Share

บทที่ 7

“กินได้สิจ๊ะ” คำตอบของหลานสาวทำให้ทองคำซึ่งกำลังกินข้าวถึงกับสำลัก “แค่ก ๆ ดินมันกินได้จริงเหรอชะอม”

“หนูไม่ได้ให้นำดินมากินจ้ะ แต่จะนำมาต้มทำเป็นเกลือต่างหาก แต่ทั้งนี้หนูจะต้องไปดูสภาพดินก่อนว่ามันเป็นอย่างที่หนูต้องการหรือเปล่า”

“ต้มเกลือ แม้แต่เรื่องนี้เอ็งก็รู้อย่างนั้นเหรอเท่าที่ลุงเคยได้ยินมาเกลือเขาทำกันเฉพาะคนในครอบครัวไม่ถ่ายทอดให้คนอื่น” ทองคำละล่ำละลักถามอย่างตกใจเช่นเดียวกับคนในครอบครัว

“ชะอม เอ็งไปยังที่แห่งนั้นมาเหรอ” ทุกสายตาที่นั่งล้อมวงกินข้าวได้ย้ายสายตามาทางนางกาบพร้อมกัน

“เอ็งพูดแบบนี้หมายความว่ายังไง” สายใจถามน้องสามีด้วยใบหน้าเคลือบแคลง

“ก็ฉันเคยได้ยินมาว่าคนที่...แล้วได้กลับมา มักจะพบเห็นในสิ่งที่ไม่เคยเห็นตอนที่ฉันเจอชะอมตอนแรกตัวของหลานเย็นไปหมดแต่จู่ ๆ ก็อุ่นขึ้น” ดวงตาของนางกาบหลุบลงต่ำ น้ำเสียงแผ่วเบา

“นางกาบเรื่องนี้เอ็งอย่าได้พูดออกไปเชียวหากมีคนไม่หวังดีเกิดมาได้ยินเข้าหลานอาจไม่ปลอดภัย” บุญมีกล่าวเสียงเข้ม

“ฉันรู้จ้ะพี่ แต่การที่ชะอมเป็นแบบนี้ก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพียงแต่ฉันคิดว่าพี่น่าจะต้องหาที่ไปที่มาให้หลานนะเพราะคนในหมู่บ้านอาจจะสงสัยเอาได้” นางกาบเอ่ยอย่างหวังดี

“ที่เอ็งพูดมาก็ถูกข้าเห็นด้วย เป็นเอ็งที่รอบคอบมากกว่าพวกข้าเสียอีก” สายใจเอ่ยขึ้นทำให้บุญมีผู้เป็นอาวุโสของบ้านคิดหนัก

“พ่อ เอายังไงดี” น้ำเสียงของทองก้อนแฝงความกังวล

“หนูว่าทุกคนกินข้าวกันให้อิ่มก่อนเถอะ ทุกปัญหามีทางออกเสมอเชื่อหนูสิ”

ทุกสายตาพากันมองมาทางชะอม ยกเว้นเด็กชายมะขามผู้กำลังสูดปากน้ำหูน้ำตาไหลจากความเผ็ดของตำมะยม

“พี่จ๋า มันอร่อยมากแม้จะเผ็ดก็ตาม” ใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยหยาดน้ำตารวมถึงปากแดงแจ๋ ทำให้คนในครอบครัวทุกคนปล่อยวางความกังวลของพวกเขาลงชั่วคราว

“แม่เช็ดหน้าให้ เผ็ดแล้วยังจะฝืนกินอีกนะลูกคนนี้” มะลิ หยิบผ้าเช็ดหน้าที่เหน็บเอวนำมาเช็ดใบหน้าให้บุตรชายคนเล็ก

“ก็มันอร่อยมากนี่จ๊ะ พี่ชะอมเก่งที่สุด” มะขามกล่าวชมพลางยิ้มจนเห็นฟันเว้าแหว่งหนึ่งซี่ด้านหน้า

“ชมแต่พี่สาวนะแล้วพี่ล่ะไม่เก่งบ้างเหรอ” โมกแสร้งกล่าวตัดพ้อ

“พี่โมกก็เก่งเหมือนกันที่เก็บมะยมได้ตั้งเยอะ” คำตอบอันแสนซื่อของเจ้ามะขามตัวน้อยได้เรียกเสียงหัวเราะให้กับทุกคน

“เจ้านี่มันอยู่เป็น อย่างนี้ไปไหนรับรองไม่มีอด” บุญมีกล่าวชมหลานชายเจือเสียงหัวเราะ

หลังจากมื้ออาหารกลางวันสิ้นสุดลง บุญมีผู้กำลังนั่งเหม่อลอยเพราะกำลังคิดหาเหตุผลให้หลานสาวหลังคิดไปคิดมาก็ยังหาหนทางไม่ได้เจ้าตัวจึงได้ลุกขึ้นเดินไปยังจักรยานคู่กาย

“พ่อมึงจะไปไหนล่ะ” สายใจตะโกนถามเมื่อเห็นหลังสามีไว ๆ

“ไปวัดเดี๋ยวมา” ชายวัยห้าสิบตะโกนตอบแบบไม่เหลียวหลัง

“พ่อจะไปวัดอีกทำไม ในเมื่อพวกเราเพิ่งกลับมา” ทองคำยกมือเกาศีรษะเอ่ยอย่างสงสัย

“คงจะไปปรึกษาท่านสมภารเรื่องของชะอมนั่นแหละ เอ็งกับเจ้าก้อนรีบไปทำที่ตากมะม่วงกวนตามที่หลานต้องการเถอะ เมื่อพ่อเอ็งกลับมาเผื่อว่าเขาจะต้องพาชะอมไปดูดิน”

“จ้ะแม่” ทองคำเดินไปทางน้องชายผู้กำลังทำราวตากมะม่วงกวน ซึ่งเขาเองก็ยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของมันว่าเป็นอย่างไร

ส่วนสาวน้อยสาวใหญ่นั้นในตอนนี้ก็กำลังนั่งปอกเปลือกมะม่วงหลังจากนำมาล้างทั้งเปลือกตามที่ชะอมแนะนำ

“หวานมาก อร่อยจัง” ทั้งปากทั้งมือของมะขามเต็มไปด้วยน้ำมะม่วงสีเหลืองเอ่ยอย่างพอใจ

“กินให้น้อยหน่อยเถอะลูก ท้องป่องขนาดนั้นระวังจะแตกเอา” มะลิสัพยอกบุตรชายคนเล็ก

คนถูกแซวกลับหัวเราะร่า “หนูยังกินได้อีกเยอะเลย” เจ้าตัวโต้

“กินแต่พอดี ไม่อย่างนั้นจะจุกนะ” ชะอมกล่าวเตือน

“หนูเชื่อพี่จ๋า ถ้าอย่างนั้นหนูอิ่มดีกว่า จะเก็บท้องเอาไว้กินมะม่วงกวน”

“แบบนี้เรียกว่าอิ่มยังไงกัน” มะลิพูดไปส่ายศีรษะไปอย่างนึกขำ

“ก็อิ่มชั่วคราวยังไงล่ะจ๊ะ”

“เจ้าเด็กแสบ มาช่วยพี่ดูเจ้าทุยนางเผือกเถอะ จะได้กินมะม่วงกวนได้อีกดีไหม” โมกกล่าวชวนเพื่อให้น้องชายได้ขยับตัว

“ดีจ้ะ”

ทางด้านบุญมีหลังจากเจ้าตัวได้พบกับสมภาร “โยมมีเรื่องร้อนใจอะไรเล่าถึงได้มีสีหน้าแบบนี้” สมภารบ้านป่าวัดทุ่งเนินดินถามอย่างมีเมตตา

“กระผมมีเรื่องร้อนใจจริงนั่นแหละหลวงพี่” บุญมีประนมมือขึ้นกลางอกตอบตามตรงหลังจากกราบท่านเรียบร้อย

“เรื่องหลานสาวของโยมใช่ไหม”

“หลวงพี่ทราบ” สีหน้างุนงงเช่นเดียวกับน้ำเสียงของบุญมีได้เรียกรอยยิ้มของสมภารผู้ชรา

“วิธีแก้โยมก็บอกว่าหลานได้รับความรู้มาจากภพชาติใหม่ตอนที่เป็นลมหมดสติซึ่งความรู้เหล่านี้จะนำมาช่วยเหลือชาวบ้านให้อยู่ดีกินดี หากใครถามโยมก็บอกไปตามนี้”

“จะดีเหรอครับ พวกเขาจะไม่คิดว่าหลานสาวของกระผมถูกภูตผีเข้าสิงใช่ไหม” บุญมียังคงหวาดหวั่น

“ไม่หรอก หากพวกเขาคิดกันอย่างนั้นโยมก็พาหลานมาที่นี่ก็แล้วกันคงไม่มีผีที่ไหนไม่กลัวพระหรอกใช่ไหม” สมภารผู้ชราตอบขึ้นอีกครั้ง

“จริงครับ ถ้าอย่างนั้นกระผมขอลาหลวงพี่แล้ว เพราะจะพาหลานไปดูดินเค็มที่ทุ่งร้าง”

คล้อยหลังบุญมีลงจากบันไดกุฏิ เด็กชายวัยเดียวกับโมกก็ถามสมภารขึ้นอย่างสงสัยระคนใคร่รู้ “หลวงตาครับ ชะอมมาจากชาติภพใหม่อย่างนั้นเหรอ”

“แล้วเอ็งคิดว่ายังไงล่ะเจ้าแก้ว”

“กระผมไม่ทราบครับ แต่หลวงตาตอบปู่บุญมีไปแบบนั้นผมก็เลยรู้สึกอยากรู้”

“จริงหรือเท็จข้าก็ไม่รู้หรอกแต่สิ่งเดียวที่ข้ามั่นใจก็คือชะอมคนนี้จะนำความเจริญมาให้หมู่บ้านทุ่งเนินดินอย่างแน่นอนเอาละเอ็งลงไปช่วยคนอื่นกวาดลานวัดเถอะข้าจะนั่งสมาธิสักหน่อย”

แม้เด็กชายคนนี้จะยังไม่เข้าใจในคำตอบของหลวงตาผู้ที่ตนรับใช้มาตั้งแต่จำความได้มากนัก แต่ถ้าหากหลวงตาบอกว่าดีก็คือดีนั่นแหละ

หนึ่งชั่วโมงต่อมา ในขณะที่คนในครอบครัวกำลังช่วยกันตากมะม่วง บุญมีก็ขี่จักรยานเข้ามาถึงเรือน

“ชะอม เรื่องของเอ็งปู่แก้ปัญหาได้แล้ว ว่าแต่หลานว่างหรือยังล่ะ ปู่จะพาไปดูดินที่ว่า” เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขอารมณ์ของชายวัยห้าสิบก็ดีขึ้นตามลำดับ

“แก้ยังไงหรือพ่อ” ทองก้อนถามด้วยความอยากรู้

บุญมีจึงได้เล่าทุกบทสนทนากับสมภารออกมาอย่างไม่ตกหล่น “หากมีท่านสมภารช่วยออกหน้าให้ทุกเรื่องก็ไม่มีปัญหาแล้วละ” สายใจเอ่ยอย่างโล่งอก

ชะอมมองใบหน้าของคนในครอบครัวด้วยความซาบซึ้งที่พวกเขาต่างพากันรักและเป็นห่วงตน แต่อีกใจเจ้าตัวก็หวาดกลัวแม้ว่าท่านยมทูตจะบอกว่าร่างนี้กับเธอเป็นหนึ่งเดียวกันก็ตาม

“พี่จ๋า คิดอะไรเหรอ” ใบหน้ามอมของน้องชายแหงนหน้าขึ้นมองคนเป็นพี่พลางดึงมือของเธอถามขึ้นอย่างสงสัย

“คิดว่าจะทำของอร่อยอะไรให้น้องกินยังไงล่ะ” คำตอบนี้ช่างถูกใจเด็กชายเป็นอย่างยิ่ง

“ดีจ้ะ หนูชอบของกินที่พี่จ๋าทำที่สุด”

“พี่ก้อนฉันน้อยใจแล้วล่ะ ลูกบอกกับข้าวของฉันไม่อร่อย” น้ำเสียงของคนเป็นแม่ทำให้เด็กชายตัวเล็กเลิ่กลั่ก

“แม่จ๋า ของแม่ก็อร่อยเพียงแต่ของพี่จ๋าอร่อยมากกว่าก็เท่านั้นเอง” ยิ่งเจ้าตัวพูดยิ่งดูเหมือนว่าจะไม่ถูกต้องดังนั้นใบหน้าของมะขามจึงดูยุ่งยาก

“เอาเป็นว่าอร่อยกันคนละแบบ” (คำตอบนี้คงใช้ได้ละมั้ง) เจ้าตัวคิดหลังจากพูดออกมาอีกครั้ง

“นับวันลูกชายเรายิ่งปากหวานไม่รู้ว่าได้ใครมานะ” มะลิ ดึงแก้มลูกชายเอ่ยหยอกล้อ

ชะอมมองภาพคนในครอบครัวด้วยความอิ่มเอมใจ โชคดีที่ตัดสินใจมาแทนที่เจ้าของร่างเดิม

บริเวณทุ่งที่ปู่พาหลานทั้งสามคนมานั้นหาได้มีสิ่งใดขึ้นไม่ ชะอมจึงเดินสำรวจจนทั่วด้วยความรู้สึกสงสัย ดูเหมือนว่าจะเป็นดินที่เราต้องการจริง ๆ “ปู่จ๋า ดินแบบนี้แหละจ้ะ ว่าแต่ที่ดินตรงนี้มีเจ้าของหรือเปล่า”

“ไม่มีหรอก ที่ดินตรงนี้ปลูกอะไรไม่ขึ้นจึงไม่มีคนจับจอง ว่าแต่ดินที่นี่ต้มเป็นเกลือได้แน่ใช่ไหม”

“หนูคิดว่าได้จ้ะ แต่ยังไงก็ต้องลองดูก่อนเพียงแต่หากว่าที่ตรงนี้ต้มเกลือได้ปู่คิดว่าจะมีคนอยากได้เป็นเจ้าของไหม” คำถามนี้ทำให้บุญมีนิ่งคิดอย่างเงียบงัน

“ของดีย่อมต้องมีคนอยากได้นั่นแหละ เอาเป็นว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของปู่เอง”

“จ้ะ” แม้จะยังไม่รู้ว่าปู่จะทำยังไงแต่เธอเชื่อว่าผู้อาวุโสของบ้านย่อมมีวิธีอย่างแน่นอน

ดังนั้นในระหว่างที่รอคนเป็นปู่จัดการเรื่องที่ดินเด็กหญิงจึงได้ยืมดินสอของคนเป็นพี่รวมถึงสมุดมาวาดสิ่งที่ตัวเองต้องการลงไปในกระดาษเท่าที่ตัวเองเคยจำได้จากการดูสิ่งต่าง ๆ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นเมื่อครั้งยังเป็นเฌอเอมว่าในการต้มเกลือนั้นมีวิธีอย่างไรและอุปกรณ์แบบไหน

สองวันต่อมาบุญมีก็นำกระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้หลานสาวซึ่งเมื่อชะอมรับมาดูเจ้าตัวก็เบิกตากว้างด้วยความคาดไม่ถึง

“ปู่ ไปเอาเงินมาจากไหนถึงซื้อที่ดินตรงนั้นได้” ด้วยความลืมตัวเธอจึงได้ถามผู้สูงวัยกว่าออกไปแบบนั้นก่อนที่จะนึกขึ้นมาได้ใบหน้าจึงจืดเจื่อน

“เอ็งไม่ต้องทำหน้าคล้ายจะร้องไห้แบบนั้นหรอกเงินนี้เป็นเงินของย่าเอ็ง ปู่เชื่อว่าอีกไม่นานเอ็งย่อมหามาคืนหล่อนได้ย่าของเอ็งก็เชื่อแบบนั้นเธอจึงได้ให้ปู่นำแหวนวงสำคัญเอาไปจำนำเพื่อมาซื้อที่ดินแปลงนี้”

คำตอบนี้ทำให้ชะอมหลั่งน้ำตา “ขอบคุณนะจ๊ะปู่ ย่าจ๋าหนูขอบคุณย่าด้วยที่เชื่อหนู รออีกไม่นานนะหนูจะให้ปู่ไปไถ่แหวนของย่าออกมาให้เร็วที่สุด” หลังพูดกับปู่จบเด็กหญิงก็รีบวิ่งเข้าไปกอดเอวหญิงวัยกลางคนแน่นกล่าวเสียงสะอื้น

“หากย่าไม่เชื่อเอ็งแล้วจะให้ไปเชื่อใครล่ะ หากว่ามันไม่ได้เกลืออย่างน้อยพวกเราก็มีที่ดินแหวนวงหนึ่งยังทำให้เรามีเงินเหลืออีกตั้งสองร้อย เงินนี้เอ็งเอาไปใช้ในเรื่องต้มเกลือเถอะ ย่าเห็นที่เอ็งวาดในสมุดแล้วทุกอย่างล้วนต้องใช้เงิน” สายใจยื่นเงินที่ทั้งเป็นธณบัตรและเหรียญเงินเหรียญทองแดงส่งให้คนเป็นหลาน

“ย่าจ๋า และทุกคนทำไมถึงได้ดีและเชื่อใจหนูแบบนี้ หนูสัญญาเลยว่าจะทำให้ครอบครัวของเราอยู่ดีกินดีอย่างแน่นอน” ชะอมยกมือปาดน้ำตาสูดน้ำมูกกล่าวเสียงเครือ

“เพราะเราเป็นครอบครัวเดียวกันอย่างไรล่ะ ไม่ว่าจะทุกข์หรือสุขพวกเราย่อมต้องเผชิญหน้าไปพร้อมกัน” คำตอบของคนเป็นย่าได้เรียกน้ำตาของหลานสาวออกมาอีกคำรบ
Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 6

    “แม่ ชะอมเป็นอะไรหรือจ๊ะ” มะลิเอ่ยถามแม่สามีหลังจากเด็กทั้งสามคนพากันไปล้างเนื้อล้างตัวหลังบ้าน “ข้าเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกันนั่นและหลานนิ่งเงียบมาตั้งแต่นั่งหลังนางเผือกจนมาถึงบ้านนี่แหละ เอ็งอย่างเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ แม่ว่าตอนนี้เอ็งรีบเอาปลาพวกนี้ไปขังเอาไว้ก่อนเถอะ จากนั้นรอให้ชะอมมาจัดก

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 5

    “ย่าไม่เคยเห็นวิธีอย่างนี้มาก่อนเลย มันดักปลาได้จริงเหรอ” ผู้สูงวัยกว่าถามอย่างใคร่รู้สายตาของเธอไม่ละไปจากสิ่งที่เด็กชายหญิงกระทำ “หนูคิดว่าได้จ้ะ เอาละเราทิ้งไว้อย่างนี้สักพักแล้วค่อยกลับมาดูกัน ย่ากาบมาทำอะไรหรือจ๊ะ” “ย่าก็ว่าจะมาหาเก็บหอยเก็บผักนั่นแหละ ว่าแต่หลานหายป่วยด

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 4

    หลังจากมื้ออาหารเย็นจบลง คนในครอบครัวจึงได้เริ่มแนะนำตัวกันใหม่เพื่อหวังให้ลูก/หลานสาวเกิดความคุ้นเคย “พี่จ๋า พี่ชื่อชะอมนะมีนามจริงว่าปิ่นผกา ชื่อของพี่เพราะมากเลยพี่จำได้หรือเปล่า” น้องชายตัวเล็กกะพริบตากล่าวกับพี่สาวด้วยรอยยิ้มแสนน่ารัก “เพราะจ้า แล้วน้องมะขามล่ะมีชื่อจริง

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 3

    “ปู่ กลับบ้านเร็ว ชะอมแย่แล้ว” เสียงตะโกนดังลั่นทั่วทั้งท้องนาที่ผู้คนกำลังช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวได้ทำให้ผู้คนมากมายพากันหยุดงานในมือของตนลง พร้อมกันนั้นพวกเขาต่างก็พากันมองมาทางเด็กชายรูปร่างผอมสูงอย่างพร้อมเพรียง “น้องเป็นอะไรโมก” น้ำเสียงตกใจของผู้พูดทำให้เจ้าของชื่อซึ่งกำลังก้มตัวหาย

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status