Share

บทที่ 5

“ย่าไม่เคยเห็นวิธีอย่างนี้มาก่อนเลย มันดักปลาได้จริงเหรอ” ผู้สูงวัยกว่าถามอย่างใคร่รู้สายตาของเธอไม่ละไปจากสิ่งที่เด็กชายหญิงกระทำ

“หนูคิดว่าได้จ้ะ เอาละเราทิ้งไว้อย่างนี้สักพักแล้วค่อยกลับมาดูกัน ย่ากาบมาทำอะไรหรือจ๊ะ”

“ย่าก็ว่าจะมาหาเก็บหอยเก็บผักนั่นแหละ ว่าแต่หลานหายป่วยดีแล้วอย่างนั้นเหรอถึงได้ออกมาตากแดดตากลม” หญิงสูงวัยกว่าไถ่ถามด้วยความเมตตา

“หายดีแล้วจ้ะ อีกอย่างหนูยังแข็งแรงมากด้วยหากย่ากาบไม่เชื่อลองดูกล้ามแขนของหนูสิ” เด็กหญิงรูปร่างผอมบางยกแขนของตนพร้อมทำท่าเบ่งกล้าม

“หลานทำท่าทางอะไรตลกเสียจริง” นางกาบพูดเจือเสียงหัวเราะพร้อมกับวางมือลงบนหัวเล็ก ๆ ของคนเป็นหลาน

ชะอมฉีกยิ้มกว้างจนตาปิด การได้มาใช้ชีวิตเป็นเด็กอีกครั้งนี่มันดีจริง ๆ เจ้าตัวคิด

“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตามย่ากาบไปด้วยได้หรือเปล่า” ชะอมถามพลางแหงนหน้ารอฟังคำตอบจากหญิงวัยกลางคน

“ได้สิ”

“ย่ากาบ หนูขอไปกับพี่จ๋าด้วยได้ไหมจ๊ะ” ด้วยความเป็นห่วงพี่สาวเด็กชายตัวเล็กจึงได้เอ่ยขออนุญาตออกมาบ้าง

“แล้วเอ็งไม่คอยดูนางเผือกกับเจ้าทุยเหรอ” เมื่อนางกาบพูดออกมาแบบนี้เสียงร้องของควายสองตัวก็ดังขึ้นพร้อมกัน

“แต่...” ท่าทางของมะขามลังเล

“เอ็งไม่ต้องเป็นห่วงพี่สาวหรอก ชะอมไปกับย่ามีอะไรต้องกลัวกัน” หญิงวัยกลางคนเอ่ยด้วยรอยยิ้มอย่างเอ็นดู

ท่าทางของน้องชายทำให้โมกเอ่ยปากออกมา “มะขาม ไปกับชะอมเถอะ ส่วนเจ้าสองตัวนี่พี่ดูเอง มันไม่ซุกซนไปไหนหรอก” เมื่อพี่ชายกล่าวออกมาแบบนี้ดวงตาของเด็กน้อยจึงเปล่งประกายพยักหน้ารัว ๆ อย่างเห็นพ้อง

“ชะอม หากเอ็งอาการไม่ดีให้รีบบอกย่ากาบนะ ส่วนมะขามก็วิ่งมาตามพี่ล่ะ” เด็กชายวัยแปดปีผู้เป็นพี่ใหญ่ของน้องสาวชายหญิงเอ่ยกำชับ

“จ้ะ พี่โมก หากหนูเจอของอะไรอร่อยจะเก็บมาฝากพี่นะ”

“อืม แต่ไม่ต้องหักโหมนะพี่ขอแค่เอ็งไม่ป่วยก็พอ”

คล้อยหลังน้องชายหญิง โมกก็เดินไปทางควายของครอบครัวตน นางเผือกกับเจ้าทุยมาอยู่เรือนของปู่ได้ครึ่งปีแล้วแต่ทว่านางเผือกก็ยังไม่มีลูกน้อยตามที่คนในครอบครัวคาดหวัง

อีกด้านของท้องทุ่งสองพี่น้องเดินจูงมือกันเดินตามผู้สูงวัยกว่าอย่างเชื่อฟังสองสายตาของชะอมก็สอดส่ายหาของกินได้ไปตลอดทางจนกระทั่งเห็นต้นมะม่วงอยู่ไม่ไกล

“มะม่วงสุกนี่ ย่ากาบจ๊ะพวกเราเก็บกินได้ไหม” ชะอมชี้นิ้วไปยังต้นมะม่วงที่เห็นอยู่เบื้องหน้า

“ได้สิ เอ็งอยากกินเท่าไหร่ก็เก็บไปเถอะนอกนั้นก็เหลือเอาไว้ให้นก กระรอก กระแตมันกินบ้าง”

“แล้วพวกเราไม่เก็บเอาไปกวนหรือจ๊ะ หนูดูแล้วมันสุกหลายลูกอยู่นะ” คำพูดของหลานสาวนำพาให้กาบมองใบหน้าของเธอสีหน้ามึนงงเช่นเดียวกับมะขาม

“กวน มันเป็นยังไงเหรอ”

“หา!” ชะอมร้องเสียงหลงด้วยความตกใจ

“พี่จ๋า เป็นอะไร” มะขามบีบมือคนเป็นพี่ถามขึ้นอย่างกังวล

“นั่นสิ ทำไมสีหน้าของเอ็งดูไม่ดีเลยหรือว่าจะเป็นลมเป็นแล้งอีก” นางกาบเองก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมาเช่นเดียวกัน

“มะ...ไม่ หนูสบายดีจ้ะ ย่ากับมะขามไม่ต้องเป็นห่วงนะ” ชะอมรีบส่ายหน้าปฏิเสธเป็นพัลวัน

“เอาอย่างนี้ดีไหมจ๊ะ พวกเรามาช่วยกันเก็บมะม่วงสุกพวกนี้เท่าที่จะนำกลับไปไหวแล้วหนูจะทำของอร่อยให้กิน”

“มันก็ได้อยู่หรอก แต่ว่าเอ็งไม่เป็นอะไรแน่นะ” นางกาบยังไม่วายถามย้ำ

“แน่จ้ะ มะขามไปช่วยพี่สาวนะ” หลังตอบคำถามของหญิงสูงวัย ชะอมจึงบ่ายหน้าหันมากล่าวชวนน้องชายผู้ยังคงจ้องหน้าเธอเขม็ง

“ได้จ้ะ พี่อยากทำอะไรหนูจะช่วยพี่เอง” เด็กชายวัยหกขวบรับปากอย่างแข็งขัน

“น้องชายพี่น่ารักที่สุดเลยฮี่ ๆ” เมื่อถูกคนเป็นพี่กลาวชมเด็กชายก็รู้สึกเขินอายจนแก้มดำคล้ำนั้นปรากฏสีแดงเรื่อจาง ๆ

นางกาบเองก็นึกสนุกไปกับหลานสาวชายหญิงเธอจึงได้ช่วยเด็ก ๆ เก็บมะม่วงเสียจนเต็มกระบุงสะพายหลังของตน

“พอหรือยัง หากไม่พอวันพรุ่งย่าจะชวนเจ้าอึ่งกับเจ้าโอ่งมาช่วยเอ็งเก็บ” นางกาบเอ่ยถึงลูกชายฝาแฝดของตัวเองที่เข้าไปรับจ้างเลี้ยงหมูในอีกหมู่บ้าน

“ใครหรือจ๊ะ” ชะอมทำหน้างง

“ลูกชายย่า อาของเอ็งยังไงล่ะ ทั้งคู่เป็นฝาแฝดกันเอาไว้ตอนเย็นย่าจะให้ทั้งคู่มาหาเอ็งที่บ้านจะได้รู้จักกันเอาไว้” นางกาบรู้สึกเวทนาหลานสาวเป็นอย่างยิ่งเอ่ยอย่างอาทร

“จ้ะ ย่าว่ายังไงหนูก็ว่าตามนั้นตอนนี้พวกเราไปดูปลากันเถอะ ย่ากาบจะได้หิ้วปลากลับบ้านแทนหอยกับผัก” ความมั่นใจของคนเป็นหลานทำให้หญิงวัยกลางคนเชื่อมั่นเช่นกัน

โมกผู้กำลังขี่หลังเจ้าทุยหันมาเห็นน้อง ๆ เจ้าตัวก็ยกมือโบกให้คนทั้งสาม “พี่โมก มาดูปลาเร็วเข้า” ชะอมตะโกนขึ้นเสียงดัง

เด็กชายเจ้าของชื่อจึงได้รีบลงจากหลังควายเดินลุยโคลนมาหาน้องทั้งคู่ “เอ็งแน่ใจนะว่ามันได้ผล”

“พี่ไม่เชื่อหนูเหรอ หนูเสียใจนะนี่” ชะอมแสร้งก้มหน้าทำไหล่ไหวสะท้าน “ชะ..เชื่อสิ หากพี่ไม่เชื่อน้องแล้วจะเชื่อใครเอ็งอย่าร้องไห้เลยนะ” ท่าทางร้อนรนของเขาได้เรียกรอยยิ้มขบขันให้กับนางกาบเป็นอย่างยิ่ง

“เอ็งโดนชะอมมันหรอกแล้วละ” จบคำพูดของย่า ชะอมก็เงยหน้าแลบลิ้นส่งให้คนเป็นพี่

“เฮ้อ! เอ็งนี่นะแต่ก่อนก็ดูเงียบ ๆ ขี้อายแต่เป็นอย่างตอนนี้ก็ดีแล้วละ ขี้ขลาดเกินไปพี่ก็กลัวว่าเอ็งจะโดนเขารังแก” เด็กชายหาได้ขุ่นเคืองน้องสาวไม่อีกทั้งยังพูดอย่างเป็นห่วงอีกต่างหาก

“พี่ไม่ต้องเป็นห่วงหนูเป็นคนใหม่แล้ว ต่อไปนี้ชะอมจะปกป้องครอบครัวของเราเอง” เธอไม่พูดเปล่าแถมยังชูแขนขึ้นสูงอีกต่างหาก

“ดี ดี เป็นอย่างนี้ก็ดีแล้วย่ากับย่าของเอ็งจะได้วางใจ”

“จ้ะ หนูก็จะปกป้องย่ากาบด้วยนะ” คำพูดอันแสนจริงใจของเด็กหญิงได้ทำให้หญิงวัยกลางคนยิ้มกว้างจนเห็นริ้วรอยตามวัย

“ย่าเชื่อเอ็ง โน่นคนที่เอ็งต้องปกป้องมาอีกคนแล้วพี่สายใจถืออะไรมาด้วยล่ะ” หญิงวัยกลางคนยกมือลูบผมเด็กหญิงด้วยความเอ็นดูเมื่อสายตามองเห็นใครเดินมาแต่ไกลเธอจึงได้ตะโกนถามคนผู้นั้นเสียงดัง

“เอาข้าวมาให้หลานฉันนะสิ สายป่านนี้ยังไม่เห็นกลับไปกินข้าวที่เรือน” สายใจโต้ตอบพลางจับมือมะขามที่วิ่งเข้ามาหาตนเดินมุ่งหน้ามาทางหลานชายหญิงกับน้องสาวของสามี

“ย่าจ๋า ขอบคุณนะจ๊ะ หนูกำลังหิวพอดีเลย” ชะอมเองก็เดินเข้าไปช่วยรับปิ่นโตที่คนเป็นย่านำมาพร้อมกับกล่าวประจบ

“เอ็งนี่นับวันยิ่งปากหวาน หิวก็รีบไปหาร่มนั่ง โมกเอ็งก็ปล่อยเจ้าทุยกับนางเผือกให้มันเล็มหญ้าแถวนี้แหละ”

“จ้ะย่า”

ในระหว่างเดินตามหลานทั้งสามคนไปยังร่มไม้ใหญ่ที่มีเถียงนาตั้งอยู่สายตาของสายใจก็มองเห็นมะม่วงสุกอยู่ในกระบุงบนหลังของนางกาบ “เอ็งเก็บมะม่วงสุกมาทำไมเยอะแยะ”

“หลานสาวของพี่บอกว่าจะนำไปกวน ฉันอยากรู้ว่ามันเป็นยังไงก็เลยเก็บมาจนเต็มนี่แหละ”

“กวนรึ” สายใจทวนคำ

“ไม่เพียงแค่เรื่องมะม่วงกวนนะพี่สะใภ้ หลานสาวของพี่ยังทำหลุมดักปลาหน้าตาประหลาดด้วยพี่อยากเห็นไหม”

“เอ็งพูดมาซะขนาดนี้ก็พาข้าไปดูเถอะ ให้เด็ก ๆ กินข้าวกันไป”

“ถ้าอย่างนั้นพี่สะใภ้ก็ตามฉันมาทางนี้เถอะ” นางกาบเดินพาสายใจแยกไปทางลำห้วยที่ตอนนี้น้ำเหลือน้อยจนแทบจะแห้งขอดเนื่องจากฝนทิ้งช่วงไปนาน

“นางกาบ ข้าฝันอยู่หรือเปล่า” คำถามของสายใจหาได้ดังเข้าหูของเจ้าของชื่อไม่

“นางกาบ!! เอ็งได้ยินที่ข้าถามไหม” สายใจจับไหล่ของน้องสาวสามีพลางตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดังมากกว่าเดิม

เฮือก!! “พะ..พี่สะใภ้ฉันอยู่แค่นี้ทำไมต้องตะโกนเสียงดังด้วยเล่า ฉันตกใจหมด”

“เหอะ เอ็งก็ช่างตัดพ้อ ข้าเรียกเอ็งตั้งนานแล้วเห็นยืนนิ่งราวถูกสาปข้าก็ตะโกนเรียกนะสิ” สายใจอดส่งค้อนให้หญิงรุ่นน้องไม่ได้กล่าว

“ฉันคงเหม่อไปนิดหน่อยนั่นแหละ แต่พี่สะใภ้พี่คิดว่าสิ่งที่เราเห็นมันใช่เรื่องจริงหรือเปล่า ฉะ..ฉันไม่เคยเห็นปลาเบียดเสียดมากมายแบบนี้มาก่อนเลย มีทั้งตัวใหญ่ตัวเล็กพี่จะไม่ให้ฉันตกใจได้ยังไง”

“ข้าก็เป็นเหมือนเอ็งนั่นแหละ เรื่องนี้เอาไว้ค่อยพูดกันตอนนี้พวกเราช่วยกันยกถังขึ้นมาเถอะ”

“ได้สิพี่สะใภ้ ฉันว่านะตั้งแต่ชะอมฟื้นขึ้นมาหลานดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จากขี้อายเก็บตัวก็กลายเป็นสดใสร่าเริง อีกทั้งยังรู้ในสิ่งที่พวกเราไม่รู้อีกด้วย” คำพูดของน้องสามีทำให้สายใจรู้สึกไม่สบายใจ

“เอ็งคงไม่คิดว่าหลานถูกผีเข้าหรอกใช่ไหม” หัวใจของคนถามเต้นรัวเร็วด้วยความกลัว

“จะเป็นไปได้ยังไง หล่อนดวงตาสดใสผิวพรรณเปล่งประกายจะเป็นผีสางไปได้ยังไงล่ะพี่ก็ถามอะไรประหลาดอีกอย่างฉันคิดว่าหลานเป็นแบบนี้ก็ดีแล้วละ”

สายใจพรูลมหายใจออกมา “ข้าก็แค่กลัวว่าเอ็งจะคิดเหลวไหลและพาใครมาทำอันตรายหลานนะสิแต่เอ็งคิดแบบนี้ได้ก็ดีแล้ว”

นางกาบมองคนเป็นพี่สะใภ้ด้วยสายตากะหลับกะเหลือก “พี่นี่คิดว่าฉันเป็นคนยังไง” นางทำปากยื่นอย่างไม่พอใจ

“ข้าขอโทษเอ็งก็แล้วกัน เอาละเอ็งมาช่วยข้าหิ้วถังปลากลับเรือนเถอะปลามากมายแบบนี้ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรได้บ้างแค่เรือนของพวกเราคงกินกันไม่หมดแต่ก็น่าจะขังเอาไว้ได้แค่สองสามวัน”

“ย่าจ๋า พวกเราเอาปลาไปขายไม่ได้เหรอ” ชะอมเดินมาทางหญิงสูงวัยทั้งคู่เอ่ยถาม

“ขายอย่างนั้นเหรอ คนในหมู่บ้านของเราส่วนใหญ่ก็หากินเอาเองหรือจะลองให้พ่อเอ็งเอาไปขายต่างหมู่บ้านแต่ถ้าทำอย่างนั้นเห็นทีว่าคงจะต้องทำเป็นปลาตากแห้ง”

“ย่าจ๋า คนที่นี่กินปลาร้ากันไหม” ชะอมรู้สึกเปรี้ยวปากยามนึกถึงส้มตำปลาร้าแซ่บ ๆ

“ปลาร้าอะไรของเอ็ง ย่าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย นางกาบเอ็งล่ะเคยได้ยินไหม”

“พี่สะใภ้ยังไม่เคย แล้วฉันผู้อยู่แต่ในหมู่บ้านมาตลอดจะเคยไหมล่ะจ๊ะ”

“ย่าจ๋า หนูขอถามสักหน่อยเถอะที่นี่คือจังหวัดอะไรอย่างนั้นเหรอ” ชะอมรู้สึกฉงนเป็นอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินจึงได้ตัดสินใจถามออกมาในที่สุด

“จังหวัดทวานคร มีเมืองหลวงชื่อสยาม” คำตอบของย่าทำให้ชะอมยืนโงนเงน จังหวัดนี้มันไม่มีอยู่ในแผนที่ไม่ใช่เหรอถึงว่าท่านยมถึงได้บอกว่าให้ค่อย ๆ เรียนรู้โลกใบนี้ไปเรื่อย ๆ เพื่อจะได้มีหนทางทำมาหากิน

“ชะอม!” สายใจจับหัวไหล่ของหลานสาวร้องเรียกเธอด้วยความตกใจเมื่อเห็นว่าเด็กหญิงเงียบไปนาน

ชะอมหลุดจากภวังค์ “ย่าจ๋า ที่นี่มีน้ำตาล น้ำปลาไหม น้ำมันล่ะมีหรือเปล่า” แทนที่คนเป็นหลานจะกล่าวปฏิเสธทว่าเจ้าตัวกลับพรั่งพรูคำถามออกมามากมาย

“มีสิ แต่ราคามันแพงมาก อีกอย่างของอย่างนั้นนาน ๆ ครั้งถึงจะมีพวกพ่อค้าหาบเร่เข้ามาขาย” สายใจตอบตามตรง

สมองของชะอมประมวลผลอย่างรวดเร็ว ถึงว่าอาหารของคนที่นี่จึงไม่หลากหลายเพราะเงินคงจะหายากสินะ อีกทั้งมีอะไรกินได้ก็คงกินกันตามมีตามเกิดแต่คนในเมืองล่ะอาหารเป็นยังไง เจ้าตัวยกนิ้วโป้งขึ้นมากัดซึ่งเป็นนิสัยเดิมเวลาที่เธอกำลังใช้ความคิด
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status