เข้าสู่ระบบ“ไม่ ฉันรู้ว่าเธอยังรักฉันอยู่ เธอแค่กำลังโกรธฉัน กลับไปกับฉันเถอะ เธอไม่คิดถึงสวนดอกไม้ของเธอเหรอ มันเหี่ยวเฉาเพราะรู้ว่าเธอจากไป”
ใบหน้าหล่อเหลาส่ายไปมาราวกับคนเสียสติ คล้ายไม่ยอมรับความจริง ไซรัสหันมามองเขา ดวงตาคมนั้นนิ่งแต่แฝงด้วยความสมเพชและเย้ยหยัน
“หยุดพูดเถอะ เธอไม่คิดจะกลับไปอีกแล้ว”
“มึงหุบปากไซรัส! คนนอกอย่างมึงไม่มีสิทธิ์พูดแทนเธอ!” ภาคินตะโกนลั่น เสียงของเขาเต็มไปด้วยความคับแค้น
“ฉันมีสิทธิ์ เพราะเธอเลือกฉัน”
ทว่าไซรัสกลับไม่ปล่อยให้เขาเหยียดหยาม เพียงคำพูดสั้น ๆ นั้น โลกทั้งใบของภาคินเหมือนหยุดหมุน เขามองไปยังเซเรน่าด้วยแววตาไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“จริงเหรอ เซเรน่า เธอเลือกมันงั้นเหรอ?”
“ใช่ ฉันเลือกไซรัส นายควรกลับไปซะ”
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ สายตาแน่วแน่และไม่หวั่นไหว
“ไม่ เธอกำลังประชดฉันอยู่ใช่ไหม?” ภาคินหัวเราะแห้ง ๆ เหมือนคนเสียสติ “เธอยังรักฉันอยู่ ฉันรู้ดี เธอแค่โกรธที่ฉันเผลอไปยุ่งกับกอหญ้าเท่านั้น ใช่ไหม?”
“ไม่ ภาคิน” น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “สิ่งที่ฉันเคยรู้สึก มันตายไปพร้อมกับวันที่นายหันหลังให้ฉันแล้ว”
ความเงียบที่ตามมาเหมือนคลื่นที่ซัดซ้ำลงบนหัวใจของภาคินจนแหลกสลาย ไซรัสก้าวเข้ามาข้างหน้าพลางดึงเซเรน่าไว้ในอ้อมแขนอย่างปกป้อง โดยไม่สนใจสายตาไม่พอใจของภาคินแม้แต่น้อย
“เธอไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว ฉันอยู่ตรงนี้”
“อือ”
เซเรน่าซบหน้าลงกับแผ่นอกเขาอย่างเหนื่อยล้า กลิ่นกายอุ่นและความแข็งแกร่งจากอ้อมแขนของชายหนุ่มช่วยปลอบประโลมหัวใจที่สั่นไหวอย่างประหลาด เขาเอียงหน้าแนบขมับเธอเบา ๆ ปล่อยให้เวลาหยุดนิ่งเพียงชั่วขณะ
ภาพนั้นเหมือนแรงผลักดันที่ทำให้ภาคินแทบขาดใจ เขามองทั้งคู่ในอ้อมกอดกันด้วยแววตาเจ็บปวดจนแทบจะทะลุทะลวงออกมา
“เซเรน่า เธอจะทำแบบนี้กับฉันเหรอ”
น้ำเสียงปวดร้าวนั้นไม่ได้ทำให้หญิงสาวรู้สึกผิด ทว่ากลับเอื้อมมือแตะมุมปากของไซรัสที่ยังมีเลือดไหลซึม
“เจ็บไหม” เธอถามเสียงเบา
“ไม่มากหรอก” ไซรัสตอบ ทั้งที่เลือดยังหยดลงบนปลายนิ้วของเธอ เขาจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน
“แต่นาย...”
เธอกัดริมฝีปากแน่นก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดมุมปากให้เขาอย่างเบามือ ทุกการสัมผัสเต็มไปด้วยความห่วงใยที่กลั่นออกมาจากใจจริง เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอีกครั้ง ดวงตาของยังคงเธอสั่นระริกอย่างเป็นห่วง
“ไม่เป็นไร ฉันเคยเจ็บกว่านี้มาแล้ว เธอก็รู้นี่ยัยเปี๊ยก” เขายิ้มบาง ๆ ก่อนจะก้มลงกระซิบข้างใบหูขาว “แค่มีเธออยู่ตรงนี้ก็พอ”
เสียงนั้นทำให้หัวใจของเธอเต้นแรงอย่างห้ามไม่ได้ ลมหายใจของทั้งคู่ใกล้จนแทบสัมผัสกันได้ ผมของเซเรน่าปลิวตามแรงลม สายตาทั้งคู่สอดประสานกันอย่างลึกซึ้ง ราวกับโลกทั้งใบนั้นหายไป หลงเหลือเพียงเสียงหัวใจที่เต้นประสานกันในจังหวะเดียว
ภาคินมองภาพนั้นเหมือนคนสิ้นสติ ความหึงหวงแล่นพล่านจนแทบระเบิด เขาก้าวถอยหลังช้า ๆ ก่อนพูดเสียงต่ำ
“นี่เหรอสิ่งที่เธอเลือก เซเรน่า”
“ใช่ ฉันเลือกเขา เพราะเขาไม่เคยทำให้ฉันต้องร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนนาย” เธอเงยหน้าขึ้นมองเขา
“งั้นเหรอ เธอแน่ใจเหรอว่ามันจะไม่ทำให้เธอร้องไห้ แล้วสักวันหนึ่งเธอจะรู้ ว่าไม่มีใครรักเธอได้เท่าฉัน” ภาคินกัดฟันกรอด เสียงหัวเราะเยาะตัวเองหลุดออกมาเบา ๆ
“พอเถอะภาคิน เธอกำลังทำให้ตัวเองน่าสมเพช”
วศินพูดขึ้นเสียงเรียบ ราวกับกำลังจะดึงสติลูกชายของเพื่อนสนิท แต่ทว่าภาคินกลับไม่ฟัง
“ฉันไม่ยอมแพ้หรอก เธอเป็นของฉันเซเรน่า เธอยังรักฉันอยู่แค่ยังไม่รู้ตัว”
“นายคิดผิดแล้วภาคิน ฉันไม่เคยรักนายอีกเลยตั้งแต่วันที่นายเลือกคนอื่น” เซเรน่ามองเขาอย่างเวทนา
จากนั้นเธอหันไปจับมือไซรัสแน่นไม่พูดอะไรอีก แล้วเดินจากไปพร้อมกับสายลม เสียงคลื่นยังคงซัดเข้าฝั่งอย่างต่อเนื่อง แต่ทุกเสียงรอบตัวของภาคินกลับเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรงและขมขื่น
เขามองเธอเดินห่างออกไปเรื่อย ๆ โดยที่ร่างสูงของไซรัสยังคงโอบประคองเธอไว้ไม่ห่าง ภาคินกัดฟันจนเลือดซึมออกจากริมฝีปาก ก่อนที่เสียงหัวเราะขื่นขมจะดังออกมาเบา ๆ
“มึงชนะครั้งนี้ไซรัส แต่มันยังไม่จบ” เขาพึมพำในลำคอ ภาพเธอที่ยิ้มให้ไซรัสยังติดตรึงอยู่ในหัวไม่จาง
“เธอยังรักฉันอยู่แน่ ๆ เซเรน่า แค่เธอโกรธ แค่หลอกตัวเองว่าลืมฉัน”
“ฉันจะพาเธอกลับมาเป็นของฉันอีกครั้ง ไม่ว่าต้องแลกกับอะไร” แววตาของเขากลับมาวาวโรจน์อีกครั้ง
เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังขึ้นอีกครั้ง เหมือนเป็นสัญญาณเริ่มต้นของพายุที่กำลังจะก่อตัว ไม่ใช่บนท้องฟ้า แต่กลับเป็นภายในหัวใจของภาคินที่ถูกความแค้นและความรักกลืนกินจนหมดสิ้น
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา







