เข้าสู่ระบบติ๊ด... ติ๊ด...
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทว่าเสียงนั้นกลับกลายเป็นสิ่งเดียวที่ยืนยันว่าหญิงสาวที่นอนป่วยไม่ได้สติอยู่บนเตียงยังคงมีชีวิตอยู่
แสงไฟสีขาวนวลส่องลอดผ่านม่านสีครีมบางเบา แสงนั้นอาบร่างของหญิงสาวที่นอนนิ่งด้วยผิวซีดขาวราวกระดาษ ดวงหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยมีรอยยิ้มละมุนตอนนี้กลับสงบนิ่งไร้แวว ปลายผมสีดำกระจายอยู่บนหมอนอย่างไร้ระเบียบ ใต้ดวงตายังมีรอยฟกช้ำจาง ๆ ที่ไม่อาจเลือนหายไปได้ในเวลาอันสั้น
ไซรัสนั่งอยู่ข้างเตียง ดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลคล้ายถูกชะล้างด้วยความเหนื่อยล้าและการอดนอนตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา เขาแทบไม่ละสายตาจากเธอเลยแม้เพียงชั่ววินาที
มือหนาค่อย ๆ เอื้อมไปจับมือเรียวที่ถูกพันด้วยผ้าพันแผลของเธออย่างแผ่วเบา นิ้วเรียวยาวที่เคยอ่อนนุ่มบัดนี้กลับเย็นเฉียบจนน่ากลัว แต่เขาก็ยังจับไว้เหมือนกลัวว่าหากเผลอปล่อยเพียงเสี้ยววินาที... เธอจะหายไปจากโลกนี้อีกครั้ง
“เซเรน่า...” เสียงของเขาเบาราวเสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง “นี่ก็วันที่เจ็ดแล้วนะ”
เขาหยุดหายใจชั่วครู่ ก่อนพูดต่อทั้งที่เสียงแทบแหบแห้ง “คุณหมอบอกว่าอาการคุณดีขึ้นนิดหน่อยแล้ว... สำหรับผม แค่คุณดีขึ้นนิดเดียวก็ถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดีที่สุดในโลกแล้ว”
ไซรัสมองใบหน้าเธออย่างเงียบงัน แสงจากเครื่องมอนิเตอร์สะท้อนในดวงตาเขาเหมือนแสงเทียนในคืนที่ฝนตก ใบหน้าที่เคยมีชีวิตชีวา ปากที่เคยยิ้มเวลางอน เส้นผมที่ชอบสะบัดหนีเวลาเขาแกล้งล้อ ตอนนี้กลับนิ่งราวรูปปั้น
ชายหนุ่มถอนหายใจแผ่ว ๆ มืออีกข้างเอื้อมไปจัดผ้าห่มให้เธออย่างระมัดระวัง การเคลื่อนไหวของเขาช้าและอ่อนโยนเหมือนกำลังดูแลสิ่งเปราะบางที่สุดในโลก
“คุณรู้ไหมเซเรน่า...ผมไม่เคยกลัวอะไรในชีวิตเลย จนวันที่คุณหมดสติไปตรงหน้า...”
น้ำเสียงของเขาเริ่มสั่นเล็กน้อย “ตอนนั้นผมถึงรู้ ว่าคนอย่างผม...ก็กลัวได้เหมือนกัน”
เขาเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะมองดอกคาเมลเลียที่เขาตั้งใจซื้อมาใส่ไว้ในแจกันข้างเตียง ดอกไม้ที่เซเรน่าเคยชอบ เขาอยากให้เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาจะมีความสุขเมื่อได้พบกับดอกไม้ที่ตัวเองชื่นชอบ
ไซรัสมองดอกไม้พลางพูดแผ่ว “คุณเคยบอกว่าอยากให้พวกเราไปเที่ยวที่ทะเลด้วยกันอีกจำได้ไหม...”
มุมปากเขายกยิ้มบางที่เต็มไปด้วยความขมขื่น “คุณนอนหลับขี้เซาอยู่แบบนี้พวกเราจะไปเที่ยวด้วยกันได้ยังไง....เซเรน่า....รีบฟื้นขึ้นมาเถอะนะ”
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
เสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น ไม่นานธันวาก็ปรากฏตัวขึ้นภายในห้อง เขามองไซรัสแววตาบ่งบองถึงความสงสารและเห็นใจ
“นายยังอยู่เฝ้าเซเรน่าอีกเหรอ ฉันจำได้ว่าบอกให้นายกลับไปพักแล้วนิ”
ไซรัสไม่ละสายตาจากใบหน้าของเซเรน่าแต่ยังคงเอ่ยตอบ
“เซเรน่าอาจจะตื่นขึ้นมาตอนฉันกลับไปแล้วก็ได้...เธอจะตกใจถ้าตื่นมาแล้วไม่เจอใคร....ฉันทิ้งเธอไว้คนเดียวไม่ได้หรอก”
ธันวามองภาพนั้นแล้วพูดไม่ออก เขารู้ว่าตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา ไซรัสแทบไม่ได้นอนเลยแม้ชั่วโมงเดียว อีกฝ่ายกินเพียงกาแฟดำและยาช่วยให้ตื่นแต่ไม่ยอมออกจากห้องนี้แม้เพียงก้าวเดียว
“เดี๋ยวคืนนี้ฉันจะเฝ้าเซเรน่าเอง นายกลับไปพักเถอะ”
“ไม่เป็นไร ฉันจะพักก็ต่อเมื่อเซเรน่าลืมตาแล้ว” ไซรัสตอบเสียงนิ่ง ดวงตาไม่ไหววูบแม้แต่น้อย
ธันวาได้แต่พยักหน้าเบา ๆ อย่าจำใจเพราะรู้ดีว่าเขาไม่อาจเอาชนะความดื้อรั้นของอีกฝ่ายได้ หลังจกธันวาเดินออกไป ห้องผู้ป่วยก็เหลือเพียงความเงียบระหว่างชายคนหนึ่งกับหญิงสาวที่ยังไม่ตื่น
ไซรัสโน้มตัวลง ใกล้พอจะได้ยินเสียงหายใจเบา ๆ ของเซเรน่า
“คุณคงกำลังฝันดีอยู่ใช่ไหมถึงไม่ยอมตื่นขึ้นมา...” เขาเอ่ยเสียงต่ำ “งั้นในความฝันของคุณมีผมอยู่ในนั้นด้วยใช่ไหม....”
เขาแตะริมฝีปากลงบนหน้าผากของหญิงสาวเบา ๆ ก่อนจะนั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงตัวเดิมที่เขานั่งมาตลอดเจ็ดวันที่ผ่านมา มือทั้งสองของไซรัสสอดประสานกันแน่น ริมฝีปากขยับช้า ๆ เอ่ยคำภาวนาขอให้คนรักของเขาฟื้นขึ้นมาในเร็ววัน
เสียงคลื่นกระทบฝั่งค่อย ๆ พาหัวใจให้สงบ ลมทะเลอุ่น ๆ พัดผมยาวของเซเรน่าปลิวเบา ๆ เธอหันไปมองผู้ชายที่กำลังแบกลูกแฝดสองคนไว้บนไหล่คนละข้าง และรอยยิ้มที่ดูเหมือนจะมีไว้ให้แค่พวกเรา“ป่ะป๊า! ทะเลใหญ่จังเลย!”“หม่าม้าดูสิ! ปูเดินดุ๊กดิ๊กเลย!”เสียงหัวเราะของเซธและไซม่อนดังกล่อมหัวใจของเธอกว่าคลื่นทะเลเสียอีก ทำเอาอดไม่ได้ที่จะยิ้มตามด้วยความเคยชิน“ที่รัก เธอยิ้มแบบนั้น ฉันเริ่มคิดแล้วนะว่าจะพาลูกกลับห้อง แล้วเราสองคน---” ไซรัสยกยิ้มเจ้าเล่ห์“หยุดเลยค่ะ มาเที่ยวทะเลนะคะ ไม่ได้มาทำลูกเพิ่ม” เธอรีบจิ้มแก้มเขาเบา ๆ อย่างหมั่นเขี้ยว โดยไม่รู้เลยว่าคำพูดและการกระทำนั้น อยู่ในสายตาของลูกแฝดที่กำลังกะพริบตาปริบ ๆ“ทำลูกเพิ่มคืออะไรเหรอหม่าม้า?” เซธเอ่ยถามตาใส“คือการมีน้องไว้เล่นด้วยไงคะ” เซเรน่ายิ้มแห้ง พลางหันไปหยิกหลังไซรัสเบา ๆ ที่ดันเริ่มพูดเรื่องแบบนี้ต่อหน้าลูก ๆ “ป่ะป๊า! หนูอยากได้น้อง!!” ลูกทั้งสองคนตาเป็นประกาย“เห็นไหมครับ ที่รัก ลูกเห็นด้วยกับฉัน” ไซรัสหัวเราะดังลั่นเหมือนชนะสงครามทำเอาเซเรน่ารีบปิดหน้าตัวเองทันที เมื่อรู้ว่ากลายเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ราบคาบให้ตายสิ แล้วฉันจะสู้พวกเขาสา
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยแสงแดดอุ่น ๆ สาดผ่านผ้าม่านบางในห้องนอนใหญ่ กลิ่นหอมของดอกไม้จากแจกันข้างหัวเตียงลอยอ้อยอิ่งในอากาศ บรรยากาศดูสงบสุขราวกับทุกอย่างยังเหมือนเดิมจนกระทั่งเสียงกรีดร้องหนึ่งดังขึ้น“กรี๊ดดดดดด!!”ไซรัสสะดุ้งตื่นแทบจะหล่นจากเตียง เขาหันไปตามต้นเสียงที่กรีดร้องปลุกเขาให้ตื่นเมื่อครู่ นัยน์ตาคมสีน้ำทะเลเบิกตากว้างราวกับเห็นผีหลังจากที่เห็นร่างของตัวเองนั่งค้างอยู่ตรงหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง“ทำไมฉันถึงเห็นตัวเองนั่งตรงนั้น!” ไซรัสร้องออกมาเสียงหวานที่คุ้นเคยทำเขาหยุดชะงัก“ทำไมเสียงฉันมัน เดี๋ยวสิ”ไซรัสก้มมองเรือนร่างของตัวเองพบว่าเขาสวมชุดนอนผ้าซาตินสีครีม ก่อนจะหน้าเหวอ “เดี๋ยวนะ นี่มัน...ร่างของเธอเหรอ เซเรน่า?”“ใช่ พวกเราสลับร่างกัน” เซเรน่าเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่าเพราะตอนนี้เธออยู่ในร่างของไซรัสมันเลยทำให้ทุกอย่างดูแปลกประหลาดไปหมด แต่ไซรัสที่อยู่ในร่างเซเรน่ากลับไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาย่างกายเดินเข้าไปหาภรรยาก่อนจะโอบกอดเธอแผ่วเบาและพูดปลอมประโลม“ได้ยังไง บ้าน่า”“ไม่ต้องกลัวเซเรน่า ฉันจะหาทางทำให้เราสลับร่างกลับไปได้แน่นอน”ไซรัสยืนปลอบใจภรรยาที่ตื่นกลัวอยู
หลายวันต่อมาบ้านพักตากอากาศริมทะเลขนาดกลางตั้งอยู่บนเนินทรายต่ำ ล้อมรอบด้วยต้นมะพร้าวและเสียงคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งเป็นจังหวะอันคุ้นหู ลมทะเลยามบ่ายพัดกลิ่นเค็มจาง ๆ ปะปนกลิ่นดอกลีลาวดีที่ปลิวจากสวนหน้าบ้าน ที่นี่เป็นบ้านตากอากาศริมทะเลบนเกาะส่วนตัวที่พวกเขาเคยมาด้วยกันในทุกปีแต่สำหรับไซรัสแล้วทุกอย่างกลับดูแปลกใหม่ เขามองภาพครอบครัวที่ติดอยู่บนผนัง ภาพถ่ายที่เขาอุ้มลูกฝาแฝดและหัวเราะอย่างมีความสุข ทว่าความทรงจำนั้นกลับกลายเป็นเพียงภาพเบลอในใจ“ที่นี่ดู...อบอุ่นดีจัง” เขาพูดเบา ๆ ขณะเดินช้า ๆ ไปตามโถงทางเดินเซเรน่ามองตามแผ่นหลังของเขา ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน “คุณเคยชอบที่นี่มากค่ะ ทุกเช้าคุณจะตื่นก่อนใครเพื่อลงมาทำอาหารให้ฉันและเด็ก ๆ”“จริงเหรอ...” เขายิ้มบาง ๆ “อืม...ไม่รู้สิ ผมไม่แน่ใจเลยว่าตัวเองจะมีฝีมือด้านการทำอาหาร”เซเรน่าหัวเราะเบา ๆ “แต่เด็ก ๆ ชอบฝีมือการทำอาหารของคุณนะคะ”“เซเรน่า....คือผมมีคำถามหนึ่งครับ”“อะไรเหรอคะ?”“ผมดีกับคุณและลูกจริง ๆ ใช่ไหมครับ” “คะ?”“คือ...ไม่ใช่ว่าผมไม่เชื่อในสิ่งที่คุณพูดนะครับ เพียงแต่เมื่อวานในหัวของผมก็มีความทรงจำไม่ดีโผล่ขึ้นมา ผมในต
แสงแดดอ่อนสีทองลอดผ่านม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยส่วนตัว กลิ่นยาผสมกลิ่นสะอาดของผ้าปูเตียงใหม่ลอยอยู่ในอากาศ เครื่องวัดชีพจรส่งเสียงแผ่วเบาเป็นจังหวะสม่ำเสมอ พื้นที่เงียบสงบนี้มีเพียงเสียงลมหายใจของชายหนุ่มบนเตียงที่เพิ่งฟื้นจากความมืดมิดยาวนานไซรัสขยับเปลือกตาอย่างเชื่องช้าดวงตาสีฟ้าน้ำทะเลลืมขึ้น สายตาเขายังพร่าเลือนอยู่แต่ภาพแรกที่เห็นคือใบหน้าของหญิงสาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเตียง มือเล็กของเธอกุมมือเขาไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยไปเขาจะหายลับจากโลกนี้อีกครั้งแววตาของเธอแดงช้ำ ริมฝีปากสั่นเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาขยับตัว เธอเรียกชื่อเขาด้วยเสียงเบาเสียงที่เต็มไปด้วยความหวังและความกลัวในเวลาเดียวกัน“ไซรัส... คุณตื่นแล้ว...” เสียงนั้นสั่น แต่แฝงด้วยความอบอุ่นลึกซึ้งชายหนุ่มกระพริบตาถี่ ๆ พยายามรวบรวมความทรงจำ แต่ในหัวกลับว่างเปล่า มีเพียงความรู้สึกบางอย่างที่แน่นอยู่ในอก เหมือนเขาควรจะรู้จักเธอ เหมือนเธอคือคนสำคัญที่สุดในชีวิต แต่เขากลับจำไม่ได้เลย“ผม...” เขาขมวดคิ้ว มือที่ถูกเธอกุมไว้เริ่มขยับเล็กน้อย “คุณ...เป็นใคร....แล้วทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่”คำพูดนั้นเหมือนมีดบาง ๆ ที่กรีดผ
ห้าวันต่อมาเมื่อเข้าเขตเมืองอาร์เทน เสียงเครื่องยนต์เบา ๆ ดังมาจากทิศเหนือ ไซรัสหยุดเดินหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นดู“เป็นรถหุ้มเกราะ...มีสัญลักษณ์ของกองทัพ”ไม่นานรถคันนั้นก็หยุดลงตรงหน้า ชายในชุดทหารสามคนลงมาคนหนึ่งถอดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าคมเข้มและแววตาที่คุ้นเคย“ผู้พันไซรัสจริง ๆ ด้วย!”ไซรัสเบิกตากว้าง “ศรัน!”ศรันยิ้มกว้าง รีบเดินเข้ามากอดเขาแน่น “ผมคิดว่าท่านตายไปแล้ว!”“ฉันไม่ตายง่ายขนาดนั้นหรอก” ไซรัสหัวเราะก่อนจะหันไปมองเซเรน่า “เซเรน่านี่ศรันครับ เขาเป็นทหารที่คุ้มกันศูนย์อพยพ ส่วนนี่เซเรนะ....”ศรันมองเธอด้วยสายตาอบอุ่น “สวัสดีครับดีครับคุณเซเรน่า ผมได้ยินชื่อมานานแล้วไม่คิดเลยว่าตัวจริงจะสวยขนาดนี้ ไม่แปลกเลยที่ผู้พันจะหลบหนีจากศูยน์อพยพแล้วไปช่วยคุณที่นั่น”“คะ?”“อะ...อ้าว...ผู้พันอย่าบอกนะว่าไม่ได้บอกเธอ” ศรันหันไปถามไซรัสที่ตอนนี้กำลังยืนมองเขาอย่างคาดโทษ ไซรัสภายในใจรู้สึกกระวนกระวายเพราะตอนนี้ความจริงที่เขาหลบหนีออกจากศูนย์อพยพเพื่อไปช่วยหญิงสาวที่ตนแอบรักมาตลอดหลายปีกำลังถูกเปิดเผย“ไซรัส....ที่คุณศรันพูดหมายความว่ายังไง”“เซเรน่าเรื่องนี้พวกเราค่อยคุยกันทีหลังดีไ
ไซรัสมอบต่ำใช้รถที่จอดอยู่บนถนนเป็นที่กำบัง เขาจับปืนไรเฟิลที่สะพายไว้บนหลังขึ้นช้า ๆ ก่อนจะเริ่มเล็งจุดตายที่หัวของซอมบี้เซเรน่าไม่ยืนมองเหตุการณ์จากอีกฝั่งหนึ่งของถนนหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกจากอก ไม่กี่วินาทีต่อมาร่างของซอมบี้ก็ล้มลงไปนอนกับพื้นทีละตัว “เรียบร้อยแล้ว” เขาพูดเสียงเรียบ“คุณ...ไม่เป็นไรใช่ไหม?”“ผมไม่เป็นอะไร”เซเรน่ามองเขาอย่างตะลึงทั้งความกลัวและความชื่นชมปะปนกันอยู่ในใจ “คุณเป็นใครกันแน่…คือฉันสังเกตว่าปืนที่คุณมีกับฝีมือการยิงของคุณมัน....ดูไม่ธรรมดา”เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเรียบ ๆ “ฉันทหารหน่วยพิเศษ”เธอเบิกตากว้าง “จริงเหรอ?”“อืม...แต่ว่าตอนนี้พวกเราควรออกเดินทางได้แล้ว”เซเรน่ามองแผ่นหลังของไซรัสที่กำลังเดินนำไป แม้จะมีความสงสัยอยู่ในใจเกี่ยวกับตัวตนของเขาแต่สุดท้ายหญิงสาวก็เลือกที่จะความคิดสงสัยนั้นไป...ระหว่างวันทั้งคู่เดินข้ามสะพานที่มีรถหลายสิบคันจอดทิ้งไว้ เสียงน้ำจากแม่น้ำด้านล่างดังคลื่นซัด เสียงฝีเท้าทั้งสองสะท้อนก้องไปทั่วสะพานเมื่อมาถึงอีกฟากหนึ่งก็พบว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกดินแล้ว พวกเขาจึงเลือกหยุดพักค้างคืนในร้านอาหารร้างที่มีประตูปิดแน่นหนา