Partager

บทที่ 4

หลังจากมื้ออาหารเย็นจบลง คนในครอบครัวจึงได้เริ่มแนะนำตัวกันใหม่เพื่อหวังให้ลูก/หลานสาวเกิดความคุ้นเคย

“พี่จ๋า พี่ชื่อชะอมนะมีนามจริงว่าปิ่นผกา ชื่อของพี่เพราะมากเลยพี่จำได้หรือเปล่า” น้องชายตัวเล็กกะพริบตากล่าวกับพี่สาวด้วยรอยยิ้มแสนน่ารัก

“เพราะจ้า แล้วน้องมะขามล่ะมีชื่อจริงไหม” คนเป็นพี่นำมือหยิกแก้มของน้องชายเอ่ยหยอกเย้า

“ชื่อปิ่นทองจ้า ปู่บอกว่าจะได้มีเงินมีทองเยอะ ๆ” คำตอบแสนซื่อของน้องชายได้เรียกรอยยิ้มจากเฌอเอม

“ถ้าอย่างนั้นต่อไปพี่จะทำให้บ้านเรามีเงิน มีทองเยอะ ๆ เลยดีหรือเปล่า” คำพูดคุยของสองพี่น้องทำให้คนภายในครอบครัวพากันยิ้มขำระคนเศร้าใจ

“เอ็งสองพี่น้องอย่ามัวแต่คุยอยู่เลยใกล้มืดค่ำแล้วรีบขึ้นเรือนกันเถอะ” ผู้เป็นย่าเอ่ยเรียกหลานสาวชายหญิง

เฌอเอมเหม่อมองไปทางทิวไม้เบื้องหน้าที่แสงของดวงตะวันกำลังทอสีส้มบ่งบอกได้ว่าเวลาของวันนี้กำลังสิ้นสุดลง

ลาก่อนนะเฌอเอมต่อไปนี้ฉันจะเป็นเด็กหญิงนามชะอมแห่งหมู่บ้านทุ่งเนินดิน

สองเท้าเปล่าของเด็กหญิงเดินตามน้องชายไปล้างเท้ายังอ่างหินข้างบันไดเรือนและหลังจากคนในครอบครัวขึ้นเรือนกันจนหมดบันไดบ้านก็ถูกยกขึ้น

“พ่อจ๋า ทำไมเราต้องยกบันไดเรือนขึ้นด้วยล่ะ” ทองก้อนยกมือวางบนศีรษะของลูกสาวก่อนตอบเสียงอ่อน

“ป้องกันโจรขโมยขึ้นเรือนอย่างไรเล่าหลังจากเรายกบันไดเรียบร้อยก็ต้องลงกลอนประตูตรงนี้เอาไว้ด้วย”

คำตอบนี้ทำให้ชะอมผงะและมีสีหน้าครุ่นคิด ‘บ้านหลังนี้ยากจนมากจะมีก็แต่ควายสองตัวกับจักรยานที่ดูเหมือนจะมีค่ามากที่สุด หรือพ่อจะกลัวจักรยานหายจึงได้ต้องนำขึ้นเรือนมาด้วยกัน’ สายตาของเด็กหญิงชำเลืองไปทางจักรยานคันใหญ่ที่คนเป็นพ่อได้แบกขึ้นมาวางเอาไว้ก่อนหน้า

“เอ็งกำลังคิดว่าบ้านเราไม่น่าจะมีของมีค่าอะไรนอกจากควายกับจักรยานที่ปู่เคยได้มาจากการไปรักษาคนบ้านเหนือเมื่อนานมาแล้วใช่ไหมล่ะ” ชายวัยห้าสิบกำลังใช้ผ้าขาวม้าบนไหล่ปัดไล่ยุงหรือแมลงไปมาพูดขึ้นอย่างเข้าใจหลานสาวตัวเล็ก

“ใช่จ้ะ ปู่รู้ได้ยังไงเก่งจังเลย” คำประจบของหลานทำให้คนเป็นปู่หัวเราะร่าจนเห็นร่องรอยของฟันที่เริ่มสึกอย่างชอบใจ

“ก็โจรมันไม่รู้นี่ว่าบ้านเราจะมีเงินหรือไม่มี เพราะในเมื่อมันเห็นมีควายมันก็จะเหมารวมหมดนั่นแหละดังนั้นเราก็ต้องป้องกันเอาไว้ก่อน”

“อ๋อ เป็นอย่างนี้เอง” ชะอมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ

“ชะอม เอ็งตามน้องเข้ามุงเถอะยุงเริ่มมาแล้วหากมืดกว่านี้ก็จะต้องจุดตะเกียง มันเปลืองน้ำมันดังนั้นรีบเข้านอนมีอะไรวันพรุ่งค่อยคุยกัน” ย่าพูดขึ้นหลังจากจัดแจงที่นอนของตน

ซึ่งเรือนหลังนี้ได้กั้นห้องขึ้นมาอย่างหยาบแบ่งเป็นสองห้อง ส่วนบ้านลุงกับป้าก็ปลูกแยกไปอีกหลังเพียงแต่มากินข้าวร่วมกัน

เสียงจิ้งหรีดร้องระงมทำให้ชะอมนอนไม่หลับเด็กหญิงจึงได้พลิกกายไปมาจึงทำให้มะขามนอนไม่หลับตามไปด้วย

“พี่จ๋า ทำไมไม่นอน” น้ำเสียงงัวเงียของเด็กชายทำให้ชะอมรู้สึกผิด

“ขอโทษนะ พี่ทำให้มะขามตื่นเหรอ”

“อืม” เด็กชายยอมรับตามตรง

“พี่ไม่ชินกับเสียงร้องของแมลงพวกนี้”

“พี่เอามืออุดหูไว้ดีไหม” คนตัวเล็กกว่าเสนอ

“ก็น่าจะได้นะ ว่าแต่ที่นี่เสียงร้องของจิ้งหรีดดังขนาดนี้ไม่มีใครจับมากินเหรอ” คำถามของชะอมได้เรียกความตกใจให้กับมะขามเป็นอย่างยิ่ง “พี่จ๋า มันกินได้เหรอ”

“กินได้สิ เอามาทำได้ตั้งหลายอย่างอีกทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมด้วยนะ” คำตอบของพี่ไม่เพียงแต่ทำให้น้องชายงุนงงเพียงเท่านั้นเพราะแม้แต่พ่อ แม่ ปู่กับย่าที่นอนห้องแยกก็ได้ยินไปด้วยเพราะห้องหับไม่ได้มิดชิดมากนัก

“เอ็งรู้เรื่องนี้ได้ยังไง” คำถามของปู่ทำให้เฌอเอมในร่างของชะอมเหงื่อซึมตามแผ่นหลัง

เขาจะคิดว่าเราเป็นวิญญาณร้ายมาสิงร่างของชะอมหรือเปล่าสมัยนี้ความเชื่อเรื่องพวกนี้ค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว

“เอ้า ว่ายังไงเงียบไปนานเชียว” บุญมีเร่ง ในใจของเจ้าตัวค่อนข้างรู้สึกว่าตั้งแต่หลานสาวฟื้นขึ้นมาดูเหมือนว่าเด็กหญิงจะเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนแต่เขาไม่รู้ว่าตรงไหน

จะว่าเป็นผีร้ายมาสิงสู่ร่างหลานตนก็ไม่น่าจะใช่เพราะเด็กหญิงก็กินข้าวปลาเฉกเช่นคนปกติดวงตาเองก็ใสกระจ่าง ผิวพรรณก็ผ่องใสแม้ว่าจะคล้ำแดดแต่ดูยังไงก็ไม่หม่นหมอง

“คือ..” งานนี้ต้องแถอย่างเดียวแล้วล่ะนางเฌอเอม เจ้าตัวเริ่มหาหนทางเอาตัวรอด

“เรื่องมันเป็นแบบนี้จ้ะ ในตอนที่หนูเป็นลมได้มีท่านผู้หนึ่งพาหนูเดินทางไปยังโลกที่หนูไม่รู้จัก ณ สถานที่แห่งนั้นมีอาหารการกินมากมายหนูยังได้เรียนรู้การทำอาหารมาด้วย อีกทั้งยังรู้อะไรมามากมายหลายอย่างเพียงแต่ท่านผู้นั้นบอกว่าหากหนูจดจำเกี่ยวกับสถานที่แห่งนั้นได้ความทรงจำเกี่ยวกับโลกปัจจุบันจะหายไป อ๊ะ! ใช่แล้วหนูเองก็เพิ่งจะนึกออกนี่แหละ” ชะอมแอบนำนิ้วกลางกับนิ้วชี้ไขว้กันแอบด้านหลัง

เชื่อหนูเถอะนะ ไม่อย่างนั้นหนูก็ไม่รู้จะหาเหตุผลอะไรมาอ้างแล้ว เจ้าตัวคิดอย่างหวาดหวั่น

“เฮ้อ! โชคดีนะที่ท่านผู้นั้นพาเอ็งมาส่ง เรื่องความทรงจำนะช่างมันเถอะ ว่าแต่จิ้งหรีดที่เอ็งว่านี่เอามาทำอะไรได้บ้างล่ะมันอร่อยไหม”

เมื่อปู่พูดออกมาแบบนี้ชะอมก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก “แล้วแต่คนชอบจ้ะ เอาเป็นว่าวันพรุ่งนี้หนูจะไปจับและนำมาทำอาหารให้ทุกคนกินดีไหม”

“ดีสิลูก เอาไว้พ่อจะไปช่วย” ทองก้อนผู้นอนฟังการสนทนาระหว่างพ่อกับบุตรสาวกล่าวอาสาด้วยรอยยิ้มอย่างดีใจหลังจากตอนแรกเขายอมรับว่าหัวใจได้ตกไปอยู่ตาตุ่มหลังได้ยินว่ามีคนมาพาลูกสาวไปเที่ยวเช่นเดียวกับมะลิ หล่อนเองก็ยกมือปาดน้ำตาดีใจไม่แพ้กัน

ไก่ขันยามเช้า แสงสีทองยังไม่ทันจับขอบฟ้าตะเกียงภายในครอบครัวได้ถูกจุดขึ้นเพื่อให้ความสว่าง ผู้ใหญ่บนเรือนพากันลงมาด้านล่างเพื่อจัดการงานของตนดั่งเช่นทุกวัน

เด็กชายมะขามเปิดเปลือกตาของตนพร้อมกับอ้าปากหาว และในขณะที่เขากำลังจะยกมือขยี้ตา ก็ได้ถูกมือบางของพี่สาวจับเอาไว้เสียก่อน “อย่าขยี้ตา ลงไปอาบน้ำ ล้างหน้าแปรงฟันเถอะ”

“พี่จ๋า พวกเรายังไม่มีแปรงสีฟันปู่จึงให้ใช้กิ่งข่อยกับเกลือ” คำตอบของน้องชายทำให้ชะอมนิ่งงัน

“พี่ลืม แล้วถ้าเราจะซื้อแปรงสีฟันได้ไหม”

“พี่จ๋าราคามันแพงมากเลยนะอย่างถูกที่สุดก็อันละหนึ่งบาทแนะ บ้านเราไม่มีเงินหรอก” คำตอบของเด็กชายทำให้ชะอมรู้สึกตกใจ

“พี่จ๋า พวกเรารีบลงไปกันเถอะหนูจะต้องไปช่วยพี่โมกพาเจ้าทุยกับนางเผือกไปกินหญ้าที่ทุ่ง” คนเป็นน้องกล่าวเร่งพลางมุดหัวออกจากมุ้งเมื่อเห็นท่าทางของคนเป็นพี่ไม่ยอมขยับตัว

หลังจากลงจากเรือนมาแล้วมะขามก็วิ่งไปยังตุ่มน้ำข้างบ้าน โดยมีชะอมเดินตามไปติด ๆ เด็กชายนำกิ่งข่อยของตนมาจุ่มกับเกลือถูฟันจนทั่วปากก่อนบ้วนน้ำตามเล็กน้อย

ท่าทางอันเงอะงะของชะอมทำให้คนเป็นน้องมองด้วยความฉงน “ลูกลืมวิธีแปรงฟันเหรอ” ชะอมมองไปทางต้นเสียงพยักหน้าอย่างอาย ๆ

“ไม่เป็นไรเดี๋ยวพ่อสอน เจ้าขามเอ็งรีบไปพานางเผือกออกจากคอกตามเจ้าโมกไปก่อน” ทองก้อนเดินเข้ามาหาลูกทั้งสองโดยที่บนบ่าของเขามีไม้หาบและถังน้ำห้อยอยู่หัวท้าย

“พ่อไปหาบน้ำมาเหรอจ๊ะ เหนื่อยไหม” ชะอมมองเหงื่อที่ซึมตามเสื้อผ้าหน้าผมของผู้ให้กำเนิดของร่างนี้ก็ให้รู้สึกสงสาร

“ไม่เหนื่อยหรอกลูก พ่อทำจนชินเสียแล้ว เอาละพ่อจะสอนลูกนะว่าจะสีฟันยังไง เอาไว้เมื่อไหร่พ่อขายข้าวรอบนี้ได้จะซื้อแปรงถูฟันมาให้หนูนะ” ใบหน้าของผู้เป็นพ่อยังคงยิ้มแย้มแม้ว่าภายในอกของเจ้าตัวรู้ดีว่าเงินนั้นจะต้องนำไปจ่ายค่าอะไรบ้าง “จ้ะ”

มะลิผู้มาได้ยินคำกล่าวนี้ก็อดที่จะรู้สึกสะท้อนในอกไม่ได้ เพราะเงินขายข้าวนั้นพ่อแม่ของสามีตั้งใจจะนำมาปลูกเรือนใหม่เพราะเสาเรือนหลังนี้กับหลังคาอาจจะไม่สามารถผ่านหน้าฝนที่กำลังจะมาถึงได้

ไหนจะค่าปุ๋ยรวมถึงค่าเสื้อผ้ารองเท้าและอุปกรณ์การเรียนของลูกสาวเพราะใกล้จะเปิดเรียนทุกสิ่งล้วนแล้วต้องใช้เงิน

“แม่จ๋า แม่เป็นอะไรสีหน้าดูไม่ดีเลย” ในขณะที่มะลิกำลังครุ่นคิดถึงเรื่องอนาคต ชะอมผู้เดินมาเจอเข้ากับเธอจึงได้ถามขึ้นอย่างสงสัย

“ไม่มีอะไรหรอกลูก หนูหิวหรือยัง” มะลิปัดเรื่องทุกสิ่งถามลูกด้วยความเป็นห่วง

“หนูยังไม่หิว หนูว่าจะตามน้องไปเลี้ยงเจ้าทุยกับนางเผือกด้วย” สีหน้าของมะลิแปรเปลี่ยนเป็นหวาดกลัว “หนูเพิ่งจะเป็นลมไปเมื่อวานแม่ว่าหนูอยู่เรือนดีไหม”

“แม่จ๋า หนูหายดีแล้วอีกทั้งยังแข็งแรงมากด้วย แม่ไม่ต้องห่วงนะ” ท่าทางออดอ้อนของเด็กหญิงทำให้คนเป็นแม่เกิดความลังเล

“ให้หลานไปเถอะ ทุ่งก็อยู่ใกล้บ้านเวลานี้แดดก็ยังไม่แรง” เมื่อพ่อสามีกล่าวออกมาเช่นนี้มีหรือที่มะลิจะกล้าขัด

“ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นลูกใส่งอบ[1]ไปด้วยนะ” มะลิยังไม่วายเป็นกังวล

“จ้ะ”

แสงแดดของต้นเดือนเมษาแม้ว่าชะอมจะไม่รู้สึกว่ามันร้อนรุนแรงเหมือนยุคปัจจุบันก่อนเกิดใหม่

แต่กระนั้นก็ยังนับว่าแรงเอาเรื่องทว่าโชคดีที่พอมีลมพัดจึงทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง

ท้องทุ้งในยามนี้ได้ถูกคนในหมู่บ้านเก็บเกี่ยวข้าวไปจนหมดสิ้นคงเหลือไว้เพียงตอจึงไม่มีสิ่งใดชวนมอง

ชะอมพยายามกวาดตามองไปโดยรอบเพื่อหวังว่าจะมีสิ่งที่สามารถนำมาทำเป็นอาหารได้

“ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวถ้าอย่างนั้นเราก็เอาปลากลับบ้านเลยก็แล้วกัน” ไวเท่าความคิดเด็กหญิงสาวเท้าเปล่าของตนเดินไปตามคันนามุ่งหน้าไปทางพี่ชายน้องชายอย่างลิงโลด

“พี่โมก น้องมะขาม พวกเราจับปลากลับบ้านกันดีไหม”

“มันก็ดีหรอกนะชะอม แต่ปลามันหาได้อยู่นิ่ง ๆ ให้พวกเราจับได้เสียเมื่อไหร่” โมกยิ้มอย่างเอ็นดูในขณะพูด

“หนูมีวิธี พี่เชื่อหัวน้องสาวคนนี้ได้เลย” ชะอมเคาะนิ้วชี้ไปยังศีรษะของตนยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์

“พี่โมก หนูขอยืมถังน้ำใบนั้นก่อนได้ไหมพี่เอามาใส่อะไรหรือเปล่า” “พี่ก็ถือมาอย่างนั้นแหละเผื่อจะเก็บปูเก็บหอยใส่กลับเรือนน้องจะเอาไปทำอะไรล่ะ” โมกยกมือเกาหัวด้วยความสงสัย

“ดักปลา”

“ดักยังไงจ๊ะ พี่จ๋า” มะขามถามขึ้นบ้าง

“ตามมาสิ พี่สาวจะทำให้ดูรับรองว่าวันนี้พวกเราจะมีเนื้อกิน” ไม่รอให้พี่กับน้องตามมาชะอมก็รีบสาวเท้าเดินไปยังจุดที่ตนหมายตาเอาไว้ทันที

การกระทำของเด็กสาวได้เรียกความสงสัยอย่างยิ่งยวดให้กับพี่น้องของเธอ

“เด็ก ๆ พวกเอ็งทำอะไรกัน” น้ำเสียงอันคุ้นหูตะโกนถามเมื่อเห็นหัวดำ ๆ ของหลานชายหญิงสามคนเดี๋ยวผลุบเดี๋ยวโผล่บริเวณปากลำห้วย

“ย่ากาบ พี่ชะอมบอกว่าจะดักปลา” มะขามตอบตามตรง

“ดักปลารึ ดักยังไงย่าดูได้ไหม” นางกาบรีบเดินมาทางเด็กทั้งสามด้วยความอยากรู้อยากเห็น

[1] งอบ: หมวกภูมิปัญญาไทย กันแดด กันฝน สัญลักษณ์ของชาวนา

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application

Dernier chapitre

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 155

    “นายพูดอะไรเหลวไหล พวกเราไปดูน้องใหม่กันเถอะไม่รู้ว่าเจ้าพวกนั้นจะดูแลดีหรือเปล่า” “อาการของนายดีขึ้นแล้วอย่างนั้นเหรอ” “อืม ไปเถอะ” ส่วนสาวน้อยชมพู่หลังจากข้าวกล่องของเธอถูกชายหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นกินจนหมดเจ้าตัวจึงได้มาหาข้าวที่โรงอาหารกิน “จะกินอะไรดี

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 154

    ช่วงเช้าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะชมพู่กำลังจะเดินมาที่รถของตนเพื่อจะนำหนังสือเรียนมาเก็บในขณะที่เธอกำลังเดินอยู่นั้นร่างของหญิงสาวก็ถูกใครบางคนกระแทกมาจากทางด้านข้าง “อ๊ะ!” ร่างบางส่งเสียงร้องเล็กน้อยโชคดีที่เธอใส่รองเท้าผ้าใบจึงทำให้ตั้งหลักได้ไม่ยาก และในขณะที่เธอกำลังจะหันไ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 153

    แขไขเอามือผลักอกของเขารู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที “ฉันไม่บอบบางขนาดนั้นหรอกค่ะ” จมูกแดง ๆ ของหล่อนทำให้พร้อมรู้สึกว่าเด็กสาวดูน่ารักน่าเอ็นดู ไวเท่าความคิดชายหนุ่มได้นำมือของตนวางลงบนศีรษะเล็ก ๆ ของเธอก่อนพูดออกมาด้วยความสำนึกผิด “พี่ขอโทษค่ะ ที่ทำให้น้องเจ็บตัว” หัวใจของแขไขคล

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 152

    เสียงกรีดร้องแห่งความสนุกสนานดังขึ้นเมื่อมีเพื่อนเจ้าสาวรับดอกไม้ช่อสวยได้ หญิงวัยกลางคนผู้เป็นเพื่อนเก่ากันมานานมองภาพตรงหน้าด้วยความยินดีทว่าหนึ่งในนั้นก็อดที่จะทอดถอนใจไม่ได้ “ตอนนี้ฉันยังรู้สึกเสียดายอยู่เลยที่เราไม่ได้เกี่ยวดองกัน” คำพูดของแขไขได้เรียกรอยยิ้มขันจากชะอม

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 151

    “แม่มึงแล้วอย่างนี้เมื่อไหร่เราจะได้ลูกสะใภ้กันล่ะ” คำพูดของทองคำได้ทำให้คนเป็นลูกมีสีหน้าฉงนระคนอยากรู้ “ทำไมล่ะจ๊ะพ่อ” “ก็คนอย่างแม่เอ็งมีคนเดียวยังไงล่ะแล้วก็เป็นเมียของพ่อด้วยฮ่า ๆ” คำตอบของทองคำทำให้ทั้งลูกและแม่ต่างเบนหน้าหนีไปคนละทาง ตั้งแต่วันนั้นคุณหมอหนุ

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 150

    เจ็ดวันต่อมาท่านชายวิสุทธิ์จึงได้เดินทางมาเป็นเถ้าแก่ฝ่ายของดิน เรื่องสินสอดทองหมั้นนั้นทางครอบครัวของชะอมไม่ได้เรียกร้องมากมายบุญมีทำเพียงเรียกตามประเพณีเท่านั้น ถึงจะเป็นอย่างนี้ทางฝ่ายเจ้าบ่าวก็ไม่ได้ทำให้ฝ่ายหญิงขายหน้าเพราะทางนั้นได้ยกที่ดินและบ้านรวมถึงเงินทองหากนับรวมกันก็หลายสิบห

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 2

    สาวใหญ่วัยห้าสิบกำลังยืนมองร่างของตนที่แน่นิ่งคอพับคออ่อนอยู่กับพวงมาลัยภายในรถยนต์คันหรูหลังจากเธอขับตกแม่น้ำด้วยความไม่ตั้งใจ “เฮ้อ! เราทำความดีมาตั้งมากมายกลับมาตกตายเพียงเพราะความโลภของคนที่อยากปล้นทรัพย์ระหว่างเดินทาง” ในขณะที่เธอกำลังยืนมองสภาพของตน จู่ ๆ ก็มีน้ำเสียงค่

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 1

    สายตาฝ้าฟางของชายชรากำลังมองไปยังหญิงชราผู้ร่วมชีวิตไม่ว่าจะทุกข์หรือสุข แม้สายตาของเขาจะเริ่มขุ่นมัวเนื่องจากอายุที่มากขึ้น แต่กระนั้นสายตาทั้งสองข้างก็ยังคงทอดมองด้วยความอ่อนโยนเฉกเช่นเมื่อครั้งวันวาน “ตาคะ มานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้ ยายเรียกไปกินข้าวตั้งนานแล้วนะ” น้ำเสียงค่อน

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 5

    “ย่าไม่เคยเห็นวิธีอย่างนี้มาก่อนเลย มันดักปลาได้จริงเหรอ” ผู้สูงวัยกว่าถามอย่างใคร่รู้สายตาของเธอไม่ละไปจากสิ่งที่เด็กชายหญิงกระทำ “หนูคิดว่าได้จ้ะ เอาละเราทิ้งไว้อย่างนี้สักพักแล้วค่อยกลับมาดูกัน ย่ากาบมาทำอะไรหรือจ๊ะ” “ย่าก็ว่าจะมาหาเก็บหอยเก็บผักนั่นแหละ ว่าแต่หลานหายป่วยด

  • เมื่อฉันต้องกลายเป็นสาวชาวนายุค 2499   บทที่ 3

    “ปู่ กลับบ้านเร็ว ชะอมแย่แล้ว” เสียงตะโกนดังลั่นทั่วทั้งท้องนาที่ผู้คนกำลังช่วยกันลงแขกเกี่ยวข้าวได้ทำให้ผู้คนมากมายพากันหยุดงานในมือของตนลง พร้อมกันนั้นพวกเขาต่างก็พากันมองมาทางเด็กชายรูปร่างผอมสูงอย่างพร้อมเพรียง “น้องเป็นอะไรโมก” น้ำเสียงตกใจของผู้พูดทำให้เจ้าของชื่อซึ่งกำลังก้มตัวหาย

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status