แชร์

บทที่ 2

ผู้เขียน: SixFourTwo
last update วันที่เผยแพร่: 2026-07-10 22:37:07

“เจ้าเป็นใคร”

เสียงของเขาแหบต่ำ แต่แฝงแรงกดดันมหาศาลจนลู่หลินตัวแข็งทื่อ

“ฉะ... ฉัน”

ยังไม่ทันที่เธอจะได้อธิบายอะไร ร่างสูงก็กระชากเธอเข้ามาใกล้ทันที

ปีกสีเงินด้านหลังแผ่ออกเล็กน้อยราวกับกำลังข่มขู่ศัตรู

ดวงตาสีอำพันคู่นั้นเต็มไปด้วยความระแวงและจิตสังหารที่ยังไม่จางหาย

“เจ้าคือสายลับของพี่ใหญ่ใช่หรือไม่”

“ห๊ะ?”

ลู่หลินงุนงงจนตามไม่ทัน

“มะ... ไม่ใช่นะ!”

เขาหรี่ตาลงอย่างไม่เชื่อใจ มือที่บีบข้อมือนางเริ่มกำแน่นขึ้น

“โอ๊ย! เจ็บนะคุณ!”

ลู่หลินรีบพยายามดึงมือออก

“ฉันไม่รู้จักพี่ใหญ่พี่โตอะไรของคุณทั้งนั้นแหละ!”

เธอเถียงเสียงดังด้วยความตกใจ

“ฉันชื่อลู่หลิน เห็นคุณตกลงมาจากฟ้า เลือดออกเต็มไปหมด ฉันก็เลยช่วยทำแผลให้เนี่ย ดูสิ!”

เขาชะงักไปเล็กน้อย

ดวงตาสีอำพันกวาดมองผ้าพันแผลบนไหล่ตนเองอย่างเงียบงัน แม้มันจะถูกพันแบบลวก ๆ แต่กลับแน่นหนาพอจะห้ามเลือดได้ดี สัมผัสอุ่น ๆ จากผ้าพันแผลนั้นทำให้หัวใจที่เย็นชาของเขาสั่นไหวแผ่วเบา

เขาค่อย ๆ คลายแรงบีบลงช้า ๆ

ลู่หลินรีบชักมือกลับทันที ก่อนจะกอดข้อมือตัวเองเอาไว้แน่น ใบหน้าเล็กเต็มไปด้วยความระแวงไม่ต่างกัน

“คุณนี่แปลกคนจริง ๆ ฉันช่วยชีวิตคุณนะ”

เขาเม้มริมฝีปากแน่น สายตาคมยังคงจับจ้องนางราวกับพยายามมองทะลุเข้าไปถึงความจริง

“เจ้า... ช่วยข้าจริง ๆ อย่างนั้นหรือ”

เขาถามเสียงต่ำคล้ายไม่อยากเชื่อ

ลู่หลินถึงกับเบิกตากว้าง

“ก็ใช่น่ะสิ! ถ้าฉันไม่ช่วย คุณจะมายืนระแวงฉันอยู่ตรงนี้ได้ไงเล่า!”

คำตอบซื่อตรงนั้นทำให้เฟิงอวี่นิ่งไปอีกครั้ง

ตัวเมียส่วนใหญ่ในทวีปสัตว์อสูรล้วนหวาดกลัวเลือดและการต่อสู้ ไม่มีทางเข้าใกล้สัตว์อสูรบาดเจ็บที่ไม่รู้แม้แต่ฐานะหรือเผ่าพันธุ์แน่นอน

แต่ตัวเมียตรงหน้า กลับนั่งเฝ้าเขาเพียงลำพังในป่า เขาไม่เข้าใจเลยจริง ๆ

ทว่า ในจังหวะที่ความสับสนกำลังก่อตัว

กลิ่นหอมสะอาดจากตัวนางลอยเข้ามาแตะจมูกอีกครั้ง ความตึงเครียดในร่างกายเขาคลายลงโดยไม่รู้ตัว

เขาขมวดคิ้วฉับทันทีที่รู้ตัวว่ากำลังอ่อนลง

น่ารำคาญนัก... เพียงแค่ได้กลิ่นของนาง หัวใจเขากลับสงบลงอย่างอธิบายไม่ได้

ลู่หลินเห็นเขาเงียบไป ก็เริ่มรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง

เธอรีบก้มลงเก็บผลไม้ที่หล่นกระจายบนพื้น ก่อนจะหยิบลูกที่ยังสะอาดขึ้นมาเช็ดกับชายเสื้อตัวเอง

“เอาเถอะ... จะเชื่อหรือไม่ก็เรื่องของคุณแล้วกัน”

เธอยื่นผลไม้ไปตรงหน้าเขา

“แต่ตอนนี้คุณต้องกินนี่ก่อน”

เขามองผลไม้สีแดงในมือเล็ก ๆ นั้นนิ่ง

“ข้าไม่หิว”

“ไม่ได้!”

ลู่หลินสวนกลับทันที

“คุณบาดเจ็บอยู่นะ ต้องกินอะไรบ้างสิ!”

เขาถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย ไม่มีใครกล้าขึ้นเสียงใส่เขามานานแล้ว โดยเฉพาะตัวเมียตัวเล็ก ๆ แบบนี้

แต่แทนที่จะรู้สึกโกรธ เขากลับรู้สึกแปลกใหม่อย่างบอกไม่ถูก

“อ้าปากเร็วเข้า”

ลู่หลินพูดพร้อมขยับผลไม้เข้าไปใกล้

“ถ้าไม่กิน ฉันจะถือว่าที่ฉันช่วยมาทั้งหมดเสียเปล่านะ”

เขามองใบหน้าจริงจังของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับผลไม้จากมือเล็กนั้นมาอย่างช้า ๆ

เมื่อเขากัดไปคำแรก รสหวานฉ่ำของมันกระจายไปทั่วปาก แต่กลับไม่หวานเท่าความรู้สึกอุ่นแปลก ๆ ที่กำลังก่อตัวอยู่ในอกของเขา

“ข้าชื่อเฟิงอวี่”

เขาเอ่ยขึ้นเสียงเบากว่าเดิม

ลู่หลินยิ้มออกมาทันที

“ในที่สุดคุณก็ยอมบอกชื่อแล้ว”

รอยยิ้มนั้นทำให้เฟิงอวี่เผลอมองค้างไปชั่วขณะ

เมื่อมองผ่านแสงจันทร์ที่อาบไล้ไปทั่วร่าง ตัวเมียตรงหน้ากลับดูอบอุ่นเกินกว่าจะเป็นคนของฝ่ายนั้น

แต่ถึงอย่างนั้น... เขาก็ยังวางใจไม่ได้อยู่ดี

“แล้วเจ้าเล่า”

เขาถามพลางมองชุดนอนสีชมพูแปลกตาของนาง

“เหตุใดเจ้าถึงแต่งกายประหลาดเช่นนี้”

ลู่หลินก้มมองชุดตัวเอง ก่อนจะหน้าแดงขึ้นมาเล็กน้อย

“ก็... ที่ที่ฉันอยู่ เขาใส่กันแบบนี้น่ะ”

“ที่ที่เจ้าอยู่อย่างนั้นหรือ”

เฟิงอวี่หรี่ตาลง

“เจ้ามาจากเผ่าใดกัน”

ลู่หลินชะงักทันทีเมื่อได้ยินคำถามของเขา ในหัวของเธอเริ่มประมวณผลอย่างรวดเร็ว

‘เผ่าอะไรดีล่ะ หมาหรือแมว… ไม่สิ...’

เธอเม้มปากแน่น ก่อนจะตัดสินใจกลั้นใจตอบออกไป

“เผ่าลิงน่ะ!”

เธอตอบออกไปแบบส่ง ๆ พลางหลบสายตาไปทางอื่น

เฟิงอวี่นิ่งไปทันที เขาขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกวาดสายตามองสำรวจนางอย่างพิจารณา ราวกับกำลังประเมินความน่าเชื่อถือของคำตอบนั้น

“เผ่าลิงหรือ”

“ชะ...ใช่แล้ว”

ลู่หลินพยักหน้ารัว ๆ

“ร่างสัตว์อสูรของเจ้าคือลิงอย่างนั้นหรือ”

“อะ...อือ!”

คำตอบที่ดูยังไงก็ไม่เนียน ทำให้เฟิงอวี่มองนางเงียบ ๆ อยู่นาน จนลู่หลินเริ่มเหงื่อตก

“เลิกถามเรื่องเผ่าฉันเถอะน่า!”

เธอรีบเปลี่ยนเรื่องทันที

“ว่าแต่... แผลคุณยังเจ็บอยู่ไหม”

เฟิงอวี่ก้มมองไหล่ตัวเองอีกครั้ง

ความอบอุ่นจากพลังประหลาดที่นางส่งเข้ามายังคงหลงเหลืออยู่

แม้บาดแผลจะยังไม่หายสนิท แต่กลับไม่เจ็บปวดเหมือนก่อนแล้ว

“ไม่เจ็บแล้ว”

เขาตอบเสียงต่ำ

ลู่หลินถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที

“งั้นก็ดีแล้ว”

เธอยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นพระจันทร์เสี้ยว

“คืนนี้คุณพักผ่อนเถอะนะ เดี๋ยวฉันเฝ้าให้เอง”

พูดจบเธอก็คว้าท่อนไม้ขึ้นมาถือไว้มั่น ทั้งที่มือยังคงสั่นเล็กน้อย แต่เธอก็พยายามทำตัวให้ดูพึ่งพาได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เฟิงอวี่มองนางนิ่ง สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ท่อนไม้ในมือนางสลับกับรอยยิ้มซื่อ ๆ นั้น

ตัวเมียตัวเล็กในชุดสีชมพูผู้นี้ดูอย่างไรก็ไร้พิษสง... ราวกับลูกสัตว์ที่เพิ่งหัดแยกเขี้ยวเสียมากกว่า

เขาหัวเราะหึในลำคอแผ่วเบา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งพิงต้นไม้ใหญ่

ท่ามกลางความเงียบสงัดของป่าลึกยามค่ำคืน เปลวไฟจากกองไฟเล็ก ๆ ที่เฟิงอวี่ช่วยจุดขึ้นมา สะท้อนแสงสีส้มรำไรลงบนใบหน้าของทั้งคู่

แม้จะมีกองไฟ แต่สายลมหนาวที่พัดผ่านยอดไม้เป็นระยะก็ยังนำไอเย็นเยียบมาปะทะผิว

ลู่หลินที่สวมเพียงชุดนอนตัวบางเริ่มกอดแขนตัวเองแน่น

ร่างเล็กขยับเข้าใกล้กองไฟทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัว

เฟิงอวี่ที่นั่งพิงต้นไม้ใหญ่อยู่ไม่ไกลเหลือบมองนางเงียบๆ

ดวงตาสีอำพันสะท้อนแสงไฟวูบไหวอย่างอ่านอารมณ์ได้ยาก ก่อนที่ปีกสีเงินขนาดใหญ่ด้านหลังของเขาจะขยับแผ่วเบาและค่อย ๆ แผ่ออกช้า ๆ

ขนนกสีเงินแต่ละเส้นสะท้อนแสงไฟเป็นประกายระยิบ ราวกับผ้าไหมชั้นดีที่งดงามเกินจริง

เขากางปีกออกแล้วโอบล้อมรอบตัวนางไว้เพื่อบังสายลมหนาวจากรอบด้าน

ลู่หลินสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะเงยหน้ามองเขาอย่างงุนงง...

กลิ่นหอมจากตัวนางปะทะเข้ากับจมูกของเขาอีกครั้ง

นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เฟิงอวี่รู้สึกว่า ป่าอันมืดมิดแห่งนี้ ไม่ได้หนาวเหน็บอย่างที่เคยเป็นอีกต่อไป

“คุณ...”

“ขยับเข้ามาอีกสิ”

เฟิงอวี่เอ่ยเสียงเรียบ ดวงตายังคงมองกองไฟตรงหน้า

“เจ้าสั่นจนข้ารำคาญสายตาแล้ว”

ลู่หลินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะหลุดขำออกมาเบา ๆ กับความปากแข็งของเขา

แม้คำพูดจะฟังดูเย็นชา แต่ไออุ่นจากปีกสีเงินกลับอบอวลรอบตัวเธอจนแทบไม่เหลือความหนาวอยู่เลย

ลู่หลินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้าไปซุกตัวใต้ปีกของเขาอย่างระวัง

สัมผัสจากขนนกอุ่นกว่าที่เธอคิดไว้มาก จนเธอเผลอเบิกตากว้าง

“ขอบคุณนะ... ปีกของคุณนี่อุ่นกว่าฮีตเตอร์ที่บ้านฉันอีกนะเนี่ย”

เธอพึมพำออกมาเบา ๆ ดวงตากลมโตเป็นประกายอย่างห้ามไม่อยู่

เฟิงอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยกับคำศัพท์ประหลาดหูนั้น

เขาจ้องมองท่าทางตื่นตาตื่นใจของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่มุมปากจะยกขึ้นนิด ๆ อย่างห้ามไม่อยู่

“เจ้าชอบหรือ”

“ใช่แล้ว”

เธอตอบทันทีโดยไม่คิด ก่อนจะเอ่ยพึมพำเบาๆ

“คุณนี่เป็นคนดีกว่าที่ฉันคิดอีกนะ”

เฟิงอวี่นิ่งไปชั่วครู่ สายตาของเขาดูซับซ้อนขึ้น

“คนดีอย่างนั้นหรือ...”

ลู่หลินไม่ได้เพียงแค่พยักหน้า แต่เธอยังขยับตัวเข้าไปใกล้ความอบอุ่นนั้นมากขึ้นอีกนิด ก่อนจะเงยหน้ายิ้มกว้างจนดวงตาโค้งเป็นจันทร์เสี้ยว

“อื้อ”

รอยยิ้มของนางทำให้หัวใจของเขากระตุกวูบ

ดวงตาสีอำพันของเขาเจิดจ้าและวาวโรจน์ด้วยความรู้สึกบางอย่างทันที

เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลู่หลินสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่น ๆ ที่รดอยู่ข้างแก้ม

ความใกล้ชิดที่กะทันหันทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะไป

“ลู่หลิน... ข้ามีเรื่องสำคัญจะถามเจ้า”

เสียงของเขาเปลี่ยนเป็นทุ้มต่ำและแหบพร่า

“มะ... มีอะไรจะถามเหรอ?”

ลู่หลินถามเสียงตะกุกตะกัก

“ข้าอยากรู้ว่า... ตัวเมียที่งดงามเช่นเจ้า มีคู่ครองแล้วหรือยัง?”

ลู่หลินแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองเมื่อเจอคำถามตรงไปตรงมาของเขา

“หะ... คะ... คู่ครองเหรอ ไม่มีหรอกนะ”

เธอตอบเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ

ใบหน้าเนียนใสเริ่มขึ้นสีแดงระเรื่อลามไปจนถึงใบหู

เมื่อได้เห็นปฏิกิริยาที่น่าเอ็นดูนั้น มุมปากของเฟิงอวี่ก็ยกยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที

มือหนาขยับมารวบเอวบางของนางให้เข้ามาชิดกับแผงอกกว้างมากขึ้น

“ไม่มีงั้นหรือ... ประหลาดนัก ในทวีปนี้ที่ตัวเมียนั้นล้ำค่าและหาได้ยากยิ่ง หากเจ้าไร้ตัวผู้คอยคุ้มครอง เจ้าคงไม่รู้หรอกว่าสัตว์อสูรตัวผู้ที่หิวโหยน่ะน่ากลัวเพียงใด”

เขาก้มต่ำลงจนปลายจมูกเกือบจะแตะซอกคอขาวผ่องของนาง ก่อนจะเอ่ยอย่างช้าๆ

“โดยเฉพาะสัตว์อสูรตัวผู้ที่บาดเจ็บ... และต้องการ ผู้ดูแล เป็นพิเศษอย่างข้า”

ลู่หลินสะดุ้งเฮือก เธอรีบหดคอหนีความร้อนผ่าวจากลมหายใจของเขา

“คุณจะทำอะไรเนี่ย!”

เธอหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะหลุดออกมาจากอก

‘เพิ่งจะชมว่าเป็นคนดีอยู่เมื่อกี้ ไหนกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์ไปได้ล่ะเนี่ย’

เธอพึมพำอย่างตื่นตระหนกในใจ ก่อนจะพยายามขยับหนีอีกครั้ง

แต่ปีกสีเงินของเขากลับโอบรัดร่างเธอไว้แน่นขึ้นราวกับพันธนาการที่แสนอบอุ่น

“ข้าไม่ได้จะทำอะไร ข้าแค่จะบอกว่า... ในเมื่อเจ้าเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตข้าไว้ เจ้าก็ต้องรับผิดชอบชีวิตข้าด้วยสิ”

เฟิงอวี่โน้มตัวลงไปกระซิบชิดใบหูของเธออีกครั้ง ลมหายใจอุ่นร้อนทำเอาเธอขนลุกเกรียวไปทั้งตัว

“เจ้า... มาเป็นคู่ครองของข้าได้หรือไม่?”

น้ำเสียงของเขาเซ็กซี่และเต็มไปด้วยความเว้าวอนอย่างร้ายกาจ

ลู่หลินอ้าปากค้าง สมองของเธอกลายเป็นสีขาวโพลนไปชั่วขณะ

“นี่คุณ... กำลังจีบฉันเหรอ?”

เฟิงอวี่ไม่ตอบด้วยคำพูด แต่เขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางด้วยสายตาที่ร้อนแรงแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน

เขาพึงพอใจมากที่เห็นนางเสียอาการถึงเพียงนี้

รอยยิ้มมุมปากของเขาเหมือนสัตว์อสูรที่กำลังพอใจกับปฏิกิริยาของเหยื่อตัวน้อยตรงหน้า

ลู่หลินถูกเขาจ้องจนทำอะไรไม่ถูก ใบหน้าร้อนผ่าวไปหมด เธอรีบหลบสายตาอย่างลนลาน

“คะ... คุณอย่ามองแบบนั้นสิ”

เฟิงอวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยถามเสียงพร่า

“แบบไหนหรือ”

“ก็... แบบเมื่อกี้นี่ไง!”

เธอพูดเสียงเบา ก่อนจะพยายามขยับหนี แต่ปีกสีเงินกลับขยับปิดล้อมเอาไว้เสียก่อน

เฟิงอวี่หัวเราะหึเบา ๆ ในลำคอ

“เจ้าเป็นฝ่ายถามเองไม่ใช่หรือ ว่าข้ากำลังจีบเจ้าอยู่หรือไม่”

“ฉะ... ฉันก็แค่ถามเฉย ๆ!”

“อืม”

เขาพยักหน้าช้า ๆ ดวงตาสีอำพันยังคงจับจ้องนางไม่วาง

“แต่ข้ายังไม่ได้ตอบเลยนะ”

หัวใจของลู่หลินเต้นแรงขึ้นอีกครั้ง

เฟิงอวี่โน้มใบหน้าลงมาใกล้ ก่อนจะกระซิบเสียงต่ำข้างหูของนาง

“ถ้าข้าบอกว่าใช่... เจ้าจะหนีหรือไม่”

ลู่หลินนิ่งค้างไปทันที ปลายหูของเธอแดงก่ำอย่างเห็นได้ชัด จนเฟิงอวี่เผลอยิ้มออกมานิด ๆ อย่างพอใจ

แต่แทนที่เขาจะรุกต่อ เขากลับยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ แล้วเอนตัวกลับไปพิงต้นไม้เหมือนเดิม

“นอนเถอะ... คืนนี้ข้าจะเฝ้าเจ้าเอง”

เขาเอ่ยเสียงเรียบ

ลู่หลินจ้องมองเขาด้วยความสับสนและมึนงง

'คนอะไรเนี่ย! จู่ๆ ก็มาขอเป็นคู่ครอง แล้วก็มาบอกให้นอนเฉยเลย!'

เธอเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะค่อย ๆ เอนตัวลงนอนอย่างเก้ ๆ กัง ๆ ภายใต้ปีกสีเงินของเขา ใบหน้ายังคงร้อนผ่าวไม่หาย

ส่วนเฟิงอวี่ แม้ภายนอกจะยังดูสงบนิ่งเหมือนเดิม แต่ดวงตาสีอำพันกลับจับจ้องใบหน้าแดงระเรื่อของนางเงียบ ๆ

มุมปากของเขายกขึ้นนิด ๆ อย่างอารมณ์ดี

ดูเหมือนว่า... เขาจะเจอตัวเมียที่น่าสนใจเข้าให้เสียแล้ว
อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 191

    “เดี๋ยวนะ...” เธอหันไปมองเฟยหลง ก่อนจะหันกลับไปมองไข่มุกบนเวทีอีกครั้ง แล้วบ่นพึมพำ “ถ้าเทพเจ้าสัตว์อสูรเป็นคนเอาขึ้นมาเอง... แล้วทำไมไม่เอากลับไปด้วยล่ะ ทิ้งไว้บนแผ่นดินทำไม?” เฟยหลงหันมองนาง ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู ผู้ดำเนินการประมูลยกมือขึ้น “ราคาเริ่มต้น... สิบผลึกแดง!” “ยี่สิบ!” เ

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 190

    “คารวะท่านผู้อาวุโสสูงสุด” เสียงนั้นทำให้ลู่หลินหันไปมองเฟยหลงอย่างแปลกใจ “คุณมาที่นี่บ่อยเหรอ?” “ไม่” เฟยหลงตอบสั้น ๆ พนักงานรีบเอ่ยต่อ “ท่านต้องการที่นั่งแบบใดขอรับ?” เฟยหลงเหลือบมองเข้าไปด้านใน ก่อนจะตอบอย่างไม่ลังเล “ที่ดีที่สุด” พนักงานรีบพยักหน้า “ได้ขอรับ เชิญทางนี้” ลู่หลินกะพริบต

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 189

    เช้าวันใหม่มาเยือนเมืองดารา แสงแดดอ่อนสาดลงบนถนนสายใหญ่ ผู้คนเริ่มทยอยออกมาจับจ่ายซื้อขายตั้งแต่เช้าตรู่ เสียงพูดคุยและเสียงเรียกลูกค้าดังขึ้นเป็นระยะ ท่ามกลางฝูงชนที่เดินขวักไขว่ ลู่หลินกับเฟยหลงกำลังมุ่งหน้าไปยังย่านกลางเมือง วันนี้จุดหมายของพวกเขาไม่ใช่ตลาด แต่เป็น หอประมูล ลู่หลินเดินอยู่ข้

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 188

    ร่างสูงยังคงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเอ่ยเสียงต่ำ “เจ้ากังวลว่าข้าจะเหงาหรือ?” ลู่หลินชะงัก เธอหันกลับมามองเขา ก่อนจะหัวเราะเบา ๆ “ก็... คงใช่” เฟยหลงไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงยื่นมือมารับกังหันเสียงพิณจากนางไปถือไว้เอง “ขอบใจ” ลู่หลินยิ้มกว้าง “อื้ม” ทั้งสองจึงเดินออกจากร้านไปพร้อมกัน กังหั

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 187

    ไม่นานนัก ทั้งสองก็เดินออกจากเขตตำหนักเทพและมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง และทันทีที่ตลาดใหญ่กลางเมืองดาราปรากฏขึ้นตรงหน้า ลู่หลินก็ถึงกับเบิกตากว้าง ตลาดแห่งนี้กว้างใหญ่จนสุดสายตา ถนนสายหลักทอดยาวออกไปหลายทิศทาง สองข้างทางเต็มไปด้วยร้านค้าแผงลอยนับไม่ถ้วน มีทั้งผ้าไหม อาวุธ เครื่องประดับ รวมถึงสินค้าแ

  • เมื่อฉันต้องเป็นดวงใจของเหล่าสัตว์อสูร   บทที่ 186

    เฟยหลงหรี่ตาลง “เจ้าว่าอย่างไรนะ?” “ไม่มีอะไร” เธอรีบก้มหน้ากินต่อทันที มุมปากของเฟยหลงยกขึ้นเล็กน้อย “กินให้หมดเสีย แล้วค่อยออกไป” ลู่หลินพยักหน้าอย่างว่าง่าย “อื้อ” ภายในห้องจึงเหลือเพียงเสียงรับประทานอาหารเบา ๆ และบรรยากาศสงบเงียบของยามเช้า หลังจากลู่หลินกินเสร็จเรียบร้อย ทั้งสองจึงเตรีย

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status