Masukพิมพ์ชนกนิ่งไปเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำถามของเขา ดวงตาเธอหลบสายตาคมกริบของเขา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ
"ฉันแค่อยากหารายได้เสริมค่ะ ระหว่างเรียน…ไม่มีอะไรหรอกค่ะ"
ชายหนุ่มยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มจางๆ ปรากฏบนใบหน้าเหมือนเขาสนใจคำตอบนั้น "เรียนอะไรอยู่ล่ะ?"
"บริหารธุรกิจค่ะ" พิมพ์ชนกตอบพลางพยายามหลบสายตาเขา เพราะเธอกำลังโกหกว่าเธอมาทำงานหารายได้พิเศษ
และคณะที่เธอเรียนก็ไม่ใช่บริหารธุรกิจ
เธอรู้สึกว่าการพูดคุยครั้งนี้กำลังกลายเป็นอะไรที่มากกว่าคำถามธรรมดาๆ จากลูกค้าทั่วไป
"บริหารธุรกิจ…" เขาทวนคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่แฝงไว้ด้วยความนึกคิดบางอย่าง
"แล้วคิดว่าอนาคตจะบริหารอะไร? หรือแค่บริหารชีวิตตัวเองให้รอดก่อน?"
คำถามของเขาทำให้พิมรู้สึกเหมือนโดนแทงใจ เธอยิ้มแห้งๆ พยายามกลบความรู้สึกที่เริ่มก่อตัว
พิมพ์กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก คำถามของปกรณ์เหมือนคำพูดที่เจาะลึกเข้ามาในความจริงของเธอ
“ก็...บริหารชีวิตตัวเองให้รอดอยู่นี่ไงค่ะ” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูขำขัน แต่แววตาของเธอกลับสะท้อนถึงความไม่พอใจ
ปกรณ์มองเธอนิ่ง สายตาเขาเหมือนอ่านใจคนได้ ความเงียบครอบงำระหว่างพวกเขาสองคนครู่หนึ่ง
ก่อนที่เขาจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เบาลงเล็กน้อย
“มันไม่ง่าย ถ้าจะทำให้รอด เธอต้องพร้อมกว่านี้”
พิมพ์ชนกรู้สึกเหมือนเขากำลังวิจารณ์เธอ แม้คำพูดจะดูเหมือนเป็นคำแนะนำ แต่เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหมือนถูกตำหนิ
ชายหนุ่มพยักหน้าเบาๆ พร้อมกับยกแก้วเครื่องดื่มขึ้นจิบ "ทำงานแบบนี้ ถึงจะได้เงินเยอะแต่มันเสี่ยงนะ"
น้ำเสียงของเขาดูเหมือนจะเบาลงเล็กน้อย คล้ายกับว่ามันไม่ได้พุ่งเป้ามาที่พิมเพียงคนเดียว แต่เป็นการพูดถึงตัวเขาเองด้วย
"ขอบคุณค่ะ" พิมพ์ชนกตอบสั้นๆ พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย แต่ในใจยังคงเต็มไปด้วยคำถามเกี่ยวกับชายคนนี้
เขามองเธอนิ่งๆ อยู่ชั่วครู่ ก่อนจะพูดขึ้นอีกครั้ง "ดูแลตัวเองดีๆ นะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนดีๆ ควรอยู่"
จากนั้นเขาก็ลุกขึ้น เดินออกไป ทิ้งให้พิมยืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับหัวใจที่เต็มไปด้วยความสับสนและความสงสัยในตัวเขามากยิ่งขึ้น
ปกรณ์เดินจากไปพร้อมกับบรรยากาศที่ดูเงียบงันผิดปกติ ราวกับทุกสายตาในผับจับจ้องไปที่เขา
พิมมองตามแผ่นหลังกว้างของชายหนุ่มที่ค่อยๆ หายลับไปในความมืด รู้สึกเหมือนมีบางอย่างดึงดูดให้เธออยากรู้เกี่ยวกับตัวเขามากขึ้น
เธอพยายามสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นออกไป แต่คำพูดของเขายังคงวนเวียนในหัว
"ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่คนดีๆ ควรอยู่" คำพูดนี้เหมือนคำเตือนที่ฟังดูจริงจังเกินไปสำหรับคนแปลกหน้าที่เพิ่งเจอกัน
พิมถอนหายใจและกลับไปทำงานต่อ พยายามไม่ให้ตัวเองหมกมุ่นกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
แต่เมื่อคืนผ่านไป เธอสังเกตได้ว่ามีพนักงานหลายคนมองเธอด้วยสายตาแปลกๆ ราวกับจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ไม่มีใครเอ่ยปาก
"พิม" เสียงของพนักงานหญิงรุ่นพี่ที่รู้จักเธอดังขึ้นจากด้านหลัง เธอหันไปพบกับพี่นก พนักงานเสิร์ฟที่อยู่ที่นี่มานาน
"พี่แค่อยากบอกไว้นะ ถ้าผู้ชายคนนั้นมาคุยกับเธออีก…อย่าทำให้เขาไม่พอใจล่ะ" พี่นกพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"เขาไม่ใช่คนที่เราจะเล่นด้วยได้ เข้าใจไหม?"
คำเตือนนั้นทำให้พิมขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "ทำไมคะ? เขาดูเหมือนคนปกติธรรมดานะคะ แค่พูดตรงๆ ไปหน่อย"
พี่นกถอนหายใจ "เขาชื่อปกรณ์ เป็นเจ้าของผับนี้…และเป็นคนที่ไม่มีใครกล้าตอแยด้วย"
พิมพ์ชนกรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ชายหนุ่มที่ดูเยือกเย็นและลึกลับคนนั้นกลับกลายเป็นเจ้าของสถานที่นี้เอง
ทุกสิ่งเริ่มชัดเจนขึ้นในทันที ทั้งท่าทางของคนในผับที่เกรงใจเขา และคำเตือนของพี่นก
แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ยิ่งทำให้พิมพ์ชนกรู้สึกอยากรู้จักเขามากขึ้นกว่าเดิม
พิมพ์ชนกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู พบว่าใกล้จะเที่ยงคืนแล้ว
เธอเดินไปหาพี่ผู้จัดการที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์เพื่อแจ้งขอเลิกงานตามเวลาที่ตกลงไว้ล่วงหน้า
“พี่แก้วคะ หนูขอเลิกงานเที่ยงคืนเหมือนเดิมนะคะ พรุ่งนี้เช้าต้องไปเรียน” พิมพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพ พร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
พี่แก้ว ผู้จัดการผับวัยสามสิบต้นๆ ที่ดูเคร่งขรึมกับคนอื่น แต่กลับเอ็นดูพิมพ์ชนกเป็นพิเศษ พยักหน้าให้
"ได้สิ พิม วันนี้ดูแลลูกค้าดีมากเลยนะ ขอบคุณที่ช่วยพี่"
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูก็ทำเต็มที่” พิมพ์ชนกตอบด้วยความสุภาพ แม้ในใจจะรู้สึกโล่งใจที่เลิกงานตรงเวลา เพราะร่างกายเริ่มล้าเต็มที
“รีบกลับไปพักผ่อนนะ พรุ่งนี้มีเรียนแต่เช้าไม่ใช่เหรอ?” พี่แก้วถามพร้อมกับมองเธอด้วยสายตาห่วงใย
“ค่ะพี่ หนูเรียนเก้าโมงเช้า” พิมพ์ชนกตอบ
พี่แก้วพยักหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยทิ้งท้าย
“ถ้าขาดเหลืออะไร หรือมีปัญหา ก็บอกพี่ได้นะ พี่เข้าใจว่าน้องยังเรียนอยู่ อย่าฝืนตัวเองมากเกินไปล่ะ”
พิมยิ้มขอบคุณอย่างจริงใจ “ขอบคุณนะคะพี่แก้ว หนูโชคดีจริงๆ ที่ได้เจอพี่ๆที่ใจดี"
หลังจากเคลียร์งานเรียบร้อย เธอก็เก็บกระเป๋าและเตรียมตัวกลับบ้าน
แม้จะเหนื่อยจากการทำงาน แต่ในใจพิมกลับรู้สึกอบอุ่นที่มีคนคอยดูแลและเข้าใจเธอแบบพี่แก้ว
เธอมุ่งหน้าออกจากผับ ท่ามกลางบรรยากาศยามดึกที่ค่อยๆ เงียบสงบลง...
แต่คำพูดของปกรณ์ยังคงก้องอยู่ในหัวของเธออย่างแผ่วเบา "ดูแลตัวเองดีๆ นะ"
ในขณะที่พิมเดินออกจากผับพร้อมกระเป๋าสะพายใบเล็ก ใจเธอโล่งที่ได้เลิกงานตามเวลา
ท่ามกลางความมืดสลัวของผับที่เริ่มเงียบลงหลังเที่ยงคืน เธอไม่รู้เลยว่าในมุมหนึ่งของชั้นสอง
ปกรณ์ยังคงยืนมองเธอเงียบๆ สายตาของเขาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของเธอ
ปกรณ์ยืนอยู่ตรงระเบียงที่ซ่อนอยู่ในเงามืด มือข้างหนึ่งถือแก้วเครื่องดื่มไว้หลวมๆ
ในขณะที่อีกมือพิงราวระเบียง ใบหน้าหล่อเหลาแฝงไปด้วยความลึกลับ สายตาคมกริบมองลงไปที่พิมพ์ชนก
ราวกับพยายามอ่านความคิดและความตั้งใจของหญิงสาวที่เขาพบเพียงไม่นาน แต่กลับดึงดูดความสนใจของเขาอย่างประหลาด
“เด็กคนนี้ไม่เหมือนใคร…” เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก
ปกรณ์ดื่มเครื่องดื่มในแก้วจนหมด ก่อนจะวางแก้วลงบนโต๊ะข้างตัว จากนั้นเขาหันหลังและเดินกลับไปยังห้องส่วนตัวของเขา
โดยยังคงนึกถึงแววตาและท่าทางของพิมที่ทั้งซื่อตรงและกล้าหาญ
"พรุ่งนี้…เธอคงต้องกลับมาเจอกับฉันอีกแน่ พิม" เขาเอ่ยขึ้นเบาๆ กับตัวเองก่อนจะหายลับไปในเงามืดของทางเดิน
ปกรณ์เดินกลับเข้าไปในห้องส่วนตัว แต่ก่อนจะปิดประตู เขาหันไปมองลูกน้องคนสนิทที่ยืนรอคำสั่งอยู่ไม่ไกล
"ตามไปดูเด็กผู้หญิงที่เพิ่งออกจากผับเมื่อกี้" เสียงของเขานิ่งแต่ทรงอำนาจ "ดูว่าเธอกลับบ้านยังไง อยู่ที่ไหน แล้วมารายงานฉัน"
ลูกน้องพยักหน้ารับคำสั่งอย่างรวดเร็ว "ครับคุณปกรณ์ ผมจะจัดการให้เรียบร้อย"
"ไม่ต้องทำให้เธอรู้ตัว แค่ดูแลให้แน่ใจว่าเธอปลอดภัยก็พอ" น้ำเสียงของปกรณ์เรียบง่ายแต่แฝงด้วยความจริงจัง
"เข้าใจครับ" ลูกน้องตอบรับ ก่อนจะรีบเดินออกไปทำตามคำสั่งทันที
ปกรณ์มองตามหลังลูกน้องด้วยสีหน้าครุ่นคิด แม้ภายนอกเขาจะดูนิ่งเฉย
แต่ในใจกลับเต็มไปด้วยความสงสัยและความสนใจที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับผู้หญิงคนไหน
เขาก้าวกลับไปนั่งลงที่โซฟาตัวใหญ่ในห้อง หยิบแก้วเครื่องดื่มขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาเพียงแค่ถือไว้ในมือ ไม่ได้ยกดื่ม
"เธอเป็นใครกันแน่ พิม…" เขาพึมพำกับตัวเองเบาๆ สายตาจ้องมองไปที่ประตูห้องราวกับกำลังรอคำตอบจากรายงานที่จ
1 ปีต่อมา: ปกรณ์ คุณพ่อมือใหม่สุดวุ่นวายกับลูกสาวตัวน้อยเช้าวันหนึ่งที่บ้านของปกรณ์ บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ เสียงร้องไห้และความวุ่นวายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของมาเฟียผู้เคยเยือกเย็นและสุขุมเสียงเล็กๆ ดังขึ้นจากห้องเด็กอ่อน“แงงงงงง!”ปกรณ์สะดุ้งตื่นจากเตียงทันที แม้ใบหน้าจะยังงัวเงีย เขารีบหันไปคว้าเบาะรองข้อศอกเพื่อเตรียมตัวให้นมลูกนี่คือกิจวัตรใหม่ที่เขาเริ่มชิน แต่ก็ยังมีความทุลักทุเลอยู่ไม่น้อย"พิม! ลูกตื่นแล้ว!" ปกรณ์เรียกภรรยาเสียงดังในขณะที่พยายามอุ้มเด็กน้อยที่กำลังดิ้นงอแงอยู่ในเปลพิมพ์ชนกที่เดินออกมาจากห้องน้ำหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นสภาพของสามี เธอยื่นมือมารับลูกจากปกรณ์ พลางพูดแซวว่า"พ่อมือใหม่ยังไม่ชินสินะคะ ทำหน้าเหมือนโลกแตกทุกครั้งที่ลูกร้องเลย"ปกรณ์ยิ้มเก้อๆ ก่อนจะเกาท้ายทอยแก้เขิน"มันก็จริงอยู่ แต่ผมว่าลูกเราเสียงดังมากเลยนะ ไม่ต้องมีสัญญาณเตือนภัยบ้าน เราก็ปลอดภัยแล้ว!"ทั้งคู่หัวเราะไปพร้อมกันหลายเดือนต่อมาความอลเวงช่วงสายเมื่อถึ
วันพิธีรับปริญญาของพิมพ์ชนกมาถึงแล้ว บรรยากาศในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะของบัณฑิตใหม่ที่มาเฉลิมฉลองความสำเร็จในชีวิตการเรียนของพวกเขา กับครอบครัว เพื่อนสนิทและคนพิเศษที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีพิมพ์ชนกสวมชุดครุยสีขาวตัดดำเข้ารูป เสริมความสง่างามในตัวเธอไปอีกแบบเธอเดินไปยังจุดถ่ายรูปหลักหน้าอาคารประจำมหาวิทยาลัย ใบหน้าเปื้อนยิ้มเมื่อเห็นปกรณ์ที่ยืนอยู่พร้อมกับแม่ของเธอและเพื่อนๆ ที่ตั้งใจมาให้กำลังใจเธอในวันนี้“ยินดีด้วยนะคนครับเก่ง” ปกรณ์พูดพร้อมกับยิ้มอบอุ่น เขาสวมสูทสีเทาเรียบหรูแม้จะเรียบง่ายแต่กลับดูดีเกินบรรยาย เขาถือช่อดอกกุหลาบสีชมพูพาสเทลไว้ในมือ ยื่นส่งให้เธอด้วยท่าทีอ่อนโยนพิมพ์ชนกรับช่อดอกไม้มา หัวใจอบอุ่นขึ้นในทันทีเมื่อสัมผัสได้ถึงความใส่ใจที่เขามอบให้เธอเอ่ยคำขอบคุณพร้อมรอยยิ้มหวานๆ ที่ทำให้คนรอบข้างอดไม่ได้ที่จะมองดูทั้งคู่ด้วยสายตาเต็มไปด้วยความชื่นชม“ลูกแม่เก่งที่สุดเลย” แม่ของพิมพ์ชนกพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น พลางดึงลูกสาวมากอดเ
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายที่เคยคุกคามชีวิตเขาและคนที่เขารักได้จบสิ้นลงปกรณ์ก็ใช้เวลาคิดทบทวนถึงทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ชายหนุ่มตัดสินใจครั้งสำคัญวางมือจากธุรกิจสีเทาอย่างเด็ดขาด เพื่อให้ตัวเองมีชีวิตที่สงบสุข และที่สำคัญคือเพื่อปกป้องคนที่เขารักและห่วงใยตอนนี้ปกรณ์หันมาดูแลผับและบริษัทของเขาอย่างจริงจัง โดยเน้นให้กิจการทั้งสองเดินหน้าในกรอบของความถูกต้องตามกฎหมายเขาทุ่มเทให้กับการพัฒนาธุรกิจของตัวเอง หลังจากที่ปกรณ์ตัดสินใจวางมือจากธุรกิจสีเทาเขาหันมาทุ่มเททุกอย่างให้กับการพัฒนาธุรกิจอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงเพื่อความสำเร็จทางการเงินแต่เพื่อต้องการสร้างธุระกิจสำหรับครอบครัวของเขาเย็นวันหนึ่ง ขณะที่พิมพ์ชนกกำลังจัดโต๊ะอาหารที่ระเบียง ปกรณ์เดินออกมาพร้อมกับยิ้มบางๆดวงตาสะท้อนความผ่อนคลายที่หาได้ยากในวันเก่าๆพิมพ์ชนกวางจานในมืออย่างเบามือ พลางหันไปมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอ็นดูและอบอุ่นใจภาพของชายผู้เคยแข็งกร้าวที่เวลานี้ดูอ่อนโยนยิ่งกว่าเดิม ทำให้หัวใจเธอคล้ายถูกโอ
หลังจากที่ทุกคนเฝ้าพิมพ์ชนกจนล่วงเข้าสู่ตอนดึก ขวัญข้าวที่ดูเหนื่อยล้าเอ่ยขึ้นเบาๆ"พวกเราควรผลัดกันพักบ้างนะ คุณอัคคี คุณกลับไปพักเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่ต่อเอง"อัคคีขมวดคิ้วมองเธอ ก่อนตอบกลับเสียงเรียบ "ให้ฉันอยู่เป็นเพื่อนดีกว่า เธอเองก็ดูเหนื่อยไม่น้อยเหมือนกัน"ขวัญข้าวถอนหายใจ แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่หันไปมองปกรณ์ที่ยังคงนั่งจับมือพิมพ์ชนกไม่ปล่อยสายตาของเขาจับจ้องเธออย่างมีความหวัง"คุณปกรณ์คุณพักหน่อยไหม" ขวัญข้าวเอ่ยถามเบาๆปกรณ์ส่ายหน้าโดยไม่หันมอง "ไม่เป็นไร ผมอยากอยู่ตรงนี้ ถ้าพิมฟื้นขึ้นมา ผมอยากให้เห็นหน้าพิมเป็นคนแรก"ขวัญข้าวมองดูเพื่อนของเธอด้วยสายตาเศร้า ก่อนจะหันไปบอกอัคคี"เราไปหาอะไรรองท้องกันหน่อยไหม"อัคคียักไหล่อย่างไม่สนใจ แต่ก็พยักหน้าในที่สุด "โอเค "เมื่อทั้งคู่เดินออกไปจากห้อง ความเงียบงันก็ปกคลุมลงมา ปกรณ์ยังคงนั่งนิ่งอยู่ที่เดิมมือหนาเอื้อมไปปัดเส้นผมที่ปรกใบหน้าพิมพ์ชนกออกอย่างแผ่วเบา สัมผัสของเขานุ่มนวลราวกับกลัวว่าเธอจะเจ็บ"ขอโทษนะ ที่ปกป้องคุณไม
ดวงอาทิตย์ที่กำลังลับขอบฟ้าทาท้องฟ้าด้วยสีส้มและชมพูอ่อน พื้นทรายละเอียดใต้ฝ่าเท้าชวนให้รู้สึกอบอุ่นหยาดน้ำทะเลที่กระเซ็นเข้าหาชายฝั่งเป็นระยะสร้างเสียงคลื่นเบาๆ คล้ายเพลงบรรเลงปกรณ์กุมมือของพิมพ์ชนกไว้อย่างแนบแน่น สัมผัสของเขาอ่อนโยน แต่มั่นคงพิมพ์ชนกเหลือบมองมือของพวกเขาที่ประสานกัน ความอบอุ่นจากอุ้งมือของเขาไหลซึมผ่านปลายนิ้วเข้ามาในใจเธอคล้ายกำลังทำให้ความหนาวเหน็บที่เธอพยายามสร้างขึ้นเองเริ่มละลาย"ที่นี่สงบดีนะ" เสียงของปกรณ์ดังขึ้นท่ามกลางเสียงคลื่น เขาหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มบางๆพิมพ์ชนกพยักหน้า ยิ้มกลับบางเบา "ค่ะช่วงเวลาแบบนี้เหมือนจะหยุดเวลาไว้ได้"เขาหยุดเดิน ดึงมือเธอให้หยุดตาม รอยเท้าของพวกเขาประทับอยู่บนทรายขาวละเอียด ราวกับเครื่องหมายแห่งความทรงจำที่ถูกฝากไว้"ผมอยากให้คุณรู้ไว้นะ" ปกรณ์เริ่มพูด สายตาของเขาสบเข้ากับเธอโดยตรง“ตั้งแต่วินาทีแรกที่เราเจอกัน คุณคือคนที่ผมอยากใช้เวลาอยู่ด้วย ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม”คำพูดของเขาทำให้พิมพ์ชนกนิ่งไป ใจเธอเต้นแรงกว่าเดิม เธอก้มหน้าลงพยา
แสงอาทิตย์อ่อนๆ ของเช้าวันใหม่ที่ทอดผ่านหน้าต่างรถที่เปิดเพลงเบาๆปกรณ์นั่งอยู่ที่เบาะหลังเคียงข้างพิมพ์ชนก มือข้างหนึ่งของเขาจับมือเธอไว้แน่นราวกับจะยืนยันความปลอดภัยให้กับเธอเตโซผู้ช่วยคนสนิททำหน้าที่คนขับ เขาขับรถไปอย่างระมัดระวังบนถนนโล่งขวัญข้าวและอัคคีนั่งอยู่รถคันถัดมา ทุกอย่างดูปกติ แต่แล้ว..."คุณปกรณ์ครับ มีรถขับตามเรามาตั้งแต่ออกจากโรงแรมแล้วล่ะครับ" เตโซพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมพลางมองกระจกมองหลังบ่อยครั้งปกรณ์เหลือบมองพิมพ์ชนกที่กำลังจ้องเขาอย่างเป็นกังวล เขาขยับตัวมองผ่านกระจกฝั่งตัวเองก่อนจะหันไปพยักหน้าให้เตโซ“ใจเย็นๆ ขับไปตามทางปกติ แต่ระวังหน่อย” เสียงของเขาสั่งเด็ดขาด เตโซปรับความเร็วและพยายามหาทางหนีจากการสะกดรอยไม่นาน รถคันที่ตามมาก็เริ่มกระชั้นชิด เสียงยางล้อเสียดสีกับถนนทำให้พิมพ์ชนกสะดุ้งเธอหันไปมองรถที่อยู่เบื้องหลังด้วยความหวาดกลัวแล้วมันก็เกิดขึ้น...เสียงปืนดังขึ้น! กระจกข้างรถแตกกระจาย เตโซกระชากพวงมาลัยทำให้รถเบี่ยงหลบไปอีกเลน“นั่งลง!” ปกรณ์กระชากพิมพ์ชนกลงต่
ขวัญข้าวนั่งไขว่ห้างอยู่ที่ม้านั่งหน้าคณะ พลางก้มมองโทรศัพท์ในมือแต่หางตาเหลือบเห็นรถคันหรูจอดเทียบอยู่ไม่ไกล เธอเลิกคิ้วสงสัย ก่อนจะเห็นพิมพ์ชนกเปิดประตูรถลงมา"เฮ้ย! ยัยพิม!" ขวัญข้าวลุกพรวดขึ้นมา มองเพื่อนรักด้วยสายตาแปลกใจปนสงสัยพิมพ์ชนกยืนปรับกระโปรงพลางส่งยิ้มเจื่อนๆ ให้เพื่อน แต่ยังไม่ทันพ
เช้าวันใหม่มาเยือน พร้อมกับแสงแดดอ่อนๆ ส่องลอดผ่านม่านหน้าต่างในห้องที่เงียบสงบพิมพ์ชนกค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างอ่อนล้า แต่ก็ต้องเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดอุ่นๆ ที่โอบล้อมตัวเธออยู่เธอหันไปมองด้านข้าง ใบหน้าคมเข้มของปกรณ์อยู่ใกล้จนเธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆของเขาที่พัดผ่านแก้ม เธอหน้าแดงทันทีท
ปกรณ์รู้สึกถึงความร้อนที่พุ่งเข้ามาจากความรู้สึกที่พยายามยับยั้งอยู่ภายใน เขามองเธอด้วยความลังเลเพียงชั่วครู่ดวงตาสีดำขลับหรี่ลงเล็กน้อย เขารู้ว่าเธอเมาและพูดไปตามอารมณ์แต่บางสิ่งในตัวเขากลับรู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นอย่างไม่สามารถห้ามได้"พิมพ์ชนก..." เขาพึมพำชื่อของเธออีกครั้งด้วยเสียงทุ้มต่ำ ก่อนจ
ปกรณ์มองตามเธอจนลับสายตา ความรู้สึกที่ซับซ้อนกำลังตีกันอยู่ในอก เขารู้ดีว่าการปล่อยเธอไปเช่นนี้คือสิ่งที่ควรทำ แต่ความคิดอีกด้านกลับย้ำเตือนว่าเธอคือคนที่เขาไม่อาจปล่อยมือได้ง่ายๆในขณะเดียวกัน หญิงสาวตัวเล็กแต่เต็มไปด้วยความหยิ่งทะนงพิมพ์ชนกที่เดินกระฟัดกระเฟียดออกมาจากผับของปกรณ์ จู่ๆเสียงแจ้งเ







