เข้าสู่ระบบกลิ่นยาฆ่าเชื้อจาง ๆ ลอยคลุ้งไปทั่วโถงทางเดินสีขาวสะอาด เสียงเครื่องวัดชีพจรและฝีเท้าพยาบาลดังแผ่วในความเงียบงันที่แทบกลืนกลายกับเสียงลมหายใจของคนที่ยืนอยู่ตรงนั้น
ไซรัสนั่งพิงผนังเย็นเฉียบอยู่หน้าห้องไอซียู เสื้อเชิ้ตสีดำของเขายังคงเปื้อนเลือดบางส่วน ไม่ใช่เลือดของศัตรูหากแต่เป็นของเซเรน่า...ผู้หญิงที่เขารักที่สุด ใบหน้าเคร่งเครียด แววตาคมที่ครั้งหนึ่งเคยเยือกเย็นดุดัน บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความกังวลและความกลัวที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
“ถ้าผมหาโกดังนั่นเจอเร็วกว่านี้…” เสียงของเขาแผ่วต่ำจนแทบกลืนไปกับเสียงลมหายใจ “เซเรน่าคงไม่ต้องเจ็บขนาดนี้”
วศินที่ยืนพิงผนังอีกฝั่ง หันมามองชายหนุ่มอย่างเงียบ ๆ ใบหน้าอิดโรยของผู้เป็นพ่อเต็มไปด้วยความทุกข์ไม่ต่างกัน แต่แววตายังคงมีความหนักแน่นที่น่าประหลาด
“ไซรัส”
เสียงของเขาเรียบ นุ่ม และมั่นคง “อย่าโทษตัวเองเลยแกทำเต็มที่แล้ว”
ไซรัสหลุบตาลงแค่นหัวเราะในลำคออย่างขมขื่น “ทั้งที่ผมสัญญาว่าจะปกป้องเธอ... แต่ผมกลับปกป้องเธอไม่ได้”
วศินมองอีกฝ่ายนิ่ง เขาไม่ได้พูดอะไรต่อในทันที เพียงแค่เดินเข้าไปวางมือบนบ่าของไซรัสเบา ๆ
“ฉันรู้ว่าแกรักลูกสาวฉันมาก… และฉันเชื่อว่าเซเรน่ารู้เหมือนกัน ฉันเชื่อว่าเซเรน่าจะต้องปลอดภัย”
คำพูดนั้นเรียบง่าย แต่หนักแน่นจนไซรัสต้องหลับตาลงแน่น ราวกับพยายามกักเสียงสะอื้นที่อัดแน่นอยู่ในอก มือทั้งสองของเขาสอดประสานกันแน่น ริมฝีปากขยับช้า ๆ ในคำภาวนาที่ไม่มีเสียง
“ได้โปรด...เซเรน่า...กลับมาหาฉัน” เขาพึมพำ “ฉันจะทำทุกอย่างที่เธอต้องการ ฉันสัญญา”
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้านาฬิกาบนผนังชี้ผ่านเที่ยงคืนไปนานแล้ว แสงไฟในโถงยังคงขาวจัดจนแสบตา ไซรัสยังคงอยู่ในท่าเดิมมือสองข้างประสานกันร่างสูงก้มตัวเล็กน้อย ดวงตาแดงก่ำที่ปิดแน่นเหมือนกำลังภาวนาบางอย่าง
เสียงประตูเลื่อนเปิดดังขึ้นเบา ๆ ทุกสายตาหันไปทันที แพทย์หญิงในชุดกาวน์สีขาวก้าวออกมาช้า ๆ ใบหน้าของเธอซีดเล็กน้อยจากความเหนื่อย แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความเห็นใจ
“คุณหมอ...”
เสียงของไซรัสดังแผ่วต่ำจนแทบแยกไม่ออกว่าเป็นเสียงคนหรือเสียงลมหายใจ เขาแทบไม่ได้พูดมาตลอดหลายชั่วโมงตั้งแต่เซเรน่าถูกส่งตัวเข้าห้องไอซียู ดวงตาฟ้าที่เคยมั่นคงกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
“เซเรน่าเป็นยังไงบ้างครับ”
แพทย์หญิงในชุดเสื้อกาวน์สีขาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าถอดแมสก์ลงช้า ๆ เธอมองพวกเขาด้วยแววตาอ่อนโยนแต่แฝงความเหนื่อยล้า
“อาการของคุณเซเรน่าพ้นขีดอันตรายแล้วค่ะ”
เพียงประโยคเดียว... เสียงลมหายใจของทุกคนก็เหมือนถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกันอย่างแผ่วเบา
วศินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ใกล้กำแพง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกแน่นราวกับเพิ่งยกภูเขาออกจากหัวใจ ความโล่งอกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่แววตาของแพทย์หญิงที่ยังไม่คลายความตึงเครียดกลับทำให้ความหวังนั้นสะดุดกลางอากาศ
ไซรัสเงยหน้าขึ้น สายตาคมกริบของเขาไหววูบ “แล้ว...” เขาขมวดคิ้วแน่น “มีอะไรอีกใช่ไหมครับ?”
คุณหมอเม้มริมฝีปาก “แต่...” เสียงของเธอเบาจนแทบกลืนหายไปกับเสียงเครื่องวัดชีพจรที่ลอดมาจากห้องไอซียูด้านใน “คนไข้ยังไม่รู้สึกตัวค่ะ อวัยวะภายในได้รับความกระทบกระเทือนรุนแรง มีกระดูกหลายแห่งแตกหักจากแรงกระแทก โดยเฉพาะสมองส่วนที่ควบคุมการตอบสนอง ตอนนี้เรายังไม่สามารถรับประกันได้ว่าคุณเซเรน่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่...”
คำพูดนั้นตกลงมาเหมือนเสียงระฆังมรณะ หนักแน่น เยือกเย็น และโหดร้ายเกินกว่าหัวใจของใครจะรับไหว
ไซรัสนิ่งไปชั่วขณะ ดวงตาที่เคยเข้มแข็งวูบไหวอย่างเห็นได้ชัด ริมฝีปากเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง
“หมายความว่ายังไง...” เขาพูดช้า ๆ เสียงสั่นพร่า “เซเรน่าจะไม่ฟื้นงั้นเหรอครับ?”
คุณหมอก้มหน้าลงเล็กน้อย สีหน้าเต็มไปด้วยความเห็นใจ “ไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาสค่ะ เพียงแต่...ทุกอย่างขึ้นอยู่กับร่างกายของเธอเองว่าจะต่อสู้แค่ไหน”
ประโยคนั้นเหมือนคมมีดบางเฉียบที่แทงทะลุเข้าไปในอกของเขา ไซรัสสูดลมหายใจลึกแต่กลับรู้สึกเหมือนอากาศในปอดหายไป เขาก้าวเข้าไปหาคุณหมอหนึ่งก้าว ดวงตาแดงก่ำ
“ผมไม่สนว่าจะต้องใช้เงินเท่าไหร่ จะย้ายโรงพยาบาล จะเรียกหมอจากอีกซีกโลกมารักษาก็ได้ ขอแค่...ช่วยเซเรน่าให้ได้”
คุณหมอมองเขาอย่างนิ่งสงบ แม้แววตาจะเต็มไปด้วยความเวทนา “เราจะทำดีที่สุดค่ะ”
ไซรัสยืนนิ่งอยู่อีกครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เบือนหน้าหนี เขายกมือขึ้นกดขมับแรง ๆ ราวกับต้องการกดเสียงในหัวที่กำลังตะโกนคำเดิมซ้ำ ๆ
ขอโทษ...
ภาพใบหน้าของเซเรน่ายังลอยอยู่ตรงหน้า เสียงหัวเราะเบา ๆ ในสวนดอกไม้ เสียงพูดแผ่ว ๆ ว่าอยากไปเที่ยวทะเลด้วยกันอีกครั้ง เขาหลับตาแน่น ความเจ็บปวดกัดกินทุกส่วนในร่างกาย
ฟื้นขึ้นมาเถอะนะ... เซเรน่า...
อย่าทิ้งฉันไว้แบบนี้เลย... พวกเรายังมีเรื่องที่ต้องทำด้วยกันอีกมาก...
ขอร้อง....อย่าทิ้งฉันไปเลย..เซเรน่า..
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา






![ความลับของมาเฟีย [มาร์ติน×วีนัส]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)
