Masuk“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้
“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”
ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเอง
มือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม
“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ
“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง
“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”
“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมากกว่านี้ “เจ้าใจเย็นก่อน ข้ารู้ว่าเจ้าคิดว่าข้าจะหนี ข้ารู้ว่าเจ้าคิดว่าไม่เหมาะเป็นดัชเชสแห่งเฮลดันไฮม์ แล้วข้าก็ไม่ได้อยากจะเป็นด้วย แต่เจ้าต้องฟังข้า แค่กๆๆ” ผมพยายามแกะมือเงาดำออกจากคอ
“ดัชเชสแห่งเฮลดันไฮม์? นี่มันเรื่องอะไรกัน ท่านพี่” มารีนอ้าปากค้าง หน้าตามีแต่คำถามว่าท่านพี่ไปเป็นตอนไหน
“ข้ารู้วิธีช่วยเซอร์เบอรอส ข้าทำให้เขาดีขึ้นได้ แต่ข้าต้องออกไปนอกปราสาท” ผมพยายามเปล่งเสียงแม้จะโดนบีบคออยู่ก็ตาม เมื่อได้ยินดังนั้นสติกซ์ก็ปล่อยมือจากคอผมแล้วนิ่งอึ้งไป ผมจึงนั่งลงคุกเข่าให้เขา
“ข้ารู้มันฟังดูบ้าแต่ช่วยเชื่อข้าเถอะข้าขอร้อง” ผมมองตาเขาพยายามจะบอกว่าผมไม่ได้โกหก “ข้าอยากช่วยเขาจริงๆ อยากหาวิธีช่วยนายท่านของเจ้า ข้าเลยต้องออกจากปราสาท ไม่สิ ข้าจะช่วยเซอร์เบอรอสให้ได้ ถ้าเจ้าปล่อยข้าไป”
“ระดับท่านเซอร์เบอรอสเองยังแก้ไขเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วคนอย่างเจ้าจะไปทำอะไรได้” สติกซ์พูดด้วยสีหน้าเย็นชา
“ข้าเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลอะควาเซีย ตระกูลของข้าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องข่าวสารรวมถึงข้อมูลเกี่ยวกับอาติแฟกซ์โบราณที่ไม่มีใครรู้จัก” ผมพยายามยกเหตุผลขึ้นมาคุยกับเขาถึงจะเป็นเรื่องโกหก พลางพูดเรื่องจริงสำทับ “ข้ามีข้อมูลที่พวกเจ้าไม่มี ขอร้องล่ะ ช่วยเชื่อใจข้าสักครั้งได้ไหม”
“ข่าวสารงั้นเหรอ” สติกซ์ทำหน้าไม่เชื่อ “อาร์ติแฟกซ์โบราณ ถ้ามีของแบบนั้นจริงเหตุใดดยุกรุ่นก่อนๆ ไม่ทราบ”
“เพราะมันเพิ่งถูกค้นพบ ข้าคิดว่ามันน่าจะช่วยในการระงับอาการเซอร์เบอรอสตอนนี้ แม้ข้าไม่แน่ใจแต่ก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลยแล้วปล่อยเขาตายไปแบบนี้” ผมบอก “ได้โปรดเถอะสติกซ์ แล้วข้าจะนำมันมาวางตรงหน้าเขา หรือถ้าข้าหนีไปค่อยตามไปฆ่าข้าก็ได้ยังไงเจ้าก็เป็นอัศวินสังหาร”
“ข้าเป็นอัศวินพิทักษ์ปราสาทต่างหาก ข้าไม่มีหน้าที่ต้องออกไปสังหารใคร” สติกซ์ถอนใจ “ข้าเพียงมีหน้าที่ในการดูแลปราสาทและนายท่านเท่านั้น”
“ข้าขอร้องล่ะ ข้าเองก็อยากช่วยนายท่านของพวกเจ้าจากใจจริง”
“คนนอกอย่างเจ้าเนี่ยนะ จะช่วยนายท่านของข้าด้วยสาเหตุอะไร” สติกซ์ขมวดคิ้ว
“เจ้าก็รู้..ว่าข้า…ข้ารักนายท่านของเจ้า” เมื่อผมอึกอักแล้วพูดออกไป ดวงตาสีฟ้าของสติกซ์มีแววไหววูบนิดๆ ส่วนมารีนกับดยุกอิลเครนอ้าปากค้าง
เขามองตาผมเหมือนจะค้นหาความจริง แล้วสุดท้ายก็ถอนหายใจ แล้วพูดว่า
“อย่าทรยศพวกเราล่ะ สโครว์กับสเตมป์ฟาดูเหมือนจะชอบเจ้ามาก คงผิดหวังน่าดูหากต้องฆ่าเจ้ากับมือตัวเอง” สติกซ์มองผมด้วยแววตาเย็นชาอีกครั้ง ทว่าเขากลับไม่ใช่คนเลวร้ายอย่างที่ผมคิดในตอนแรก แถมยังตกลงเบี่ยงเบนความสนใจคนในปราสาทโซนหน้าให้พวกเราออกไปได้ง่าย “รีบไปเถอะ มีเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนท่านเซอร์เบอรอสจะกลับห้อง”
“ใช้พลังของข้าเถอะ” ดยุกอิลเครนบอกผมและมารีนพลางยื่นมือมาให้พวกเราทั้งคู่ ผมเห็นมารีนจับจึงจับมือเขาไว้บ้าง “จับข้าไว้ให้ดีนะขอรับ” หลังจากนั้นก็เกิดภาพประหลาดขึ้น พวกเราทั้งสามคนกลายเป็นเหมือนผีที่โปร่งใส
พลังของอิลเครนคือการล่องหน เขาสามารถพาสิ่งที่ตัวเองจับล่องหนหายไปด้วยได้
สติกซ์ดูประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็เดินนำไป ทำทีเป็นไปคุยกับคนในปราสาทโซนหน้า และแอบเปิดประตูทางออก แค่พอให้พวกเราสามคนแอบหลบลอดผ่านออกไปได้
พวกเราลัดเลาะผ่านป่าและออกมาจากปราสาทได้สำเร็จ
หลังจากออกมาห่างปราสาท พวกเราวิ่งออกมา และขึ้นรถม้าที่ดยุกอิลเครนเตรียมไว้ให้
“ที่อัศวินผู้พิทักษ์ปราสาทพูดหมายความว่าอย่างไร เรย์คาลัส ท่านไม่ได้ถูกจับไว้เหรอ” ดยุกอิลเครนดูไม่ค่อยเข้าใจสถานการณ์ของผมเท่าไหร่ แต่ก็เก็บความสงสัยมาถามในตอนนี้
“อันที่จริงพวกเขาปกป้องข้า รวมถึงดยุกเฮลดันไฮม์ด้วย พวกเขาปกป้องข้าจากองค์รัชทายาท” ผมเล่าสถานการณ์คร่าวๆ ให้เขาและมารีนที่นั่งทำหน้างงฟัง
“ข้าก็ว่าแล้ว หมอนั่นเอาแต่ตามท่านพี่ต้อยๆ ข้าก็ว่าเขาไม่มีทางฆ่าท่านพี่ของข้า” มารีนถอนหายใจหลังจากเธอรู้ความจริง ในขณะที่ดยุกอิลเครนทำหน้าไม่เชื่อเมื่อได้ยินคำว่าตามต้อยๆ คงเชื่อมโยงไม่ออกว่าหมาบ้าแห่งสนามรบจะทำอะไรแบบนั้นได้
“ว่าแต่ท่านพี่ได้ดีเป็นดัชเชสอยู่ในปราสาทเฮลดันไฮม์ ไม่คิดจะบอกน้องซักคำเลยเหรอคะ” มารีนถาม
“เอ่อ คือข้า มันไม่ใช่แบบนั้น” ผมอึกอักเมื่อเห็นน้องสาวทำหน้าคว่ำแบบสุดๆ “แล้วค….คือว่าข้ากลัวว่าข่าวจะหลุดเลยบอกแค่โมเบียส”
“โมเบียสรู้เรื่องนี้แต่ข้าไม่รู้หรอเจ้าคะ ข้าไม่รู้แล้วว่าใครเป็นน้องของพี่กันแน่” มารีนถามด้วยเสียงแหลมสูงแล้วเริ่มประชดประชันผม “เห็นหนุ่มๆ ดีกว่าน้องหมด น้องไม่ใช่น้องของท่านพี่แล้วเหรอคะ” เธอพูดแล้วก็เบะจะร้องไห้
“หา ไม่ใช่แบบนั้นนะมารีน คือว่าที่ต้องบอกโมเบียสเพราะพี่ต้องกินยา” หลังจากผมอธิบายตัวเองและแถน้ำขุ่นๆ จนมารีนหายน้อยใจได้ ผมก็บอกดยุกอิลเครนที่นั่งหน้าเหวอเมื่อเห็นมารีนร้องไห้งอแงกับผมว่า
“ท่านดยุกอิลเครน ข้าขอร้องได้ไหม ให้ท่านพาข้าไปที่ที่หนึ่ง พวกเราต้องไปงานประมูลของเซอร์เค็ตที่มีขึ้นในวันนี้” ผมบอก
.
.
.
งานประมูลของเซอร์เค็ตเหมือนกับงานปาร์ตี้ประหลาดๆ ธีมโชว์ละครสัตว์แต่ในแบบที่หรูหราอลังการ งานนั้นถูกจัดในสถานที่ปิด พวกเราไม่มีแม้แต่บัตรเชิญเข้างาน แต่ดยุกอิลเครนมี แน่นอนล่ะเพราะเป็นดยุก เขาจึงพาพวกเราเข้าไปได้ในฐานะผู้ติดตาม ผมโล่งใจที่ทุกอย่างยังดูราบรื่นจนถึงตอนนี้ และเมื่อถึงงานประมูล ไม่มีใครตามพวกเรามา
พวกเราได้ที่นั่งบนโซฟาที่วิบวับราวกับอัดกาวด้วยกลิตเตอร์อย่างหนักหน่วง ผมมองเวทีที่อยู่ไกลออกไป บนเวทีที่กำลังหมุน พิธีกรที่แต่งหน้าขาวและวาดรูปเรขาคณิตบนหน้าเหมือนตัวตลกอยู่ในชุดหรูหรากำลังบรรยายคุณสมบัติของสมบัติแต่ละชิ้น เพราะงานได้เริ่มไปแล้ว จึงไม่มีการเกริ่นอารัมภบท แต่เป็นการลงลึกในข้อมูล
“มาที่ชิ้นต่อไปเลยนะขอรับ ดาบอัคนีกัมปนาทแห่งเซอร์เค็ต” ชายหนุ่มร่างใหญ่ผมสีน้ำเงินในชุดหรูหราที่มีหน้ากากสีแดงเดินขึ้นเวทีมาพร้อมกับถือดาบมาด้วย ถึงแม้เขาจะสูงราวสองเมตรพร้อมกล้ามล่ำบึก แต่เหมือนน้ำหนักของสิ่งที่ถืออยู่นั้นทำให้แม้แต่เขายังสั่น
“ดาบนี้ถูกค้นพบในสุสานนักเวทย์แห่งเซอร์เค็ต มีอายุกว่า 400 ปีแล้วขอรับ ดูลวดลายของมันสิ ทั้งน่าหลงใหลและดูราวกับตีขึ้นจากลาวา ใครจะไปรู้ว่าจะมีพลังแบบไหนซ่อนอยู่ หากอยากเป็นเจ้าของดาบชิ้นนี้ เริ่มที่ 5 ล้านอาร์เคขอรับ”
ผมมองดูดาบเล่มนั้น ดาบที่เหมือนมีลวดลายของแม็กม่าไหลอยู่ภายใน สีของมันเป็นสีดำแต่เจือไปด้วยสีแดงอย่างประหลาด มีลวดลายสีแดงที่ดูทรงพลังราวกับจะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อ
“50 ล้านอาร์เค” ชายที่ดูเหมือนนักดาบเปิดประมูลอย่างร้อนรนพร้อมยกป้าย
“100 ล้านอาร์เค” อีกคนที่ดูเหมือนเศรษฐีเครายาวพูดด้วยท่าทีสบายๆ สายตาของทั้งสองสบกันแล้วเหมือนจะมีไฟแล่นเปรี๊ยะๆ
“120 ล้านอาร์เค” อีกคนที่ดูเขินๆ ประมูลด้วย ถึงจะดูขี้อายแต่การแต่งตัวที่หรูหราทำให้ดูออกว่าเขาเองก็ไม่ได้มาเล่นๆ ทั้งสามคนประมูลแข่งกันอย่างดุเดือดจนสุดท้าย
“500 ล้านอาร์เค” เศรษฐีเครายาวพูด เขากระเป๋าหนักของจริงจึงไม่มีใครกล้าสู้อีก
หลังจากนั้นก็มีสิ่งของเล็กๆ น้อยๆ ที่ถูกค้นพบในสุสานนักเวทย์ถูกนำออกมาประมูล ประกอบด้วยกาน้ำชาโบราณ ภาพเขียนที่ดูแอปสแตรกต์เป็นรูปคนและปีศาจทั้ง 7 ตน และอัญมณีสีฟ้าที่ใหญ่เท่าไข่ห่าน
และไม่นานนักก็ถึงสิ่งของที่ผมเองรอคอย เมื่อหญิงสาวผมแดงเดินขึ้นมาพร้อมกับเข็มทิศสีทองหม่นที่ดูเก่าๆ พิธีกรเริ่มพูดแนะนำรายละเอียด
“สิ่งนี้คือเข็มทิศโบราณ ดูก็รู้ว่าเก่าแก่ ไม่มีใครรู้ว่ามันถูกชี้ไปที่สถานที่ใด หรือมันแค่เข็มทิศที่เสีย แต่มันทำจากทองคำและงดงามเป็นพิเศษ เข็มทิศอันนี้เป็นเข็มทิศที่นักสำรวจชื่อดังได้ค้นพบเข้าระหว่างเขาสำรวจที่ทะเลโซนใต้ของอาณาจักร” ผู้ดำเนินรายการเอ่ยถึงคำบอกเล่าของเข็มทิศ “เราจะเริ่มด้วย 5 ล้านอาร์เคนะขอรับ”
“10 ล้าน อาร์เค” ชายที่นั่งอยู่ข้างหน้าผมยกป้าย
“30 ล้าน อาร์เค” ผมรีบยกทับ
“50 ล้าน อาร์เค” หมอนั่นหันมามองกวนตีนผม เขาน่าจะเป็นนักสำรวจหรืออะไรสักอย่าง
“100 ล้านอาร์เค” ผมยกป้าย ชายที่อยู่ด้านหน้าตะลึง เช่นเดียวกับทุกคนที่หันมามองเป็นตาเดียวว่าไอ้โง่ที่ไหนมาประมูลเข็มทิศที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชี้ไปที่ไหนด้วยราคาสร้างคฤหาสน์ขนาดนี้
ก็เพราะรู้ไงล่ะโว้ย ถึงประมูล ผมจ้องตอบสายตาที่เหมือนจะด่าว่าโง่พวกนั้น
“ท่านพี่” มารีนมองผมด้วยสายตาเป็นห่วง “ท่านพี่ข้ารู้ว่าท่านรวย แต่ท่านเอาเงินมาเหรอคะ เรารีบมาจากที่ปราสาทมืดยังไม่ได้แวะที่คฤหาสน์อะควาเซียเลยนะ”
“…”
“ข…ข้าก็พกมาไม่เยอะ” ดยุกอิลเครนกระแอมเบาๆ หน้าแดง
เชี่ย…สรุปว่าผมประมูลได้แต่ไม่มีตังค์จ่าย โว้ย ทำไมโลกนี้ไม่มีสแกน
หลังจากต้องคุยอยู่พักใหญ่ โชคดีว่าคนประมูลรู้จักผม ผมเลยให้ตราประจำตระกูลอะควาเซีย กับเงินที่มารีนกับดยุกอิลเครนพกมาส่วนหนึ่งเอาไว้ก่อนและรับเข็มทิศไป
แล้วพวกเราก็จ้างรถม้าให้ไปสถานที่หมายถัดไป เมื่อขึ้นรถม้าผมเห็นดยุกอิลเครนส่งมือให้มารีนจับอย่างดูเป็นธรรมชาติ ดูเหมือนทั้งคู่จะสนิทกันเลยลองแซวดู
“แล้วนี่ท่านดยุกกับน้องสาวข้าสนิทกันขนาดนี้ หรือว่าจะคบหากัน” ระหว่างนั่งรถผมก็อดถามไม่ได้ พลางมองตาแป๋วด้วยความอยากใส่ใจเพราะผมอดไม่ได้ ด้วยความเป็นคนไทย
“ป..เปล่าค่ะ ท่านพี่พูดอะไรน่ะ ถ้าพอที่จะสู้กับเซอร์เบอรอสได้ น้องคิดถึงคนอื่นไม่ออกแล้ว เลยไปขอให้ท่านดยุกช่วยค่ะ” มารีนมองค้อนผม
“เอ่อ ถ้าให้สู้ตรงๆ คิดว่าคงไม่ชนะเหมือนกันขอรับ แต่ว่าถ้าให้ช่วยพาหนี ข้าค่อนข้างมั่นใจมากเลย” ดยุกอิลเครนเอ่ยพลางยิ้ม
เอ่อ แล้วนี่เจ้าเป็นพระเอกหลักของนิยายต้นฉบับจริงเหรอ มั่นใจเรื่องหนีเฉยเลย
“ท่านผู้นั้นน่ะแข็งแกร่งมากขอรับ คือที่จริงข้าเคยเจอเขาที่สนามรบ แต่ว่าไม่ได้สนิทหรอกนะครับ เลยพอรู้เรื่องพลังของเขามาบ้าง” อิลเครนเอามือเกาแก้มเขินๆ
อันนี้ความรู้ใหม่ ผมเองก็เพิ่งรู้ว่าสองคนนี้เคยเจอกันด้วย เพราะในนิยายไม่ได้ถูกเอ่ยถึงเลย
แต่มารีนกับอิลเครนน่าจะคืบหน้าช้ากว่าในต้นฉบับ เพราะแต่เดิมทั้งคู่ต้องหนีจากเซอร์เบอรอสด้วยกัน จึงทำให้เกิดความรักความผูกพันขึ้น ซึ่งจากที่ผมเดาเรื่อง เซอร์เบอรอสที่ลักพาตัวมารีนไปนั้น เป็นเพราะเขาใช้พลังจนเกิดการบ้าคลั่งของพลัง ที่พามารีนไปกักขังไว้ เพียงเพราะอยากให้มีคนอยู่ข้างๆ และไม่ได้บอกความจริงกับมารีน เมื่อดยุกอิลเครนพามารีนหนี เขาจึงไม่ได้ไล่ตามและยินยอมที่จะตายเพียงลำพังเพื่อสกัดอาการบ้าคลั่ง
ตระกูลดยุกเฮลดันไฮม์ที่หากไม่ฆ่าตัวตาย ไม่ป่วยตาย ก็จะถูกพลังกลืนกินจนกลายเป็นบ้า
แล้วผมจะช่วยเขาได้ไหมนะ ขอให้ผมเปลี่ยนชะตากรรมได้ ขอให้ทันทีเถอะ
ผมเริ่มสวดมนต์ในใจแล้วภาวนาขอให้ไม่มีอะไรผิดพลาด
แต่เดี๋ยวนะนี่มันอาณาจักรอาร์คไม่ใช่ประเทศไทยแล้วผมต้องสวดบทไหน
.
.
.
ท่ามกลางงานประมูลที่กำลังเลิก
ชายคนหนึ่งเดินลากเท้าผ่าฝูงชน เขามีดวงตาสีแดงและตาขาวที่ควรจะเป็นสีขาวกลับเป็นสีดำ
“เรย์คาลัส อะควาเซีย มาที่นี่หรือเปล่า” เขาเอ่ยถามผู้จัดประมูลที่ตัวสั่นเพราะหวาดกลัวในรูปลักษณ์ที่ราวกับปีศาจ ใบหน้าคมหล่อเหลาแต่มีรอยแผลที่หน้า กลิ่นอายเต็มไปด้วยจิตสังหาร รวมถึงดาบสีดำในมือที่ปล่อยไอสีดำบางอย่างออกมา
“ม…มาขอรับ เขามาประมูลของ ดูเหมือนจะมากับท่านดยุกอิลเครน”
“ฟรึ่บ! โครม!” โต๊ะประมูลหักเป็นสองท่อน
“ท่านพี่เรย์ ท่าน...จะทำอะไรกันแน่” เมื่อเขาฟันโต๊ะหักไปแล้วก็ดูคล้ายสงบลงเล็กน้อย แต่เมื่อผู้จัดกำลังจะถอนหายใจอย่างโล่งอก เต็นท์ด้านหน้าก็ค่อยๆ ถล่มลงมา
.
.
.
“ท่านพี่เรย์ ดูนี่สิคะ” มารีนเรียกผมที่กำลังจะออกนอกบ้านให้มาดูเธอเสกเวทย์น้ำ น้ำในแก้วกลายเป็นน้ำพุเล็กๆ พุ่งออกและไหลมาในแก้วเดิมโดยไม่หก“มารีนเจ้ามีพรสวรรค์นะเนี่ย” ผมชมด้วยสีหน้าประหลาดใจ ในนิยายนางเอกไม่ได้มีฉากใช้เวทมนตร์เสียหน่อย แล้วอันนี้มายังไงล่ะเนี่ย แต่ช่างมันเถอะ หากน้องสาวของผมปกป้องตัวเองได้ย่อมเป็นเรื่องดี“จ..จริงขอรับ ข้าสัมผัสได้ว่ามารีนมีพลังเวทย์ที่หากฝึกแล้วสามารถกลายเป็นนักเวทย์ได้เลย ข…ข้าก็เลยลองชวนไปที่หอคอยเวทมนตร์ดู” บาอัลพูดขึ้นอย่าประหม่า เขาเป็นเพื่อนของมารีนที่มารีนบอกว่าเจอที่งานเต้นรำ ดูขี้อายและมีผมสีน้ำเงินปรกหน้าจนมองแทบไม่เห็นตา ผมจินตนาการไม่ออกว่าพวกเขาไปคุยกันได้ยังไงเพราะดูเคมีเป็นตัวแม่กับทรงติ๋มเกิน“เจ้าก็ชมข้าเกินไปแล้ว บาอัล เทียบกับเจ้าแล้วข้ายังห่างชั้นอยู่เยอะ” มารีนพยายามเพ่งสมาธิแล้วเก็บน้ำกลับไปนิ่งในแก้วดังเดิม “ที่จริงตอนที่บาอัลชวนข้าก็ไม่ได้สนใจเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าตอนที่ท่านพี่ตกอยู่ในอันตราย ข้ารู้สึกแย่มากที่ทำอะไรไม่ได้ ข้าเลยเปลี่ยนใจและบอกบาอัลว่าข้าจะลองดู”บาอัล? ชื่อนี้คุ้นอยู่นะว่าแต่เขาอยู่ตรงไหนของเรื่องหอคอยเวทมนตร์
ผมยืนที่สะพาน ด้านหน้ามองออกไปเห็นคูน้ำลึก ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างหลัง ผมมองเห็นว่าเขาคือใครผ่านเงาที่สะท้อนบนผืนน้ำ เขาคือเซอร์เบอรอส แต่ไม่ใช่เซอร์เบอรอสที่ผมจำได้ แม้หน้าตาเหมือนกันแต่บรรยากาศราวกับคนละคน คนคนนี้แม้มีใบหน้าที่หล่อเหลา แต่ดวงตาสีแดงของเขาไร้ความรู้สึกราวกับคนตาย รอยแผลทั่วตัวและมีรอยแผลเป็นที่แขนซ้ายเป็นรอยใหญ่เห็นได้ชัด แผลเหล่านั้นมากมายเกินจะนับได้เราสองคนยืนอยู่ที่คูน้ำ เมื่อผมมองลงไปในน้ำ แทนที่จะสะท้อนใบหน้าปกติ กลับสะท้อนใบหน้าของชายหนุ่มผมสีเขียวที่ดูป่วยผอมโซ หน้าตอบจนเห็นกระดูก ขอบตาดำคล้ำและริมฝีปากเป็นสีม่วง บ่งบอกถึงการใช้ชีวิตเสเพลอย่างหนักหน่วงนี่คือเรย์คาลัสในนิยาย ผมรู้โดยอัตโนมัติว่าเป็นเช่นนั้นและนั่นก็คือเซอร์เบอรอสในนิยาย ที่เป็นคนฆ่าเขา“คุณชายเรย์คาลัส” เสียงเซอร์เบอรอสเรียกอย่างห่างเหินจนในอกของผมเจ็บแปลบ “ถ้าเจ้าใช้ชีวิตให้มันดีกว่านี้สักนิด ก็คงไม่จบลงเช่นนี้”“ใครจะไปใช้ชีวิตได้ดีเท่าเจ้าล่ะ ท่านดยุกหมาบ้า” เรย์คาลัสในนิยายตอบทำเอาเซอร์เบอรอสชะงักไปครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “เหอะ ปากดีนัก เจ้าใช้ทั้งชีวิตของเจ้าเกลียดชังตัวเองและคนอื่น ข้าไม่
“ท่านเรย์คาลัส ท่านเป็นยังไงบ้าง” ผมไม่ตอบได้แต่เหม่อมองท้องฟ้าก้อนเมฆลอยเอื่อยๆ และแสงแดดไม่รับรู้ถึงความเศร้าของผมดยุกอิลเครนถาม เขาเองยังดูเป็นห่วงผม ไม่ต้องพูดถึงมารีนที่ถามผมทุกวันในหัวผมมีแต่คำถามว่าทำไมทำไมล่ะทำไมคำวิงวอนของผมถึงไม่เคยส่งไปถึงฟากฟ้าเลย ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อน หรือชาตินี้ผมแค่อยากปกป้องเขาเท่านั้นเองอีกนิดเดียวเองแท้ๆเพราะสถานการณ์ของพวกเรายังไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยอยู่ที่บ้านพักตากอากาศของตระกูลอะควาเซียที่ใกล้ทะเลแถบนั้นที่สุด มันเป็นบ้านขนาดใหญ่ทาสีครีม ที่เต็มไปด้วยสวนดอกไม้ กุหลาบแดงบานสะพรั่งส่งกลิ่นอบอวลไปทั่วผมไม่ได้ทำอะไรนอกจากออกมานั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่แบบนี้มารีนพยายามทำให้ผมรู้สึกดีขึ้น ด้วยการชวนผมทำเรื่องต่างๆ แต่ไม่ว่าทำอย่างไร ผมก็ไม่รู้สึกดีขึ้นเลย“ถ้าข้ารู้ว่าพี่ชอบเขาขนาดนี้ ข้าคงไม่ขัดขวางท่านพี่เลยค่ะ” มารีนร้องไห้ปลอบผม “ข้าขอโทษนะคะท่านพี่”ผมจับมือเธอ แต่ผมไม่รู้สึกถึงสัมผัสของเธอไม่รู้สึกอะไรเลย เหมือนวิญญาณหลุดลอยไปเหลือเพียงเปลือกที่กลวงเปล่า“อย่าว่าแต่เจ้าไม่รู้เลย ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน” ผมตอบมารีนไป ไม่รู้ตัวเลยว่าทำสีหน้าแ
พวกเราเดินทางรอนแรมตามเข็มทิศประมาณสามวันสามคืน ผมพอรู้ว่าจุดหมายที่ต้องไปคือที่ไหนเพราะอ่านนิยายต้นฉบับ มันห่างออกจากเมืองหลวงมาไม่มากนัก และเป็นหาดรกร้างแห่งหนึ่ง และเมื่อมาถึงสถานที่ที่เข็มทิศชี้บอกก็เป็นเวลาค่ำแล้วหาดทรายสีดำกลืนไปกับทะเล โขดหินอยู่ไกลออกไป มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวริบหรี่ที่คอยส่องทางให้ ความนิ่งสงัดที่เหมือนถูกบีบล้อมด้วยสิ่งที่ไม่รู้จัก อากาศหนาวจนแม้ใส่เสื้อกันหนาวยังหนาวลึกเข้าไปในกระดูก ตรงตามคำบรรยายตามนิยายต้นฉบับพวกเราลงจากรถม้าและเริ่มเดินไปตามเข็มทิศอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ ผ่านสิ่งที่รูปร่างเหมือนปะการังแต่กลับอยู่บนบก เสียงแกรกกรากแปลกๆ เหมือนมีอะไรบางอย่างขยับตามพวกเรามา แต่เพราะความมืดที่เวิ้งว้างทำให้ผมคิดว่าตัวเองอาจคิดไปเอง“วืดดด” เสียงบางอย่างแหวกอากาศมาที่ที่พวกเราอยู่“เลดี้อะควาเซีย! หลบ!” ดยุกหนุ่มผู้มีประสาทไวกว่าพวกเราตะโกนบอกมารีน“กรี๊ด!!!” อะไรบางอย่างผ่านหัวมารีนไปจนเธอร้องกรี๊ดออกมาสิ่งนั้นคือก้ามของมอนสเตอร์ที่ดูคล้ายกับปูขนาดใหญ่แต่มีหาง ตัวสูงราว 5 เมตร พวกมันปกป้องอะไรบางอย่างที่มืดๆ เมื่อเพ่งมองดีๆ ท่ามกลางความมืดปรากฏถ้ำด้านหน้าพ
“ปล่อยเขา” ดยุกอิลเครนเอาดาบแห่งแสงฟันมือเงาดำนั่นออกจนผมหลุดออกมาได้“เหอะ ท่านดยุกแดนเหนือมีงานอดิเรกในการยุ่งเรื่องในปราสาทคนอื่นเหรอขอรับ?”ถึงสติกซ์จะถามในแบบสุภาพแต่แปลตรงตัวก็คืออย่าเสือก นั่นเองมือเงาดำหนาแน่นยันดยุกอิลเครนที่ยังไม่ทันตั้งตัวกระเด็นไปให้ห่างจากผม“อย่าเข้ามา ไม่งั้นข้าจะฐานะอัศวินพิทักษ์ปราสาทจะไม่ไว้หน้าท่าน” สติกซ์ปรายตามอง แล้วมือหนึ่งสีดำมือหนึ่งก็มาบีบคอผมต่อ“แล้วปราสาทมืดเฮลดันไฮม์ มีสิทธิ์อะไรมากักขังหน่วงเหนี่ยวประชาชนผู้บริสุทธิ์ล่ะ” ดยุกอิลเครนโมโหที่ถูกพลังยันจนกรระเด็น เอาดาบฟันมือเงาดำขาดไปจำนวนหนึ่ง“บริสุทธิ์อย่างนั้นเหรอ” สติกซ์พูดอย่างเหลืออดแล้วใช้พลังยันดยุกกลับไปอีก แล้วหันมาตวาดใส่ผม “เจ้าทำร้ายจิตใจท่านดยุกของข้า เจ้าก็รู้ว่าเขาเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่แล้ว เจ้ากลัวตายงั้นเหรอถึงจะคิดจะหนี พวกเราคอยดูแลเจ้าอยู่ เจ้าไม่มีทางตายหรอก แต่นายท่านน่ะใกล้ตายแล้ว” เขาพูดเหมือนคนสติหลุดแล้วเอามือทึ้งหัวตัวเอง “ไสหัวกลับไปอยู่กับนายท่านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ข้าจะฆ่าเจ้ากับมือตัวเองซะ”“สติกซ์ ไม่ใช่แบบที่เจ้าคิดนะ” ผมตะโกนขัดก่อนจะโดนเขาด่าจนหน้าชาไปมาก
แม้บาดแผลของเซอร์เบอรอสยังคงดูไม่ปกติแม้ว่าเขาจะแช่ศิลามังกรอยู่ทุกวัน โชคดีว่าเมื่อเขาอยู่ที่ปราสาทไม่จำเป็นต้องใช้พลัง ตอนนี้ยิ่งใช้มันมากเท่าไหร่ยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น ส่วนใหญ่เขาจึงต้องพักผ่อนและหากมีแววว่าจะบ้าคลั่ง เขาจะลงไประบายอารมณ์กับสิ่งของในปราสาทแทน ซึ่งเมื่อเขาสงบลง ผมก็จะไปดูว่าของพวกนั้นยังซ่อมได้หรือเปล่า และหากอาการเขาไม่หนักมาก ผมจะปลอบโยนเขาด้วยร่างกายเฮ้อ ผมอยากช่วยเขาได้มากกว่านั้นระหว่างนั้นผมก็เหลือบไปเห็นหนังสือพิมพ์ที่สติกซ์เอามาวางให้ผม ผมหยิบมาดู ในหนังสือพิมพ์เขียนว่าสิ่งของของทางเซอร์เค็ตที่ยังไม่ถูกทำลายจะถูกนำออกมาประมูลในสัปดาห์หน้าพูดถึงเซอร์เค็ต ดยุกเซอร์เค็ตโกรธมากที่ลูกชายทำร้ายพันธมิตรไปโดยพละการ แต่ก็โกรธที่เฮลดันไฮม์ขโมยทั้งศิลามังกรและสมบัติบางส่วน รวมถึงทำให้สุสาน 400 ปี เสียหายและเขียนจดหมายที่เต็มไปด้วยความโมโหมา 30 หน้ากระดาษ (เซอร์เบอรอสโยนทิ้งไปแล้ว)สิ่งที่นำออกมาประมูลคงเป็นสิ่งของที่ยังคงอยู่ในสุสานนั้น ผมไล่รายการของที่ถูกนำมาประมูล มีสิ่งของจากที่อื่นๆ ที่น่าสนใจถูกนำออกมาประมูลด้วยและแล้วสายตาของผมก็ไปหยุดอยู่ที่รายละเอียดขอ







