Partager

บทที่ 6

“แม่ ชะอมเป็นอะไรหรือจ๊ะ” มะลิเอ่ยถามแม่สามีหลังจากเด็กทั้งสามคนพากันไปล้างเนื้อล้างตัวหลังบ้าน

“ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนั่นและหลานนิ่งเงียบมาตั้งแต่นั่งหลังนางเผือกจนมาถึงบ้านนี่แหละ เอ็งอย่างเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ แม่ว่าตอนนี้เอ็งรีบเอาปลาพวกนี้ไปขังเอาไว้ก่อนเถอะ จากนั้นรอให้ชะอมมาจัดการ นางกาบเอ็งจะแบ่งปลาไปทำกับข้าวก่อนไหม” ในขณะที่สายใจกำลังส่งถังปลาให้ลูกสะใภ้หล่อนก็หันมาถามกับผู้ที่เดินกลับมาพร้อมกัน

“ฉันยังไม่กลับหรอกให้มะลิเอาปลาไปขังเถอะ แม่ไอ้โมกหล่อนมาช่วยมะลิมันหิ้วถังด้วย”

“แม่กับอากาบได้ปลามาเยอะมากเลยหรือจ๊ะ” ชบาผู้กำลังนั่งปะชุนผ้าถามขึ้นในขณะเดินมาตามเสียงเรียก

“เอ็งมาดูเอาเองเถอะ” สายใจว่า

ส่วนมะลินั้นหล่อนตกใจจนยืนนิ่งค้างไปนานแล้ว

“โอ้โห! แม่กับอากาบจับปลากันยังไงถึงได้มาเยอะขนาดนี้” ชบาพูดขึ้นเสียงดัง

“ไม่ใช่ข้ากับนางกาบหรอกเป็นหลานสาวของเอ็งต่างหาก” สายใจปฏิเสธพยักพเยิดหน้าไปทางเด็กหญิงที่กำลังเดินยิ้มร่ามาทางพวกเธอ

“ชะอม ลูกทำยังไงเหรอ” มะลิเป็นฝ่ายเอ่ยปากด้วยความอยากรู้

“หนูรู้จ้ะแม่จ๋า” มะขามรีบขันอาสาพร้อมกับเล่าในสิ่งที่คนเป็นพี่สาวกระทำตั้งแต่ต้นจบจบอย่างไม่ตกหล่น

“หลานของป้าเก่งกาจมากขนาดนี้เลยวิธีแบบนี้ก็คิดออกมาได้ โมกอีกหน่อยลูกคงต้องเรียนรู้จากน้องให้มากแล้วละ” ชบายกมือจับหัวของชะอมเอ่ยด้วยความชื่นชม

“หนูก็เห็นด้วยกับแม่ น้องสาวเก่งมากจริง ๆ ไม่เพียงแค่นั้นนะวันนี้ชะอมยังจะทำของอร่อยให้พวกเรากินอีกด้วย”

“พี่โมกก็กล่าวชมหนูเกินไป เดี๋ยวเท้าหนูก็ไม่ติดพื้นหรอก”

“เท้าไม่ติดพื้นอะไรของเอ็งพูดจาพิลึก เอาละเอ็งจะทำอะไรบ้างล่ะย่าจะได้ช่วย” สายใจเอ่ยหยอกเย้าหลานสาวเพียงคนเดียว

“เริ่มจากทำมะม่วงกวนก่อนดีไหมจ๊ะ ว่าแต่บ้านเรามีน้ำตาลกับเกลือไหม” หากไม่มีของสองสิ่งนี้ก็คงต้องอาศัยรสชาติดั่งเดิมของมะม่วงแล้วละเพราะเก็บมาเสียเยอะ

“มีเกลืออยู่ไหเล็กแต่น้ำตาลนั้นไม่มีหรอกลูก ราคามันแพง” มะลิผู้มักทำงานในครัวเป็นคนตอบ

“หนูขอไปดูเกลือได้ไหมจ๊ะ” “ได้สิลูก” มะลิจูงมือลูกสาวเดินเข้ามายังเรือนครัวหลังเล็ก

ชะอมกวาดตามองห้องที่ถูกสร้างขึ้นอย่างหยาบ ๆ จากไม้ไผ่ขัด ภายในห้องมีเตาถ่าน หม้อดินเผา หม้อข้าวและเครื่องปรุงที่มีอยู่เพียงอย่างเดียวคือไหขนาดเล็กมีเกลือเม็ดใหญ่อยู่ครึ่งหนึ่ง

เฮ้อ! บ้านเราจะยากจนเกินไปแล้ว “พอไหมลูก” มะลิถามเมื่อเห็นว่าคนเป็นลูกถอนหายใจ

“หนูคิดว่าไม่น่าจะพอหากนำมาทำปลาร้า แต่ไม่เป็นไรจ้ะหนูค่อยคิดหาวิธีเอา” คำตอบของลูกทำให้มะลิรู้สึกสงสัย

“ปลาร้าคืออะไร”

“คือการถนอมอาหารประเภทหนึ่งจ้ะ อีกทั้งยังสามารถนำมาแปรรูปเป็นอาหารได้อีกหลายอย่างไม่ว่าจะทอด นำมาทำน้ำพริก ทำส้มตำก็อร่อยพูดแล้วหนูก็เปรี้ยวปาก” ชะอมพูดไปพลางกลืนน้ำลายลงคอไปพลาง

“ส้มตำ?” คนเป็นแม่ทวนคำอย่างมึนงง

“หนูเห็นมีต้นมะละกออยู่มากมายที่นี่เขาไม่กินกันหรือจ๊ะ” คำถามของลูกยิ่งเพิ่มความฉงนบนใบหน้าของมะลิมากยิ่งขึ้น

“ส้มตำเกี่ยวอะไรกับมะละกอล่ะลูก”

คำพูดของแม่ถึงกับทำให้ชะอมยกมือเกาหัว “แม่จ๋า คำว่าเปรี้ยวที่นี่เรียกกันว่ายังไงบ้าง” มาคุยกันเรื่องส้ม ๆ กันเถอะ ชะอมคิดพลางมองใบหน้าของแม่ไปด้วย

หญิงสาวส่ายศีรษะ แปลได้ว่าหล่อนไม่รู้ “ไม่เป็นไรจ้า ที่หนูเรียกว่าส้มตำนั่น ไม่ได้หมายความว่านำผลส้มมาตำแต่คำว่าส้มนั้นหมายถึงเปรี้ยวตำก็คือนำมาโขลกจากนั้นเราก็นำมาปรุงด้วยพริก กระเทียม มะนาว น้ำปลาเพื่อให้ได้รสชาติที่พอใจ ซึ่งสิ่งที่เราจะนำมาตำนั้นอาจจะเป็นมะม่วงดิบ มะละกอดิบ กล้วยดิบ มะขามเปียก มะยมอะไรแบบนี้จ้ะ” เด็กหญิงพูดไปก็ยิ่งรู้สึกเปรี้ยวปากมากกว่าเดิม

“แม่ฟังดูแล้วน่าอร่อยจังนะลูกแต่ว่า น้ำตาล น้ำปลาเราไม่มีนี่นะสิ” มะลิมองเครื่องปรุงเพียงหนึ่งเดียวในมือลูกสาวพูดพร้อมกับถอนใจอย่างเสียดาย

“อีกไม่นานหนูจะทำให้บ้านเรามีทุกอย่าง” คำปลอบโยนของลูกสาวทำให้มะลิมองเธอด้วยรอยยิ้มแฝงความเศร้า (ฉันเป็นแม่แต่ต้องให้ลูกสาวผู้อายุน้อยมาพูดแบบนี้ช่างน่าละอายใจจริง ๆ)

“แม่จ๋าแต่การที่หนูจะทำทุกอย่างได้นั้นย่อมต้องได้รับการสนับสนุนจากแม่และทุกคนดังนั้นแม่อย่าได้ทำหน้าเศร้าไปเลยนะ” ชะอมเข้าใจได้ในทันทีว่าคนเป็นแม่คิดอย่างไรจึงได้กล่าวออกมาอีกคำรบ

“แม่ยินดีทำเพื่อหนูทุกอย่างเลยลูก” รอยยิ้มและคำพูดอันแสนอ่อนโยนของหญิงสาวผู้ให้กำเนิดทำให้ชะอมน้ำตารื้น

“แม่ดีที่สุดเลย” ทุกถ้อยคำสนทนาของสองแม่ลูกต่างตกอยู่ภายใต้สายตาของหญิงวัยกลางคนกับหลานชาย

“แล้วย่าไม่ดีรึ” สายใจไม่อยากให้ทั้งลูกสะใภ้กับหลานน้ำตาแตกจึงได้เอ่ยสัพยอกออกมา

“ย่าก็ดีเหมือนกันจ้า ครอบครัวของเรานั้นดีที่หนึ่งทุกคนเลย” ชะอมระงับความรู้สึกของตนหันหน้าไปตามคำถามของย่าเจือเสียงหัวเราะ

“ปากหวานปานน้ำผึ้งก็หลานสาวนังสายใจนี่แหละแต่หลานเป็นอย่างนี้ก็ดีแล้วย่าค่อยวางใจหน่อยเวลาไปโรงเรียนจะได้ไม่โดนรังแก”

“หนูจะไม่รังแกใครและจะไม่ยอมให้ใครมารังแกอย่างแน่นอน” ชะอมประกาศเสียงก้อง

“ดี ดี หลานของข้าโตแล้วสินะ” น้ำเสียงแหบพร่าดังขึ้นอย่างพอใจ “ปู่กลับมาแล้ว” มะขามร้องเรียกชายวัยห้าสิบด้วยรอยยิ้ม

“อืม กลับมาแล้ว พ่อกับลุงของเอ็งก็กลับมาด้วยนะ” บุญมียกมือวางลงบนหัวเล็กผมเกรียนของหลานชายในขณะเอ่ย

“พ่อมึง งานที่วัดเสร็จแล้วเหรอถึงได้กลับเรือนมาแต่วัน” สายใจหันหน้าไปถามสามีคู่ทุกข์อย่างใคร่รู้

“เสร็จแล้วงานวัดบ้านเราไม่ค่อยมีอะไรมาก แม่มึงก็รู้นี่แต่ปีนี้ทางเจ้าคณะเขาบอกว่ามีลิเกนะได้ข่าวว่าลูกศิษย์ของท่านสมภารจ้างมา”

เสียงร้องเฮจากหลานชายทำให้บุญมียิ้มกว้าง “ดีใจละสินานทีปีหนบ้านเราถึงจะมีการแสดงแบบนี้เอ็งล่ะชะอมไม่ดีใจเหรอที่วันตรุษสงกรานต์จะมีลิเกที่เอ็งอยากดู”

“ดะ..ดีใจจ้า ว่าแต่ที่นี่มีประเพณีสงการนต์ด้วยเหรอจ๊ะ”

“มีสิลูก ประเพณีสืบทอดกันมานานแล้วเอาไว้พ่อจะพาเอ็งไปขนทรายเข้าวัดเพื่อก่อพระเจดีย์กับน้องดีไหม” ทองก้อน รู้สึกสงสารลูกสาวจับใจเอ่ยออกมาหลังจากได้ยินจากพี่สะใภ้ว่าลูกกับเมียอยู่ในครัว

“แล้วในวันตรุษเขาทำอะไรกันบ้างจ๊ะ” สาวน้อยของบ้านรู้สึกสงสัย “ก็ตักบาตร ขนทรายเข้าวัด รดน้ำดำหัวขอพรจากผู้ใหญ่ สรงน้ำพระและก็สาดน้ำเล่นกันภายในวัดอย่างไรเล่าเอาไว้อีกไม่ถึงเจ็ดวันเอ็งก็ให้พี่ ๆ น้อง ๆ พาไปก็แล้วกัน ยามค่ำคืนก็มีการรำวงแต่การละเล่นแบบนี้ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของหนุ่มสาวเขาเกี้ยวกัน จะว่าไปปีนี้มีลิเกคงจะไม่มีหนุ่ม ๆ ต่างบ้านมาก่อเรื่องหรอกนะ” สายใจเอ่ยขึ้นอย่างกังวล

“ใครจะกล้าล่ะแม่มึง มีข้าอยู่ทั้งคน” บุญมีพูดขึ้นอย่างนักเลง

“เอ๋! ปู่หมายความว่ายังไงหรือจ๊ะ”

เสียงหัวเราะจากลูกชายคนเล็กดังขึ้นทำให้บุญมีมองเขาตาเขียว “ก็ปู่ของลูกเป็นผู้ใหญ่บ้านนะสิ หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นปู่ของหนูก็จะลำบากเอาด้วย อีกอย่างชื่อของปู่นะดังไปไกลหลายหมู่บ้านทีเดียวนะ” คำเฉลยของทองก้อนได้ย้ายสายตาของชะอมมองไปทางชายสูงวัยอย่างชื่นชม

“ปู่เก่งมากเลยหรือจ๊ะ”

“ก็พอตัวนั่นแหละ เอาละพักเรื่องของข้าเถอะตอนนี้ข้าหิวแล้วมีอะไรให้กินบ้างล่ะ” บุญมีเปลี่ยนเรื่องเนื่องจากไม่อยากพูดถึงเรื่องของตนสมัยหนุ่มที่เคยทำตัวเกเร

“ปู่หิวเหรอ ถ้าอย่างนั้นรอหนูไม่นานหรอกเดี๋ยวหนูจะทำปลาช่อนนึ่งลุยสวนให้กิน”

“ปลาช่อนนึ่งลุยสวน ฟังดูแล้วน่าอร่อย ดี ๆ ปู่จะรอกิน แม่มึงก็ช่วยหลานทำเสียสิ”

“รู้แล้วน่า พ่อมึงเองก็ไปนั่งพักเถอะกลับมาเหนื่อย ๆ” สองสามีภรรยาต่างพากันปราศรัยอย่างอาทร

“ก็ดีเหมือนกันอากาศวันนี้ก็ร้อนเสียเหลือเกิน เจ้าคำ เจ้าก้อน เอ็งก็ไปจัดการงานที่ค้างเถอะ”

“จ้ะพ่อ” สองชายหนุ่มเจ้าของชื่อต่างตอบรับออกมาพร้อมเพรียง

ชะอมมองซ้ายเหลียวขวาเดิน ไปบริเวณข้างเรือนโดยมีน้องชายกับพี่ตามมาต้อย ๆ “พี่จ๋า อยากได้อะไรหนูจะช่วยหา”

“ใช่ ๆ เอ็งบอกมาพี่จะได้ช่วยอีกแรง” โมกเองก็กล่าวอาสาออกมาบ้าง ส่วนแม่กับป้ารวมถึงย่านั้นพวกเขาต่างก็ช่วยกันทำปลารอเด็กหญิง

“หนูต้องการตะไคร้ ใบสะระแหน่ พริกขี้หนู ข่า ใบมะกรูด” ชะอมร่ายสิ่งที่ตัวเองต้องการออกมาซึ่งนับว่าโชคดีที่พืชเหล่านี้มีในบริเวณบ้าน

“พี่จ๋า จะทำอาหารยาหรือจ๊ะ” คำถามของมะขามเรียกความสนใจให้ชะอมไม่น้อยทีเดียว

“ทำไมมะขามถามอย่างนั้นล่ะ” เจ้าตัวจึงได้ย้อนถามน้องด้วยความอยากรู้

“ก็สิ่งของที่เอ็งว่ามานี่ ปู่ปลูกเอาไว้ทำยานะสิ” คำตอบจากโมกทำให้ชะอมเลิกคิ้วขึ้นสูงมองพี่และน้องสลับกันไปมา

“ทำยา”

“ใช่แล้วละ หากพี่จ๋าอยากรู้ต้องถามเอากับปู่นะเพราะหนูก็ไม่รู้เหมือนกันว่าปู่ทำเป็นยาแก้อะไรบ้าง” มะขามเอ่ยออกมาอีกครั้ง

“ได้สิ แต่ตอนนี้พี่ไม่ได้เอามาทำยาแต่จะเอามาทำของอร่อยให้กินต่างหาก พี่โมกพี่มาช่วยหนูเก็บลูกมะยมด้วยนะรับรองว่าได้กินของแซ่บ” สายตาของชะอมเหลือบไปเห็นมะยมที่เกาะอยู่เต็มต้นพูดไปกลืนน้ำลายลงคอไปอีกหลายอึก

“ได้สิ เรื่องนี้พี่ถนัด”

“เดี๋ยวหนูไปเอากระจาดมาให้นะจ๊ะ” มะขามวิ่งปรู๊ดหลังจากได้ยินคำพูดของคนเป็นพี่

ใช้เวลาไม่นานสามพี่น้องก็พากันเดินกลับมายังเรือนครัว “หนูจะทำอะไรต่อล่ะลูก” มะลิถามลูกสาวผู้ตั้งตัวเป็นแม่ครัว

“เดี๋ยวทุกคนทำตามที่หนูบอกเลยนะ ในระหว่างรอปลาสุกหนูจะตำมะยมไปด้วยแต่ไม่รู้ว่าจะอร่อยหรือเปล่าเพราะมีเครื่องไม่ครบ” ชะอมออกตัวก่อนที่เธอจะอธิบายขั้นตอนการทำปลาช่อนนึ่งลุยสวน

หญิงสาวต่างวัยภายในเรือนครัวต่างพากันให้ความสนใจในสิ่งที่พวกเธอไม่เคยได้รู้มาก่อนอย่างตั้งใจ

เสียงสากกระทบกับครกดังเป็นจังหวะไม่หนักไม่เบา รวมถึงกลิ่นหอมจากสมุนไพรต่าง ๆ ที่ลอยออกมาได้เรียกเสียงท้องร้องให้กับคนที่กำลังหิว

“พ่อได้กลิ่นไหม” ทองคำสูดกลิ่นที่ลอยมาตามลมเอ่ยถามคนเป็นพ่อในขณะที่พวกเขากำลังนั่งสานเครื่องใช้ในครัวเรือนจากไม้ไผ่

“แม้ข้าจะแก่แต่จมูกยังดีอยู่นะโว๊ย จะไม่ได้กลิ่นได้ยังไง” บุญมีตอบลูกชายคนโตเสียงดัง

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าสำหรับคนรอ และในที่สุดอาหารหน้าตาน่ากินที่ไม่เคยเห็นก็ถูกยกออกมาวางลงบนแคร่

“ลูกพ่อ นี่คือปลาช่อนลุยสวนเหรอ แล้วในจานใบนี้คืออะไร” ทองก้อนเอ่ยถามเมื่อเห็นปลาช่อนตัวใหญ่กับอีกจานซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นมะยมแต่เขาไม่เคยเห็นว่ามีคนเอามาทำแบบนี้

“ใช่แล้วจ้ะ ส่วนจานนี้เรียกว่าตำมะยม ควรกินแต่พอดีเพราะหากกินมากเกินไปหนูเกรงว่าจะทำให้ปวดท้องเอาได้”

เด็กหญิงแนะนำเมนูที่ตนทำก่อนที่จะตักให้ปู่กับย่าทั้งสองคนได้ลิ้มลองเป็นคนแรก “ปู่ลองชิมดูนะคะ ไม่รู้ว่าจะอร่อยถูกปากหรือเปล่า”

“กลิ่นหอมมากขนาดนี้ปู่ว่ายังไงก็อร่อย” บุญมีพูดก่อนตักเนื้อปลาเข้าปากรสชาติแปลกใหม่ที่เขาได้รับทำให้ชายผู้กำลังเข้าสู่วัยชราในอีกไม่กี่ปีตกตะลึง “อร่อย นี่มันวิเศษเกินไปแล้ว”

ทุกคนต่างพากันเห็นด้วย ซึ่งมะขามเองก็กินอย่างไม่ยอมแพ้แม้ว่ารสชาติของมันออกจะจัดจ้านเกินไปสำหรับตน

“มะขาม ไหวไหม ไม่อย่างนั้นน้องก็กินปลานึ่งเปล่า ๆ นี่เถอะ” ชะอมแกะเนื้อปลาสีขาวใส่ในจานให้น้องชายอย่างระมัดระวัง

“หนูกินไหวจ้ะ มันอร่อยมากเลย” เด็กชายสูดปากของตนก่อนตอบ “อร่อยก็ดีแล้วต่อไปพี่จะทำของอร่อยมากกว่านี้ให้กินอีก” ชะอมตอบน้องชายอย่างดีใจ

“ยังมีของอร่อยมากกว่านี้อีกเหรอลูก ตำมะยมของลูกก็รสชาติดีไม่แพ้ปลาช่อนเลยพ่อยังคิดว่าที่กินวันนี้อร่อยมากที่สุดแล้วนะ” ทองก้อนพูดขึ้นบ้างหลังจากคายเม็ดมะยม

“ยังมีอีกเยอะเลยจ้ะ ว่าแต่ปู่จ๋า ที่หมู่บ้านเรามีอ้อยกับดินเค็มไหม” ในเมื่อน้ำตาลกับเกลือมันแพงนักก็ทำมันขึ้นมาเองเลยก็แล้วกัน วิญญาณของสาวใหญ่ในร่างของเด็กหญิงคิดอย่างหมายมาด

“มีสิ ว่าแต่เอ็งถามไปทำไมอ้อยน่ะกินได้นะลูกแต่ดินเค็มมันกินได้ด้วยเหรอ” บุญมีรู้สึกสงสัยอย่างยิ่งยวด

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 3

    “ปู่ กลับบ้านเร็ว ชะอมแย่แล้ว” เสียงตะโกนดังลั่นทั่วทั้งท้องนาที่ผู้คนกำลังช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวได้ทำให้ผู้คนมากมายพากันหยุดงานในมือของตนลง พร้อมกันนั้นพวกเขาต่างก็พากันมองมาทางเด็กชายรูปร่างผอมสูงอย่างพร้อมเพรียง “น้องเป็นอะไรโมก” น้ำเสียงตกใจของผู้พูดทำให้เจ้าของชื่อซึ่งกำลังก้มตัวหาย

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 2

    สาวใหญ่วัยห้าสิบกำลังยืนมองร่างของตนที่แน่นิ่งคอพับคออ่อนอยู่กับพวงมาลัยภายในรถยนต์คันหรูหลังจากเธอขับตกแม่น้ำด้วยความไม่ตั้งใจ “เฮ้อ! เราทำความดีมาตั้งมากมายกลับมาตกตายเพียงเพราะความโลภของคนที่อยากปล้นทรัพย์ระหว่างเดินทาง” ในขณะที่เธอกำลังยืนมองสภาพของตน จู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงค่

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 5

    “ย่าไม่เคยเห็นวิธีอย่างนี้มาก่อนเลย มันดักปลาได้จริงเหรอ” ผู้สูงวัยกว่าถามอย่างใคร่รู้สายตาของเธอไม่ละไปจากสิ่งที่เด็กชายหญิงกระทำ “หนูคิดว่าได้จ้ะ เอาละเราทิ้งไว้อย่างนี้สักพักแล้วค่อยกลับมาดูกัน ย่ากาบมาทำอะไรหรือจ๊ะ” “ย่าก็ว่าจะมาหาเก็บหอยเก็บผักนั่นแหละ ว่าแต่หลานหายป่วยด

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 4

    หลังจากมื้ออาหารเย็นจบลง คนในครอบครัวจึงได้เริ่มแนะนำตัวกันใหม่เพื่อหวังให้ลูก/หลานสาวเกิดความคุ้นเคย “พี่จ๋า พี่ชื่อชะอมนะมีนามจริงว่าปิ่นผกา ชื่อของพี่เพราะมากเลยพี่จำได้หรือเปล่า” น้องชายตัวเล็กกะพริบตากล่าวกับพี่สาวด้วยรอยยิ้มแสนน่ารัก “เพราะจ้า แล้วน้องมะขามล่ะมีชื่อจริง

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status