“แม่ ชะอมเป็นอะไรหรือจ๊ะ” มะลิเอ่ยถามแม่สามีหลังจากเด็กทั้งสามคนพากันไปล้างเนื้อล้างตัวหลังบ้าน
“ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนั่นและหลานนิ่งเงียบมาตั้งแต่นั่งหลังนางเผือกจนมาถึงบ้านนี่แหละ เอ็งอย่างเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ แม่ว่าตอนนี้เอ็งรีบเอาปลาพวกนี้ไปขังเอาไว้ก่อนเถอะ จากนั้นรอให้ชะอมมาจัดการ นางกาบเอ็งจะแบ่งปลาไปทำกับข้าวก่อนไหม” ในขณะที่สายใจกำลังส่งถังปลาให้ลูกสะใภ้หล่อนก็หันมาถามกับผู้ที่เดินกลับมาพร้อมกัน
“ฉันยังไม่กลับหรอกให้มะลิเอาปลาไปขังเถอะ แม่ไอ้โมกหล่อนมาช่วยมะลิมันหิ้วถังด้วย”
“แม่กับอากาบได้ปลามาเยอะมากเลยหรือจ๊ะ” ชบาผู้กำลังนั่งปะชุนผ้าถามขึ้นในขณะเดินมาตามเสียงเรียก
“เอ็งมาดูเอาเองเถอะ” สายใจว่า
ส่วนมะลินั้นหล่อนตกใจจนยืนนิ่งค้างไปนานแล้ว
“โอ้โห! แม่กับอากาบจับปลากันยังไงถึงได้มาเยอะขนาดนี้” ชบาพูดขึ้นเสียงดัง
“ไม่ใช่ข้ากับนางกาบหรอกเป็นหลานสาวของเอ็งต่างหาก” สายใจปฏิเสธพยักพเยิดหน้าไปทางเด็กหญิงที่กำลังเดินยิ้มร่ามาทางพวกเธอ
“ชะอม ลูกทำยังไงเหรอ” มะลิเป็นฝ่ายเอ่ยปากด้วยความอยากรู้
“หนูรู้จ้ะแม่จ๋า” มะขามรีบขันอาสาพร้อมกับเล่าในสิ่งที่คนเป็นพี่สาวกระทำตั้งแต่ต้นจบจบอย่างไม่ตกหล่น
“หลานของป้าเก่งกาจมากขนาดนี้เลยวิธีแบบนี้ก็คิดออกมาได้ โมกอีกหน่อยลูกคงต้องเรียนรู้จากน้องให้มากแล้วละ” ชบายกมือจับหัวของชะอมเอ่ยด้วยความชื่นชม
“หนูก็เห็นด้วยกับแม่ น้องสาวเก่งมากจริง ๆ ไม่เพียงแค่นั้นนะวันนี้ชะอมยังจะทำของอร่อยให้พวกเรากินอีกด้วย”
“พี่โมกก็กล่าวชมหนูเกินไป เดี๋ยวเท้าหนูก็ไม่ติดพื้นหรอก”
“เท้าไม่ติดพื้นอะไรของเอ็งพูดจาพิลึก เอาละเอ็งจะทำอะไรบ้างล่ะย่าจะได้ช่วย” สายใจเอ่ยหยอกเย้าหลานสาวเพียงคนเดียว
“เริ่มจากทำมะม่วงกวนก่อนดีไหมจ๊ะ ว่าแต่บ้านเรามีน้ำตาลกับเกลือไหม” หากไม่มีของสองสิ่งนี้ก็คงต้องอาศัยรสชาติดั่งเดิมของมะม่วงแล้วละเพราะเก็บมาเสียเยอะ
“มีเกลืออยู่ไหเล็กแต่น้ำตาลนั้นไม่มีหรอกลูก ราคามันแพง” มะลิผู้มักทำงานในครัวเป็นคนตอบ
“หนูขอไปดูเกลือได้ไหมจ๊ะ” “ได้สิลูก” มะลิจูงมือลูกสาวเดินเข้ามายังเรือนครัวหลังเล็ก
ชะอมกวาดตามองห้องที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบ ๆ จากไม้ไผ่ขัด ภายในห้องมีเตาถ่าน หม้อดินเผา หม้อข้าวและเครื่องปรุงที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือไหขนาดเล็กมีเกลือเม็ดใหญ่อยู่ครึ่งหนึ่ง
เฮ้อ! บ้านเราจะยากจนเกินไปแล้ว “พอไหมลูก” มะลิถามเมื่อเห็นว่าคนเป็นลูกถอนหายใจ
“หนูคิดว่าไม่น่าจะพอหากนำมาทำปลาร้า แต่ไม่เป็นไรจ้ะหนูค่อยคิดหาวิธีเอา” คำตอบของลูกทำให้มะลิรู้สึกสงสัย
“ปลาร้าคืออะไร”
“คือการถนอมอาหารประเภทหนึ่งจ้ะ อีกทั้งยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้อีกหลายอย่างไม่ว่าจะทอด นำมาทำน้ำพริก ทำส้มตำก็อร่อยพูดแล้วหนูก็เปรี้ยวปาก” ชะอมพูดไปพลางกลืนน้ำลายลงคอไปพลาง
“ส้มตำ?” คนเป็นแม่ทวนคำอย่างมึนงง
“หนูเห็นมีต้นมะละกออยู่มากมายที่นี่เขาไม่กินกันหรือจ๊ะ” คำถามของลูกยิ่งเพิ่มความฉงนบนใบหน้าของมะลิมากยิ่งขึ้น
“ส้มตำเกี่ยวอะไรกับมะละกอล่ะลูก”
คำพูดของแม่ถึงกับทำให้ชะอมยกมือเกาหัว “แม่จ๋า คำว่าเปรี้ยวที่นี่เรียกกันว่ายังไงบ้าง” มาคุยกันเรื่องส้ม ๆ กันเถอะ ชะอมคิดพลางมองใบหน้าของแม่ไปด้วย
หญิงสาวส่ายศีรษะ แปลได้ว่าหล่อนไม่รู้ “ไม่เป็นไรจ้า ที่หนูเรียกว่าส้มตำนั่น ไม่ได้หมายความว่านำผลส้มมาตำแต่คำว่าส้มนั้นหมายถึงเปรี้ยวตำก็คือนำมาโขลกจากนั้นเราก็นำมาปรุงด้วยพริก กระเทียม มะนาว น้ำปลาเพื่อให้ได้รสชาติที่พอใจ ซึ่งสิ่งที่เราจะนำมาตำนั้นอาจจะเป็นมะม่วงดิบ มะละกอดิบ กล้วยดิบ มะขามเปียก มะยมอะไรแบบนี้จ้ะ” เด็กหญิงพูดไปก็ยิ่งรู้สึกเปรี้ยวปากมากกว่าเดิม
“แม่ฟังดูแล้วน่าอร่อยจังนะลูกแต่ว่า น้ำตาล น้ำปลาเราไม่มีนี่นะสิ” มะลิมองเครื่องปรุงเพียงหนึ่งเดียวในมือลูกสาวพูดพร้อมกับถอนใจอย่างเสียดาย
“อีกไม่นานหนูจะทำให้บ้านเรามีทุกอย่าง” คำปลอบโยนของลูกสาวทำให้มะลิมองเธอด้วยรอยยิ้มแฝงความเศร้า (ฉันเป็นแม่แต่ต้องให้ลูกสาวผู้อายุน้อยมาพูดแบบนี้ช่างน่าละอายใจจริง ๆ)
“แม่จ๋าแต่การที่หนูจะทำทุกอย่างได้นั้นย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากแม่และทุกคนดังนั้นแม่อย่าได้ทำหน้าเศร้าไปเลยนะ” ชะอมเข้าใจได้ในทันทีว่าคนเป็นแม่คิดอย่างไรจึงได้กล่าวออกมาอีกคำรบ
“แม่ยินดีทำเพื่อหนูทุกอย่างเลยลูก” รอยยิ้มและคำพูดอันแสนอ่อนโยนของหญิงสาวผู้ให้กำเนิดทำให้ชะอมน้ำตารื้น
“แม่ดีที่สุดเลย” ทุกถ้อยคำสนทนาของสองแม่ลูกต่างตกอยู่ภายใต้สายตาของหญิงวัยกลางคนกับหลานชาย
“แล้วย่าไม่ดีรึ” สายใจไม่อยากให้ทั้งลูกสะใภ้กับหลานน้ำตาแตกจึงได้เอ่ยสัพยอกออกมา
“ย่าก็ดีเหมือนกันจ้า ครอบครัวของเรานั้นดีที่หนึ่งทุกคนเลย” ชะอมระงับความรู้สึกของตนหันหน้าไปตามคำถามของย่าเจือเสียงหัวเราะ
“ปากหวานปานน้ำผึ้งก็หลานสาวนังสายใจนี่แหละแต่หลานเป็นอย่างนี้ก็ดีแล้วย่าค่อยวางใจหน่อยเวลาไปโรงเรียนจะได้ไม่โดนรังแก”
“หนูจะไม่รังแกใครและจะไม่ยอมให้ใครมารังแกอย่างแน่นอน” ชะอมประกาศเสียงก้อง
“ดี ดี หลานของข้าโตแล้วสินะ” น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นอย่างพอใจ “ปู่กลับมาแล้ว” มะขามร้องเรียกชายวัยห้าสิบด้วยรอยยิ้ม
“อืม กลับมาแล้ว พ่อกับลุงของเอ็งก็กลับมาด้วยนะ” บุญมียกมือวางลงบนหัวเล็กผมเกรียนของหลานชายในขณะเอ่ย
“พ่อมึง งานที่วัดเสร็จแล้วเหรอถึงได้กลับเรือนมาแต่วัน” สายใจหันหน้าไปถามสามีคู่ทุกข์อย่างใคร่รู้
“เสร็จแล้วงานวัดบ้านเราไม่ค่อยมีอะไรมาก แม่มึงก็รู้นี่แต่ปีนี้ทางเจ้าคณะเขาบอกว่ามีลิเกนะได้ข่าวว่าลูกศิษย์ของท่านสมภารจ้างมา”
เสียงร้องเฮจากหลานชายทำให้บุญมียิ้มกว้าง “ดีใจละสินานทีปีหนบ้านเราถึงจะมีการแสดงแบบนี้เอ็งล่ะชะอมไม่ดีใจเหรอที่วันตรุษสงกรานต์จะมีลิเกที่เอ็งอยากดู”
“ดะ..ดีใจจ้า ว่าแต่ที่นี่มีประเพณีสงการนต์ด้วยเหรอจ๊ะ”
“มีสิลูก ประเพณีสืบทอดกันมานานแล้วเอาไว้พ่อจะพาเอ็งไปขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อพระเจดีย์กับน้องดีไหม” ทองก้อน รู้สึกสงสารลูกสาวจับใจเอ่ยออกมาหลังจากได้ยินจากพี่สะใภ้ว่าลูกกับเมียอยู่ในครัว
“แล้วในวันตรุษเขาทำอะไรกันบ้างจ๊ะ” สาวน้อยของบ้านรู้สึกสงสัย “ก็ตักบาตร ขนทรายเข้าวัด รดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ สรงน้ำพระและก็สาดน้ำเล่นกันภายในวัดอย่างไรเล่าเอาไว้อีกไม่ถึงเจ็ดวันเอ็งก็ให้พี่ ๆ น้อง ๆ พาไปก็แล้วกัน ยามค่ำคืนก็มีการรำวงแต่การละเล่นแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของหนุ่มสาวเขาเกี้ยวกัน จะว่าไปปีนี้มีลิเกคงจะไม่มีหนุ่ม ๆ ต่างบ้านมาก่อเรื่องหรอกนะ” สายใจเอ่ยขึ้นอย่างกังวล
“ใครจะกล้าล่ะแม่มึง มีข้าอยู่ทั้งคน” บุญมีพูดขึ้นอย่างนักเลง
“เอ๋! ปู่หมายความว่ายังไงหรือจ๊ะ”
เสียงหัวเราะจากลูกชายคนเล็กดังขึ้นทำให้บุญมีมองเขาตาเขียว “ก็ปู่ของลูกเป็นผู้ใหญ่บ้านนะสิ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นปู่ของหนูก็จะลำบากเอาด้วย อีกอย่างชื่อของปู่นะดังไปไกลหลายหมู่บ้านทีเดียวนะ” คำเฉลยของทองก้อนได้ย้ายสายตาของชะอมมองไปทางชายสูงวัยอย่างชื่นชม
“ปู่เก่งมากเลยหรือจ๊ะ”
“ก็พอตัวนั่นแหละ เอาละพักเรื่องของข้าเถอะตอนนี้ข้าหิวแล้วมีอะไรให้กินบ้างล่ะ” บุญมีเปลี่ยนเรื่องเนื่องจากไม่อยากพูดถึงเรื่องของตนสมัยหนุ่มที่เคยทำตัวเกเร
“ปู่หิวเหรอ ถ้าอย่างนั้นรอหนูไม่นานหรอกเดี๋ยวหนูจะทำปลาช่อนนึ่งลุยสวนให้กิน”
“ปลาช่อนนึ่งลุยสวน ฟังดูแล้วน่าอร่อย ดี ๆ ปู่จะรอกิน แม่มึงก็ช่วยหลานทำเสียสิ”
“รู้แล้วน่า พ่อมึงเองก็ไปนั่งพักเถอะกลับมาเหนื่อย ๆ” สองสามีภรรยาต่างพากันปราศรัยอย่างอาทร
“ก็ดีเหมือนกันอากาศวันนี้ก็ร้อนเสียเหลือเกิน เจ้าคำ เจ้าก้อน เอ็งก็ไปจัดการงานที่ค้างเถอะ”
“จ้ะพ่อ” สองชายหนุ่มเจ้าของชื่อต่างตอบรับออกมาพร้อมเพรียง
ชะอมมองซ้ายเหลียวขวาเดิน ไปบริเวณข้างเรือนโดยมีน้องชายกับพี่ตามมาต้อย ๆ “พี่จ๋า อยากได้อะไรหนูจะช่วยหา”
“ใช่ ๆ เอ็งบอกมาพี่จะได้ช่วยอีกแรง” โมกเองก็กล่าวอาสาออกมาบ้าง ส่วนแม่กับป้ารวมถึงย่านั้นพวกเขาต่างก็ช่วยกันทำปลารอเด็กหญิง
“หนูต้องการตะไคร้ ใบสะระแหน่ พริกขี้หนู ข่า ใบมะกรูด” ชะอมร่ายสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมาซึ่งนับว่าโชคดีที่พืชเหล่านี้มีในบริเวณบ้าน
“พี่จ๋า จะทำอาหารยาหรือจ๊ะ” คำถามของมะขามเรียกความสนใจให้ชะอมไม่น้อยทีเดียว
“ทำไมมะขามถามอย่างนั้นล่ะ” เจ้าตัวจึงได้ย้อนถามน้องด้วยความอยากรู้
“ก็สิ่งของที่เอ็งว่ามานี่ ปู่ปลูกเอาไว้ทำยานะสิ” คำตอบจากโมกทำให้ชะอมเลิกคิ้วขึ้นสูงมองพี่และน้องสลับกันไปมา
“ทำยา”
“ใช่แล้วละ หากพี่จ๋าอยากรู้ต้องถามเอากับปู่นะเพราะหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปู่ทำเป็นยาแก้อะไรบ้าง” มะขามเอ่ยออกมาอีกครั้ง
“ได้สิ แต่ตอนนี้พี่ไม่ได้เอามาทำยาแต่จะเอามาทำของอร่อยให้กินต่างหาก พี่โมกพี่มาช่วยหนูเก็บลูกมะยมด้วยนะรับรองว่าได้กินของแซ่บ” สายตาของชะอมเหลือบไปเห็นมะยมที่เกาะอยู่เต็มต้นพูดไปกลืนน้ำลายลงคอไปอีกหลายอึก
“ได้สิ เรื่องนี้พี่ถนัด”
“เดี๋ยวหนูไปเอากระจาดมาให้นะจ๊ะ” มะขามวิ่งปรู๊ดหลังจากได้ยินคำพูดของคนเป็นพี่
ใช้เวลาไม่นานสามพี่น้องก็พากันเดินกลับมายังเรือนครัว “หนูจะทำอะไรต่อล่ะลูก” มะลิถามลูกสาวผู้ตั้งตัวเป็นแม่ครัว
“เดี๋ยวทุกคนทำตามที่หนูบอกเลยนะ ในระหว่างรอปลาสุกหนูจะตำมะยมไปด้วยแต่ไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือเปล่าเพราะมีเครื่องไม่ครบ” ชะอมออกตัวก่อนที่เธอจะอธิบายขั้นตอนการทำปลาช่อนนึ่งลุยสวน
หญิงสาวต่างวัยภายในเรือนครัวต่างพากันให้ความสนใจในสิ่งที่พวกเธอไม่เคยได้รู้มาก่อนอย่างตั้งใจ
เสียงสากกระทบกับครกดังเป็นจังหวะไม่หนักไม่เบา รวมถึงกลิ่นหอมจากสมุนไพรต่าง ๆ ที่ลอยออกมาได้เรียกเสียงท้องร้องให้กับคนที่กำลังหิว
“พ่อได้กลิ่นไหม” ทองคำสูดกลิ่นที่ลอยมาตามลมเอ่ยถามคนเป็นพ่อในขณะที่พวกเขากำลังนั่งสานเครื่องใช้ในครัวเรือนจากไม้ไผ่
“แม้ข้าจะแก่แต่จมูกยังดีอยู่นะโว๊ย จะไม่ได้กลิ่นได้ยังไง” บุญมีตอบลูกชายคนโตเสียงดัง
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับคนรอ และในที่สุดอาหารหน้าตาน่ากินที่ไม่เคยเห็นก็ถูกยกออกมาวางลงบนแคร่
“ลูกพ่อ นี่คือปลาช่อนลุยสวนเหรอ แล้วในจานใบนี้คืออะไร” ทองก้อนเอ่ยถามเมื่อเห็นปลาช่อนตัวใหญ่กับอีกจานซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นมะยมแต่เขาไม่เคยเห็นว่ามีคนเอามาทำแบบนี้
“ใช่แล้วจ้ะ ส่วนจานนี้เรียกว่าตำมะยม ควรกินแต่พอดีเพราะหากกินมากเกินไปหนูเกรงว่าจะทำให้ปวดท้องเอาได้”
เด็กหญิงแนะนำเมนูที่ตนทำก่อนที่จะตักให้ปู่กับย่าทั้งสองคนได้ลิ้มลองเป็นคนแรก “ปู่ลองชิมดูนะคะ ไม่รู้ว่าจะอร่อยถูกปากหรือเปล่า”
“กลิ่นหอมมากขนาดนี้ปู่ว่ายังไงก็อร่อย” บุญมีพูดก่อนตักเนื้อปลาเข้าปากรสชาติแปลกใหม่ที่เขาได้รับทำให้ชายผู้กำลังเข้าสู่วัยชราในอีกไม่กี่ปีตกตะลึง “อร่อย นี่มันวิเศษเกินไปแล้ว”
ทุกคนต่างพากันเห็นด้วย ซึ่งมะขามเองก็กินอย่างไม่ยอมแพ้แม้ว่ารสชาติของมันออกจะจัดจ้านเกินไปสำหรับตน
“มะขาม ไหวไหม ไม่อย่างนั้นน้องก็กินปลานึ่งเปล่า ๆ นี่เถอะ” ชะอมแกะเนื้อปลาสีขาวใส่ในจานให้น้องชายอย่างระมัดระวัง
“หนูกินไหวจ้ะ มันอร่อยมากเลย” เด็กชายสูดปากของตนก่อนตอบ “อร่อยก็ดีแล้วต่อไปพี่จะทำของอร่อยมากกว่านี้ให้กินอีก” ชะอมตอบน้องชายอย่างดีใจ
“ยังมีของอร่อยมากกว่านี้อีกเหรอลูก ตำมะยมของลูกก็รสชาติดีไม่แพ้ปลาช่อนเลยพ่อยังคิดว่าที่กินวันนี้อร่อยมากที่สุดแล้วนะ” ทองก้อนพูดขึ้นบ้างหลังจากคายเม็ดมะยม
“ยังมีอีกเยอะเลยจ้ะ ว่าแต่ปู่จ๋า ที่หมู่บ้านเรามีอ้อยกับดินเค็มไหม” ในเมื่อน้ำตาลกับเกลือมันแพงนักก็ทำมันขึ้นมาเองเลยก็แล้วกัน วิญญาณของสาวใหญ่ในร่างของเด็กหญิงคิดอย่างหมายมาด
“มีสิ ว่าแต่เอ็งถามไปทำไมอ้อยน่ะกินได้นะลูกแต่ดินเค็มมันกินได้ด้วยเหรอ” บุญมีรู้สึกสงสัยอย่างยิ่งยวด