เข้าสู่ระบบเฟิ่งหวงเดินลงมาที่ห้องอาหารด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง ทว่าพอสายตากวาดมองไปรอบโต๊ะยาวกลับไม่พบร่างบางที่ควรนั่งอยู่ตรงนั้น
“นายหญิงออกไปข้างนอกตั้งแต่เช้าแล้วค่ะ” สาวใช้เอ่ยรายงานอย่างสุภาพ เมื่อเห็นเจ้านายนั่งขมวดคิ้วอยู่หัวโต๊ะ
“ใครใช้ให้เรียกผู้หญิงคนนั้นว่านายหญิง” เขาตำหนิทันที น้ำเสียงต่ำลงเล็กน้อยแฝงความไม่พอใจที่แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อยากยอมรับ
“ขออภัยค่ะ” สาวใช้รีบก้มหน้าลง
“เช้าขนาดนี้จะออกไปไหน” เฟิ่งหวงพึมพำกับตัวเองมากกว่าจะถามใคร ภาพเมื่อคืนผุดขึ้นมาในหัวชั่ววูบ ก่อนที่เขาจะส่ายหน้าเหมือนไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป
เขายกกาแฟขึ้นดื่มจนหมดแก้ว ความขมไหลลงคอแต่กลับไม่ช่วยให้หัวโล่งอย่างที่ควรจะเป็น เฟิ่งหวงลุกขึ้นจากเก้าอี้ทันทีโดยไม่แตะอาหารเช้าแม้แต่น้อย
ไม่นานรถหรูคันเดิมก็แล่นออกจากคฤหาสน์มุ่งหน้าไปยังกาสิโน เขาอยากจะรู้นักว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปในทิศทางไหน
“ฉันให้ไปเฝ้าซินแสเป็นยังไงบ้าง”
“ทุกอย่างดูปกติครับ”
“ถ้ามันไม่เป็นแบบที่ซินแสพูดฉันจะจับเผาทั้งเป็น” ดวงตาของเขาวาวโรจน์ยามที่นึกถึงคำพูดของซินแสคนนั้น จนทำให้เขามีพันธะในวันนี้
เขาเดินไปหยุดอยู่หน้าห้องดูกล้องวงจรปิด ภายในห้องเต็มไปด้วยจอมอนิเตอร์นับร้อยภาพ ฉายภาพจากทุกมุมของกาสิโน สายตาคมกริบกวาดมองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะชะงักลงด้วยความประหลาดใจ ลูกค้าแน่นกว่าทุกวัน เสียงหัวเราะและความคึกคักแทบล้นออกมานอกจอ
คงเป็นเรื่องบังเอิญมากกว่า แต่แล้วสายตากลับไปสะดุดเข้ากับภาพหนึ่ง หญิงสาวร่างเล็กในชุดพนักงานกำลังเดินแจกไพ่ให้ลูกค้าอยู่โต๊ะหนึ่งท่าทางสุภาพ และรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า
“นั่นอะไร!” เขาหันไปถามทันที
“คุณหนูจ๋าครับ มาดามจีน่าบอกให้มาทำงาน” อี้เฉินรายงานเสียงเรียบ
“ใครใช้ผู้หญิงคนนั้นมาทำงาน!” น้ำเสียงเขาแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดดวงตาไม่ละจากจอ เมื่อเห็นชายสองคนเอนตัวเข้ามาพูดคุยกับพรพระจันทร์ด้วยท่าทีเป็นมิตร และที่ทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมคือเธอยิ้มตอบ
รอยยิ้มที่ไม่ควรส่งให้ใครง่ายๆ แบบนั้น เฟิ่งหวงกำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกหงุดหงิดแล่นวาบขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
“บอกให้เธอออกจากโต๊ะนั้นเดี๋ยวนี้” เขาสั่งเสียงต่ำ แฝงอำนาจที่ไม่เปิดโอกาสให้ใครโต้แย้ง
“ครับท่าน” อี้เฉินชะงักเล็กน้อย ก่อนจะรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว
เฟิ่งหวงยังคงจ้องภาพนั้นไม่วางตาใจหนึ่งไม่อยากให้เธออยู่ท่ามกลางสายตาของผู้ชายเหล่านั้น อีกใจกลับหงุดหงิดที่ตัวเองกำลังรู้สึกแบบนี้ ทั้งที่เขาบอกกับตัวเองมาตลอดว่าผู้หญิงคนนั้นไม่มีความหมายอะไรกับชีวิตเขาเลย
อีกคนไม่รู้เลยว่าพายุลูกใหม่กำลังค่อยๆ ก่อตัวและกำลังพัดโหมเข้ามาใกล้ เธอยังคงหัวเราะอย่างเป็นกันเองกับลูกค้ารอยยิ้มสดใสไม่ได้มีพิษภัยใดๆ
“ขอโทษด้วยนะครับ พอดีมีคำสั่งให้คุณหนูจ๋าออกไปจากห้องนี้”
“ทำไมต้องออกไปด้วย” พรพระจันทร์ชะงักเล็กน้อย
“นั่นสิ แค่พนักงานคนเดียวจะเรื่องมากอะไรกันนักหนา” ลูกค้าหนุ่มคนหนึ่งเริ่มหัวเสีย เห็นชัดว่าไม่พอใจที่มีใครคิดจะมาแย่งคนสวยของโต๊ะไป
“ต่อเลยค่ะ คุณลูกค้าคนหล่อ” หญิงสาวยิ้มบางๆ ก่อนจะหันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเอง
เธอหยิบไพ่แจกต่ออย่างคล่องแคล่ว ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ลูกน้องของเจ้าพ่อกาสิโนยืนนิ่งไม่กล้าฝืนคำพูดของลูกค้าโดยตรงบรรยากาศบนโต๊ะกลับมาครึกครื้นอีกครั้ง
“คนสวยแจกไพ่เก่งมากเลยครับ”
“แบบนี้ต้องติปหนักๆ แล้วนะคะ” พรพระจันทร์เอ่ยเสียงใส
“พี่ยินดีให้หมดหน้าตักเลย หรือจะให้พี่เลี้ยงตลอดชีวิตก็ได้” ชายหนุ่มหัวเราะอย่างได้ใจ สายตามองเธออย่างไม่ปิดบัง
ปัง!
เสียงประตูถูกเปิดกระแทกเข้ามาอย่างแรงจนทั้งห้องสะดุ้งเฟิ่งหวงก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง แววตาเย็นเฉียบราวกับพายุ ลูกน้องที่ตามหลังเข้ามาพากันก้มหน้าหลบสายตา
“เฮ้ย อะไรวะ!” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะสบถอย่างไม่พอใจ
เฟิ่งหวงไม่แม้แต่จะเหลือบมอง เขาจ้องตรงไปที่พรพระจันทร์อย่างเอาเรื่อง แม่ของเขาคิดยังไงถึงให้หญิงสาวเข้ามาทำงานในกาสิโนของเขา
“ฉันบอกให้ออกไปจากห้องนี้”
“อะไรของคุณหนูจ๋าทำงานอยู่นะคะ กำลังปฏิบัติหน้าที่อย่างชอบธรรม” หญิงสาวขมวดคิ้วเล็กน้อย เชิดหน้าเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
บรรยากาศรอบตัวเงียบงัน ชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้จนระยะห่างแทบไม่ถึงคืบ ส่วนหญิงสาวถอยหลังเพราะไม่รู้ว่าเขาคิดจะทำอะไร
“ออกไป” เขาย้ำอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงเฉียบขาดไร้ที่ต่อรอง
“มะ…ไม่ กรี๊ดดด!”
เสียงกรีดร้องดังลั่นก่อนจะตามมาด้วยเสียงร้องเจ็บปวด พรพระจันทร์ตัวแข็งค้างด้วยความตกใจ เมื่อเฟิ่งหวงยกมือกระแทกเข้าที่หน้าอกของลูกค้าหนุ่มอย่างแรงจนอีกฝ่ายล้มลง ลูกน้องรีบกรูกันเข้าไปจับตัวชายคนนั้นไว้ทันที
“โอ๊ย!”
“คุณทำอะไรของคุณ!” เธอตะโกนถาม เสียงสั่นด้วยความตกใจและโกรธ
“ถ้าเธอไม่ออกไป ฉันจะแตะมันจนกว่าเธอจะยอมออกไป” เขาหันมามองเธอสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
น้ำเสียงของเขานิ่งเย็นชา และไร้ความรู้สึกราวกับความเจ็บปวดของคนอื่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เสียงครางด้วยความเจ็บปวดของชายหนุ่มยังดังไม่หยุด
“คุณมันใจร้าย! แก่แล้วยังทำตัวอันธพาล!” เธอพูดทั้งน้ำตาคลอ และหวาดกลัวปนกันไปหมด
ไม่รอคำตอบพรพระจันทร์หันหลังวิ่งออกไปทันที หัวใจเต้นรัวภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ยังติดตามือสั่นเทา ขาแทบไม่มีแรงพยุงตัว
ด้านหลังเฟิ่งหวงยืนนิ่ง มองแผ่นหลังเล็กๆ ที่วิ่งหนีไปกรามของเขาขบกันแน่น ความหงุดหงิดและความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ได้ก่อตัวขึ้นในอก
“พาไปรอที่ห้องทำงานของฉัน”
“ครับ” เจียห่าวรีบวิ่งตามหญิงสาวออกไปทันที
“ดะ เดี๋ยวแล้วผมล่ะ” คนเจ็บนั่งอยู่ที่พื้นไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงต้องโดนแบบนี้
“อี้เฉินจัดการด้วย”
“รับทราบครับ” อี้เฉินรีบเคลียร์พื้นที่พร้อมกับใช้เงินปิดปากลูกค้าคนนั้นทันที เขาไม่เคยเห็นเจ้านายโกรธผู้หญิงคนอื่นแบบนี้มาก่อน มากกว่าโกรธน่าจะหวงมากกว่า
พรพระจันทร์นั่งหน้าตึงอยู่บนโซฟาหนัง เมื่อถูกลูกน้องของเขาต้อนเข้ามารอในห้องทำงาน ความเงียบกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ไม่นานประตูก็เปิดออกเฟิ่งหวงเดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน ก่อนจะปิดประตูลงเสียงดัง ปัง
“คุณทำร้ายคนอื่นแบบนั้นได้ยังไง” เธอเปิดฉากทันที น้ำเสียงสั่นด้วยทั้งโกรธและหวาดกลัว
“ฉันจะทำอะไรก็เรื่องของฉัน” เขาตอบเรียบก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ขาไขว่ห้าง สายตาคมกริบกวาดมองเธออย่างไม่ปิดบัง
ถึงจะสวมชุดพนักงานธรรมดา แต่ร่างเล็กกับใบหน้าดื้อรั้นนั้นกลับสะดุดตาเขาอย่างน่าหงุดหงิด
“ไม่มีเหตุผลเลย หนูจ๋าเกลียดคนแบบนี้ที่สุด” เธอกำมือแน่นพยายามกลั้นอารมณ์
“แล้วฉันอยากให้เธอมารักหรือไง อย่าลืมสิว่าเราแต่งงานกันเพราะอะไร” เขาหัวเราะหยันในลำคอ
“รู้แล้วน่า หนูจ๋าต้องการแค่เงินเท่านั้นแหละ” เธอสวนกลับทันที
เขาขมวดคิ้วแน่น ไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนพูดเรื่องเงินได้ตรงไปตรงมาแบบนี้แทนที่จะดีใจภูมิใจ หรืออย่างน้อยก็แสร้งหวั่นไหวกับสถานะภรรยาของเขา เธอกลับมองมันเป็นแค่ข้อตกลง
“ผู้หญิงคนอื่นได้แต่งกับฉันคงยิ้มไม่หุบไปแล้ว” เขาพูดเสียงต่ำ
“แต่หนูจ๋าไม่ใช่ผู้หญิงคนนั้น หนูจ๋าชอบผู้ชายอบอุ่นตามใจ ไม่ใช่คนน่ากลัวแบบคุณ”
คำตอบสั้นๆ กลับทำให้ห้องทั้งห้องเงียบงัน เฟิ่งหวงจ้องเธออยู่นานก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้ น่าสนใจผู้หญิงที่ไม่ตื่นเต้นกับเงินไม่หลงในอำนาจยังมีคนแบบนี้อยู่อีกหรือ
“คุณลุงมีธุระอะไรอีกไหมคะ”
“คุณลุง?”
“ก็คุณแก่แล้ว เรียกลุงก็ไม่ผิด”
“เฮ้ย! ลูกมึงหอมแก้มลูกสาวกู” เสียงเฟิ่งหวงตะโกนลั่นสนามหญ้า จนเด็กๆ ที่กำลังเล่นกันอยู่พากันสะดุ้ง หันมามองผู้ใหญ่ตาแป๋ว“เบาๆ หน่อย ลูกกูตกใจหมดแล้วเนี้ย” เสิ่นเว่ยเจี้ยนส่ายหน้า ก่อนจะรีบก้มลงปลอบลูกชายที่ทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมผู้ใหญ่ถึงโวยวายกันใหญ่โต“เฟิ่งซินอย่าไปอยู่ใกล้พวกนี้นะลูก” เขารีบเดินไปอุ้มลูกสาววัยสองขวบขึ้นมา ทำท่าระวังภัยราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ“จางเว่ยน่ารักหนูหอมไม่ได้เหรอคะ” เฟิ่งซินมองหน้าพ่อ ก่อนจะเอียงคอเล็กน้อยตาใสแจ๋ว คำถามไร้เดียงสาทำให้คนเป็นพ่อชะงักไปครู่หนึ่ง“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ๆ ลูกสาวมึงหอมแก้มลูกชายกูวะ!” เสิ่นเว่ยเจี้ยนหัวเราะลั่นอย่างถูกใจ มือกอดท้องเหมือนดูละครตลกเรื่องโปรด“ไอ้เว่ยเจี้ยน!” เขาหันไปค้อนเพื่อนอย่างไม่พอใจ“เฟิ่งซิน เราไปเล่นกับพี่เฟิ่งหยางดีกว่า” จางเว่ยเด็กชายตัวน้อยยิ้มกว้าง ก่อนจะเดินมาจับมือเฟิ่งซินอย่างเป็นธรรมชาติเฟิ่งซินพยักหน้าทันทียอมปล่อยให้พ่ออุ้มลง แล้วเดินตามจางเว่ยไปอย่างว่าง่าย สองเด็กน้อยหัวเราะคิกคัก มือเล็กๆ จูงกันไปหาเฟิ่งหยางที่กำลังก่อปราสาททรายอยู่ไม่ไกลปล่อยให้ผู้ใหญ่สองคนยืนจ้องกันตาเขม็งอีกคนหวงลูกจนออกนอกหน้า
หลงเฟิ่งหยางลูกชายวัยสองขวบของเฟิ่งหวงกับพรพระจันทร์ เริ่มแสดงอาการหวงแม่ อย่างออกหน้าออกตา ตั้งแต่รู้ความได้ไม่นาน บ้านทั้งหลังแทบไม่มีช่วงเวลาที่สองสามีภรรยาจะได้นั่งใกล้กันตามลำพังเลย“อันนี้มี้ของหนู” เสียงใสๆ ดังขึ้นทันทีที่เฟิ่งหวงขยับมานั่งใกล้ภรรยา“รู้แล้ว เรามาทีหลังหัดรอบ้าง” เขาตอบหน้าตาย มือยังไม่ทันได้แตะตัวพรพระจันทร์ดีนัก“ม่ายยย มี้ของหนู!” เด็กน้อยร้องเสียงดัง ก่อนจะรีบวิ่งต้วมเตี้ยมมาปีนป่ายขึ้นไปนั่งบนตักของแม่อย่างคล่องแคล่วเกินวัย“ไม่ร้องนะ ปะป๊าล้อเล่นครับ” เธอรีบกอดลูกชายไว้ คอยห้ามศึกพ่อกับลูกที่ปะทุขึ้นแทบทุกวัน“ยักมี้” เด็กน้อยกอดแม่แน่น ซุกหน้าลงกับอกเล็กน้อย แล้วเงยหน้าขึ้นไปมองพ่อด้วยสายตาเยาะเย้ยอย่างออกหน้าออกตา“ฉันมาก่อน ย๊ะ” เขาชะงักก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นสูง“คุณเฟิ่งหวง! ลูกล้อเล่นนะคะ” เธอเอ็ดเสียงเบา แต่แววตายังขำกับท่าทางงอนง้ำของสามี“เรารักกันมาตั้งกี่ปี เจ้านี่มาแค่สองปีกลับได้ใจ รักแท้แพ้สูติบัตร ชิ”เขาทำหน้ามุ่ยกอดอกแน่น มองลูกชายด้วยสายตาเหมือนคู่แข่งตัวฉกาจ มากกว่าจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเอง“มี้คับ หยางหยางหิว” เด็กน้อยลูบหน้าท้องป่อง
ตอนเช้าเฟิ่งหวงเดินลงมาที่ห้องอาหารอย่างคุ้นเคย ราวกับที่นี่คือบ้านของตัวเอง เขาดึงเก้าอี้ข้างเฉินลี่หมิงแล้วนั่งลง ก่อนจะยักคิ้วให้ยียวน“มึงมาทำอะไร” เฉินลี่หมิงหันมาถามเสียงห้วน“อะ แฮ่ม” เฉินลี่หยางกระแอมขึ้นเป็นเชิงเตือน“นายมาทำอะไรที่บ้านฉัน” เฉินลี่หมิงจำต้องเปลี่ยนสรรพนามทันทีเมื่อเห็นสายตาพ่อ“ไม่ได้มาแต่เช้า แต่มาตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว” เขายิ้มกวนๆ“คุณพ่อดูมันทำ!” เฉินลี่หมิงหันไปฟ้องทันที“ลี่หมิงนั่งลงดีๆ” เฉินลี่หยางเอ่ยเสียงเรียบแต่หนักแน่น“พ่อคงไม่ได้ดีใจจนเนื้อเต้นหรอกนะ ที่ได้มันมาเป็นลูกเขย” เฉินลี่หมิงประชดสีหน้าไม่พอใจชัดเจน“ลี่หมิง!” เฉินลี่หยางเสียงเข้มขึ้น“ถ้ามันไม่มีอำนาจ พ่อคงไม่สนใจมันหรอกใช่ไหม ชิ” ชายหนุ่มพูดทิ้งท้าย ก่อนจะลุกพรวดเดินออกจากห้องอาหารไปเหมือนเด็กที่งอแงไม่สมใจบรรยากาศบนโต๊ะเงียบลงทันที เฟิ่งหวงเหลือบมองตามแผ่นหลังนั้นก่อนจะถอนหายใจเบาๆ นิสัยที่แท้จริงของอีกฝ่ายก็ไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดไว้“ขอโทษคุณหลงด้วยนะครับ ผมตามใจเขาตั้งแต่เด็ก”“ผมอยากจะคุยเรื่องหนูจ๋า คุณพ่อทราบดีนะครับว่าผมกับหนูจ๋าเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว วันนี้ผมจะขอหนูจ๋าจากคุณพ
เฟิ่งหวงนอนเอกเขนกอยู่บนเตียงคนไข้ สีหน้าบูดบึ้งราวกับเด็กถูกขัดใจ ตั้งแต่เช้าเขาก็ประท้วงไม่ยอมให้แม่เข้ามาดูแล แถมยังไม่ยอมแตะอาหารแม้แต่นิดเดียว“กินข้าวก่อนเถอะลูก” จีน่าพูดเสียงอ่อน“ไม่กิน ถ้าหนูจ๋าไม่มาผมก็ไม่กิน” เขาหันหน้าหนีทันที“ดื้อจริงๆ โตขนาดนี้แล้วยังเอาแต่ใจ” จีน่าถอนหายใจยาว มองลูกชายอย่างรู้ทัน “มามี้กลับไปได้แล้วครับ” “มีเมียแล้วลืมมามี้เลยนะ รู้แบบนี้ไม่หาเมียให้ก็ดี” “ถ้าไม่หาให้จะได้ลูกสะใภ้ที่ถูกใจแบบนี้เหรอครับ” “มามี้กลับก็ได้” จีน่าเก็บของกลับบ้านทันที ปล่อยให้ลูกชายทำคะแนนต่อไปสุดท้ายคนที่แพ้ทางก็ไม่ใช่ใครอื่นพรพระจันทร์ถูกตามตัวมาอย่างเลี่ยงไม่ได้“เรียกหนูจ๋ามาทำไมคะ” เธอถามเสียงเรียบ แต่ก็ยังเดินเข้ามาใกล้เตียง“ก็อยากให้เธอมาดูแลไง” เขาหันมายิ้มทันที สีหน้าป่วยๆ เมื่อครู่หายไปเกือบหมด“คุณก็รู้ว่าหนูจ๋าต้องดูแลคุณพ่อ”“ไอ้เฉินลี่หมิงมันไม่คิดจะมาดูแลหรือไง” เขาถามยอกย้อนขัดใจที่ตอนนี้เขากลายเป็นคนไม่สำคัญไปแล้ว“คุณนี่…กินยาก่อน” เธอส่ายหน้า ก่อนจะหยิบแก้วยาและเม็ดยาขึ้นมา“ไม่กินเจ็บมือ” เขาตอบไวพร้อมยกแขนที่พันผ้าพันแผ
พรพระจันทร์อยู่เฝ้าดูแลเฉินลี่หยางไม่ห่าง ส่วนเฉินลี่หมิงก็เริ่มเข้าไปเรียนรู้งานอย่างจริงจัง ชีวิตค่อยๆ ดำเนินไปอย่างเงียบสงบ เฟิ่งหวงก็หายเงียบไปอย่างไร้ร่องรอยก๊อก ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูดังขึ้นทำลายความเงียบในห้องพักผู้ป่วย พรพระจันทร์วางหนังสือลง“หนูไปดูเองค่ะ” เธอลุกจากเก้าอี้เดินไปเปิดประตูทันทีที่เห็นว่าเป็นใคร รอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าของเธอก็หุบลงในพริบตาเฟิ่งหวงยืนอยู่ตรงหน้ามือหนึ่งถือกระเช้าผลไม้ ก่อนจะก้าวผ่านเธอเข้าไปในห้องราวกับเป็นเจ้าของสถานที่“สวัสดีครับคุณพ่อผมมาเยี่ยม”“สวัสดีครับคุณหลง เอ่อ เรียกผมแบบนี้ผมยังไม่ค่อยชินเลย” เฉินลี่หยางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบยกมือรับไหว้ด้วยท่าทางเกรงใจ“คุณพ่อมีลูกชายแค่คนเดียวนะคะ” หญิงสาวเพียงคนเดียวในห้องเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ แต่แฝงความหมายชัดเจน“ผมเป็นลูกเขยครับ” เขาหันมายิ้มให้เธอเล็กน้อย ก่อนจะตอบหน้าตาเฉยชายหนุ่มนั่งลงข้างเตียงอย่างถือวิสาสะวางกระเช้าผลไม้ไว้ข้างตัว แล้วส่งยิ้มสุภาพให้คนป่วย“ผมว่า…” เฉินลี่หยางกำลังจะพูด แต่ถูกอีกฝ่ายแทรกขึ้นมาก่อน“ผมรักลูกสาวคุณพ่อครับ”คำพูดนั้นดังชัดถ้อยชัดคำพรพระจันทร์นิ่งค้าง หัวใจเต
เฟิ่งหวงเดินมาถึงมุมพักผ่อนชั้นล่างของโรงพยาบาล ตามที่เสิ่นเว่ยเจี้ยนบอกไว้ แต่เท้ากลับหยุดชะงักทันทีเมื่อเห็นร่างบางที่คุ้นตานั่งอยู่ตรงนั้นหัวใจเขากระตุกวูบมือที่กำแน่นคลายแล้วกำใหม่ เขาไม่กล้าเดินเข้าไปใกล้ ความดื้อรั้นกับศักดิ์ศรีฉุดรั้งขาเอาไว้“เข้ามาสิ ไปยืนตรงนั้นทำไม” เสิ่นเว่ยเจี้ยนโบกมือเรียกน้ำเสียงเรียบแต่จริงจัง“มึงไม่บอกว่ามีคนอื่นอยู่ด้วย” เขาเน้นคำว่าคนอื่น อย่างจงใจ ให้หญิงสาวได้ยินชัดเต็มสองหู“มึงตั้งสติก่อนแล้วนั่งลง” เสิ่นเว่ยเจี้ยนขมวดคิ้ว ดึงเก้าอี้ข้างตัวออกมาชายหนุ่มนั่งลงอย่างไม่เต็มใจ สายตาไม่มองพรพระจันทร์ แต่ความตึงเครียดแผ่ออกมาจนแทบหายใจไม่ออก“หนูจ๋ามีธุระค่ะ เชิญพวกคุณตามสบาย” หญิงสาวลุกขึ้นยกยิ้มสุภาพราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น“จะรีบไปหาชู้หรือไง” เขาพูดขึ้นทันทีเสียงเย็นชา ตั้งใจให้เจ็บ“ค่ะ” เธอตอบรับอย่างว่าง่าย แต่แฝงประชดชัดเจน“นี่ เดี๋ยวสิ!” คำตอบนั้นเหมือนค้อนหนักฟาดลงกลางอก เฟิ่งหวงผุดลุกขึ้นทันที“พอแล้วนั่งลง”เขาจะก้าวตามไป แต่เสิ่นเว่ยเจี้ยนยื่นมือรั้งแขนไว้แน่น ทำให้ได้แต่มองตามพรพระจันทร์เฟิ่งหวงถอนหายใจเสียงดังเฟิ่งหวงนั่งกอดอกหน้าบู







