Share

บทที่ 7

“กินได้สิจ๊ะ” คำตอบของหลานสาวทำให้ทองคำซึ่งกำลังกินข้าวถึงกับสำลัก “แค่ก ๆ ดินมันกินได้จริงเหรอชะอม”

“หนูไม่ได้ให้นำดินมากินจ้ะ แต่จะนำมาต้มทำเป็นเกลือต่างหาก แต่ทั้งนี้หนูจะต้องไปดูสภาพดินก่อนว่ามันเป็นอย่างที่หนูต้องการหรือเปล่า”

“ต้มเกลือ แม้แต่เรื่องนี้เอ็งก็รู้อย่างนั้นเหรอเท่าที่ลุงเคยได้ยินมาเกลือเขาทำกันเฉพาะคนในครอบครัวไม่ถ่ายทอดให้คนอื่น” ทองคำละล่ำละลักถามอย่างตกใจเช่นเดียวกับคนในครอบครัว

“ชะอม เอ็งไปยังที่แห่งนั้นมาเหรอ” ทุกสายตาที่นั่งล้อมวงกินข้าวได้ย้ายสายตามาทางนางกาบพร้อมกัน

“เอ็งพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” สายใจถามน้องสามีด้วยใบหน้าเคลือบแคลง

“ก็ฉันเคยได้ยินมาว่าคนที่...แล้วได้กลับมา มักจะพบเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นตอนที่ฉันเจอชะอมตอนแรกตัวของหลานเย็นไปหมดแต่จู่ ๆ ก็อุ่นขึ้น” ดวงตาของนางกาบหลุบลงต่ำ น้ำเสียงแผ่วเบา

“นางกาบเรื่องนี้เอ็งอย่าได้พูดออกไปเชียวหากมีคนไม่หวังดีเกิดมาได้ยินเข้าหลานอาจไม่ปลอดภัย” บุญมีกล่าวเสียงเข้ม

“ฉันรู้จ้ะพี่ แต่การที่ชะอมเป็นแบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่ฉันคิดว่าพี่น่าจะต้องหาที่ไปที่มาให้หลานนะเพราะคนในหมู่บ้านอาจจะสงสัยเอาได้” นางกาบเอ่ยอย่างหวังดี

“ที่เอ็งพูดมาก็ถูกข้าเห็นด้วย เป็นเอ็งที่รอบคอบมากกว่าพวกข้าเสียอีก” สายใจเอ่ยขึ้นทำให้บุญมีผู้เป็นอาวุโสของบ้านคิดหนัก

“พ่อ เอายังไงดี” น้ำเสียงของทองก้อนแฝงความกังวล

“หนูว่าทุกคนกินข้าวกันให้อิ่มก่อนเถอะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอเชื่อหนูสิ”

ทุกสายตาพากันมองมาทางชะอม ยกเว้นเด็กชายมะขามผู้กำลังสูดปากน้ำหูน้ำตาไหลจากความเผ็ดของตำมะยม

“พี่จ๋า มันอร่อยมากแม้จะเผ็ดก็ตาม” ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตารวมถึงปากแดงแจ๋ ทำให้คนในครอบครัวทุกคนปล่อยวางความกังวลของพวกเขาลงชั่วคราว

“แม่เช็ดหน้าให้ เผ็ดแล้วยังจะฝืนกินอีกนะลูกคนนี้” มะลิ หยิบผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บเอวนำมาเช็ดใบหน้าให้บุตรชายคนเล็ก

“ก็มันอร่อยมากนี่จ๊ะ พี่ชะอมเก่งที่สุด” มะขามกล่าวชมพลางยิ้มจนเห็นฟันเว้าแหว่งหนึ่งซี่ด้านหน้า

“ชมแต่พี่สาวนะแล้วพี่ล่ะไม่เก่งบ้างเหรอ” โมกแสร้งกล่าวตัดพ้อ

“พี่โมกก็เก่งเหมือนกันที่เก็บมะยมได้ตั้งเยอะ” คำตอบอันแสนซื่อของเจ้ามะขามตัวน้อยได้เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

“เจ้านี่มันอยู่เป็น อย่างนี้ไปไหนรับรองไม่มีอด” บุญมีกล่าวชมหลานชายเจือเสียงหัวเราะ

หลังจากมื้ออาหารกลางวันสิ้นสุดลง บุญมีผู้กำลังนั่งเหม่อลอยเพราะกำลังคิดหาเหตุผลให้หลานสาวหลังคิดไปคิดมาก็ยังหาหนทางไม่ได้เจ้าตัวจึงได้ลุกขึ้นเดินไปยังจักรยานคู่กาย

“พ่อมึงจะไปไหนล่ะ” สายใจตะโกนถามเมื่อเห็นหลังสามีไว ๆ

“ไปวัดเดี๋ยวมา” ชายวัยห้าสิบตะโกนตอบแบบไม่เหลียวหลัง

“พ่อจะไปวัดอีกทำไม ในเมื่อพวกเราเพิ่งกลับมา” ทองคำยกมือเกาศีรษะเอ่ยอย่างสงสัย

“คงจะไปปรึกษาท่านสมภารเรื่องของชะอมนั่นแหละ เอ็งกับเจ้าก้อนรีบไปทำที่ตากมะม่วงกวนตามที่หลานต้องการเถอะ เมื่อพ่อเอ็งกลับมาเผื่อว่าเขาจะต้องพาชะอมไปดูดิน”

“จ้ะแม่” ทองคำเดินไปทางน้องชายผู้กำลังทำราวตากมะม่วงกวน ซึ่งเขาเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของมันว่าเป็นอย่างไร

ส่วนสาวน้อยสาวใหญ่นั้นในตอนนี้ก็กำลังนั่งปอกเปลือกมะม่วงหลังจากนำมาล้างทั้งเปลือกตามที่ชะอมแนะนำ

“หวานมาก อร่อยจัง” ทั้งปากทั้งมือของมะขามเต็มไปด้วยน้ำมะม่วงสีเหลืองเอ่ยอย่างพอใจ

“กินให้น้อยหน่อยเถอะลูก ท้องป่องขนาดนั้นระวังจะแตกเอา” มะลิสัพยอกบุตรชายคนเล็ก

คนถูกแซวกลับหัวเราะร่า “หนูยังกินได้อีกเยอะเลย” เจ้าตัวโต้

“กินแต่พอดี ไม่อย่างนั้นจะจุกนะ” ชะอมกล่าวเตือน

“หนูเชื่อพี่จ๋า ถ้าอย่างนั้นหนูอิ่มดีกว่า จะเก็บท้องเอาไว้กินมะม่วงกวน”

“แบบนี้เรียกว่าอิ่มยังไงกัน” มะลิพูดไปส่ายศีรษะไปอย่างนึกขำ

“ก็อิ่มชั่วคราวยังไงล่ะจ๊ะ”

“เจ้าเด็กแสบ มาช่วยพี่ดูเจ้าทุยนางเผือกเถอะ จะได้กินมะม่วงกวนได้อีกดีไหม” โมกกล่าวชวนเพื่อให้น้องชายได้ขยับตัว

“ดีจ้ะ”

ทางด้านบุญมีหลังจากเจ้าตัวได้พบกับสมภาร “โยมมีเรื่องร้อนใจอะไรเล่าถึงได้มีสีหน้าแบบนี้” สมภารบ้านป่าวัดทุ่งเนินดินถามอย่างมีเมตตา

“กระผมมีเรื่องร้อนใจจริงนั่นแหละหลวงพี่” บุญมีประนมมือขึ้นกลางอกตอบตามตรงหลังจากกราบท่านเรียบร้อย

“เรื่องหลานสาวของโยมใช่ไหม”

“หลวงพี่ทราบ” สีหน้างุนงงเช่นเดียวกับน้ำเสียงของบุญมีได้เรียกรอยยิ้มของสมภารผู้ชรา

“วิธีแก้โยมก็บอกว่าหลานได้รับความรู้มาจากภพชาติใหม่ตอนที่เป็นลมหมดสติซึ่งความรู้เหล่านี้จะนำมาช่วยเหลือชาวบ้านให้อยู่ดีกินดี หากใครถามโยมก็บอกไปตามนี้”

“จะดีเหรอครับ พวกเขาจะไม่คิดว่าหลานสาวของกระผมถูกภูตผีเข้าสิงใช่ไหม” บุญมียังคงหวาดหวั่น

“ไม่หรอก หากพวกเขาคิดกันอย่างนั้นโยมก็พาหลานมาที่นี่ก็แล้วกันคงไม่มีผีที่ไหนไม่กลัวพระหรอกใช่ไหม” สมภารผู้ชราตอบขึ้นอีกครั้ง

“จริงครับ ถ้าอย่างนั้นกระผมขอลาหลวงพี่แล้ว เพราะจะพาหลานไปดูดินเค็มที่ทุ่งร้าง”

คล้อยหลังบุญมีลงจากบันไดกุฏิ เด็กชายวัยเดียวกับโมกก็ถามสมภารขึ้นอย่างสงสัยระคนใคร่รู้ “หลวงตาครับ ชะอมมาจากชาติภพใหม่อย่างนั้นเหรอ”

“แล้วเอ็งคิดว่ายังไงล่ะเจ้าแก้ว”

“กระผมไม่ทราบครับ แต่หลวงตาตอบปู่บุญมีไปแบบนั้นผมก็เลยรู้สึกอยากรู้”

“จริงหรือเท็จข้าก็ไม่รู้หรอกแต่สิ่งเดียวที่ข้ามั่นใจก็คือชะอมคนนี้จะนำความเจริญมาให้หมู่บ้านทุ่งเนินดินอย่างแน่นอนเอาละเอ็งลงไปช่วยคนอื่นกวาดลานวัดเถอะข้าจะนั่งสมาธิสักหน่อย”

แม้เด็กชายคนนี้จะยังไม่เข้าใจในคำตอบของหลวงตาผู้ที่ตนรับใช้มาตั้งแต่จำความได้มากนัก แต่ถ้าหากหลวงตาบอกว่าดีก็คือดีนั่นแหละ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในขณะที่คนในครอบครัวกำลังช่วยกันตากมะม่วง บุญมีก็ขี่จักรยานเข้ามาถึงเรือน

“ชะอม เรื่องของเอ็งปู่แก้ปัญหาได้แล้ว ว่าแต่หลานว่างหรือยังล่ะ ปู่จะพาไปดูดินที่ว่า” เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขอารมณ์ของชายวัยห้าสิบก็ดีขึ้นตามลำดับ

“แก้ยังไงหรือพ่อ” ทองก้อนถามด้วยความอยากรู้

บุญมีจึงได้เล่าทุกบทสนทนากับสมภารออกมาอย่างไม่ตกหล่น “หากมีท่านสมภารช่วยออกหน้าให้ทุกเรื่องก็ไม่มีปัญหาแล้วละ” สายใจเอ่ยอย่างโล่งอก

ชะอมมองใบหน้าของคนในครอบครัวด้วยความซาบซึ้งที่พวกเขาต่างพากันรักและเป็นห่วงตน แต่อีกใจเจ้าตัวก็หวาดกลัวแม้ว่าท่านยมทูตจะบอกว่าร่างนี้กับเธอเป็นหนึ่งเดียวกันก็ตาม

“พี่จ๋า คิดอะไรเหรอ” ใบหน้ามอมของน้องชายแหงนหน้าขึ้นมองคนเป็นพี่พลางดึงมือของเธอถามขึ้นอย่างสงสัย

“คิดว่าจะทำของอร่อยอะไรให้น้องกินยังไงล่ะ” คำตอบนี้ช่างถูกใจเด็กชายเป็นอย่างยิ่ง

“ดีจ้ะ หนูชอบของกินที่พี่จ๋าทำที่สุด”

“พี่ก้อนฉันน้อยใจแล้วล่ะ ลูกบอกกับข้าวของฉันไม่อร่อย” น้ำเสียงของคนเป็นแม่ทำให้เด็กชายตัวเล็กเลิ่กลั่ก

“แม่จ๋า ของแม่ก็อร่อยเพียงแต่ของพี่จ๋าอร่อยมากกว่าก็เท่านั้นเอง” ยิ่งเจ้าตัวพูดยิ่งดูเหมือนว่าจะไม่ถูกต้องดังนั้นใบหน้าของมะขามจึงดูยุ่งยาก

“เอาเป็นว่าอร่อยกันคนละแบบ” (คำตอบนี้คงใช้ได้ละมั้ง) เจ้าตัวคิดหลังจากพูดออกมาอีกครั้ง

“นับวันลูกชายเรายิ่งปากหวานไม่รู้ว่าได้ใครมานะ” มะลิ ดึงแก้มลูกชายเอ่ยหยอกล้อ

ชะอมมองภาพคนในครอบครัวด้วยความอิ่มเอมใจ โชคดีที่ตัดสินใจมาแทนที่เจ้าของร่างเดิม

บริเวณทุ่งที่ปู่พาหลานทั้งสามคนมานั้นหาได้มีสิ่งใดขึ้นไม่ ชะอมจึงเดินสำรวจจนทั่วด้วยความรู้สึกสงสัย ดูเหมือนว่าจะเป็นดินที่เราต้องการจริง ๆ “ปู่จ๋า ดินแบบนี้แหละจ้ะ ว่าแต่ที่ดินตรงนี้มีเจ้าของหรือเปล่า”

“ไม่มีหรอก ที่ดินตรงนี้ปลูกอะไรไม่ขึ้นจึงไม่มีคนจับจอง ว่าแต่ดินที่นี่ต้มเป็นเกลือได้แน่ใช่ไหม”

“หนูคิดว่าได้จ้ะ แต่ยังไงก็ต้องลองดูก่อนเพียงแต่หากว่าที่ตรงนี้ต้มเกลือได้ปู่คิดว่าจะมีคนอยากได้เป็นเจ้าของไหม” คำถามนี้ทำให้บุญมีนิ่งคิดอย่างเงียบงัน

“ของดีย่อมต้องมีคนอยากได้นั่นแหละ เอาเป็นว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของปู่เอง”

“จ้ะ” แม้จะยังไม่รู้ว่าปู่จะทำยังไงแต่เธอเชื่อว่าผู้อาวุโสของบ้านย่อมมีวิธีอย่างแน่นอน

ดังนั้นในระหว่างที่รอคนเป็นปู่จัดการเรื่องที่ดินเด็กหญิงจึงได้ยืมดินสอของคนเป็นพี่รวมถึงสมุดมาวาดสิ่งที่ตัวเองต้องการลงไปในกระดาษเท่าที่ตัวเองเคยจำได้จากการดูสิ่งต่าง ๆ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นเมื่อครั้งยังเป็นเฌอเอมว่าในการต้มเกลือนั้นมีวิธีอย่างไรและอุปกรณ์แบบไหน

สองวันต่อมาบุญมีก็นำกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้หลานสาวซึ่งเมื่อชะอมรับมาดูเจ้าตัวก็เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง

“ปู่ ไปเอาเงินมาจากไหนถึงซื้อที่ดินตรงนั้นได้” ด้วยความลืมตัวเธอจึงได้ถามผู้สูงวัยกว่าออกไปแบบนั้นก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้ใบหน้าจึงจืดเจื่อน

“เอ็งไม่ต้องทำหน้าคล้ายจะร้องไห้แบบนั้นหรอกเงินนี้เป็นเงินของย่าเอ็ง ปู่เชื่อว่าอีกไม่นานเอ็งย่อมหามาคืนหล่อนได้ย่าของเอ็งก็เชื่อแบบนั้นเธอจึงได้ให้ปู่นำแหวนวงสำคัญเอาไปจำนำเพื่อมาซื้อที่ดินแปลงนี้”

คำตอบนี้ทำให้ชะอมหลั่งน้ำตา “ขอบคุณนะจ๊ะปู่ ย่าจ๋าหนูขอบคุณย่าด้วยที่เชื่อหนู รออีกไม่นานนะหนูจะให้ปู่ไปไถ่แหวนของย่าออกมาให้เร็วที่สุด” หลังพูดกับปู่จบเด็กหญิงก็รีบวิ่งเข้าไปกอดเอวหญิงวัยกลางคนแน่นกล่าวเสียงสะอื้น

“หากย่าไม่เชื่อเอ็งแล้วจะให้ไปเชื่อใครล่ะ หากว่ามันไม่ได้เกลืออย่างน้อยพวกเราก็มีที่ดินแหวนวงหนึ่งยังทำให้เรามีเงินเหลืออีกตั้งสองร้อย เงินนี้เอ็งเอาไปใช้ในเรื่องต้มเกลือเถอะ ย่าเห็นที่เอ็งวาดในสมุดแล้วทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน” สายใจยื่นเงินที่ทั้งเป็นธณบัตรและเหรียญเงินเหรียญทองแดงส่งให้คนเป็นหลาน

“ย่าจ๋า และทุกคนทำไมถึงได้ดีและเชื่อใจหนูแบบนี้ หนูสัญญาเลยว่าจะทำให้ครอบครัวของเราอยู่ดีกินดีอย่างแน่นอน” ชะอมยกมือปาดน้ำตาสูดน้ำมูกกล่าวเสียงเครือ

“เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างไรล่ะ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขพวกเราย่อมต้องเผชิญหน้าไปพร้อมกัน” คำตอบของคนเป็นย่าได้เรียกน้ำตาของหลานสาวออกมาอีกคำรบ
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 9

    ภายในเย็นวันเดียวกันยังไม่ทันแสงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า จักรยานคันใหญ่สองคันก็หยุดลงยังโค่นต้นมะม่วงห่างจากแคร่ที่คนบ้านของบุญมีนั่งอยู่ไม่ไกล ผู้อายุน้อยกว่าทั้งสองครอบครัวต่างยกมือไหว้ทักทายกัน ชะอมก็กล่าวทักทายตามพี่กับน้องของตนอย่างเนียน ๆ เพราะเธอไม่รู้ว่าใครเป็นใครนั่นเอง

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 8

    หลังจากครอบครัวของชะอมได้ที่ดินแปลงนั้นมาท่ามกลางความมึนงงของชาวบ้านที่ต่างเล่าลือกันถึงการกระทำของผู้ใหญ่บุญมี “เจ้าบุญเอ็งวิปลาสไปแล้วเหรอถึงได้ซื้อที่ดินตรงนั้น เอ็งก็รู้เหมือนกันกับข้านี่ แม้ว่าที่ตรงนั้นจะติดแหล่งน้ำทว่ามันกลับปลูกสิ่งใดไม่ขึ้น” กำนันผู้เป็นรุ่นพี่ของชายวัยห้าสิบเดิ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 6

    “แม่ ชะอมเป็นอะไรหรือจ๊ะ” มะลิเอ่ยถามแม่สามีหลังจากเด็กทั้งสามคนพากันไปล้างเนื้อล้างตัวหลังบ้าน “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนั่นและหลานนิ่งเงียบมาตั้งแต่นั่งหลังนางเผือกจนมาถึงบ้านนี่แหละ เอ็งอย่างเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ แม่ว่าตอนนี้เอ็งรีบเอาปลาพวกนี้ไปขังเอาไว้ก่อนเถอะ จากนั้นรอให้ชะอมมาจัดก

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 5

    “ย่าไม่เคยเห็นวิธีอย่างนี้มาก่อนเลย มันดักปลาได้จริงเหรอ” ผู้สูงวัยกว่าถามอย่างใคร่รู้สายตาของเธอไม่ละไปจากสิ่งที่เด็กชายหญิงกระทำ “หนูคิดว่าได้จ้ะ เอาละเราทิ้งไว้อย่างนี้สักพักแล้วค่อยกลับมาดูกัน ย่ากาบมาทำอะไรหรือจ๊ะ” “ย่าก็ว่าจะมาหาเก็บหอยเก็บผักนั่นแหละ ว่าแต่หลานหายป่วยด

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status