียบร้อยแล้วจึงถูกแยกตัวไปนั่งดูการ์ตูนในห้องนั่งเล่น โดยมีคุณแม่บ้านและผู้ช่วยคอยดูแลให้
เพื่อที่พ่อแม่ น้า รวมถึงแขกของบ้านในวันนี้อย่างไคเฉิงจะได้รับประทานอาการอย่างสะดวก
น้องชีวานั่งตรงกลางระหว่างพ่อทั้งสองคน มีคุณเสือป้อนทีคุณสิงห์ป้อนที ส่วนผู้เป็นแม่นั้นได้นั่งกินสบาย ๆ หลังเหนื่อยมาทั้งวันแล้ว
มื้ออาหารเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น คนเดียวที่ไม่ได้รู้เรื่องอย่างสุดที่รักนั้นไม่ได้สังเกตเห็นความผิดปกติ คุณแฝดเองก็ไม่ได้แสดงออกอะไร ส่วนตัวต้นเรื่องอย่างไคเฉิงนั้นเก็บอาการได้ดีมาก
นับว่าความสงบนั้นทำเอาหัวใจที่เต้นระทึกของเด็กสาวชะลอจังหวะไปได้บ้าง ทว่าก็ยังไม่มากเพราะเขาก็ยังมีสายตาที่ทำให้รู้ว่าจำเรื่องในวันนั้นส่งมาให้ตลอด
อะไรแบบนั้นมันทำให้ยิ้มกินแทบไม่ลง แม้ว่าอาหารวันนี้จะมีของชอบของเธอหลายอย่างก็ตาม
“อิ่มแล้วเหรอยิ้ม กินไปนิดเดียวเอง” และไอ้การกินไม่ลงนี่แหละที่ทำให้พี่สาวของเธอเกิดสงสัยขึ้นมา เด็กสาวถึงกับยิ้มแห้งขณะที่พยักหน้า
“จ้ะพี่รัก พอดีหนูกินขนมกับเด็ก ๆ เยอะไปหน่อยน่ะ”
“ว่าแล้วเชียว ของโปรดเต็มโต๊ะแต่กินเหมือนแมวดมเลย” ด้านคนเป็นพี่อย่างสุดที่รักนั้นไม่ได้ว่าอะไร มีแค่บ่นอย่างไม่จริงจังนักก่อนหยิบเหยือกน้ำส้มมารินให้น้องตัวเอง
การปฏิบัติอย่างรักใคร่สะท้อนอยู่บนดวงตาของชายหนุ่มที่เป็นแขก เขาได้คำตอบทันทีว่าสองแฝดไม่ได้พูดเกินจริง หนูยิ้มเป็นน้องที่พี่สาวรัก เป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ
บรรยากาศการพูดคุยยังคงเป็นไปอย่างสงบกระทั่งทุกคนรับประทานอาหารเสร็จ สุดที่รักขอตัวขึ้นไปอาบน้ำชำระร่างกาย ส่วนสามหนุ่มนั้นขอตัวไปนั่งคุยกันที่ชุดโซฟาไม้หวายด้านนอก
ส่วนยิ้มรับหน้าที่ดูแลหลานน้อยทั้งสามคน รอเวลาพี่สาวลงมาด้านล่างแล้วเธอก็จะกลับบ้าน
ทว่าขณะที่กำลังดูการ์ตูนกับน้องชีวาหลานสาวคนเล็กอยู่นั้น จู่ ๆ ร่างสูงของใครบางคนก็มายืนที่หน้าประตูห้องนั่งเล่น
“ขอคุยด้วยหน่อยได้ไหมคะ” น้ำเสียงเขายังคงอ่อนโยน พูดจาคะขาขัดกับใบหน้าดุดันเหมือนวันนั้นไม่มีผิด ยิ้มมองท่าทีจริงจังของเขาด้วยความหวั่นใจ เธอไม่รู้ว่าเขาจะมาไม้ไหนกันแน่
“เอ่อ…หนูต้องดูหลานก่อนน่ะค่ะ ค่อยคุยตอนที่พี่รักลงมาแล้วได้ไหมคะ”
“ได้ค่ะ เดี๋ยวผมรอ”
“หนูหมายถึงไม่คุยกันที่นี่ได้ไหม หนูไม่อยากให้พี่สาวรู้”
เธอเอ่ยปากไปตามตรง แม้ในใจจะกลัวเขาแต่ยิ้มเติบโตมาในสังคมที่น่ากลัวกว่านี้ จึงแกร่งพอที่จะเผชิญหน้าถ้ามันจำเป็นจริง ๆ ขอแค่อย่างเดียวคือเธอไม่อยากให้พี่สาวรู้
มันเป็นความผิดพลาดที่อึดอัดเกินกว่าจะเล่า
“คุณสิงห์คุณเสืออยากให้อยู่ในสายตาน่ะค่ะ เขาไม่อยากให้ผมไปคุยกับหนูนอกรอบ เขาเป็นห่วง” ทว่าคำตอบของชายหนุ่มกลับทำให้เด็กสาวรู้สึกสันหลังเย็นเฉียบ
รับรู้ได้โดยที่ไม่ต้องถามว่าเรื่องคืนนั้นถึงหูพี่เขยแล้ว
“คุณเล่าเรื่องนั้นให้คุณแฝดฟังแล้วเหรอคะ”
“ผมไม่ได้เล่าละเอียดหรอกสบายใจได้ แต่เขารู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น ผมถึงต้องคุยกับหนูในสายตาของเขาไงคะ”
“...”
“ผมอยากขอโทษกับถามอะไรหนูนิดหน่อย ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก”
“...ค่ะ เดี๋ยวพี่รักลงมาแล้วหนูจะตามไป”
“ผมรอที่สระนะ”
“ได้ค่ะ”
จะอยากขอโทษหรือคุยอะไรก็แล้วแต่ หวังว่าเขาจะไม่เล่าละเอียดจริงอย่างที่พูดนะ ไม่อย่างนั้นเธอคงมองหน้าพี่เขยสองคนแบบสะดวกใจไม่ได้อีกแล้ว
"อึ่ก อ๊ะ แรงอีก อื้อ!"เสียงครวญครางสั่นระคนเสียงหอบหายใจดังก้องไปทั่วทั้งห้อง อุณหภูมิห้องที่เดิมทีเย็นสบายในตอนนี้กลับร้อนระอุจนแทบหลอมละลายภายใต้แสงสว่างช่วงกลางวันที่ส่องลอดเข้ามาผ่านบานกระจก ปรากฏร่างของหนุ่มสาวกำลังกอดก่ายแนบชิด เด็กสาวตัวขาวกำลังนอนคว่ำคลานสี่ขาร่อนสะโพกเข้าหาท่อนเอ็นลำเขื่องด้านหลังอย่างลืนอาย ส่วนชายหนุ่มเบื้องหลังก็กำลังยืนเข่าอย่างมั่นคงทว่าเกร็งสะท้านไปทั้งร่างใบหน้าหล่อของไคเฉิงเชิดขึ้นขณะที่ฝากฝังส่วนหน้าของตนเข้าในช่องทางร้อนผ่าวหนัก ๆ มือขยำก้อนซาลาเปาขาวนุ่มทั้งสองข้างจนล้นออกมาง่ามนิ้วไม่นานมือข้างหนึ่งก็ยกขึ้นฟาดแก้มก้นงอนเสียงดังลั่นเพี๊ยะ!!“อ๊า!” ยิ้มสั่นระริกไปทั้งร่าง แขนที่ยันกายเอาไว้กับที่นอนเหมือนจะเสียหลักได้ในทุกเมื่อ ใบหน้าหวานหยดเหยเกด้วยความเสียวซ่านขณะที่ในอกรู้สึกได้ถึงไฟปรารถนาเผาไหม้อย่างรุนแรงด้านชายหนุ่ม ดวงตาคมกริบกำลังจดจ้องถ้ำเนื้อชุ่มฉ่ำที่ขมิบรัดแก่นกายก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก บั้นท้ายที่เด้งขึ้นลงยามที่เขากดกายกระแทกยังน่ามองเสมอเช่นเดียวกันกับแผ่นหลังนวลเนียนเปียกชื้นสะท้อนแสงไฟเป็นมันวาว ปกคลุมด้วยเส้นผมสียาว
“เอ่อ เฮียไคคะ”ด้านคนถาม เมื่อเห็นเธอหน้าแดงมองไปด้านหลังก็มองตามสายตาไป คล้ายจะเพิ่งนึกได้ขึ้นมาว่าไม่ได้อยู่กันตามลำพังจึงโบกมือให้สองคนนั้นไปจัดการสัมภาระกระเป๋าเดินทางทั้งหมดส่วนตัวเองยืนจับมือเล็กรอจนทุกคนออกไปจากห้องและปิดประตูเรียบร้อยแล้วจึงหันกลับมาหายิ้มอีกครั้ง“ว่าไง คิดถึงเฮียไหม” เพราะไม่ได้เจอกันตั้งสองสัปดาห์เขาคิดถึงเธอจะแย่แล้วไม่ถามเปล่าแต่เขายังช้อนอุ้มเธอในท่าเจ้าสาวก่อนจะพาเดินไปนั่งบนโซฟาตัวใหญ่ที่ตั้งอยู่กลางห้องนั่งเล่น แขนแกร่งเกาะเกี่ยวเอวคอดของคนบนตักเอาไว้นอกจากนั้นยังหันไปจูบเรียวแขนขาวที่โอบรอบลำคอของตัวเองอยู่เสียด้วย“คิดถึงค่ะ หนูคิดถึงเฮียไคเหมือนกัน” คำตอบนั้นพร้อมกับรอยยิ้มหวานและมือนิ่มที่ลูบเบา ๆ ที่ข้างแก้มทำเอาชายหนุ่มที่เพิ่งทวงถามกลายเป็นคนเขินเสียเองไม่รู้หนูยิ้มใช้เวทมนตร์แขนงไหนแต่เธอเหมือนสามารถพลิกมาสะกดใจเขาได้ทุกเมื่อ เธอมีโมเม้นต์ที่เขินเหมือนกันนะ แต่ไม่ได้เขินถึงขนาดที่เขาจะสามารถแกล้งได้เวลาเดียวที่จะมีสิทธิ์แกล้งแม่คนนี้มีแค่เวลาอยู่บนเตียงด้วยกัน นอกนั้นเขารุกไปเธอจะรุกกลับ ใช้ดวงตาคู่นั้นจ้องดึงลมหายใจไปจากตัวเขา แถมสู้ไม่
“แม่ฉันไม่ได้ว่า ฉันก็แปลกใจเหมือนกัน จะว่าเป็นเพราะพี่ไคให้รถมาใช้แม่เย็นก็ไม่ได้ว่าอะไรตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วนะ แค่บอกฉันว่าทำอะไรก็ให้รู้จักป้องกัน แต่ถ้าพลาดให้บอกทันทีอะไรงี้”‘ไอ้รอบที่แกไปนอนค้างห้องพี่เขาอ่ะนะ’“นั่นแหละ แม่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพี่ไคเป็นใครมาจากไหน หรือว่ารู้จักอะไรกับคุณแฝด”‘ฉันถามอะไรหน่อยสิยิ้ม’“ว่า”‘พี่รักรู้เรื่องนี้ไหม ที่แกกำลังคุย ๆ แบบท้องชนกันกับฮีอยู่’“น่าจะรู้มั้ง เพราะว่าตอนที่โทรมาถามฉันเรื่องไอ้พัตเตอร์ พี่รักก็ดูไม่ได้สงสัยนะว่าสามีตัวเองไปรู้มาจากไหน น่าจะคุยกันแล้วมั้งว่าคุณแฝดไปรู้เรื่องมาได้ยังไง”‘ชัดเลย’“อะไรวะ”‘ฉันว่าที่แม่แกไม่ว่าไม่ใช่ว่าไม่ห่วงหรอก แต่อาจจะคุยกับพี่รักแล้วและรู้ว่าคุณไคเป็นเพื่อนฮีแฝด แถมเป็นน้องฮีทิม แกบอกฉันอยู่เหมือนกันนี่ว่าเขาต้องผ่านด่านสองคนนั้น”“เหรอวะ”“ใช่ ถ้าผ่านได้มันก็ไม่น่าห่วงไง ยังไงคุณไคก็ต้องเกรงใจคุณแฝด เกรงใจพี่ชายตัวเอง ไม่กล้าทำอะไรไม่ดีกับแก’ได้ฟังที่เพื่อนพูดแล้วยิ้มก็คิดย้อนไปถึงวันแรกที่แม่ถามเธอว่าไปนอนห้องเพื่อนหรือนอนห้องแฟน ตอนนั้นแม่ก็ดูใจเย็นเกินไปจนน่าสงสัยจริง ๆเป็นไปได้ว่าจะรู้ม
ท่าทีของยิ้มเหมือนจะทำให้พัตเตอร์ยิ่งโกรธจัด ชายหนุ่มย่างสามขุมเข้ามาหา มือคว้าไหล่ข้างซ้ายเอาไว้แล้วบีบแน่นจนรู้สึกเจ็บ ทั้งยังกระชากจนร่างของหญิงสาวเสียหลักปลิวตามแรงดึง“ได้เป็นกะหรี่ไฮโซเข้าหน่อยทำมาเป็นชูคอ ทีกูขอเอาละทำเป็นสะดีดสะดิ้ง ถ้าขายตัวทำไมไม่บอกวะ หรือคิดว่ากูไม่รวยเท่าเสียแก่ ๆ ของมึง ออดี้คันละไม่กี่บาทกูซื้อให้ขับได้อยู่แล้ว”“พูดเหี้ยอะไรของมึง ออกห่างจากเพื่อนกูเลยนะ” ยังไม่ทันที่ยิ้มจะได้ด่ากลับให้สมกับความปากหมาของมัน ญารินที่เพิ่งกลับมาจากห้องน้ำก็จ้ำเท้าเดินเข้ามาแทรกตรงกลางและผลักอกของพัตเตอร์จนมือหลุดออกพอเป็นญารินอีกฝ่ายพลันหน้าซีดลงเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ลดละสิ่งที่กำลังทำอยู่ คล้ายกับหากหยุดมันอีโก้จะพังทลายไม่มีชิ้นดีอย่างไรอย่างนั้น“ไม่เกี่ยวกับมึง อย่าเสือก”“แล้วมันเกี่ยวกับมึงเหรอ ยิ้มมันจะขับรถอะไรแล้วเกี่ยวอะไรกับมึงไม่ทราบ หา!! เป็นถึงลูกผู้กำกับแต่กลับทำตัวเหมือนอันธพาลข้างถนน พ่อแม่มึงอายไหมแบบนี้”“มึงอย่ามาด่าถึงพ่อแม่กูนะ”“กูด่ามึงค่ะ อีสมองหมาปัญญาควาย”“อีเวรนี่ นึกว่าบ้านมึงใหญ่แล้วกูจะกลัวเหรอ”“มึงไม่ต้องกลัวกูหรอก ฝั่งยิ้มมันก็ไม่ได้ไก่
หลายวันต่อมา“ยิ้ม ฉันไปเข้าห้องน้ำก่อนนะ ส้มตำป้าดาน่าจะทำพิษว่ะ”“อืมไปสิ เดี๋ยวฉันดูของให้”“อืมขอบใจนะ โอ๊ยไม่ไหวละ”เมื่อเพื่อนสาวจ้ำเท้าไปแล้วยิ้มก็กลับมาตั้งใจอ่านหนังสือเรียนในมือต่อ เพราะออกไปใช้เวลาอยู่กับไคเฉิงหลายวันเพิ่งจะได้กลับมาทุ่มกับการเรียนเต็มที่ได้ไม่นานช่วงนี้จึงต้องกลับมาอ่านหนังสือชดเชยให้มาทว่าอ่านไปได้เพียงยี่สิบนาทีโทรศัพท์เครื่องบางที่อยู่ในกระเป๋ากลับสั่นครืด หยิบมาดูก็พบว่าเป็นสายของคนไกลที่ห่างกันได้หลายวันแล้วเขาไม่ได้โทรเป็นวิดีโอคอลเพราะรู้ว่าเธออยู่มหาวิทยาลัย เห็นอย่างนั้นเด็กสาวจึงวางหนังสือลงบนหน้าตัก ก่อนจะกดรับสายด้วยรอยยิ้มแล้วยกโทรศัพท์ขึ้นแนบหู“ค่ะเฮียไค”‘ทำอะไรอยู่คะ’ เสียงนุ่มทุ้มที่ส่งผ่านสายมาพาให้ความเคร่งเครียดจากการอ่านหนังสือลดน้อยลงไปมาก ไม่รู้ทำไมเธอถึงรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มของเขา ทั้งที่เราคุยกันแบบไม่ได้เห็นหน้าด้วยซ้ำ“อ่านหนังสือช่วงรอเรียนค่ะ เฮียไคล่ะคะ”‘เฮียเพิ่งกลับจากบ้านใหญ่ค่ะ คิดถึงหนูจัง หนูเป็นไงบ้างวันนี้ เรียนหนักไหมคะ’“หนักนิดนึง อาจารย์ก็สั่งงานเยอะ” เธอว่าด้วยน้ำเสียงเหนื่อยอ่อน แม้ไม่ได้ตั้งใจงอแงกับเขาแต่เหม
ด้านฝั่งประเทศไทย ยิ้มที่กลับมาใช้ชีวิตปกติหลังไคเฉิงบินกลับจีน ก็พบว่าเขาเพิ่งจะเพิ่มเพื่อนเฟสบุ๊คของเธอ…เด็กสาวไม่รู้ว่าตัวเองควรจะรู้สึกอย่างไรดีกับการได้เห็นคำขอเป็นเพื่อนของเฟสบุ๊คชื่อ ‘Huang KaiCheng’ เด้งขึ้นมาในกล่องแจ้งเตือน เพราะต่อให้จะตีลังกาคิดหลอกตัวเองอย่างไร คนที่จะใช้ชื่อนี้มันก็มีแค่เขาฝ่ายนั้นเพิ่งจะกดมาเมื่อราวชั่วโมงก่อนหลังจากที่เธอไปคอมเม้นต์ใต้โพสต์รูปหลานในเฟสบุ๊คของพี่เขย เขาคงไปเจอเธอในเฟสบุ๊คคุณแฝดสักคนเข้า กลับจีนไปวันเดียวก็เล่นเธอเลยเหรอ“โอ๊ย!! จะบ้า” หญิงสาวในชุดนักศึกษาเต็มยศเอ่ยลอดไรฟัน อยากจะเอาหัวโขกโต๊ะสักพันครั้ง เจอเฟสบุ๊คไม่ว่าแต่เธอวิจารณ์เหตุการณ์บ้านเมืองฉ่ำมากด่าชายแทร่ ความเหลื่อมล้ำ นายทุนกิน จีนเทา สงครามทั้งในและนอก จีนเทา สแกมเมอร์ประเทศเพื่อนบ้าน ซ้ายจัดแบบตกขอบโลก ซ้ำร้ายทุกโพสต์ตั้งเป็นสาธารณะ...ก็ไม่ได้อายหรอกที่ตัวเองมีมุมมองทางการเมืองและสังคมแบบนี้ แต่เธอยังไม่พร้อมให้เขารับรู้ไง นั่นแหละคือประเด็น“ตายห่าละอียิ้ม” แต่เรื่องที่เขาเจอเฟสบุ๊คก็ยังไม่เท่ากับที่มากดไลค์ใต้โพสต์ด่าจีนเทา เด็กสาวแทบจะหงายลงจากม้านั่งเสียตั้งแต่ตอน
ไม่นานนักทั้งสองคนก็ขึ้นมาถึงห้องที่ไคเฉิงเปิดเอาไว้ ยิ้มรู้แค่ว่าโรงแรมนี้เป็นโรงแรมเดียวกับที่เราเจอกันครั้งแรก เธอมัวแต่ร้องไห้จนดวงตาพร่ามัวมองไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าเลขห้องคืออะไรจะใช่ห้องเดิมที่เคยเสียบริสุทธิ์หรือไม่ ในยามนี้เด็กสาวไม่สนใจอีกต่อไปแล้ว เพราะทันทีที่ประตูห้องปิดลงและเขาก็รั้งตัวเ
"ซ้อมให้น่วมแต่อย่าให้ตาย อย่าให้โดนอวัยวะสำคัญ เอาให้เจ็บระบมต้องนอนพักไปสักเดือน แล้วก็สอนมันด้วยว่าอย่าไปทำแบบนี้กับใครอีก เผื่อพ่อแม่มันไม่สอนถึงได้ทำตัวระยำแบบนี้"'คนผู้หญิงล่ะครับ'"ซ้อมเหมือนคนผู้ชาย บอกมันด้วยทีหน้าทีหลังอย่าคิดทำร้ายผู้หญิงด้วยกันแบบนั้นอีก และนอกจากซ้อมห้ามมีใครแตะเด็กคน
“จอดตรงนี้แหละค่ะเฮียไค เดี๋ยวหนูนั่งวินเข้าไปเอง”“ไม่ให้เข้าไปส่งที่บ้านเหรอคะ”“ไม่ดีกว่าค่ะ หนูยังไม่อยากให้แม่เห็นว่ามีคนมาส่ง” เด็กสาวส่ายหน้าดิกยามที่เขาเอ่ยถามอย่างเป็นห่วง ยิ้มยังใช้น้ำเสียงสุภาพเพราะอยากให้เขาเข้าใจว่าให้เข้าไปส่งไม่ได้ และนี่เป็นเรื่องซีเรียสมากสำหรับบ้านเธอ“แม่หวงเหรอ”
“ที่นี่เหรอคะ”“ใช่ค่ะ ที่นี่แหละร้านประจำของหนูกับเพื่อน”เด็กสาวตอบด้วยใบหน้าชื่นบาน ตอนแรกกะจะเขาพาไปร้านโปรดจริง ๆ อยู่หรอก แต่ดันเกิดสงสารพ่อเจ้าประคุณที่จะต้องมานั่งร้านส้มตำข้างทางขึ้นมาสุดท้ายจึงเปลี่ยนใจไปเลือกร้านที่อร่อยน้อยกว่าแต่มีแอร์แทน เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่ต้องนั่งกินของเผ็ดแบบร้อ







