Masukพลังของข้าช่างน่าขยะแขยง
พลังของตระกูลหมาบ้า ‘เฮลดันไฮม์’ ที่ผู้คนเรียกว่าปีศาจ
“แต่เจ้าก็ใช้มันนี่นา ไหนบอกว่าจะไม่ใช้พลังนี้ไง คิกคิก” เสียงในหัวข้าดังขึ้น
“ต่อให้เอาแต่ล้าง มันก็ไม่ออกหรอกนะ” อีกเสียงดังขึ้น “โสโครกจริงๆ ไอ้ปีศาจ”
ข้าต้องชำระล้างร่างกายซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็ยังคงรู้สึกถึงความโสมม มลทินที่ติดอยู่กับตัวข้ามาตั้งแต่เกิด และคงอยู่จนข้าสลายหายจากโลกงี่เง่านี่ไป
แม้เสียงในหัวของข้าจะคอยจิกกัด แต่เมื่ออยู่ด้วยกันมาถึงตอนนี้ข้าก็เริ่มชินกับเสียงของพวกมัน
ข้าต้องการข้อมูลมากกว่านี้ เพื่อที่จะเป็นอิสระและไม่ต้องใช้ของพรรค์นี้ ดังนั้นจะเลือกวิธีการไม่ได้หรอก ข้าไม่สนว่าปีศาจตนได้จะจับหนูได้ เพราะเวลาของดยุกแห่งเฮลดันไฮม์นั้นมีจำกัด หากใช้พลังหมดสิ้น ข้าเองก็จะตาย
เมื่อหลายวันก่อน ระหว่างที่ริมฝีปากข้าประกบกับนาง มันเป็นเหมือนพิธีกรรมที่จืดชืดไร้อารมณ์ร่วม และถัดจากนั้นสิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความรู้สึกรังเกียจตัวเอง
ข้ามอบตัวเองให้เขาแล้ว ข้าไม่อยากให้ร่างกายข้าต้องแปดเปื้อนสัมผัสของคนอื่น คนที่ข้าอยากสัมผัสมีเพียงคนเดียวเท่านั้น
คนเดียวที่ทำให้เสียงหนวกหูในหัวข้าเงียบลง
แต่เมื่อข้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ข้อมูลที่ข้าต้องการก็อยู่ในหัวข้าแล้ว เรียบง่ายและสะดวก แถมยังไร้ร่องรอย ไม่มีใครรู้เรื่องพลังนี้ของตระกูลเฮลดันไฮม์ เพราะมันถูกบอกต่อสำหรับผู้นำตระกูลเท่านั้น แม้แต่ราชวงศ์ก็ไม่รู้ความลับนี้
พลังนี้หากต้องการสตรีคนใดจะใช้พลังนี้ทำให้นางถูกสะกดก็ได้ ตระกูลเฮลดันไฮม์รุ่นก่อนๆ ถึงมีอัศวินสังหารที่เป็นลูกนอกสมรสเจ้าตระกูลมากมาย ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว รวมถึงอาจารย์ของข้าซึ่งเป็นลูกนอกสมรสของปู่อีกที แม้แต่ท่านพ่อของข้าเองก็อาจจะมีลูกนอกสมรสแต่ข้าไม่รู้ก็ได้
ข้าจึงรังเกียจพลังนี่และไม่เคยคิดใช้
เมื่อข้าผละจากหญิงนางนั้น นางดูงุนงงเล็กน้อยและจำไม่ได้ว่าทำอะไรลงไปก่อนหน้านี้ และจะจำไม่ได้แม้แต่หน้าตาของข้า
นางเป็นผู้หญิงของผู้นำทาง ผู้นำทางไปยังอาณาจักรเรอาห์
ผู้คนของอาณาจักรเรอาห์ล้วงความลับได้ยาก พวกเขาใช้ทั้งพิษจากพืชและสัตว์ หากต้องการขู่กรรโชกพวกเขา พวกเขาพร้อมฆ่าตัวเองได้ทุกเมื่อด้วยวิธีการต่างๆ ที่คาดไม่ถึง
แต่ตอนนี้ข้ารู้ความลับนั่นแล้ว
อย่างไร้สุ้มเสียง ข้าเข้าไปในห้องทำงานของเขาที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนในสถานที่ร้าง ห้องทำงานของ โยเรม ผู้นำทางไปยังอาณาจักรเรอาห์ ข้าเข้าไปล็อคคอจากด้านหลังหยิบยาพิษออกจากเสื้อเขาและเตะมีดของเขาจนกระเด็น สโครว์และสเตมป์ฟาซุ่มอยู่ที่มุมห้องรอคำสั่ง
“พาข้าไปยังที่สิงห์สีนิลอยู่ ข้ามีข่าวที่ต้องแจ้ง”
ข้าอยากรีบทำงานสกปรกเหล่านี้ให้เสร็จ และเหตุผลเดียวที่ข้าต้องทำเช่นนั้น
เพียงเพื่อรีบกลับไปหา ‘เขา’
…
ผมตื่นขึ้นเพราะรู้สึกถึงโลหะเย็นเฉียบที่ข้อมือ เมื่อลืมตาเบื้องหน้าปรากฏภาพพร่ามัวของชายหนุ่ม แสงจันทร์ยามกลางคืนสาดส่องจากหน้าต่างเล็กๆ ที่มีซี่ลูกกรงสูงเกินเอื้อมของห้องขัง ส่องสว่างให้ผมเห็นริมฝีปากของเขาเหยียดยิ้มเย็น คิ้วเข้มและเรือนผมสีดำสนิทขับใบหน้าให้ดูโด่ดเด่น จมูกโด่งเป็นสัน ดวงตาสีแดงแวววาวเหมือนทับทิมสีเลือดที่ลุกโชนชวนลุ่มหลงราวแวมไพร์ในภาพยนตร์ ซีรี่ส์ นิทานปรัมปรา
ผมพยายามขยับออกห่างจากเขา เพราะความเจ็บปวด ไม่ใช่ที่กายแต่ที่หัวใจมากกว่า
ใบหน้าที่คุ้นเคยเอ่ยพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ท่านพี่อย่าพยายามหนีเลย ท่านหนีไม่รอดหรอก” นิ้วเรียวยาวเชยคางผมขึ้น ใบหน้าของเขาหล่อเหลาเหมือนไม่ใช่มนุษย์จนน่าขนลุกเข้ามาใกล้
สิ่งเดียวที่ทำให้เขาดูไม่ใช่ชายที่หลุดออกมาจากภาพเพ้อฝันของศิลปินคือรอยแผลเป็นจากคมดาบ ที่มองเห็นได้ผ่านเสื้อเชิ้ตที่หลุดลุ่ย เป็นรอยใหญ่ที่พาดยาวจากหัวไหล่ไปตามแผ่นอก และรอยแผลเล็กกว่าอีกหลายรอย
“ไม่หนีแล้วก็ได้ แล้วทำไมข้าต้องหนีเจ้าด้วยล่ะ” น้ำเสียงของผมพูดออกไปด้วยความเรียบเฉย
“นั่นก็เพราะ…” น้ำเสียงของเขามีความไม่แน่ใจเล็กน้อย “ท่านพี่…เกลียดข้า?” เขาพูดพลางประคองผมให้นั่งลงบนตักแข็งๆ การเสียดสีเล็กน้อยจากเบื้องล่างทำให้ผมสะดุ้ง
“คิดตามใจเจ้าเถอะ ถึงยังไงเจ้าก็ไม่สนใจว่าข้าจะรู้สึกอย่างไรอยู่แล้ว”
ผมเหลือบมองข้อมือเรียวทั้งสองของตัวเองที่โดนล่ามด้วยโซ่เส้นใหญ่ พลางคิดว่า ‘เกิดแต่กับกู’ อ่า ผมหมายถึงผมคิดว่า นำพาชีวิตตัวเองให้เกิดแต่เรื่องจนมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรนะ ก่อนความเจ็บปวดทางร่างกายจะแล่นขึ้นมาเป็นริ้วๆ ผมหลับตาและทิ้งตัวลงในอ้อมแขนของเขา
ปีศาจของผม
…
หญิงสาวผมสีชมพูกำลังกลั้นใจเขียนจดหมาย ใต้ขอบตาดูดำคล้ำเหมือนคนไม่ได้นอนมาหลายวัน สีหน้านางดูลังเล แต่แล้วเมื่อคิดถึงพี่ชายเพียงคนเดียว ก็กลับแน่วแน่ขึ้น ปลายปากกาขนนกจรดเขียนประโยคแรกในจดหมาย
ถึงท่านดยุกอิลเครน
ข้ารู้ว่านี่อาจเป็นการรบกวนท่าน แต่เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ดูเหมือนจะมีเพียงท่านที่ช่วยข้าได้….
เธอเขียนแล้วขยำทิ้งและลงมือเขียนใหม่ถึงหกรอบจนพอใจกับทุกถ้อยความในจดหมาย แล้วจึงประทับตราสีฟ้าของตระกูล อะควาเซีย
…
“ถ้าเจ้าจะฆ่าข้าก็ฆ่าเลยสิ เจ้ารออะไรอยู่” เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งบนเตียงห้องขัง เรย์คาลัสพูดกับชายหนุ่มตรงหน้าที่กุมมือของเขาไว้ มือที่ยังคงถูกมัดไว้ด้วยโซ่
เขาถูกขังไว้ที่คุกของปราสาทมืด ถึงไม่มีใครบอกแต่ปราสาทมืดมีบรรยากาศบางอย่างแปลกจากที่อื่นรวมถึงสีอิฐที่ดำสนิทกว่าปกตินั่นด้วย
เขาไม่เข้าใจสถานการณ์นี้เลยสักนิดเดียว ถ้าหากเซอร์เบอรอสต้องการจะฆ่าเขา มันก็เป็นเรื่องง่ายดายเหมือนกับการหั่นเต้าหู้สำหรับดยุกหนุ่มผู้แข็งแรงราวกับปีศาจ เหมือนปาดคอทหารพวกนั้น แต่หากเขาไม่ได้ต้องการจะฆ่าเรย์คาลัส ไม่ได้ต้องการจะทำอันตราย แล้วอะไรคือคำอธิบายของโซ่เส้นใหญ่ล่ามข้อมือเขาอยู่กันแน่
“…” ดยุกหนุ่มมองแล้วไม่พูดอะไรแต่ไม่ยอมปล่อยมือเรียวนิ่มนั้น กลับจับไว้แน่นขึ้นแทน
“ปล่อย” ร่างบางพยายามดึงมือออกจากอีกฝ่ายด้วยท่าทีรังเกียจ
“ข้าไม่ปล่อย” เซอร์เบอรอสใช้เพียงมือเดียวจับแขนที่ล่ามด้วยโซ่ของเรย์คาลัสกดไว้กับเตียง
“เรื่องอะไรข้าต้องปล่อย อ้อ หรือให้ท่านเที่ยวป่าวประกาศว่าท่านยังไม่ตาย ให้รัชทายาทบ้านั่นส่งคนมาฆ่าท่านอีกเหรอ คราวนี้คงจะสำเร็จสมใจเข้าจนได้ เหอะ ข้าไม่ยักรู้ว่าท่านพี่อยากตายมากขนาดนั้น ไม่งั้นข้าคงจับท่านมาขังไว้ทำตามใจข้านานแล้ว” เขาพูดด้วยความความโมโหพร้อมกับแรงมหาศาลกดลงกับโซ่จนเรย์คาลัสเจ็บไปหมด
“เจ้าอยากขังข้า? อยากทรมานข้า อยากฆ่าข้ามากเหรอ ทำไม ข้าไปทำอะไรให้เจ้า” ดวงตาสีน้ำตาลมีน้ำตาคลอที่เจ้าตัวพยายามกลั้นแต่น้ำตาอุ่นกลับทรยศเจ้าของร่างกายด้วยการพรั่งพรูออกมาจากดวงตา ไหลจนเปียกเส้นผมสีเขียวของเขา
เขาไม่เข้าใจอีกคนเลยสักนิดเดียว
“แค่นี้ข้าก็โดนปั่นหัวเหมือนเป็นของเล่นเจ้า แล้วถึงเวลาเจ้าก็จะฆ่าข้าทิ้ง นี่มันยังน่าสมเพชไม่พออีกเหรอ” เสียงพูดสั่นเครือราวกับใจจะขาด
“ข้าจะฆ่าท่านทำไมท่านพี่เรย์” ดยุกหนุ่มคลายมือที่กดไว้ออก คิ้วเข้มที่ขมวดมุ่นคลายลงเปลี่ยนเป็นงุนงง “ร้องไห้ เพราะข้าเหรอ”
“เจ้าจะฆ่าข้า แต่ก็ไม่ฆ่าข้า แต่ก็ล่ามข้า แล้วยังบอกว่าจะขังข้าไว้อีก” ชายหนุ่มผมสีเขียวพูดกับเซอร์เบอรอสทั้งน้ำตา “เจ้าทำแบบนี้ทำไม”
“ที่ข้าอยากขังท่านพี่เรย์ไว้ก็เพราะ” ดยุกหนุ่มพูดแล้วก็หยุดไป เขาอึ้งไปเช่นกัน อาจเพิ่งนึกได้ว่าในมุมของเรย์นั้นเขาปั่นหัวอีกฝ่ายเป็นของเล่นดังที่กล่าวจริง แค่เพียงเพราะไม่ได้คิด เขาไม่เคยนึกถึงจิตใจของคนอื่นมากนักเป็นปกติอยู่แล้ว
แทนคำตอบ เขาจึงลูบเอวบางของเรย์คาลัสแล้วก้มลงไปจูบหยาดน้ำตาของอีกคนเหมือนจะปลอบใจ
“เ…ดี๋ยว” เรย์คาลัสครางเสียงแผ่วก่อนจะพยายามถีบอีกคนออกแต่โดนร่างกายของอีกคนกดเอาไว้
“ม..ไม่” ชายหนุ่มผมสีเขียวพยายามจะขยับหนีริมฝีปากร้อนที่จูบบนหน้าแล้วขยับไปที่คอ ตอนนี้เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายมาสัมผัสตัวเขาอีก
“เพราะมีแต่ข้าที่ต้องการท่านจนแทบบ้าอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าไม่มียานั่นท่านพี่เรย์ก็คงปฏิเสธข้า และตอนนี้ท่านก็บอกว่าท่านเกลียดข้าแล้ว” เซอร์เบอรอสกระซิบที่ข้างหู “ข้าทนไม่ได้หรอก”
“อึก.. เจ้าหยุดโกหกข้าได้แล้ว” ใบหน้าของเรย์เมื่อได้ยินคำสารภาพกลับเหมือนยิ่งเสียใจ
ทั้งที่ไปจูบกับคนอื่นแต่กลับมาพูดคำหวานใส่เขาแบบนี้
เขายิ่งเจ็บปวดมากขึ้นไปอีกเมื่อคิดว่าคนที่เขาตกหลุมรักพยายามโกหกเขา
ภาพที่เห็น กับคำพูดลอยๆ เป็นใครก็เชื่อสิ่งที่เห็นมากกว่า
“เจ้ามีคนรักของเจ้าอยู่แล้วเจ้าจะมาทำแบบนี้กับข้าทำไม ข้าไม่ใช่ที่ระบายความใคร่ของเจ้านะ ข้าเกลียดเจ้า” เรย์คาลัสตะโกนใส่อีกฝ่าย
“คนรัก… พูดเรื่องอะไร” ดยุกหนุ่มเลิกคิ้ว ทวนคำแล้วทำหน้างุนงง
เขามองอีกฝ่ายที่พยายามปาดน้ำตาด้วยแขนที่โดนโซ่พันอยู่ เขาไม่เคยคิดจะใช้พลังกับอีกฝ่ายแต่อยากรู้จนทนไม่ไหว
พลังที่ทำให้เขาอ่านความทรงจำของอีกฝ่ายได้ผ่านการจูบ เมื่อใช้มันเขาสามารถอ่านความทรงจำได้เหมือนดึงแฟ้มออกจากชั้นวาง
เซอร์เบอรอสขยับเอียงหน้าไปจูบ
“ห.หยุดนะ” เรย์คาลัสกัดลิ้นดยุกหนุ่มจนอีกฝ่ายเลือดออก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในปากของทั้งคู่
“ท่านพี่เรย์ชอบคาวๆ ก็ไม่บอก” เซอร์เบอรอสผละออก
เขาแอบดูความทรงจำของอีกฝ่าย แต่ไม่ได้ใช้พลังที่ทำให้เรย์คาลัสมึนงงจนลืมเรื่องราวตรงหน้าเหมือนครั้งที่ทำกับหญิงสาวในคืนนั้น การใช้พลังนี้กับเรย์คาลัสไม่ได้ยากเท่ากับการใช้กับหญิงสาว เพราะเรย์คาลัสกำลังนึกถึงภาพที่เขายืนจูบกับผู้หญิงในตรอกซ้ำไปซ้ำมาเหมือนวนลูป ถึงจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายรู้สึกอะไรที่นึกถึงวนไปวนมาแต่ก็พอจะเดาออก
“อ้อ เรื่องนั้นเอง ท่านเห็นข้าจูบสินะ เห็นในตรอกนั่น แถมยังนึกถึงมันไม่หยุดหลังจากที่ได้เห็นเลยเหรอ” ร่างสูงยกยิ้ม “ท่านเป็นพวกชอบดูคนรักจูบกับคนอื่นงั้นสิ”
“โธ่ ไอ้วิตถาร” ร่างบางต่อยอีกฝ่ายไม่ได้เลยยกแขนทุบทั้งโซ่ “คนรักอะไรของเจ้า เจ้าพูดเองว่าข้าไม่ใช่คนรักของเจ้า” น้ำตาที่เพิ่งเช็ดไปเหมือนจะไหลออกมาอีก “เพราะว่าเจ้ามีนางอยู่แล้วส่วนกับข้า…เจ้าก็แค่หลอกข้า บอกความจริงข้ามาเถอะ”
“ข้าไม่เคยมีคนรัก ข้าต้องใช้นางเพื่อการสืบเรื่องราวหนึ่ง นั่นเป็นส่วนหนึ่งของแผน” ดยุกหนุ่มมองอีกฝ่ายที่ทำหน้าไม่เชื่อ
“อีกอย่างท่านพี่เรย์กับข้า เราก็ไม่ใช่คนรักกัน นั่นไม่ใช่เรื่องจริงหรือไง” ใบหน้าหล่อยิ้มมุมปากกับคำพูดที่เหมือนเอามีดแทงทำเอาร่างบางเหมือนโดนตบจนหน้าชา
“ข้ารู้แล้ว” เรย์คาลัสก้มหน้าแล้วทวนคำ “ว่าเราไม่ใช่คนรักกัน”
‘จำเป็นต้องย้ำให้เจ็บไปมากกว่านี้ด้วยเหรอ’ เขาไม่เข้าใจคนตรงหน้าเลยสักนิด
ทัั้งคำพูด การกระทำ ทุกอย่างเหมือนปั่นประสาทของเขาให้สับสนไปหมด
“เพราะข้ายังไม่ได้ขอให้ท่านพี่เรย์เป็นคนรักของข้าเลยนี่ ข้าต้องขอก่อนไม่ใช่เหรอ” มืออุ่นของดยุกหนุ่มจับใบหน้าให้เงยขึ้นมาสบตากัน
“ฮะ!” เรย์คาลัสจ้องหน้าดยุกหนุ่มด้วยความอึ้ง ดวงตาสีแดงนั้นเป็นประกายเหมือนกับหัวเราะเยาะเขาที่อารมณ์ขึ้นลงไปมาตามคำพูดล่อลวงนั้น
คนที่ทำผิดขั้นตอนหมดทุกอย่างแต่เรื่องนี้กลับอยากทำตามมารยาท?
“เชื่อข้าเถอะ ข้ารักท่านพี่เรย์” เซอร์เบอรอสพูด แต่คราวนั้นสีหน้านั้นจริงจัง ถ้อยคำนั้นทำให้เรย์คาลัสเบิกตากว้างกับคำสารภาพที่ผิดที่ผิดเวลาแบบสุดๆ
“ข้าดีใจมากที่ท่านพี่เรย์หึงข้า นั่นแปลว่าเรย์ก็ต้องการข้าเหมือนกันงั้นสิ”
สีหน้าของเซอร์เบอรอสเปลี่ยนไปเป็นอารมณ์ดีจนน่าขนลุก
ระหว่างที่เขากำลังตกใจ เซอร์เบอรอสจูบเขาอีกครั้ง คราวนี้เรย์คาลัสไม่กัดแล้ว เพราะไม่รู้จะช็อคกับเรื่องไหนก่อนดี คำสารภาพรักหรือว่าการที่เซอร์เบอรอสคิดว่าการเป็นคนรักต้องขอก่อน
สายโซ่ยังคงมัดแขนเรย์คาลัสอยู่ เซอร์เบอรอสลูบไล้ผิวราวน้ำนมของอีกฝ่ายและใช้ปากป้อนยาที่อีกฝ่ายพกติดตัวไว้ด้วยจูบระหว่างที่อีกฝ่ายเผลอ และปล่อยให้ยาออกฤทธิ์ ไม่นานเรย์คาลัสก็ตัวสั่นระริกตรงหน้า
“ข้าไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของเจ้านะ ออกไป” เรคาลัสพยายามดิ้นหนีอีกคนแต่ก็ถูกกอดไว้แน่น ร่างบางฟังเสียงหัวใจอีกคนที่เต้นแรงแล้วมองตา เขาคิดว่าเซอร์เบอรอสไม่ได้โกหกเขา แต่ยังคลางแคลงใจเพราะภาพที่เห็นในวันนั้น
เซอร์เบอรอสจับเรย์คาลัสอ้าขาแล้วจับขาร่างบางมาคร่อมตักถูกับของแข็งในกางเกงแล้วค่อยๆ จูบแผ่นอกเบาๆ มือของร่างบางยังคงโดนโซ่พันไว้
ฤทธิ์ยาทำให้คนที่ขัดขืนเริ่มกลายเป็นสั่นระริกและร่างกายร้อนเหมือนจะเป็นไข้
“ไอ้ดยุกหมาบ้าโรคจิต” ชายหนุ่มผมสีเขียวด่า ก่อนกางเกงที่มีเพียงตัวเดียวจะถูกฉีกออกไป
เซอร์เบอรอสเองก็ถอดกางเกงออก เขาจับแกนกายของทั้งคู่ มือใหญ่กุมทั้งสองอันเข้าด้วยกันแล้วรูดพร้อมๆ กันอย่างมันมือ จนร่างบางหลุดครางเสียงหลง
“ไหนๆ ข้าก็เป็นคนโรคจิตในสายตาท่านพี่เรย์แล้ว ลองมาทำอะไรโรคจิตกว่านี้ดูไหม” เขาเลียริมฝีปากแล้วลูกไล้อีกฝ่ายหนักขึ้น
“อย่า อึก” ร่างบางพยายามจะดันออก แต่มือที่โดนโซ่พันถูกรวบไว้บนหัวไม่ให้ขัดขวาง
“บอกว่าเกลียดข้า แต่รูของท่านเหมือนจะต้องการข้าแทบรอไม่ไหวเลยนะ” นิ้วสากลูบกระตุ้นช่องทางที่ตอดอากาศเพราะยาเริ่มออกฤทธิ์ “ทีนี้ ใครกันแน่ที่ต้องระบายความใคร่”
“อึก เซอร์เบอรอส” ชายหนุ่มผมสีเขียวกลืนน้ำลาย เขาไม่สามารถต่อต้านความรู้สึกกำหนัดที่พุ่งพล่านได้ ดยุกหนุ่มเอามือลูบไล้และรูดแกนกายของเรย์จนใกล้เสร็จแต่กลับใช้เชือกเล็กๆ ผูกเป็นโบว์ไม่ให้เขาปลดปล่อย
“ม.. ไม่” เรย์คาลัสกัดปาก เขาตกใจมองการกระทำของอีกคนก่อนนิ้วแข็งๆ จะสอดเข้ามาด้านในรูเสียว เซอร์เบอรอสสอดเข้าสอดออกจนความเสียวแล่นขึ้นเขากระตุกไปทั้งตัวแต่ไม่สามารถเสร็จได้ นิ้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นและขยับเบาๆ จนเขารู้สึกทรมาน เขารู้สึกถึงทุกสัมผัสของอีกคนบนร่างกายเพราะยาที่ทำให้ไวต่อสัมผัสมากขึ้น
“เซอร์เบอรอส ข้าขอร้อง ให้ข้าเสร็จเถอะ” ดวงตาสีน้ำตาลมองอ้อนเว้าวอนพร้อมกับช่องทางด้านล่างที่ตอดรัดนิ้ว แต่อีกฝ่ายเหมือนจะไม่ฟังกับกระแทกแกนกายใหญ่เข้าไปในรูเสียวพรวดเดียว
“อ๊า” ร่างบางร้องลั่นน้ำตาไหลและสั่นระริกไปทั้งตัว ท่อนเอ็นสีชมพูต้องการปลดปล่อยแต่กลับทำไม่ได้
“ไหนลองขยับเองสิ” เซอร์เบอรอส ตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลาของเขาช่างเหมือนปีศาจ เรย์รู้สึกเหมือนการตกหลุมรักคนตรงนั้นเป็นการทำสัญญากับปีศาจ
เขาต้องการเซอร์เบอรอส ต้องการจนแทบบ้า เรย์กัดริมฝีปากแล้วสบตาคนตรงหน้า ใบหน้าแดงก่ำด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่าน
“ข้าล่ะชอบสีหน้านี้ของท่านพี่เรย์มากจริงๆ” เซอร์เบอรอสมองร่างตรงหน้าที่ขยับตามใจตามคำสั่งของเขา เสียงทุ้มต่ำเอ่ยราวกับจะล่อลวง “ขยับแล้วอ้อนวอนข้าสิ”
…
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ

![พี่ติวเตอร์ครับ...ช่วยสอนผมหน่อยนะครับ[PWP]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





