Masuk‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’
“อีกอย่างส่วนผสมไม่ใช่น้อยๆ หาได้ยากจากยุค…เอ่อ ข้าหมายถึงในใต้หล้านี้จะหาสุราที่กลิ่นและรสชาติดีได้เท่าข้าอีกหรือ สามตำลึงน้อยไปหรือไม่”
“เอ่อ เช่นนั้นก็สี่ตำลึงข้าให้เจ้าสี่ตำลึง”
ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อรองราคากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมากลางวงสนทนานั้น
“เฮอะ เถ้าแก่เหอร้านเหล้าของเจ้าชอบกดขี่ราคากับชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เองหรอกหรือ ก่อนหน้าข้าเคยได้ยินมาบ้างไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”
“ฮูหยินเว่ย!”
“ใช่ข้าเองสุราที่นางนำมาแค่เพียงได้กลิ่นที่โชยมานั่นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่ายิ่ง”
“ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ”
“เจ้ารินมาให้ข้าลิ้มรสสักนิดสิ ข้าจะบอกราคาที่เหมาะสมได้”
“ได้เจ้าค่ะฮูหยิน”
“หรือท่านไม่พอใจที่ข้าเข้ามาขัดขวางการเจรจาทำการค้าของท่านหรือ”
“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับฮูหยิน”
ไป๋ฉางอวี้ละความสนใจจากตาแก่ขี้เหนียวนั้นก่อนจะรินไวน์ลงในจอกเหล้าเล็กๆ ที่นางเตรียมมาด้วย ฮูหยินเว่ยรับไปก่อนจะยกสุราในจอกขึ้นดื่มทีละนิดความหวานกลมกล่อมและรสชาติสุราที่กลั้วคอลงไปนั้นทำเอานางสดชื่นขึ้นมาทันใด
“นี่มันไม่ใช่สุราธรรมดาแล้วกระมังนี่เป็นสุรารสเลิศแล้ว เจ้าไปได้มาจากที่ใดหรือนางหนู”
“เอ่อคือว่า ก็แค่สุราที่ข้ากับสามีช่วยกันหมักบ่มเอาไว้น่ะเจ้าค่ะ”
“เหล้านารีแดงยังรสชาติไม่ดีเท่านี้เลย เจ้าช่างมีฝีมือจริงๆ”
ไป๋ฉางอวี้ยิ้มเอียงอายเล็กน้อย
‘นางหมักเองที่ไหนกันเล่าแต่เพื่อความอยู่รอดของครอบครัวก็คงต้องตามน้ำไปเท่านั้น’
“เถ้าแก่เหอเหล้านารีแดงไหหนึ่งก็สิบตำลึงแล้ว หากว่าท่านไม่สู้ราคาเช่นนั้นข้าจะรับซื้อไว้เอง”
เมื่อไป๋ฉางอวี้ได้ยินว่าเหล้านารีแดงที่รสชาติแย่กว่าของนางราคาไหละสิบตำลึงก็ถึงกับต้องหันไปมองหน้าเถ้าแก่ร้านเหล้าทันที
‘นี่คิดจะโก่งราคาข้างั้นหรือนี่’
“เอ่อ แต่ว่าฮูหยิน”
“เจ้าไม่ต้องพูดแล้ว ไปเถอะนางหนู”
“ฮูหยินขอรับข้าน้อยผิดไปแล้ว”
เถ้าแก่เหอรีบวิ่งตามสตรีทั้งสามออกมาจนถึงหน้าร้านแต่พวกนางก็หาได้สนใจเขาไม่
ทั้งสามเดินฝ่าผู้คนออกจากตลาดไปยังเส้นทางหลักที่ทั้งกว้างและใหญ่
“ฮูหยินท่านจะรับซื้อสุราของข้าไว้เองจริงๆ หรือเจ้าคะ”
“ใช่แล้ว หากเจ้านำไปขายที่โรงสุราหรือร้านเหล้าเล็กๆ เช่นนั้นอีกย่อมถูกกดราคาอย่างแน่นอน รู้หรือไม่สุราดีๆ ในเมืองหลวงไหหนึ่งเกือบร้อยตำลึงก็มีนะ”
“จริงหรือเจ้าคะ!”
“ลูกชายของข้าเป็น เอ่อ เป็นพ่อค้าที่ติดต่อกับวังหลวงบ่อยๆ เขาชื่นชอบหาของล้ำค่าไปเสนอขายแก่คนในวังหลวงยิ่งนัก หากรู้ว่าได้สุรารสเลิศเช่นนี้เป็นต้องดีใจกระโดดโลดเต้นอย่างแน่นอน”
“อย่างนั้นหรือเจ้าค่ะ”
“ตามข้ามาเถอะ นี่เสี่ยวลู่ช่วยนางถือตระกร้าสิ”
“เจ้าค่ะฮูหยิน”
“บ้านของข้าชอบทำการค้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เรื่องพวกนี้ข้าจึงเชี่ยวชาญนัก”
“แล้วท่านจะพาข้าไปที่ไหนหรือเจ้าคะ”
“บ้านของข้าอย่างไรเล่าตามมาเถอะข้าไม่พาเจ้าไปขายหรอกน่า”
ฮูหยินเว่ยขยิบตาให้นางเล็กน้อยก่อนจะตั้งหน้าตั้งตาเดินไปตามทางเดินอย่างคล่องแคล่ว
“เจ้าของวิเศษที่เจ้าให้ข้านี่ช่างยอดเยี่ยมเสียจริงดูสิมองเห็นอะไรชัดเจนขึ้นเยอะเลย รู้หรือไม่ก่อนหน้านี้แค่เพียงก้อนหินข้าก็ยังมองไม่เห็น แย่จริงๆ”
“ดีใจที่ฮูหยินชอบมันนะเจ้าค่ะ”
ไป๋ฉางอวี้เดินตามฮูหยินไปยังบ้านหลังหนึ่งที่ที่เมื่อมองอย่างชัดเจนอีกครั้งมันเกินกว่าคำว่าบ้านมาก ‘ช่างใหญ่โตอะไรเช่นนี้นะ’
“คะ คือว่าท่านพาข้ามาที่นี่ทำไมกันเจ้าคะ”
“ที่นี่คือบ้านของข้าเองเข้ามาเถอะข้าจะให้คนของข้าดูของล้ำค่านี่เสียหน่อยจะได้ให้ราคาเจ้าถูก”
ไป๋ฉางอวี้มองบ้านหลังใหญ่โตด้วยความลังเลเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรหรอกน่าเข้ามาเถอะ”
ฮูหยินเว่ยดึงแขนของนางเข้าไปในบ้านเมื่อเข้ามาถึงก็ถูกเชิญมานั่งที่ศาลาหลังงามที่รายล้อมไปด้วยสวนดอกไม้ละลานตางดงามยิ่งนัก
ไป๋ฉางอวี้ถูกสะกดให้ชื่นชมดอกไม้เหล่านั้นจนลืมไปว่าตนเองนั้นมาที่นี่ด้วยเหตุผลอะไรจนเมื่อกระทั่งได้ยินเสียงของบุรุษวัยกลางคนดังแว่วเข้ามาในหูถึงได้สติอีกครั้ง
“ฮูหยินเรียกข้าน้อยหรือขอรับ”
“ใช่แล้ว นี่อาซือเจ้ามาดูนี่สิแม้ข้าจะไม่สันทัดเรื่องพวกนี้แต่พอมองออกมาว่าเป็นสุราล้ำค่ายิ่งนัก ใช่หรือไม่”
“ข้าน้อยขอลองดูก่อนนะขอรับ”
เขารับจอกสุราจากฮูหยินเว่ยมายกขึ้นดื่มทีละนิดก่อนจะทำตาโตเมื่อได้ลิ้มรสสุรานั้นแล้ว พ่อบ้านสือผู้ที่ใช้ชีวิตอยู่กับสมุนไพรและของหายากมาทั้งชีวิตเป็นต้องประหลาดใจอย่างยิ่งที่สตรีอายุน้อยเช่นนางจะมีของสิ่งนี้อยู่ในมือทั้งยังมากมายเช่นนี้
‘มีไหเดียวก็นับว่าล้ำค่ามากพอแล้วนี่นางมีถึงสามไห! น่ากลัวว่าที่บ้านของนางคงหมักเอาไว้อีกมากมายอย่างแน่นอน’
ว่าอย่างไร
“รสชาติดียิ่งนักดียิ่งกว่าเหล้านารีแดงชื่อดังในเมืองหลวงเลยขอรับฮูหยิน ของพวกนี้หากส่งไปขายในเมืองหลวงคนที่นั่นย่อมสู้ราคาอย่างแน่นอน ว่าแต่นางหนูเจ้าไปได้ของพวกนี้มาได้อย่างไร”
ไป๋ฉางอวี้ที่ได้ยินดังนั้นก็เผยยิ้มออกมาเล็กน้อย
“ที่บ้านของข้ายังมีอีกมากเลยนะเจ้าคะ สามีของข้าเป็นคนหมักด้วยตนเองแต่น่าเสียดายที่ก่อนหน้านี้เขาประสบอุบัติเหตุดวงตาถูกไม้ทิ่มแทงจนตามืดบอดสนิทไปจึงไม่ได้ออกไปหาสมุนไพรเพื่อมาหมักเพิ่มอีก”
“คุณพระช่วย!”
“บ้านของข้ายังหมักเหล้าเอาไว้อีกมากแต่น่าเสียดายที่บ้านของข้าต้องการใช้เงินจำนวนมากในการรักษาสามีของข้าจึงตัดใจนำมันออกมาขายน่ะเจ้าค่ะ”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง”
“ฮูหยิน สุราพวกนี้มีราคายิ่งนักข้าประเมินดูแล้วรับซื้อได้ไหละห้าสิบตำลึง”
‘ไหละห้าสิบตำลึงงั้นหรือสามไหก็ร้อยห้าสิบตำลึงแล้ว แม่เจ้ามันมากมายเพียงใดนะเหตุใดตอนเรียนหนังสือถึงไม่ตั้งใจฟังที่อาจารย์สอนกันเล่า’
“ข้ารับซื้อไว้ทั้งหมดนี้ เจ้าบอกว่าที่บ้านยังมีอีกมากมายใช่หรือไม่เช่นนั้นหากว่าสุราได้ที่แล้วก็นำมาขายที่บ้านของข้าได้ตลอดเวลาเลยนะ ถือเสียว่าข้าเป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้าคนหนึ่งก็แล้วกัน”
“แต่ว่าฮูหยินท่านกับข้าพบกันเพียงครั้งเดียวท่านไว้ใจข้ามากเกินไปนะเจ้าคะ”
“ทำไม หรือเจ้าเป็นสายลับของใครแฝงตัวมางั้นหรือ”
“ห้ะ!”
“คงไม่ใช่สินะข้าอยู่มานานอายุปูนนี้แล้วไม่มีสิ่งใดที่ต้องเป็นกังวลแล้วล่ะ”
นางพูดจบก็ยกสุราขึ้นดื่มอีกครั้ง
“ฮูหยินยังกลางวันอยู่เลยดื่มมากไปไม่ดีนะเจ้าคะ”
“เจ้านี่อย่างไรนะ เป็นแม่ค้าก็ต้องขายสินค้าสิมาบอกให้ข้าหยุดดื่มได้อย่างไร”
“ข้าก็เพียงแค่”
“ช่างเถอะถึงข้าจะแก่แล้วแต่ข้ายังแข็งแรงดี ดื่มเหล้าก็เพื่อให้คลายเหงาลงเท่านั้นลูกหลานก็ไม่มีชีวิตช่างเงียบเหงาเสียจริง”
“ลูกหลานไม่มีได้อย่างไรกันเจ้าคะหากคุณชายมาได้ยินเข้าคงเสียใจแย่”
“เจ้านี่ชอบขัดข้าอยู่เรื่อยเลยนะเสี่ยวลู่ ข้าหมายถึงบุตรชายของข้าไม่ยอมมีครอบครัวเสียทีจึงไม่มีหลานมาวิ่งเล่นที่บ้านของเราต่างหากเล่า”
“อะ เอ่อเจ้าค่ะฮูหยิน”
ไป๋ฉางอวี้จ้องมองสตรีทั้งสองที่กำลังถกเถียงกันอย่างนึกเอ็นดู นางยกน้ำชาที่สาวใช้ส่วนตัวของฮูหยินเว่ยรินให้ก่อนหน้านี้ขึ้นดื่มความหอมหวานของชาทำเอานางหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
“ข้าพอมองออกว่าเจ้าไม่ใช่คนที่คิดร้ายต่อใครสตรีที่ขยันขันแข็งทั้งยังมากฝีมือเช่นนี้ หากว่าเจ้ายังไม่มีครอบครัวข้าคงอยากให้เจ้ามาเป็นสะใภ้ของข้าแล้ว”
“แค่กๆ”
ไป๋ฉางอวี้ถึงกับสำลักน้ำชาทันทีที่ได้ยินฮูหยินเว่ยเอ่ยออกมา
“ฮ่าๆๆ ดูเจ้าสิเลอะหมดแล้วตกใจมากหรือ ข้าก็เพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้นอย่าใส่ใจกับคำพูดของคนแก่ขี้เหงาเช่นข้าเลยนะ”
“เจ้าค่ะฮูหยิน”
ฮูหยินเว่ยสายหน้าให้นางเบาๆ ก่อนจะหยิบเอาผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับบริเวณปากของนางเล็กน้อยแต่ที่ทำให้ไป๋ฉางอวี้สนใจนั่นก็คือ ลายปักผ้านั่น! จะว่าไปนางเคยเห็นที่ไหนมาก่อนนะหรือจะจำผิดไป
“เอ่อ ฮูหยินข้าขอถามอะไรบางอย่างได้หรือไม่เจ้าคะ”
“อะไรหรือ”
“…”
‘แม้จะไม่ได้ทำเองก็เถอะ’“อีกอย่างส่วนผสมไม่ใช่น้อยๆ หาได้ยากจากยุค…เอ่อ ข้าหมายถึงในใต้หล้านี้จะหาสุราที่กลิ่นและรสชาติดีได้เท่าข้าอีกหรือ สามตำลึงน้อยไปหรือไม่”“เอ่อ เช่นนั้นก็สี่ตำลึงข้าให้เจ้าสี่ตำลึง”ขณะที่ทั้งสองกำลังต่อรองราคากันอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงของใครบางคนเอ่ยขึ้นมากลางวงสนทนานั้น“เฮอะ เถ้าแก่เหอร้านเหล้าของเจ้าชอบกดขี่ราคากับชาวบ้านตาดำๆ เช่นนี้เองหรอกหรือ ก่อนหน้าข้าเคยได้ยินมาบ้างไม่คิดว่าจะเป็นความจริง”“ฮูหยินเว่ย!”“ใช่ข้าเองสุราที่นางนำมาแค่เพียงได้กลิ่นที่โชยมานั่นก็รู้แล้วว่าเป็นของล้ำค่ายิ่ง”“ฮูหยินปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ”“เจ้ารินมาให้ข้าลิ้มรสสักนิดสิ ข้าจะบอกราคาที่เหมาะสมได้”“ได้เจ้าค่ะฮูหยิน”“หรือท่านไม่พอใจที่ข้าเข้ามาขัดขวางการเจรจาทำการค้าของท่านหรือ”“มะ ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกขอรับฮูหยิน”ไป๋ฉางอวี้ละความสนใจจากตาแก่ขี้เหนียวนั้นก่อนจะรินไวน์ลงในจอกเหล้าเล็กๆ ที่นางเตรียมมาด้วย ฮูหยินเว่ยรับไปก่อนจะยกสุราในจอกขึ้นดื่มทีละนิดความหวานกลมกล่อมและรสชาติสุราที่กลั้วคอลงไปนั้นทำเอานางสดชื่นขึ้นมาทันใด“นี่มันไม่ใช่สุราธรรมดาแล้วกระมังนี่เป็นสุรารสเลิศแล้ว
‘ยังดีที่มีเงินที่เจ้าของร่างแอบซ่อนเอาไว้ไม่เช่นนั้นคงไม่พ้นที่จะต้องเดินด้วยขาของตนเองอย่างแน่นอน’“เหตุใดถึงต้องมาอยู่ที่นี่กันนะลำบากลำบนอะไรเช่นนี้ ชาติที่แล้วแม้จะสบายกายแต่ไม่สบายใจแต่เหตุใดมีโอกาสได้มาเกิดใหม่ทั้งทีทำไมถึงไม่ส่งข้าไปเกิดในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่านี้กันเล่าสบายใจแต่ลำบากกายอะไรเช่นนี้ เฮ้อ…”ไป๋ฉางอวี้ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันกลับไปมองตัวบ้านที่เก่าซอมซ่อหลังนั้น“เอาว่ะสู้ตาย!”นางเดินเท้าไปที่หัวมุมถนนก็พบกับลานกว้างที่มีทั้งรถม้าและเกวียนวัวอีกหลายคัน นอกจากนั้นยังมีลาอีกหลายตัวรวมอยู่ด้วย“อ้าวฮูหยินเหวินออกมาแต่เช้าเช่นนี้วันนี้จะไปที่ใดงั้นหรือ”“ข้าจะเข้าเมืองเสียหน่อยน่ะเจ้าคะ”“เชิญขึ้นรถม้าดีกว่า ข้าคิดราคากันเองห้าร้อยอีแปะเท่านั้น”“นี่ราคากันเองยังห้าร้อยอีแปะแล้วหากว่าเป็นคนอื่นเล่าเจ้าคะ”“ก็หากว่าเจ้าไม่อยากจ่ายข้าก็ยินดีรับเลี้ยงเจ้านะ ฮูหยิน” เสียงของบุรุษผ
“ท่านแม่ ท่านแม่ขอรับ!”เสียงเรียกของเด็กชายปลุกให้ไป๋ฉางอวี้ตื่นขึ้นจากภวังค์ความฝันนั้น เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจกับสภาพของมารดาที่น่ากลัวอย่างยิ่งในความฝันนั้นประโยคสุดท้ายของมารดาที่เอ่ยออกมาหมายความว่าอย่างไรกันนะหรือที่เธอมาโผล่ที่นี่เพราะสวรรค์ส่งมางั้นหรือ“อะ อาหยวนเสียงดังแต่เช้าเชียวมีอะไรหรือ”“ท่านแม่ต่างหากเล่าขอรับเป็นอะไรไปฝันร้ายอีกหรือ เมื่อครู่ข้าได้ยินท่านแม่ร้องจึงรีบวิ่งมาดู”“ไม่มีอะไรหรอก ว่าแต่”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองด้านข้างก็ไม่พบผู้เป็นสามีเสียแล้ว“หายไปไหนแล้วล่ะ”“อะไรหรือขอรับ”“ท่านพ่อของเจ้าไปไหนแล้ว”“ท่านพ่อเข้าครัวไปทำอาหารเช้าแล้วขอรับ”“แต่เช้าเลยหรือ”“อื้ม”เหวินเซียวหยวนพยักหน้าให้นาง ก่อนจะใช้มือน้อยๆ อิงที่หน้าผากของนางเบาๆ“ก็ไม่ได้ตัวร้อนนี่นา”“ข้าสบายดีเพียงแค่ฝันร้ายเท่านั้น”
"ว้าว! นี่มันอะไรกันเนี่ย"เด็กน้อยเดินสำรวจห้องนอนไปจนทั่วก่อนจะหันไปมองผู้เป็นมารดาที่เดินตามหลังมาติดๆ “ท่านแม่ เหตุใดห้องของท่านถึงได้งดงามเช่นนี้กันเล่าขอรับ”“ห้องของข้าคนเดียวที่ไหนกันเล่า ของพวกเจ้าด้วย”อาหยวนวิ่งไปรอบๆ ทั้งตะเกียงน้ำมันที่มีเทียนสีขาวสลับแดงสดใส ผ้าม่านที่พริ้วไหวไปมากลิ่นหอมสะอาดของเครื่องเรือนที่แปลกตาไปทำให้เด็กน้อยจับจ้องไม่วางตา“เจ้าดีใจอะไรหรืออาหยวน”เหวินเซียวเย่ที่มองไม่เห็นแต่กลิ่นหอมที่ลอยโชยมาแตะจมูกก็รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนแปลงไป อาจจะเปลี่ยนแปลงไปทั้งหมดเลยก็ว่าได้รวมทั้งคนที่ฉุดเขาเข้ามาในห้องนี้อีกด้วย“ท่านแม่ทำห้องนอนใหม่สวยงามมากเลยขอรับท่านพ่อ”“อาหยวนเลิกพูดแล้วขึ้นไปนอนได้แล้ว”“ขอร้าบบบ”เด็กชายพยักหน้าก่อนจะค่อยๆ ถอดรองเท้าที่ได้รับมาใหม่หนึ่งคู่แล้วกระโดดขึ้นไปบนเตียงนอนหนานุ่มนั้น“โอ้โห! ฟูกนอนนุ่มมากเลยขอรับท่านแม่”“นุ่มก็ดีแล้วไม่ใช่หรือ ข้าซักตากแดดมาใหม่ๆ ไม่แปลกที่นุ่มฟูเช่นนี้ท่านพี่ขึ้นมานอนได้แล้วเจ้าค่ะ”“อืม”ชายหนุ่มแม้จะแปลกใจไม่น้อยแต่ก็ไม่ได้ถามสิ่งใดออกไปแม้เพียงนิด เขาก้าวเท้าไปใกล้ๆ ขอบเตียงก่อนจะถอดรอง
“พรู๊ด!”ไป๋ฉางอวี้ที่ตักข้าวต้มใส่ปากไม่ทันได้เคี้ยวเป็นต้องรีบคายออกมาอย่างรวดเร็ว“อะ อะไรเนี่ย”“ท่านแม่ข้าว่าต่อไปให้ท่านพ่อทำอาหารเถอะนะขอรับ”“ก็ข้าแค่…ละ แล้วเหตุใดพวกเจ้าสองคนถึงไม่ยอมบอกข้ามาตรงๆ กันเล่า”“ก็พวกเรา”“ไม่เป็นไรหรอกน่าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว”“พอเถอะข้าจะไปทำให้ใหม่”“ไม่เป็นไรๆ เชื่อข้าเติมน้ำลงไปอีกหน่อยก็กินได้แล้ว บ้านของเราแต่ก่อนก็กินแบบนี้น้ำเยอะหน่อยข้าวเพียงก้นชามก็อร่อยแล้ว”ไป๋ฉางอวี้มองผู้เป็นสามีที่เติมน้ำลงไปทีละนิดโดยมีเหวินเซียวหยวนบุตรชายคอยเตือนระดับการเติมน้ำอย่างรู้งาน‘ช่างน่าเอ็นดูอะไรเช่นนี้’“เอาล่ะกินได้แล้ว”“อืม”เหวินเซียวเย่พูดออกมาก่อนจะตักข้าวต้มกินจนแทบจะเกลี้ยงชาม นางยิ้มให้เขาก่อนจะเอ่ยไปว่า“เอาไว้วันหลังท่านก็สอนข้าทำอาหารบ้างสิเจ้าคะจะได้แบ่งเบาภาระของท่านด้วย”“ให้ข้าทำเหมือนเดิมน่ะดีแล้วจะได้ไม่ว่างเกิน”‘กลัวกินฝีมือของข้าไม่ได้ล่ะสิ เฮ้อ…มีเครื่องปรุงรสเลิศทั้งทีแต่เหตุใดถึงไม่มีปัญญาทำให้มันอร่อยเหมือนคนอื่นเขากันนะ แล้วแบบนี้จะเลี้ยงครอบครัวให้อยู่รอดได้อย่างไรกันเล่า’“เช่นนั้นก็เอาตามที่ท่านพูดเถอะข้าเองก็ไม
“เพล้ง!”ไป๋ฉางอวี้หันไปมองตามเสียงนั้นก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในบ้านด้วยความรวดเร็วเมื่อเข้ามาถึงก็พบกับเศษกระเบื้องเคลือบที่แตกกระจายตามพื้นห้องกับหนึ่งบุรุษและอีกหนึ่งเด็กน้อยที่กำลังก้มเก็บเศษของมันอยู่นั่นเอง“พวกเจ้าทำอะไรกัน”“ท่านแม่!”“ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลยนะหากถูกเศษกระเบื้องบาดมือเข้าจะทำอย่างไร”นางเข้าไปดึงตัวเด็กน้อยให้ถอยห่างออกจากบริเวณนั้นก่อนจะยึดเศษกระเบื้องมาถือเอาไว้ หันกลับไปมองบุรุษผู้เป็นสามีของเจ้าของร่างที่ยังคงนั่งนิ่งอยู่บนพื้นห้องไม่พูดไม่จา ไม่มองหน้านางเลยสักเพียงนิดความฉุนเฉียวที่เห็นเขาไม่ระวังใดๆ ทั้งยังปล่อยให้ลูกชายมาเก็บเศษพวกนี้หากบาดมือเข้าจะทำอย่างไร ปากที่กำลังจะก่นด่าแต่เหมือนนางเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าเขานั้นตาบอดอยู่! ความร้อนรุ่มภายในอกก็เริ่มทุเลาลงทีละนิด“แล้วท่านไม่ได้ยินที่ข้าสั่งงั้นหรือ”“ข้า…”“ลุกขึ้นมาได้แล้วๆ ก็ช่วยถอยออกไปจากตรงนี้ ขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้ของท่านเดี๋ยวนี้”“แต่ว่าข้าจะเก็บเศษกระเบื้องพวกนี้”“ท่านมองไม่เห็นไม่ใช่หรือแล้วจะเก็บอย่างไรหมด”ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มก็เม้มปากเอาไว้แน่นดวงตาของเขาดูเหมือนจะแดงก่ำขึ้นมาเล็กน้อยอาจจะเพ







