LOGIN“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก
“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี
“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน
“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”
บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่อง
หอคอยเวทมนตร์ เอ๋
ดูเหมือนหลังจากนี้เขาจะเป็นเจ้าหอคอยที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ บาอัลผู้มาจากอาณาจักรเรอา
ผมแอบดึงมารีนออกไปคุยกันสองคน
“มารีน ถ้าเจ้าไม่ชอบดยุคอิลเครนที่เป็นสไตล์ทหารงั้นเจ้าชอบสไตล์พ่อมดไหม”
“ท่านพี่บ้าหรือเปล่า ข้าได้เจอเขาแค่ 3 วันเอง” มารีนกรอกตาใส่ผมที่พยายามจับคู่ให้เธอ
.
.
.
หญิงสาวผมสีน้ำตาลเข้มที่ดูเย่อหยิ่งกำลังอารมณ์เสีย หล่อนอยู่ในชุดลูกไม้สีดำทั้งตัวเข้ากับอารมณ์วันนี้ พร้อมกับรองเท้าส้นเข็มแหลมเปี๊ยบ หล่อนกำลังลงจากรถม้าไปยังห้องเสื้อที่เริดที่สุดของอาณาจักรกับสาวใช้ ด้วยความที่ห้องเสื้อนี้เป็นธุรกิจของใครบางคนที่มีสายสัมพันธ์กับราชวงศ์ จึงเรียกไปที่ปราสาทไม่ได้ และต้องมาวัดตัวและสั่งตัดด้วยตัวเอง เธอจึงยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
“ให้ตายเถอะทำไมข้าต้องออกจากบ้านมาที่นี่ นี่มันน่าเบื่อมากจริงๆ แล้วทำไมช่วงนี้ข้าไม่เจอหนุ่มหล่อบ้างเลย ชีวิตข้าแห้งเหี่ยวหมดแล้ว หรือข้าจะลองไปหาโมเบียสที่อะควาเซียดี แต่ข้าได้ข่าวว่าช่วงนี้เขาอยู่แต่ร้านเหล้า” ชาเลจพูดระหว่างเดินสับขาไปมาด้วยความรวดเร็วพลางบ่นกับสาวใช้
“ท่านชาเลจ ระวังสะดุดค่ะ” ไม่ทันขาดคำด้วยความซุ่มซ่ามกับรองเท้าส้นเข็ม ทำให้หล่อนเดินสะดุดธรณีประตูร้านแล้วลงไปทรุดตัวลงนั่งแหมะที่พื้น
“ท่านเป็นอะไรหรือเปล่า” ผู้ที่จะเข้าร้านเหมือนกันแต่เดินมาทีหลังถาม
“ถามมาได้” ชาเลจพูดด้วยน้ำเสียงเจือความรำคาญ แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเงยหน้าขึ้นไป เขาเป็นชายที่มีผมสีทองหม่นมีใบหน้าเรียวชวนมองกริยาท่าทางกลับดูสง่างาม และอยู่ในชุดสีทองหรูหราที่เข้ากับดวงตาของเขาที่มีสีเฮเซลดูแปลกตา มีคนติดตามที่ดูทรงเป็นอัศวินที่เก่งกาจกล้ามเป็นมัดๆ หญิงสาวมองตาค้าง
“ข้าเป็นค่ะ” เธอตอบชายหนุ่มคนนั้น
“ให้ข้าช่วยหรือไม่” เสียงนุ่มเอ่ยขึ้นมีความกังวลอยู่ในน้ำเสียงราวกับห่วงใย สาวใช้ที่รู้จักนิสัยเจ้านายของตัวเองรีบถอยอย่างรู้งาน ชายหนุ่มผู้ดูภูมิฐานจึงยื่นมือมาให้จับ
“คือข้าสะดุด” เธอกวักมือเรียกให้ชายหนุ่มเข้ามาหา เขาจึงย่อตัวลงไป หญิงสาวเข้าไปกระซิบ
“ข้าสะดุดความหล่อของท่านค่ะ ท่านหน้าตาดีมากเลย ท่านเป็นใครอยู่ตระกูลไหนลูกเต้าเหล่าใครขอรู้จักชื่อท่านได้หรือไม่”
“เป็นเกียรติ์มากขอรับ ท่านบุตรีดยุกอิลเลียเรล” ดวงตาสีเฮเซลวิบวับพร้อมกับสีหน้าที่กลั้นขำไว้แทบไม่อยู่ระหว่างที่ชาเลจงงว่าเขารู้จักเธอแต่ทำไมเธอไม่รู้จักเขา หล่อขนาดนี้ไม่มีทางที่ชาเลจจะพลาดได้
“ข้าคือองค์ชายหนึ่ง ชื่อราอีลขอรับ” เสียงนุ่มละมุนหูเอ่ยถึงชื่อและตำแหน่งซึ่งหายไปจากสารบบไปแสนนานจนตัวเธอเองก็แทบลืมไปแล้ว
“ฮะ!” เมื่อได้ยินชื่อนั้นชาเลจถึงกับอึ้งพร้อมเหงื่อตกแล้วก็ขนลุกไปด้วย เธอเด้งตัวลุกขึ้นโดยไม่ต้องจับมือใคร “ว้ายยย ขออภัยที่เสียมารยาทค่ะ ถวายบังคมองค์ชายหนึ่ง”
“ไม่ต้องมากพิธีหรอก ตอนเด็กๆ เราก็เล่นด้วยกันบ่อย ท่านจำไม่ได้งั้นรึ ท่านชอบล้อข้าว่ากลมเหมือนก้อนขนมปัง แถมยังชอบเอาแมลงมาแกล้งข้าด้วย ข้ายังจำได้เหมือนมันเกิดขึ้นเมื่อวาน” องค์ชายราอีลทำท่านึก
“อ้อ นอกจากนี้ยังมีเรื่องที่ข้าเก็บดอกไม้ไปให้ท่านแล้วท่านเหยียบแล้วเอาไปทิ้ง”
“กรี๊ด องค์ชายอย่าไปจำอะไรแบบนั้นสิเจ้าคะ” ชาเลจวิ่งไปหลบหลังสาวใช้อย่างรวดเร็วพร้อมใบหน้าที่ซีดเผือด “ลืมๆ มันไปเถอะค่ะ”
จะบ้าตาย ใครจะไปรู้ว่าองค์ชายขี้แยตอนเด็กๆ จะกลายมาเป็นหนุ่มหล่อ แถมยังรั้งตำแหน่งรัชทายาทองค์ถัดไปอีก
“เรื่องแบบนั้นข้าจะลืมได้เหรอขอรับ” ใบหน้าขององค์ชายยิ้ม แต่ดวงตาสีเฮเซลอันเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์นั่นไม่ได้ยิ้มตามเลยสักนิด “ท่านเป็นเพื่อนรักสมัยเด็กของข้าเลยนะ ท่านหญิงชาเลจ”
หว่าย เพื่อนรักแบบใดข้าแกล้งท่านไว้เยอะเหลือเกิน
ชาเลจคิดแล้วแทบจะอยากวิ่งหนีปราสาทซะเดี๋ยวนั้น!
…
เรย์กับเซอร์เบอรอสกำลังนั่งกินเค้กน้ำผึ้งกันอยู่ที่ร้านอาหารที่อยู่ตรงข้าม และเห็นเหตุการณ์ทั้งหมด เรย์คิดว่า ชาเลจนั้นได้มีชีวิตที่สงบสุขกว่าในนิยายที่วางยาพิษนางเอกแล้วถูกประหาร หวังเพียงว่าเธอจะไม่ได้ไปกวนโมโหว่าที่องค์รัชทายาทองค์ใหม่ในสมัยเด็กไว้มากจนเกินไป
“เค้กน้ำผึ้งนี่อร่อยดีนะ” ชายหนุ่มร่างบางพูดทำลายความเงียบบอกพลางยกแก้วชาขึ้นมาจิบ เซอร์เบอรอสที่นั่งตรงข้ามเขากลับมาแข็งแรงดีแล้ว ไข่มุกนั้นได้ผล แม้จะได้ผลช้า มันเยียวยารักษาบาดแผลของเขาหมดสิ้น ในนิยายพูดถึงไข่มุกนี้เพียงว่ามันชื่อว่าเสียงหัวเราะของนางเงือก และมีสรรพคุณในการรักษาบาดแผลที่เกิดจากพลังปีศาจ แต่มันกลับช่วยให้เซอร์เบอรอสควบคุมพลังปีศาจได้อย่างเสถียรมากยิ่งขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
“ช่าย ข้าว่าข้าจะซื้อกลับไป แล้วให้ท่านพี่ป้อนข้าในห้องนอน” ชายผู้หล่อราวกับปีศาจทำท่าคิดเหมือนนึกภาพไปด้วย “ละเลงบนตัวท่านและให้ท่านขอร้องข้าให้กินท่านที เค้กนี่น่าจะอร่อยขึ้นอีก” เขาตักเค้กเข้าปากพลางจ้องร่างบางไปด้วย
“และข้ามีเค้กให้ท่านพี่ เค้กที่ยาวและใหญ่ ท่านพี่ต้องกินให้หมด เมื่อถึงเวลามันจะได้มีครีมออกมา”
“อุบ แค่กๆๆๆ” เมื่อได้ยินคำพูดนั่นใบหน้าหวานขึ้นสีเรื่อสำลักแทบพ่นเค้กทิ้ง เซอร์เบอรอสพูดเหมือนเขาพูดเรื่องดินฟ้าอากาศทั่วไป แต่สำหรับเรย์มันใช่ที่ไหนเล่า!
“ท่านพี่เรย์เป็นอะไรน่ะ เค้กติดคอเหรอ” ใบหน้าคมเหยียดยิ้มที่ทำให้ใบหน้าหล่อๆ ของเขายิ่งดูชั่วร้าย “ให้ข้าช่วยไหม หรือจะให้ข้าป้อนเค้กให้ท่านแทนด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่มือ” ร่างบางรีบเคลื่อนไหวไปเอามืดอุดปากของเขาไว้แล้วมองซ้ายมองขวาทำหน้าเลิ่กลั่ก
“เจ้าพูดอะไรข้างนอกเนี่ย” แต่แล้วเรย์ก็เพิ่งสังเกตว่าโต๊ะนี้นอกจากทั้งสองคนก็ไม่มีใครขึ้นมาอีกทั้งที่ร้านด้านล่างเต็มไปด้วยผู้คน และร้านนี้เป็นร้านที่ปกติจะคนเยอะมากๆ แต่บริกรนำพวกเขาขึ้นมาเพียงคู่เดียวที่เหลือกลายเป็นโต๊ะว่าง
“ข้าเหมาชั้นนี้เอาไว้แล้ว ไม่ต้องกังวลหรอก” เซอร์เบอรอสเอามือแข็งของกุมมือเล็ก ทำเอาหน้าของเรย์ร้อนขึ้นมา
หลังจากนั้นเซอร์เบอรอสก็ไม่ยอมปล่อยมือเรย์ ทั้งสองคนเดินเล่นในเมืองด้วยกัน
หลังจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา ไม่น่าเชื่อว่าเซอร์เบอรอสกับเรย์ จะมีเวลาที่เดินด้วยกันอย่างเย็นใจแบบนี้ด้วย เรย์นึกทบทวนพลางมองแผ่นหลังของเซอร์เบอรอสที่มีแสงแดดในยามอากาศดีตกกระทบลงมา ทำให้รู้สึกอุ่นใจอย่างประหลาด
ชายหนุ่มผมสีดำใช้อาร์ติแฟกต์บางอย่างกับดวงตา เปลี่ยนสีแดงให้มันเป็นสีน้ำตาลเพื่อให้ทั้งคู่ไม่โดดเด่นจนเกินไป เพราะหากเขาเดินไปเดินมาด้วยดวงตาสีแดงนั่นก็ไม่แตกต่างจากการป่าวประกาศว่า ‘ดยุกเฮลดันไฮม์อยู่ตรงนี้จ้า’ แต่แม้ไม่ใข่เพราะสีตาเขาก็เป็นคนที่โดดเด่นเพราะหน้าตาดีเกินไปท่ามกลางผู้คนอยู่ดีจึงมีคนเหลียวมองเป็นระยะ แต่มือทั้งสองยังคงกุมกันแน่น
อาณาจักรอาร์คเป็นเมืองเล็กๆ ที่มีทางคดเคี้ยวไปมาขึ้นลง ในเมืองรถม้าไม่ค่อยมีผ่านมามากนัก ร้านรวงสองข้างทางมีทั้งของกินของใช้มีผู้คนเดินกันขวักไขว่ “แล้วท่านพี่จะตอบข้าได้หรือยัง” เสียงทุ้มต่ำของชายหนุ่มกระซิบที่ข้างหูคนพี่
“เรื่องอะไร” ร่างบางหันไปมอง
“ท่านจะเป็นคนรักของข้าไหม ไม่สิ อยู่เป็นดัชเชสของข้าไหม อยู่ที่ปราสาทกับข้า” ดวงตาสบกันนิ่งอยู่เช่นนั้นราวรอคำตอบ เรย์มองเขา ราวกับโลกรอบตัวทั้งสองหยุดหมุนไปครู่หนึ่ง
“ข้าจะอยู่ปราสาทกับเจ้า อยากทำอาหารให้เจ้ากิน เดินเล่นกับเจ้าเหมือนอย่างวันนี้ หากเจ้าเบื่อ ข้าก็อยากทำให้เจ้าหาย ข้าอยากทะนุถนอมความรู้สึกของเจ้า ข้าจะเห็นเจ้าสำคัญกว่าใคร ยามเจ้าป่วย ข้าจะไม่ห่างกายเจ้า ถ้าเพียงเท่านั้นจะพอหรือเปล่า” ใบหน้าคมพยักหน้าคิ้วเข้มก็ยังขมวดมุ่น ดูเหมือนมีบางอย่างที่ไม่ค่อยพอใจ
“แต่จริงๆ แล้วข้าอยากขังท่านพี่ไว้ให้อยู่กับข้าเพียงคนเดียว”
“ในใจข้าก็มีแต่เจ้าเพียงคนเดียวอยู่แล้ว ขังข้าไว้ในใจเจ้าก็ได้นะ” หัวคิ้วขมวดมุ่นนั่นคลายออกใบหน้าของเขาค่อยๆ คลี่ยิ้ม ไม่ใช่ยิ้มมุมปากที่เขามักทำบ่อยๆ แต่เป็นยิ้มที่น่ารักเหมือนสมัยเขายังเป็นดยุกน้อยแห่งเฮลดันไฮม์ เขาไม่เคยยิ้มแบบนี้กับคนอื่น ราวกับนี่เป็นยิ้มที่มีเรย์เป็นเจ้าของเพียงคนเดียวเท่านั้น
ทั้งสองคนเดินเข้าร้านเครื่องประดับเพื่อนำไข่มุกที่ใช้สำหรับรักษาอาการของเซอร์เบอรอส ไปทำสร้อยเพื่อให้เขาพกพาได้สะดวก รอไม่นานทั้งสองคนก็ได้สร้อยที่พอเหมาะพอดีกับลำคอของเซอร์เบอรอส
“ท่านพี่เอาแต่ทำเพื่อข้าแบบนี้ แล้วท่านล่ะอยากได้อะไรบ้างไหม” ดวงตาของเขากวาดมองไปยังอัญมณีราคาแพงรอบๆ ร้าน
“ข้าไม่ได้ต้องการอะไร” ร่างบางพูดขณะเขย่งใส่สร้อยไข่มุกให้ มือเล็กๆ ดันสลักให้เข้าที่ ทำเอาเซอร์เบอรอสทำขมวดคิ้วด้วยความหงุดหงิดว่าไม่มีอะไรที่เขาจะทำเพื่อเจ้าของหัวใจของเขาได้บ้างเลยเหรอ
“ถ้าเจ้าอยากซื้ออะไรมากล่ะก็ซื้อไอติมตรงนั้นให้ข้าก็ได้” ร่างบางหัวเราะแล้วชี้ไปส่งๆ ที่ด้านนอกที่มีร้านไอติมชื่อดังของเมืองอยู่
“ได้” ดยุกหนุ่มพยักหน้ารับคำ และรีบเดินออกนอกร้านไปขณะที่เรย์มัววุ่นวายกับการจ่ายเงินและเก็บของเดินตามก็ได้ยินเซอร์เบอรอสพูดกับคนขายที่ดูตกใจว่า “ข้าขอซื้อร้านนี้ได้ไหม ท่านจะขายเท่าไหร่” แล้วหันมายิ้มให้เรย์แล้วถามว่า “ท่านพี่เรย์จะเอาร้านปิ้งย่างด้วยไหม เห็นแฝดบอกว่าท่านชอบกิน”
‘เฮ้อ จะบ้าตาย’ ร่างบางคิดในใจพลางเอามือกุมหัว
.
.
.
ทั้งคู่เดินด้วยกันไปอีกฟากของเมือง ที่ร้านขายยาอัลฟิเดส เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นโมเบียสที่ทำหน้าบูดบึ้งเพราะยุ่งกับเอกสารการส่งของ จนผมสีเงินของเขาที่รวบไว้ก็ยุ่งเหยิงไปหมด แต่เมื่อเขาเห็นเรย์เขาก็ทิ้งมันโครมลงที่โต๊ะแล้ววิ่งมากอดเรย์ไว้แน่น ทำเอาเซอร์เบอรอสมองแรงใส่
“คุณหนูมารีนโกรธข้าใหญ่ที่ไม่ยอมบอกว่าเจ้าได้ดิบได้ดีเป็นดัชเชสที่เฮลดันไฮม์” โมเบียสคุยกับเรย์โดยไม่ใส่ใจเซอร์เบอรอสที่ไฟในตาลุกแล้วลุกอีก “ได้ดีแล้วลืมเพื่อนเลยนะ เจ้าหายไปเป็นเดือนแล้วนี่กลับมาตอนไหนทำไมไม่บอกข้า” เมื่อกอดถูกปล่อยออก เรย์มองสำรวจโมเบียส เพื่อนของเขาดูเหมือนโทรมและขอบตาคล้ำเพราะอดนอน ในดวงตาคู่นั้นมีน้ำตาคลออยู่
“เจ้าบ้า นี่คิดถึงข้าจนร้องไห้เลยเหรอ ข้าเพิ่งกลับมาเอง” ร่างบางหัวเราะเบาๆ “มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด…คือมันมีหลายเรื่องเกิดขึ้น ไว้เดี๋ยวข้าจะเล่าให้ฟัง” ทันใดนั้นก็มีอีกคนที่วิ่งเข้ามาในห้อง พร้อมกับมารีนที่เดินตามหลังมา
“ลูกข้า!” ชายวัยกลางที่มีหนวดโง้งคนหนึ่งก็วิ่งมากอดเรย์ด้วยเช่นกัน
“ท่านพ่อ” ร่างบางเรียกท่านแอตลาสที่วิ่งมากอดพร้อมน้ำตารื้น ในขณะที่เซอร์เบอรอสชี้ไปที่สร้อยที่เรย์เพิ่งใส่ให้แล้วทำหน้ากวนประสาทใส่มารีน แล้วบอกว่า “ข้าได้สร้อยใหม่แล้วนะ ของล้ำค่าซะด้วย” จนมารีนทำหน้าบู้บี้
“โอ้ลูกรักเจ้าหายไปนานมากๆ ข้ายินดีมากที่เจ้ากลับมา ข้านั่งคุยกับรูปแม่เจ้าทุกวันคืนขอให้เจ้าปลอดภัย แล้วนี่เจ้าไปไหนมาบ้างเป็นอย่างไรบ้างบาดเจ็บหรือไม่ แล้วข่าวลือที่ว่าปราสาทเฮลดันไฮม์กักขังเจ้าไว้นี้จริงเท็จประการใด” ท่านพ่อรัวชุดคำถามใส่ผมจนตอบไม่ทัน แต่แล้วก็หยุดกึกไปเมื่อมองเซอร์เบอรอสที่อยู่ด้านหลัง
“ไม่จริงขอรับท่านแอตลาส” เซอร์เบอรอสตอบด้วยสีหน้าจริงจัง เรย์คิดว่าเขาเพิ่งได้ยินเซอร์เบอรอสพูดมีคำลงท้ายครั้งแรก ปกติหมอนี่พูดจาไม่เคยสุภาพกับใคร แต่แล้วประโยคต่อมาทำให้ยิ่งช็อค
“ข้าตกหลุมรักลูกชายของท่าน ข้ารักท่านพี่เรย์มานานแสนนานแล้ว ต้องขอบคุณที่ท่านกับท่านพ่อข้าเป็นเพื่อนกันเลยทำให้เราได้พบกัน ท่านพี่เรย์เป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เกิดขึ้นในชีวิตข้า”
ยังไม่ทันที่เซอร์เบอร์รอสจะพูดจบท่านพ่อตกใจตาเหลือกจนเป็นลมล้มพับไป
“ว่าแต่ท่านพ่อมาทำอะไรที่นี่นะ” เรย์ที่รีบประคองไปนั่งเก้าอี้แล้วแอบกระซิบถามมารีนที่เอาพัดมาพัดให้
“มาหาท่านพี่ไงเจ้าคะ ท่านพ่อยุ่งกับงานมากช่วงนี้เลยไม่ได้กลับบ้านแต่พอได้ยินว่าท่านพี่มาที่นี่ก็เลยรีบตามมาค่ะ” มารีนตอบ
“แล้ววันนี้เจ้าจะกลับคฤหาสน์ไหม” โมเบียสถามขึ้น
“ข้าไม่แน่ใจ” ชายหนุ่มผมสีเขียวตอบเบาๆ ขณะสายตามองไปที่เซอร์เบอรอส ท่านพ่อเหมือนจะได้สติคืนมาแล้วลืมตาขึ้น
“อะไรนะ ทำไมเจ้าจะไม่กลับบ้านล่ะลูกข้า” ท่านพ่อถามด้วยความสงสัย
“ไว้วันหลังแล้วกันขอรับ คืนนี้ท่านพี่เรย์มีนัดกับข้าแล้วขอรับท่านพ่อตา” เซอร์เบอรอสกอดเอวร่างบางแล้วดึงมาจูบต่อหน้าทุกคน แล้วเหยียดยิ้มมุมปากราวกับเป็นผู้ชนะ
‘โอ๊ย จะบ้า ไอ้หมาบ้าเอ๊ย!’ เรย์กรีดร้องในใจ เมื่อแขนของอีกฝ่ายปล่อยออก เขาลงไปนั่งเอามือกุมหน้าที่แดงจัด ท่ามกลางสีหน้าช็อคของคนอื่นๆ ส่วนท่านพ่อก็ช็อคจนแทบจะเป็นลมไปอีกรอบ
“กลับปราสาทกับข้าเถอะ ดัชเชสของข้า” เซอร์เบอรอสดึงมือเรย์คาลัสลุกขึ้นและจูงมือเดินออกไป เรย์มองแผ่นหลังของคนรักที่แสงตะวันจากประตูสาดส่องมาตกกระทบ เขาคิดว่านั่นราวกับเป็นภาพที่สวยงามที่สุดในทั้งสองชีวิต
-THE END-
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ







