“เจ้าเป็นใคร”
เสียงของเขาแหบต่ำ แต่แฝงแรงกดดันมหาศาลจนลู่หลินตัวแข็งทื่อ
“ฉะ... ฉัน”
ยังไม่ทันที่เธอจะได้อธิบายอะไร ร่างสูงก็กระชากเธอเข้ามาใกล้ทันที
ปีกสีเงินด้านหลังแผ่ออกเล็กน้อยราวกับกำลังข่มขู่ศัตรู
ดวงตาสีอำพันคู่นั้นเต็มไปด้วยความระแวงและจิตสังหารที่ยังไม่จางหาย
“เจ้าคือสายลับของพี่ใหญ่ใช่หรือไม่”
“ห๊ะ?”
ลู่หลินงุนงงจนตามไม่ทัน
“มะ... ไม่ใช่นะ!”
เขาหรี่ตาลงอย่างไม่เชื่อใจ มือที่บีบข้อมือนางเริ่มกำแน่นขึ้น
“โอ๊ย! เจ็บนะคุณ!”
ลู่หลินรีบพยายามดึงมือออก
“ฉันไม่รู้จักพี่ใหญ่พี่โตอะไรของคุณทั้งนั้นแหละ!”
เธอเถียงเสียงดังด้วยความตกใจ
“ฉันชื่อลู่หลิน เห็นคุณตกลงมาจากฟ้า เลือดออกเต็มไปหมด ฉันก็เลยช่วยทำแผลให้เนี่ย ดูสิ!”
เขาชะงักไปเล็กน้อย
ดวงตาสีอำพันกวาดมองผ้าพันแผลบนไหล่ตนเองอย่างเงียบงัน แม้มันจะถูกพันแบบลวก ๆ แต่กลับแน่นหนาพอจะห้ามเลือดได้ดี สัมผัสอุ่น ๆ จากผ้าพันแผลนั้นทำให้หัวใจที่เย็นชาของเขาสั่นไหวแผ่วเบา
เขาค่อย ๆ คลายแรงบีบลงช้า ๆ
ลู่หลินรีบชักมือกลับทันที ก่อนจะกอดข้อมือตัวเองเอาไว้แน่น ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความระแวงไม่ต่างกัน
“คุณนี่แปลกคนจริง ๆ ฉันช่วยชีวิตคุณนะ”
เขาเม้มริมฝีปากแน่น สายตาคมยังคงจับจ้องนางราวกับพยายามมองทะลุเข้าไปถึงความจริง
“เจ้า... ช่วยข้าจริง ๆ อย่างนั้นหรือ”
เขาถามเสียงต่ำคล้ายไม่อยากเชื่อ
ลู่หลินถึงกับเบิกตากว้าง
“ก็ใช่น่ะสิ! ถ้าฉันไม่ช่วย คุณจะมายืนระแวงฉันอยู่ตรงนี้ได้ไงเล่า!”
คำตอบซื่อตรงนั้นทำให้เฟิงอวี่นิ่งไปอีกครั้ง
ตัวเมียส่วนใหญ่ในทวีปสัตว์อสูรล้วนหวาดกลัวเลือดและการต่อสู้ ไม่มีทางเข้าใกล้สัตว์อสูรบาดเจ็บที่ไม่รู้แม้แต่ฐานะหรือเผ่าพันธุ์แน่นอน
แต่ตัวเมียตรงหน้า กลับนั่งเฝ้าเขาเพียงลำพังในป่า เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ
ทว่า ในจังหวะที่ความสับสนกำลังก่อตัว
กลิ่นหอมสะอาดจากตัวนางลอยเข้ามาแตะจมูกอีกครั้ง ความตึงเครียดในร่างกายเขาคลายลงโดยไม่รู้ตัว
เขาขมวดคิ้วฉับทันทีที่รู้ตัวว่ากำลังอ่อนลง
น่ารำคาญนัก... เพียงแค่ได้กลิ่นของนาง หัวใจเขากลับสงบลงอย่างอธิบายไม่ได้
ลู่หลินเห็นเขาเงียบไป ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง
เธอรีบก้มลงเก็บผลไม้ที่หล่นกระจายบนพื้น ก่อนจะหยิบลูกที่ยังสะอาดขึ้นมาเช็ดกับชายเสื้อตัวเอง
“เอาเถอะ... จะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของคุณแล้วกัน”
เธอยื่นผลไม้ไปตรงหน้าเขา
“แต่ตอนนี้คุณต้องกินนี่ก่อน”
เขามองผลไม้สีแดงในมือเล็ก ๆ นั้นนิ่ง
“ข้าไม่หิว”
“ไม่ได้!”
ลู่หลินสวนกลับทันที
“คุณบาดเจ็บอยู่นะ ต้องกินอะไรบ้างสิ!”
เขาถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ไม่มีใครกล้าขึ้นเสียงใส่เขามานานแล้ว โดยเฉพาะตัวเมียตัวเล็ก ๆ แบบนี้
แต่แทนที่จะรู้สึกโกรธ เขากลับรู้สึกแปลกใหม่อย่างบอกไม่ถูก
“อ้าปากเร็วเข้า”
ลู่หลินพูดพร้อมขยับผลไม้เข้าไปใกล้
“ถ้าไม่กิน ฉันจะถือว่าที่ฉันช่วยมาทั้งหมดเสียเปล่านะ”
เขามองใบหน้าจริงจังของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับผลไม้จากมือเล็กนั้นมาอย่างช้า ๆ
เมื่อเขากัดไปคำแรก รสหวานฉ่ำของมันกระจายไปทั่วปาก แต่กลับไม่หวานเท่าความรู้สึกอุ่นแปลก ๆ ที่กำลังก่อตัวอยู่ในอกของเขา
“ข้าชื่อเฟิงอวี่”
เขาเอ่ยขึ้นเสียงเบากว่าเดิม
ลู่หลินยิ้มออกมาทันที
“ในที่สุดคุณก็ยอมบอกชื่อแล้ว”
รอยยิ้มนั้นทำให้เฟิงอวี่เผลอมองค้างไปชั่วขณะ
เมื่อมองผ่านแสงจันทร์ที่อาบไล้ไปทั่วร่าง ตัวเมียตรงหน้ากลับดูอบอุ่นเกินกว่าจะเป็นคนของฝ่ายนั้น
แต่ถึงอย่างนั้น... เขาก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี
“แล้วเจ้าเล่า”
เขาถามพลางมองชุดนอนสีชมพูแปลกตาของนาง
“เหตุใดเจ้าถึงแต่งกายประหลาดเช่นนี้”
ลู่หลินก้มมองชุดตัวเอง ก่อนจะหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย
“ก็... ที่ที่ฉันอยู่ เขาใส่กันแบบนี้น่ะ”
“ที่ที่เจ้าอยู่อย่างนั้นหรือ”
เฟิงอวี่หรี่ตาลง
“เจ้ามาจากเผ่าใดกัน”
ลู่หลินชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำถามของเขา ในหัวของเธอเริ่มประมวณผลอย่างรวดเร็ว
‘เผ่าอะไรดีล่ะ หมาหรือแมว… ไม่สิ...’
เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจกลั้นใจตอบออกไป
“เผ่าลิงน่ะ!”
เธอตอบออกไปแบบส่ง ๆ พลางหลบสายตาไปทางอื่น
เฟิงอวี่นิ่งไปทันที เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกวาดสายตามองสำรวจนางอย่างพิจารณา ราวกับกำลังประเมินความน่าเชื่อถือของคำตอบนั้น
“เผ่าลิงหรือ”
“ชะ...ใช่แล้ว”
ลู่หลินพยักหน้ารัว ๆ
“ร่างสัตว์อสูรของเจ้าคือลิงอย่างนั้นหรือ”
“อะ...อือ!”
คำตอบที่ดูยังไงก็ไม่เนียน ทำให้เฟิงอวี่มองนางเงียบ ๆ อยู่นาน จนลู่หลินเริ่มเหงื่อตก
“เลิกถามเรื่องเผ่าฉันเถอะน่า!”
เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ว่าแต่... แผลคุณยังเจ็บอยู่ไหม”
เฟิงอวี่ก้มมองไหล่ตัวเองอีกครั้ง
ความอบอุ่นจากพลังประหลาดที่นางส่งเข้ามายังคงหลงเหลืออยู่
แม้บาดแผลจะยังไม่หายสนิท แต่กลับไม่เจ็บปวดเหมือนก่อนแล้ว
“ไม่เจ็บแล้ว”
เขาตอบเสียงต่ำ
ลู่หลินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที
“งั้นก็ดีแล้ว”
เธอยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว
“คืนนี้คุณพักผ่อนเถอะนะ เดี๋ยวฉันเฝ้าให้เอง”
พูดจบเธอก็คว้าท่อนไม้ขึ้นมาถือไว้มั่น ทั้งที่มือยังคงสั่นเล็กน้อย แต่เธอก็พยายามทำตัวให้ดูพึ่งพาได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
เฟิงอวี่มองนางนิ่ง สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ท่อนไม้ในมือนางสลับกับรอยยิ้มซื่อ ๆ นั้น
ตัวเมียตัวเล็กในชุดสีชมพูผู้นี้ดูอย่างไรก็ไร้พิษสง... ราวกับลูกสัตว์ที่เพิ่งหัดแยกเขี้ยวเสียมากกว่า
เขาหัวเราะหึในลำคอแผ่วเบา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่
ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าลึกยามค่ำคืน เปลวไฟจากกองไฟเล็ก ๆ ที่เฟิงอวี่ช่วยจุดขึ้นมา สะท้อนแสงสีส้มรำไรลงบนใบหน้าของทั้งคู่
แม้จะมีกองไฟ แต่สายลมหนาวที่พัดผ่านยอดไม้เป็นระยะก็ยังนำไอเย็นเยียบมาปะทะผิว
ลู่หลินที่สวมเพียงชุดนอนตัวบางเริ่มกอดแขนตัวเองแน่น
ร่างเล็กขยับเข้าใกล้กองไฟทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว
เฟิงอวี่ที่นั่งพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ไม่ไกลเหลือบมองนางเงียบๆ
ดวงตาสีอำพันสะท้อนแสงไฟวูบไหวอย่างอ่านอารมณ์ได้ยาก ก่อนที่ปีกสีเงินขนาดใหญ่ด้านหลังของเขาจะขยับแผ่วเบาและค่อย ๆ แผ่ออกช้า ๆ
ขนนกสีเงินแต่ละเส้นสะท้อนแสงไฟเป็นประกายระยิบ ราวกับผ้าไหมชั้นดีที่งดงามเกินจริง
เขากางปีกออกแล้วโอบล้อมรอบตัวนางไว้เพื่อบังสายลมหนาวจากรอบด้าน
ลู่หลินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองเขาอย่างงุนงง...
กลิ่นหอมจากตัวนางปะทะเข้ากับจมูกของเขาอีกครั้ง
นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เฟิงอวี่รู้สึกว่า ป่าอันมืดมิดแห่งนี้ ไม่ได้หนาวเหน็บอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป
“คุณ...”
“ขยับเข้ามาอีกสิ”
เฟิงอวี่เอ่ยเสียงเรียบ ดวงตายังคงมองกองไฟตรงหน้า
“เจ้าสั่นจนข้ารำคาญสายตาแล้ว”
ลู่หลินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดขำออกมาเบา ๆ กับความปากแข็งของเขา
แม้คำพูดจะฟังดูเย็นชา แต่ไออุ่นจากปีกสีเงินกลับอบอวลรอบตัวเธอจนแทบไม่เหลือความหนาวอยู่เลย
ลู่หลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้าไปซุกตัวใต้ปีกของเขาอย่างระวัง
สัมผัสจากขนนกอุ่นกว่าที่เธอคิดไว้มาก จนเธอเผลอเบิกตากว้าง
“ขอบคุณนะ... ปีกของคุณนี่อุ่นกว่าฮีตเตอร์ที่บ้านฉันอีกนะเนี่ย”
เธอพึมพำออกมาเบา ๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายอย่างห้ามไม่อยู่
เฟิงอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำศัพท์ประหลาดหูนั้น
เขาจ้องมองท่าทางตื่นตาตื่นใจของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นนิด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่
“เจ้าชอบหรือ”
“ใช่แล้ว”
เธอตอบทันทีโดยไม่คิด ก่อนจะเอ่ยพึมพำเบาๆ
“คุณนี่เป็นคนดีกว่าที่ฉันคิดอีกนะ”
เฟิงอวี่นิ่งไปชั่วครู่ สายตาของเขาดูซับซ้อนขึ้น
“คนดีอย่างนั้นหรือ...”
ลู่หลินไม่ได้เพียงแค่พยักหน้า แต่เธอยังขยับตัวเข้าไปใกล้ความอบอุ่นนั้นมากขึ้นอีกนิด ก่อนจะเงยหน้ายิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว
“อื้อ”
รอยยิ้มของนางทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ
ดวงตาสีอำพันของเขาเจิดจ้าและวาวโรจน์ด้วยความรู้สึกบางอย่างทันที
เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลู่หลินสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดอยู่ข้างแก้ม
ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไป
“ลู่หลิน... ข้ามีเรื่องสำคัญจะถามเจ้า”
เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและแหบพร่า
“มะ... มีอะไรจะถามเหรอ?”
ลู่หลินถามเสียงตะกุกตะกัก
“ข้าอยากรู้ว่า... ตัวเมียที่งดงามเช่นเจ้า มีคู่ครองแล้วหรือยัง?”
ลู่หลินแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองเมื่อเจอคำถามตรงไปตรงมาของเขา
“หะ... คะ... คู่ครองเหรอ ไม่มีหรอกนะ”
เธอตอบเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ
ใบหน้าเนียนใสเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู
เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาที่น่าเอ็นดูนั้น มุมปากของเฟิงอวี่ก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที
มือหนาขยับมารวบเอวบางของนางให้เข้ามาชิดกับแผงอกกว้างมากขึ้น
“ไม่มีงั้นหรือ... ประหลาดนัก ในทวีปนี้ที่ตัวเมียนั้นล้ำค่าและหาได้ยากยิ่ง หากเจ้าไร้ตัวผู้คอยคุ้มครอง เจ้าคงไม่รู้หรอกว่าสัตว์อสูรตัวผู้ที่หิวโหยน่ะน่ากลัวเพียงใด”
เขาก้มต่ำลงจนปลายจมูกเกือบจะแตะซอกคอขาวผ่องของนาง ก่อนจะเอ่ยอย่างช้าๆ
“โดยเฉพาะสัตว์อสูรตัวผู้ที่บาดเจ็บ... และต้องการ ผู้ดูแล เป็นพิเศษอย่างข้า”
ลู่หลินสะดุ้งเฮือก เธอรีบหดคอหนีความร้อนผ่าวจากลมหายใจของเขา
“คุณจะทำอะไรเนี่ย!”
เธอหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาจากอก
‘เพิ่งจะชมว่าเป็นคนดีอยู่เมื่อกี้ ไหนกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์ไปได้ล่ะเนี่ย’
เธอพึมพำอย่างตื่นตระหนกในใจ ก่อนจะพยายามขยับหนีอีกครั้ง
แต่ปีกสีเงินของเขากลับโอบรัดร่างเธอไว้แน่นขึ้นราวกับพันธนาการที่แสนอบอุ่น
“ข้าไม่ได้จะทำอะไร ข้าแค่จะบอกว่า... ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ เจ้าก็ต้องรับผิดชอบชีวิตข้าด้วยสิ”
เฟิงอวี่โน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูของเธออีกครั้ง ลมหายใจอุ่นร้อนทำเอาเธอขนลุกเกรียวไปทั้งตัว
“เจ้า... มาเป็นคู่ครองของข้าได้หรือไม่?”
น้ำเสียงของเขาเซ็กซี่และเต็มไปด้วยความเว้าวอนอย่างร้ายกาจ
ลู่หลินอ้าปากค้าง สมองของเธอกลายเป็นสีขาวโพลนไปชั่วขณะ
“นี่คุณ... กำลังจีบฉันเหรอ?”
เฟิงอวี่ไม่ตอบด้วยคำพูด แต่เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางด้วยสายตาที่ร้อนแรงแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน
เขาพึงพอใจมากที่เห็นนางเสียอาการถึงเพียงนี้
รอยยิ้มมุมปากของเขาเหมือนสัตว์อสูรที่กำลังพอใจกับปฏิกิริยาของเหยื่อตัวน้อยตรงหน้า
ลู่หลินถูกเขาจ้องจนทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด เธอรีบหลบสายตาอย่างลนลาน
“คะ... คุณอย่ามองแบบนั้นสิ”
เฟิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงพร่า
“แบบไหนหรือ”
“ก็... แบบเมื่อกี้นี่ไง!”
เธอพูดเสียงเบา ก่อนจะพยายามขยับหนี แต่ปีกสีเงินกลับขยับปิดล้อมเอาไว้เสียก่อน
เฟิงอวี่หัวเราะหึเบา ๆ ในลำคอ
“เจ้าเป็นฝ่ายถามเองไม่ใช่หรือ ว่าข้ากำลังจีบเจ้าอยู่หรือไม่”
“ฉะ... ฉันก็แค่ถามเฉย ๆ!”
“อืม”
เขาพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาสีอำพันยังคงจับจ้องนางไม่วาง
“แต่ข้ายังไม่ได้ตอบเลยนะ”
หัวใจของลู่หลินเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง
เฟิงอวี่โน้มใบหน้าลงมาใกล้ ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำข้างหูของนาง
“ถ้าข้าบอกว่าใช่... เจ้าจะหนีหรือไม่”
ลู่หลินนิ่งค้างไปทันที ปลายหูของเธอแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด จนเฟิงอวี่เผลอยิ้มออกมานิด ๆ อย่างพอใจ
แต่แทนที่เขาจะรุกต่อ เขากลับยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ แล้วเอนตัวกลับไปพิงต้นไม้เหมือนเดิม
“นอนเถอะ... คืนนี้ข้าจะเฝ้าเจ้าเอง”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ
ลู่หลินจ้องมองเขาด้วยความสับสนและมึนงง
'คนอะไรเนี่ย! จู่ๆ ก็มาขอเป็นคู่ครอง แล้วก็มาบอกให้นอนเฉยเลย!'
เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะค่อย ๆ เอนตัวลงนอนอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ภายใต้ปีกสีเงินของเขา ใบหน้ายังคงร้อนผ่าวไม่หาย
ส่วนเฟิงอวี่ แม้ภายนอกจะยังดูสงบนิ่งเหมือนเดิม แต่ดวงตาสีอำพันกลับจับจ้องใบหน้าแดงระเรื่อของนางเงียบ ๆ
มุมปากของเขายกขึ้นนิด ๆ อย่างอารมณ์ดี
ดูเหมือนว่า... เขาจะเจอตัวเมียที่น่าสนใจเข้าให้เสียแล้ว