Masukเรย์คาลัสตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกงง พบว่าเขาตื่นขึ้นมาเนื้อตัวสะอาดบนเตียงนอนสีดำของดยุกหมาบ้าแห่งเฮลดันไฮม์ เขาคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก็ยังไม่รู้ว่าจริงหรือฝันจนมองเห็นรอยจูบแดงที่ตัว รวมถึงรอยช้ำที่เกิดจากการคุกเข่าบนพื้นห้องขัง
“ท่านพี่เรย์ ถ้าท่านไม่ยอมข้าก็จะทำให้ท่านเสียวอยู่แบบนี้นะ หรือว่าท่านชอบแบบนี้มากกว่ากันล่ะ” เสียงทุ้มต่ำพูดในขณะที่ปากอุ่นกัดและดูดดุนแผ่นอกของเขาจนเป็นรอยแดง
“อึก ข้า… อื้อ” ร่างบางร้องเพราะทนไม่ไหวต้องทนฝืนพูดออกมาทั้งที่ใบหน้าร้อนฉ่า “เซอร์เบอรอส ข้าขอร้อง ข้า ยอม อึก”
“เสียดายจัง ข้ายังสนุกอยู่เลย อย่ายอมเร็วนักสิ” ใบหน้าหล่อเหมือนปีศาจเลียริมฝีปาก ท่อนเอ็นร้อนกระแทกเข้าออกในรูเสียวของเขา และไม่ยอมให้เขาปลดปล่อย
เซอร์เบอรอสจับเขาเปลี่ยนท่าไปมาและไม่ยอมให้เขาแตก ให้เขาร้องขอและหลั่งในตัวเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เขาจำภาพสุดท้ายได้คือเขาถูกปลดโซ่ออก ยืนเกาะลูกกรงพยายามทรงตัวในขณะที่เซอร์เบอรอสที่กระแทกเขาไม่หยุดยอมให้เขาเสร็จจนน้ำพุ่งในท่านั้น
หลังจากนั้นเขาน่าจะเป็นลมเพราะร่างกายรับไม่ไหว
“ท่านฟื้นแล้วเหรอ” ชายหนุ่มหน้าตกกระคนหนึ่งเดินเข้ามา เขามีเป็นชายหนุ่มหน้าตาน่ารัก แม้จะมีผมสีดำเหมือนเซอร์เบอรอสและอัศวินสังหารแต่กลับมีดวงตาสีฟ้าที่ให้ความรู้สึกเหมือนแมว ดูแปลกสำหรับปราสาทเฮลดันไฮม์ เพราะคนอื่นๆ ที่นี่ดูเหมือนแก๊งนักฆ่า ไม่ว่าจะเป็นเซอร์เบอรอสเอง และอัศวินสังหารแฝดอย่างสโครว์และสเตมป์ฟาที่มีผมสีดำตาสีดำ และบรรยากาศอึมครึมรอบตัว แต่คนคนนี้กลับดูเหมือนชายหนุ่มที่สดใสคนหนึ่ง ดูจากที่เซอร์เบอรอสใช้เขามาคอยเฝ้า อาจจะเป็นคนที่ไม่ถนัดต่อสู้เลยต้องมาทำงานอื่นหรือเปล่า
“เจ้าเป็นใคร” เรย์คาลัสถามด้วยความไม่ไว้ใจ
“ข้าเป็นอัศวินผู้พิทักษ์ปราสาทของท่านเซอร์เบอรอส ชื่อสติกซ์” ชายหนุ่มเอ่ยด้วยสีหน้าเหมือนจะจิกกัดเล็กน้อย “ข้าพูดตามตรงนะ ท่านดูอ่อนแอเกินไปที่จะเคียงข้างท่านเซอร์เบอร์รอส”
“เคียงข้าง? สภาพข้าดูเหมือนเป็นแบบนั้นเหรอ” เรย์คาลัสมองตาอีกฝ่ายด้วยความงุนงง “อีกอย่างข้าจะเคียงข้างได้หรือไม่ก็ไม่ได้อยู่ที่ข้า เจ้าควรจะรู้นะถ้าเจ้าเป็นอัศวินของเซอร์เบอรอส ไม่มีใครเปลี่ยนใจเขาได้นอกจากตัวเขาเอง”
ถึงเขาพูดไปแบบนั้นแต่ …เคียงข้างเนี่ยนะ เซอร์เบอรอสบอกคนในปราสาทว่ายังไงถึงได้…
“นั่นก็ใช่ ข้าขออภัยที่เสียมารยาท แต่นายท่านของข้ากำลังตัดสินใจทำอะไรที่บ้ามากๆ เพื่อท่าน” สติกซ์ถอนใจ “ท่านดัชเชส”
เรย์คาลัสทำหน้างงหนักขึ้นไปอีกเมื่อได้ยินคำเรียก ก่อนที่สติกซ์จะเดินนำเขาลงมาถึงห้องขังเมื่อคืน ในนั้นมีเซอร์เบอรอสยืนอยู่ สายตาของดยุกหนุ่มดูรู้สึกผิดเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยแดงที่คอเต็มไปหมดเพราะการกระทำของตัวเอง
เมื่อเข้ามาเรย์ก็ต้องอุดจมูกเพราะห้องขังตอนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
เซอร์เบอรอสพาเขาเข้าไปในห้องน้ำใส่ชุดนักโทษที่เลอะไปด้วยเลือดบริเวณอกแล้ว และพันโซ่ไว้ที่มือเขาเหมือนเดิม เรย์คาลัสเพิ่งสังเกตตอนเปลี่ยนเสื้อผ้าว่าเขาควรจะมีแผลขนาดใหญ่ที่โดนเซอร์เบอรอสฟันที่แผ่นอก แต่กลับเป็นแผลเล็กนิดเดียวเหมือนแค่จงใจฟันเฉียดๆ
“ทนกลิ่นคาวหน่อยนะ เดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”
“เจ้าจะบอกข้าหรือยังว่านี่มันเรื่องอะไร”
“เหอะ วันนี้อยากฟังแล้วเหรอ” เมื่อเห็นสายตาคาดคั้นชายหนุ่มผมดำก็พูดอย่างล้อเลียน “เมื่อคืนข้าจะอธิบายท่านพี่เรย์ก็ไม่ยอมฟังข้าเลยเอาแต่ยั่วยวนข้านี่นา”
“ไอ้…” เมื่อเห็นเรย์คาลัสกำหมัด ดยุกหนุ่มเลยอธิบาย
“ตอนที่ข้าให้ท่านพี่ใส่เสื้อวันที่ข้าฟันท่านน่ะ สังเกตหรือเปล่าว่าเสื้อมันหนา”
“วันนั้นน่ะเหรอ” วันนั้นเขามัวแต่คิดเรื่องเซอร์เบอรอสจูบกับผู้หญิงจนไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่นเลยสักนิด ใครจะไปมีสมองคิดเรื่องอื่นได้ถ้าคนที่คบอยู่ไปจูบกับคนอื่น
จริงๆ ยังไม่ได้คบเพราะเซอร์เบอรอสบอกว่าต้องขอก่อน
เรย์คาลัสหยุดตัวเองไม่ให้หลงประเด็นก่อนจะคิดต่อ
เสื้อหนาแปลกๆ หมายความว่ามีอะไรอยู่ข้างในเสื้อเหรอ?
“ข้าใส่เลือดเอาไว้น่ะ ฟันโดนนิดเดียวใครจะไปคิดว่าท่านด่าข้าจริงจังขนาดนั้น แต่ขอบคุณที่ท่านเข้าถึงบทบาทได้สมจริง องค์รัชทายาทยังเชื่อสนิทใจเลย ฮ่าฮ่า” เซอร์เบอรอสหัวเราะ
เข้าถึงบทบาทบ้าบออะไร เรย์คาลัสกำหมัด
“แล้วคุกกี้นั่น” ที่มันมีกลิ่นคาวเขาไม่ได้คิดไปเองเพราะอารมณ์ไม่ดีหรอกเหรอ ปกติเรย์คาลัสไม่กินสิ่งที่ไม่อร่อยแต่เซอร์เบอรอสป้อนให้เขาเลยต้องจำใจกิน
“คุกกี้ที่ทำให้อ้วกเป็นเลือดน่ะ” เซอร์เบอรอสยิ้มร้าย
“ไอ้เวรนี่ แล้วเจ้าไม่คิดจะบอกข้าสักคำเลยรึไง” ร่างบางด่าอย่างเหลืออด แล้วความรู้สึกของเขาล่ะ
“ท่านพี่เรย์โกหกไม่เนียนขืนบอกไปต้องโดนจับได้แน่” เซอร์เบอรอสยังคงยิ้มเมื่อโดนกระชากคอเสื้อแล้วเขย่า “ถ้าข้าไม่แกล้งทำร้ายท่านอย่างไม่ลังเล เขาคงสรรหาวิธีใหม่มาฆ่าท่านอีกและท่านคงไม่รอด ข้าถึงบอกไงว่าให้ฆ่าองค์รัชทายาทซะ แต่ท่านพี่บอกว่าไม่อยากให้ข้าติดคุกนี่นา”
“อ่า” เรย์คาลัสคิดตาม เหมือนจะมีเหตุผล แต่ก็มีอีกตั้งหลายวิธีที่จะไม่ทำกับเขาแบบนั้นนี่!
“ก็เลยต้องใช้วิธียุ่งยากหน่อย ข้าบอกว่าจะเก็บท่านไว้ทรมาน เลยซื้อเวลาได้” เซอร์เบอรอสมองด้วยสายตาเหมือนจะจับเขากินเข้าไป “แต่ข้าก็ชอบนะเพราะที่จริงข้าก็คิดจะทรมานท่านพี่จริงๆ แต่ในแบบอื่นนะ”
‘นั่น เหลี่ยมทุกดอกแล้วบอกรักกู’ เรย์คาลัสกำหมัดขณะเซอร์เบอรอสพาเขาเดินออกจากห้องน้ำกลับไปยังห้องขังที่มีกลิ่นคาวคละคลุ้ง
“เอาล่ะ มาทำงานกันต่อเถอะ” เขาจับเรย์คาลัสนั่งแล้วเอาเลือดเทใส่ “ท่านพี่เรย์ขยับไปทางซ้ายอีกนิด สติกซ์ เจ้าเอาเลือดราดลงไปที่ขาของดัชเชสของข้าหน่อย”
คำว่าดัชเชสของข้าทำให้เรย์คาลัสแอบใจสั่นแม้จะคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะพูดไปอย่างนั้น ไอ้หมอนี่มันปั่นหัวเขาอีกแล้วสินะ ไหนบอกว่าต้องขอคบแต่ดันเอาคำว่าดัชเชสมาเรียกเล่นๆ แบบนี้ได้เหรอ
“โอเคพอ เดี๋ยวข้าเก็บภาพไว้” เซอร์เบอรอสหยิบอุปกรณ์บางอย่างที่คล้ายลูกบอลกลมโลหะและมีจอใสๆ และสิ่งที่เหมือนปุ่มกด
“สเตมป์ฟา ข้าว่าทำให้ดูช้ำกว่านี้ได้ไหม” เซอร์เบอรอสเอามือจับคางแล้วหรี่ตามอง
สเตมป์ฟาเอาอะไรบางอย่างมาแปะหน้าเรย์คาลัส แล้วเอาเอาพู่กันจุ่มสีแดงกับม่วงค่อยๆ วาดลงไปราวกับศิลปินที่ดูมีสมาธิ “ท่านดัชเชสอยู่นิ่งๆ นะขอรับ”
“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ” ดวงตาสีน้ำตาลงุนงงไม่เข้าใจเรื่องราวตรงหน้าเลยสักนิด ทั้งสามคนทำเหมือนเขาเป็นหุ่นแสดงโชว์สำหรับงานศิลปะอะไรอย่างนั้น
“ลูกแก้วเวทมนตร์น่ะ มันใช้เก็บภาพได้” เซอร์เบอรอสบอก “ราคาของมันซื้อคฤหาสน์ได้เป็นหลัง แต่ไอ้รัชทายาทโรคจิตนั่นอยากได้หลักฐานว่าข้ากำลังทรมานท่านเพราะงั้นท่านพี่ทำท่าเจ็บปวดหน่อยสิ”
เรย์คาลัสปวดหัว เขาจะบ้าตายวันละล้านรอบจริงๆ
…
เมื่อยาพิษเกือบสมบูรณ์ หมอยาหนุ่มก็เดินออกไปนอกคฤหาสน์ เวลานี้ทุกอย่างเงียบสงัด ต้นไม้เมืองร้อนที่เรย์คาลัสเพียรเอามาปลูกดูแห้งเหี่ยวผิดปกติอาจเพราะการจากไปของเจ้าของของมัน
ลมยามดึกปะทะหน้าจนผมสีเงินของเขายุ่งเหยิง แต่โมเบียสกลับไปไม่รู้สึกอะไร เขาเหมือนคนที่ตายไปแล้ว
มีเพียงแรงขับเคลื่อนหนึ่งเดียวเท่านั้นที่อยู่ในแววตาสีม่วงเข้มล้ำลึก
ข้าจะแก้แค้น คนที่ฆ่าเจ้า
เขาหยิบยาพิษที่เจือจางขึ้นมาจรดริมฝีปากขึ้นดื่มเพื่อทดสอบฤทธิ์ของมัน ไม่นานเขาก็รู้สึกเจ็บปวด แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงกรอบแกรบดังขึ้นข้างหลัง
ปรากฏร่างของคนคนหนึ่ง เขาใส่ชุดอัศวินแต่เป็นสีดำทั้งชุดดูกลืนกับสภาพแวดล้อมโดยรอบ
อัศวินสังหารของปราสาทมืด เขาเคยเห็นคนคนนี้ตอนที่มาคุ้มกันเรย์คาลัส อัศวินฝาแฝดที่วันนี้มาคนเดียว
“เจ้าจะมาฆ่าข้างั้นเหรอ” โมเบียสถามออกไป ถึงจะตั้งใจมั่นว่าจะแก้แค้น แต่ตอนนี้เขาไม่มีอะไรพอที่จะต่อกรกับอีกฝ่ายได้เลยนอกจากยาพิษเจือจางในกระเป๋า ที่ดื่มไปแล้วครึ่งหนึ่งด้วยใครจะรู้ว่าเขาต้องมาตายกลางดึกนอกคฤหาสน์แบบนี้
เขาเตรียมขวดยาพิษไว้ในมือพลางคิดว่าถ้าสาดไปจะพอซื้อเวลาให้วิ่งหนีได้หรือเปล่า
หรือว่าเขาจะต้องตายตรงนี้แล้ว
ขณะที่ชายหนุ่มผมสีเงินกำลังเตรียมใจที่จะตาย แต่อัศวินชุดดำดูไม่มีทีท่าจะทำร้ายโมเบียส เลยเขากลับเดินเข้ามาแล้วล้วงอะไรบางอย่างออกมา นั่นดูเหมือน จดหมาย
“พึ่บ” เสียงตวัดดาบมาขวางหน้าทั้งสองไว้
“คุณหมอ ถอยออกมาขอรับ” ริชาร์ด อัศวินของตระกูลอะควาเซียดึงตัวเขาออกห่างจากอัศวินชุดดำแล้วเข้าไปประจันหน้ากับอีกฝ่าย “พวกเจ้าฆ่านายน้อยของพวกเรา แล้วยังจะมาฆ่าคุณหมออีกเหรอ”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้วอัศวิน” โมเบียสได้ยินอัศวินสังหารเปิดปากพูด เสียงของเขาทุ้มต่ำเย็นยะเยือกราวกับคำขู่ทั้งที่เป็นคำพูดทั่วไป สโครว์เอาดาบตวัดดาบริชาร์ดออกไป ทั้งสองสู้กันด้วยแรงฟันอย่างหนักหน่วง ริชาร์ดฟันใส่จุดตาย แต่อัศวินสังหารกลับเหมือนไม่ได้อยากจะสู้นัก เพียงตอบโต้เพื่อป้องกันเท่านั้นและเอ่ยปากออกมาอีกคำ
“ข้าเพียงมาส่งจดหมายให้ท่านโมเบียสเท่านั้น เจ้าอย่ามาขวางเลย” แม้น้ำเสียงจะราวกับแผ่จิตสังหาร แต่ถ้อยคำกลับดูสุภาพ
“จดหมายเหรอ อัศวินสังหารอย่างเจ้าจะส่งจดหมายรักให้หมอของอะควาเซียไม่ได้” ริชาร์ดตวาดใส่
“อะไรนะ” โมเบียสหันขวับไปหาริชาร์ด ขนาดเขามึนยาพิษยังฟังแล้วรู้สึกว่า…
มันไม่ใช่โว้ย!
“ไม่ใช่!” อัศวินสังหารเองก็รีบปฏิเสธ เขาดูจะตกใจเหมือนกัน “นี่จดหมายจากนายน้อยของเจ้า ถึงท่านโมเบียส” พอได้ยินคำว่านายน้อย ริชาร์ดจึงหยุดโจมตีอีกฝ่าย
อัศวินชุดดำ หรือก็คือสโครว์วิ่งมาหาโมเบียส โค้งและยื่นจดหมายให้อย่างให้เกียรติ์
“ท่านดัชเชสฝากมาให้” เสียงเขายังคงเย็นยะเยือกชวนขนลุก แต่โมเบียสก็รับมาเปิดด้วยความอยากรู้ พลางสงสัยว่าดัชเชสไหน ในเมื่อเฮลดันไฮม์มีแค่เซอร์เบอรอสที่เป็นดยุกอยู่ตอนนี้
จดหมายแผ่นนั้นเป็นลายมือของเรย์คาลัส
ถึง โมเบียส
ข้าปลอดภัยดีเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง แต่ห้ามบอกคนอื่นเรื่องเกี่ยวกับข้าแม้แต่มารีน เพราะข้าต้องแสร้งทำตัวเหมือนตายไปแล้ว ปราสาทเฮลดันไฮม์เหมือนปราสาทผีสิงเลย แต่รวมๆ แล้วไม่แย่สำหรับคนที่ต้องวิ่งหนีตะวันดวงน้อยแห่งแผ่นดินข้าถือว่ากินหรูอยู่สบายแบบติดแกรมทีเดียว แต่ยาข้าหมดแล้วเจ้าช่วยฝากสโครว์มาที ขอยาแก้ช้ำด้วยนะ
จากเพื่อนของเจ้า เรย์คาลัส
ป.ล. ช่วยดูแลมารีนกับท่านพ่อข้าที
ลายมืออาจปลอมได้แต่เขียนจดหมายด้วยสำนวนประหลาดๆ แบบนี้มีคนเดียว
น้ำตาคลอที่ดวงตาสีม่วงเข้ม แต่ริมฝีปากของเขากลับยิ้มออกมา ดวงตาของเขาที่ไร้ชีวิตชีวามาหลายวันนั้นได้ประกายแสงคืนกลับ
เหตุผลที่เขามีชีวิตอยู่กลับมาแล้ว ไม่น่าเชื่อเลยว่าการที่เรย์คาลัสไม่อยู่เพียงสัปดาห์เดียว เขาจะเหนื่อยจนแม้แต่การหายใจก็ยังดูเกินกำลัง
ขณะนี้สำหรับเขา เหมือนเวลาที่หยุดหมุนกลับมาเดินอีกครั้ง
โมเบียสสูดหายใจเต็มปอดแล้ว เขากำชับริชาร์ดที่ยังดูสับสนว่านายน้อยสั่งห้ามบอกใคร แล้วไปเอายาของเรย์คาลัสใส่กระเป๋าให้อัศวินสังหาร เพราะยาของเรย์คาลัสสำหรับรักษาโรคเลือดหิมะโดยเฉพาะจึงทำให้มันเป็นยาแรงกว่าที่พวกเขาทำออกมาขาย เรย์คาลัสจึงต้องให้สโคว์มาเอา ระหว่างที่หยิบโมเบียสสงสัยว่าเรย์คาลัสใช้งานจิปาถะอัศวินได้ด้วยเหรอ ‘ดัชเชส’ คือเหตุผลสินะ
แล้วเขาก็พึ่งนึกได้ว่า เขากินยาพิษเข้าไปแล้วลืมกินยาถอนพิษ
โอ๊ะ ซวยล่ะ
…
เพราะยาที่ออกฤทธิ์พอดี โมเบียสล้มโครม! หัวฟาดพื้น ริชาร์ดกับสโครว์วิ่งเข้ามาดูเขาด้วยความตกใจ
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ







