เข้าสู่ระบบเสียงหวีดหวิวของลมที่พัดผ่านช่องระบายอากาศดังลอดเข้ามาในห้องเล็ก ๆ ของคอนโดชั้นแปด เสียงนั้นปนกับเสียงเหล็กเสียดสีกันที่เกิดจากป้ายร้านค้าซึ่งแกว่งไปมาจากแรงลมด้านนอก มันทำให้เซเรน่ารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่ไม่มีสิ่งมีชีวิตอีกต่อไป
หญิงสาวนั่งพิงกำแพง สีหน้าซีดเผือด ริมฝีปากแห้งแตกและดวงตาที่เคยสดใสบัดนี้เต็มไปด้วยความอ่อนล้า รอบตัวเธอมีกระป๋องอาหารว่างเปล่าและขวดน้ำที่เหลือแต่ก้นขวด ความเงียบสงัดภายในห้องถูกแทนที่ด้วยเสียงท้องร้องของตัวเอง เธอก้มมองข้าวของเหล่านั้นด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง “อีกวันเดียว…ฉันคงอดตายแน่…” เสียงพึมพำเบา ๆ ของเธอแทบจะจมหายไปกับเสียงลมพายุที่พัดโหมจากภายนอก ตั้งแต่ไวรัสเริ่มแพร่ระบาดเมื่อสามเดือนก่อน เมืองนี้ก็กลายเป็นนรกบนดิน ผู้คนต่างหนีตาย บางคนกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไป พวกมันคือซอมบี้ที่ไม่มีสติ ไม่มีความรู้สึก มีเพียงสัญชาตญาณหิวโหยเลือดสด ๆ และเนื้อของมนุษย์ เธอเคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนธรรมดา ชีวิตวนเวียนอยู่กับโต๊ะทำงานและกาแฟยามเช้า แต่ตอนนี้ทุกอย่างหายไปหมดแล้ว ไม่มีเพื่อน ไม่มีครอบครัว เหลือเพียงความโดดเดี่ยวและเสียงฝีเท้าของซากศพที่เดินเตร็ดเตร่บนถนน หลายวันแล้วที่เธอหลบอยู่ในคอนโดแห่งนี้โดยไม่กล้าออกไปไหน เสบียงที่กักตุนไว้หมดลงไปทีละน้อย วันนี้เหลือเพียงขนมปังกรอบชิ้นสุดท้ายกับน้ำไม่ถึงครึ่งขวด เธอรู้ว่าถ้าไม่ทำอะไรสักอย่าง พรุ่งนี้เธออาจไม่มีแรงแม้แต่จะลุกจากพื้น มือเรียวสั่นเทาเมื่อหยิบมีดพกเล่มเล็กขึ้นมาจากพื้น เซเรน่ากำมันแน่นพลางมองไปทางประตูบานเหล็ก “ร้านสะดวกซื้อข้างหน้า…” เธอพึมพำกับตัวเอง “ที่นั่นอาจยังเหลืออะไรอยู่บ้าง…” หัวใจเธอเต้นแรงอย่างหวาดหวั่น ความกลัวและความหิวต่อสู้กันในใจจนเธอรู้สึกเหมือนกำลังจะเป็นบ้า แต่สุดท้ายความหิวก็ชนะ เซเรน่าตัดสินใจสวมเสื้อกันหนาวสีดำตัวโปรดก่อนจะหยิบเป้ใบเล็กขึ้นสะพายไว้หลัง ตรวจดูมีดในมืออีกครั้งก่อนจะสูดลมหายใจลึก “อย่ากลัว…มันจะไม่เป็นอะไร...เซเรน่า…” เสียงของเธอสั่นไหวแต่หนักแน่นพอจะผลักให้ขาเริ่มก้าวไปข้างหน้า ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างช้า ๆ เสียงบานพับดังเอี๊ยดจนเธอแทบหยุดหายใจ เซเรน่าชะโงกหน้าออกไปมองทางเดินยาวในชั้นคอนโด ไฟบางดวงยังคงกระพริบติด ๆ ดับ ๆ เงาของเธอทอดยาวบนพื้นเหมือนเงาของผี ทุกก้าวที่เดิน เธอต้องคอยระวังเสียงฝีเท้าของตัวเองให้น้อยที่สุด บางห้องยังมีเสียงเคลื่อนไหวเบา ๆ ดังมาจากด้านในเสียงครางต่ำที่เธอจำได้ดีว่ามันไม่ใช่เสียงของคน เมื่อมาถึงบันไดหนีไฟ เธอมองลงไปข้างล่าง ลมหายใจเธอขาดห้วง เสียงบางอย่างดังมาจากชั้นล่าง “กร็อก…กร็อก…” เสียงนั้นลากยาวเหมือนเสียงสัตว์ที่คอหัก เธอรีบหยุดนิ่งทันที “อย่ากลัวเซเรน่า มันจะไม่เป็นอะไร…” หญิงสาวก้มตัวลง ค่อย ๆ เดินตามขั้นบันไดลงไปทีละขั้น เสียงสนิมเหล็กเสียดสีใต้รองเท้าทำให้หัวใจแทบหลุดจากอก และในที่สุดเธอก็มาถึงชั้นล่างสุดตรงโถงหน้าอาคาร ประตูกระจกของคอนโดที่เคยใสสะอาดบัดนี้เต็มไปด้วยรอยเลือดและเศษมือที่แห้งติดอยู่กับกระจกด้านใน เธอหลับตากลั้นหายใจ ก่อนจะค่อย ๆ เปิดประตูออกสู่ถนนที่เงียบงัน เมืองที่เคยเต็มไปด้วยแสงไฟยามค่ำคืน ตอนนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านจากรถที่ไหม้และกลิ่นคาวเลือดลอยคละคลุ้งไปทั่วอากาศ เสียงลมหวิวปะทะตึกสูงระฟ้าดังราวกับเสียงโหยหวนของวิญญาณ เซเรน่าก้มตัววิ่งหลบหลังรถเก่าคันหนึ่งที่จอดคว่ำอยู่ เธอมองไปยังร้านสะดวกซื้อที่อยู่ห่างออกไปเพียงร้อยเมตร แต่ระหว่างทางนั้นกลับมีร่างของซอมบี้หลายตัวเดินสลับไปมาอย่างไร้ทิศทาง หญิงสาวกลืนน้ำลายพยายามคิดหาทางหลบพวกมัน เธอสังเกตว่าซอมบี้ส่วนใหญ่เดินช้าและมักหันไปตามเสียง เธอจึงหยิบหินที่เก็บมาจากพื้นไปอีกทาง ใช้แรงทั้งหมดที่มีโยนหินก้อนนั้นใส่กระจกรถที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของถนน เพล้ง! เป็นอย่างที่หญิงสาวคาดการณ์เสียงกระจกแตกทำให้พวกมันพากันหันไปสนใจแทบจะทันที จากนั้นพวกมันก็จะเดินไปยังรถอย่างเชื่องช้า เซเรน่าเห็นแบบนั้นรีบฉวยจังหวะนั้นวิ่งต่ำ ๆ ผ่านช่องว่างระหว่างรถอีกคัน หัวใจของเธอเต้นแรงจนเหมือนจะทะลุออกจากอก เหงื่อเย็นไหลอาบขมับ แต่เธอไม่หยุดจนกระทั่งถึงหน้าร้านสะดวกซื้อ นัยน์ตาคู่สวยมองกระจกหน้าร้านที่แตกละเอียด ประตูร้านเปิดค้างไว้ราวกับถูกงัด เซเรน่ากวาดตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ ย่องเข้าไปด้านใน กลิ่นอับของเลือดและอาหารบูดเน่าผสมกันจนแทบอาเจียน แสงไฟจากเพดานที่กระพริบเป็นระยะทำให้ทุกอย่างดูเหมือนฉากในฝันร้าย ชั้นวางสินค้าถูกกวาดเกลี้ยงเหลือเพียงห่อขนมที่ฉีกขาดและขวดน้ำเปล่าที่ไม่มีฝา “ไม่เหลือ…สักอย่างเลยเหรอ…” เสียงเธอสั่นไหวขณะก้มลงเก็บกล่องอาหารแมวที่ยังปิดผนึกอยู่ เธอไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตหนึ่งจะต้องดีใจแค่เพราะได้อาหารสัตว์ในวันสิ้นโลก แต่ก่อนที่เธอจะได้ใส่กล่องนั้นลงในกระเป๋า เสียงบางอย่างก็ดังขึ้นจากมุมร้าน เสียงฝีเท้าหนักและเสียงโลหะกระทบกัน “ใครอยู่ตรงนั้น!” เสียงผู้ชายดังขึ้นพร้อมเสียงขึ้นนกปืน “ออกมาเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นยิง”เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







