Share

ตอนที่ 7

last update publish date: 2026-09-22 19:32:27

คำว่าไม่รักคือจุดจบที่ชัดเจน แต่คำว่าไม่รู้คือความคลุมเครือที่บั่นทอน มันหมายความว่าเขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าเธอมีค่าพอให้รักหรือไม่ หยาดน้ำตาร้อนผ่าวรื้นขึ้นขอบตา ทว่าเธอกัดริมฝีปากแน่น บังคับตนเองไม่ให้หลั่งน้ำตาออกมา

“ธันไม่ได้เกลียดแพรนะ ธันไม่ได้อยากทำร้ายความรู้สึกแพร”

ธันวารีบลนลานอธิบายเมื่อเห็นแววตาร้าวรานของเธอ

“ธันรู้ว่าแพรเป็นคนดี แพรดูแลธันดีมาตลอด คอยเป็นห่วงเป็นใยเสมอ ธันไม่เคยลืมเรื่องพวกนั้นเลย”

“แล้วทำไมธันถึงไม่รู้ล่ะคะ” แพรไหมสวนกลับ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ

“ถ้าธันรู้ว่าแพรดี ถ้าไม่ได้เกลียด แล้วความรักมันหายไปไหน ทำไมถึงตอบไม่ได้ว่ายังรักแพรอยู่ไหม การตอบว่ารักผู้หญิงที่ตัวเองคบมาสองปี มันยากขนาดนั้นเลยเหรอคะ”

“ธันแค่รู้สึกว่าช่วงนี้เราห่างกันเกินไปแพร ธันเหนื่อยกับงาน เหนื่อยกับปัญหาทุกอย่างรอบตัว แล้วพอหันกลับมาเจอความคาดหวังของแพร ธันก็ยิ่งรู้สึกกดดัน” ธันวายกมือลูบใบหน้าแรง ๆ โยนความผิดให้สถานการณ์

“ธันรู้สึกว่าการรักษาความสัมพันธ์ของเรามันกลายเป็นเรื่องยาก มันต้องใช้ความพยายามมากเกินไป จนธันเริ่มไม่แน่ใจว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ มันคือความรัก หรือแค่ความผูกพันเพราะความเคยชินกันแน่”

เหตุผลของเขาดูน่าเห็นใจ แต่สำหรับแพรไหม ถ้อยคำเหล่านั้นคือข้ออ้างของคนขี้ขลาด คนที่หมดใจแต่ไร้ความกล้าที่จะเอ่ยปากบอกลา

“ธันกำลังจะบอกว่า ความสัมพันธ์ของเรามันทำให้ธันเหนื่อยใช่ไหมคะ” แพรไหมถามย้ำช้า ๆ ชัด ๆ

“ธันไม่ได้หมายความแบบนั้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แค่รู้สึกว่าเราค่อย ๆ ห่างกันไปเอง ไม่มีใครผิด ไม่มีใครถูก”

เขาพยายามพูดจาแบ่งรับแบ่งสู้

“มันแค่จังหวะชีวิตของเราตอนนี้ไม่ตรงกัน ธันโฟกัสเรื่องงานจนไม่มีเวลาให้ ส่วนแพรก็ต้องการเวลาและความเอาใจใส่ ซึ่งธันให้ไม่ได้ในตอนนี้ มันก็เลยกลายเป็นความอึดอัดที่เราทั้งคู่ต้องแบกรับไว้”

แพรไหมแค่นยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มสมเพชตัวเองที่ไปไม่ถึงดวงตา เขาอ้างว่าไม่มีใครผิดใครถูก แต่ไม่เคยหลุดปากเลยสักคำว่าพยายามแก้ไขมันแล้ว เขาพร้อมจะปล่อยมือเธออย่างง่ายดายด้วยข้ออ้างว่าเหนื่อย

“แพรเข้าใจแล้วค่ะ” ถ้อยคำถูกเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เยือกเย็น

ธันวาเงยหน้ามองด้วยความตื่นตะลึง เขาคงคิดว่าเธอจะต้องร้องไห้ฟูมฟาย หรืออ้อนวอนขอร้องให้เขากลับมา ทว่าแพรไหมกลับยังคงนั่งหลังตรง สง่างาม

“ถ้าการมีแพรอยู่ในชีวิตมันทำให้ธันเหนื่อยขนาดนั้น ถ้าความสัมพันธ์ของเรามันกลายเป็นภาระที่ไม่อยากแบกรับอีกต่อไป แพรว่าเราก็ไม่ควรฝืนมันอีกแล้วละค่ะ” หญิงสาวสบตาอย่างเด็ดเดี่ยว

“...”

“ถ้าอย่างนั้น แพรว่าเราควรถอยออกมาสักพักดีกว่าค่ะ”

ประโยคไม่เชิงบอกเลิกหลุดผ่านริมฝีปากบางอย่างมั่นคง มันไม่ใช่การอ้อนวอน ไม่ใช่การประชดประชัน แต่มันคือการตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของผู้หญิงที่รู้ซึ้งแก่ใจแล้วว่า ตัวเองหมดสิ้นซึ่งคุณค่าในสายตาผู้ชายคนนี้

ธันวานิ่งอึ้ง ร่างสูงแข็งทื่อ เขาเบิกตาจ้องมองใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาวราวกับไม่อยากเชื่อหู แววตาคมวูบไหวและสับสนเพียงชั่วอึดใจ มือหนากำเข้าหากันหลวม ๆ

ทว่าท้ายที่สุด ทิฐิและศักดิ์ศรีก็มีชัยเหนือสิ่งอื่นใด เขาเลือกที่จะปิดปากเงียบสนิท ไร้ซึ่งคำคัดค้าน ไร้ถ้อยคำขอร้องให้อยู่ต่อ ธันวาทำเพียงหลบสายตาอันเด็ดเดี่ยว เขาก้มหน้ามองพื้นพรมกลางห้องนั่งเล่น

ก่อนจะพยักหน้าช้า ๆ เป็นการตอบรับข้อเสนอ

การพยักหน้าเพียงครั้งเดียวของเขารุนแรงและสร้างความร้าวรานยิ่งกว่าการถูกตบหน้าฉาดใหญ่ มันคือการยืนยันที่ชัดเจนที่สุดว่า แท้จริงแล้วเขาเฝ้ารอคอยให้เธอเป็นฝ่ายเอ่ยคำนี้มาโดยตลอด

แพรไหมทอดสายตามองชายหนุ่มที่นั่งก้มหน้า หญิงสาวสูดลมหายใจลึก ค่อย ๆ หยัดกายลุกขึ้นยืน ขาทั้งสองข้างหนักอึ้ง

ทว่าเธอกลับสัมผัสได้ถึงความเบาสบายที่ได้ปลดแอกตัวเองออกจากความสัมพันธ์ที่คลุมเครือ เธอหมุนตัวหันหลังก้าวเดินตรงไปยังประตูห้องนอน

เมื่อผลักบานประตูเข้าไป หญิงสาวก้าวตรงไปยังตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ เอื้อมมือดึงกระเป๋าเดินทางออกมา รูดซิปเปิดอ้ากว้างบนเตียงนอน เริ่มต้นพับเก็บข้าวของเครื่องใช้ลงกระเป๋าด้วยความรู้สึกที่กลวงเปล่า

มือบางชะงักไปชั่วขณะเมื่อปลายนิ้วสัมผัสเนื้อผ้าไหมของชุดเดรสสีชมพูอ่อน ชุดที่ธันวาเคยซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด แพรไหมมองชุดนั้นด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะตัดสินใจละมือออก ปล่อยทิ้งให้มันแขวนอยู่อย่างเดียวดายตามเดิม

เครื่องประดับสร้อยคอทองคำขาวถูกวางทิ้งไว้ในกล่องกำมะหยี่บนโต๊ะเครื่องแป้ง หญิงสาวไม่ต้องการนำสิ่งของที่เป็นตัวแทนความทรงจำถึงเขาติดตัวไปด้วยแม้แต่ชิ้นเดียว

ปลายนิ้วเรียวชะงักเมื่อสะดุดเข้ากับกรอบรูปไม้ขนาดเล็กบนโต๊ะเครื่องแป้ง มันคือภาพถ่ายโพลารอยด์ในวันครบรอบหนึ่งปี รอยยิ้มของธันวาในวันนั้นสว่างไสว

แพรไหมหยิบกรอบรูปนั้นขึ้นมา นัยน์ตาไหวระริกเพียงชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจคว่ำกรอบรูปลงบนโต๊ะ ปิดผนึกอดีตที่เคยสวยงามไว้เบื้องหลัง

กระเป๋าเดินทางถูกเติมเต็มด้วยข้าวของส่วนตัวจนครบถ้วน แพรไหมรูดซิปปิด ร่างบางหยัดยืนขึ้นแล้วกวาดสายตาสำรวจความเรียบร้อยรอบห้องเป็นครั้งสุดท้าย สองมือออกแรงลากกระเป๋าเดินทางออกมาจากห้องนอน

ธันวายังคงนั่งอยู่บนโซฟาในตำแหน่งเดิม ทันทีที่ได้ยินเสียงล้อกระเป๋าบดไปกับพื้น ชายหนุ่มก็เงยหน้าขึ้นขวับ นัยน์ตาฉายชัดถึง ความตกใจระคนสับสน เขาลุกพรวดขึ้นยืน

“แพรจะไปตอนนี้เลยเหรอ” น้ำเสียงสั่นพร่า ร่างสูงขยับเท้าหมายจะก้าวมาดึงรั้งกระเป๋าใบนั้นไว้ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อปะทะเข้ากับสายตาว่างเปล่าของเธอ

“ค่ะ แพรเก็บของเสร็จแล้ว”

เธอตอบกลับน้ำเสียงราบเรียบ

“แต่ข้างนอกมันมืดแล้วนะแพร ฝนเพิ่งหยุดตก ถนนมันลื่น ให้ธันไปส่งไหม หรือรอให้เช้าก่อนค่อยไปก็ได้นะ” ธันวาลนลานเสนอทางเลือก ความรู้สึกผิดคงเริ่มตีรวนในอกเมื่อตระหนักว่าเธอกำลังจะก้าวออกไปจากชีวิตจริง ๆ

“ไม่ต้องหรอกค่ะ แพรจัดการตัวเองได้ ธันพักผ่อนเถอะค่ะ พรุ่งนี้มีงานต้องทำไม่ใช่เหรอ”

แพรไหมสวนกลับด้วยประโยคคุ้นหู ถ้อยคำเดียวกับที่เขาเคยใช้ปฏิเสธและผลักไสเธอมาตลอด เธอตอกย้ำให้รู้ซึ้งว่า เธอสามารถยืนหยัดด้วยตัวเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเขาอีกต่อไป

หญิงสาวล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าสะพาย หยิบคีย์การ์ดและกุญแจห้องสำรองออกมา ก่อนจะเดินไปวางมันลงบนเคาน์เตอร์ครัวหินอ่อน

“แพรคืนกุญแจให้นะคะ ส่วนของที่แพรไม่ได้เอาไป ธันจะทิ้งหรือจะเก็บไว้ก็แล้วแต่เลยค่ะ แพรยกสิทธิ์ให้ทั้งหมด”

ธันวาก้มมองกุญแจบนเคาน์เตอร์ สลับกับใบหน้าเรียบเฉยของคนรัก ริมฝีปากหนาเม้มเข้าหากันแน่น

“แพร ธันขอโทษนะ” เขาเค้นคำนี้ออกมา คำขอโทษที่แผ่วเบาและไร้เรี่ยวแรง

แพรไหมคลี่ยิ้มบาง ๆ ส่งให้ ปราศจากความโกรธเกลียด ปราศจากความแค้นเคือง มีเพียงความเข้าใจและยอมรับในสัจธรรม

“ไม่ต้องขอโทษหรอกค่ะธัน ไม่มีใครผิดหรอก เราแค่เดินมาสุดทางแล้วจริง ๆ ลาก่อนนะคะ”

สิ้นคำบอกลาอันเรียบง่าย แพรไหมก็หันหลังก้าวเดินตรงไปยังประตูห้อง เธอผลักบานประตูออก ก้าวเท้าข้ามผ่านโดยไม่หันหลังกลับไปมองผู้ชายที่ยืนนิ่งอยู่กลางห้องอีกเลย มือบางดึงบานประตูให้ปิดลง

เสียงกลอนประตูดิจิทัลล็อกอัตโนมัติดังขึ้น โลกสองใบที่เคยเชื่อมต่อกัน บัดนี้ถูกตัดขาดออกจากกันโดยสมบูรณ์

ทันทีที่บานประตูจมลับสายตา ขาทั้งสองข้างของแพรไหมก็สั่นสะท้านจนแทบทรงตัวไม่อยู่ ความเข้มแข็งพังทลายลงอย่างย่อยยับ

เธอสูญเสียเรี่ยวแรงจนต้องทิ้งแผ่นหลังพิงผนังทางเดิน สูดลมหายใจลึกเพื่อสะกดกลั้นก้อนสะอื้น ร่างบางหยัดยืนขึ้นอีกครั้ง ลากกระเป๋าเดินทางไปตามโถงทางเดินที่เงียบสงัด กดลิฟต์ลงไปยังชั้นล่างสุดของคอนโดมิเนียม

พนักงานรักษาความปลอดภัยเอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้ม

“อ้าว คุณแพร จะเดินทางไปไหนดึกดื่นครับเนี่ย ให้ผมช่วยเรียกแท็กซี่ไหมครับ”

แพรไหมฝืนยิ้มตอบ “ขอบคุณค่ะคุณลุง แพรเรียกผ่านแอปไว้แล้ว น่าจะใกล้ถึงแล้วค่ะ”

เธอก้าวออกไปยืนรอรถริมถนนใหญ่ แสงไฟนีออนสาดส่องลงมากระทบถนนเปียกชื้น โลกใบนี้ยังคงหมุนต่อไปตามปกติ ทันทีที่รถแท็กซี่จอดเทียบ แพรไหมยกกระเป๋าขึ้นท้ายรถด้วยตัวเองแล้วก้าวเข้าไปนั่งในห้องโดยสาร

เมื่อรถเคลื่อนตัวออกสู่ถนนกว้าง หยาดน้ำตาที่เพียรสะกดกลั้นเอาไว้เนิ่นนานก็ทะลักลงมาอาบสองแก้มอย่างเงียบเชียบ เธอไม่ได้ร้องไห้ฟูมฟาย ไม่มีเสียงสะอื้นหลุดลอด มีเพียงน้ำตาอุ่นร้อนที่ไหลริน ปล่อยให้ความเสียใจและความเจ็บปวดรินไหลออกไป เธอร้องไห้ให้กับความรักที่สูญเปล่า ร้องไห้ให้กับตัวเองที่ต้องกลับมาเผชิญความโดดเดี่ยวอีกครั้ง

ถามว่าทำไมเธอถึงเสียใจมากขนาดนี้ ก็เพราะว่าเรารู้จักกันเกินกว่าสองปี เขาคือรุ่นพี่ที่คณะ คือพี่รหัสที่สนิทสนมมาก เขาอายุมากกว่าเธอหนึ่งปี เขาชักชวนเธอมาทำงานด้วย สิบกว่าปีแล้วที่เรารู้จักกันมา เขาเป็นทุกอย่างในชีวิต อยู่เคียงข้างตลอด

เมื่อความผูกพันแปรเปลี่ยนเป็นความรัก มันจึงหยั่งลึกเกินกว่าจะทำใจยอมรับการสูญเสียได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อวันนี้จากคนที่เคยสำคัญที่สุดในชีวิตเขา แปรเปลี่ยน เธอย่อมเสียใจ แต่เธอก็ไม่เสียดาย เพราะที่ผ่านมาเธอทำดีที่สุดแล้ว

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • เมื่อไม่รักก็...ไม่รั้ง   ตอนที่ 13

    ครึ่งชั่วโมงต่อมา แพรไหมในชุดทำงานที่ถูกจัดระเบียบให้เรียบร้อย เดินถือซองกระดาษสีขาวตรงไปยังห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าแผนกการตลาด ท่วงท่าของเธอสง่างามและมั่นคง แววตาเด็ดเดี่ยวปราศจากร่องรอยของความหวาดกลัวหรืออาลัยอาวรณ์ เธอสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกความมั่นใจ ก่อนจะเคาะประตูกระจกสองครั้งแล้วผลักบานประตูเข้าไปด้านในเครื่องปรับอากาศภายในห้องทำงานส่วนตัวเย็นเฉียบ ธันวากำลังนั่งพิงพนักเก้าอี้หนังตัวใหญ่ สายตาจดจ่ออยู่กับการอ่านรายงานยอดขายบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อยตามวิสัยคนบ้างาน“มีอะไรด่วนหรือเปล่าแพร” ธันวาเอ่ยถามโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ“แพรเอาเอกสารมาให้เซ็นรับทราบค่ะ”หญิงสาวก้าวเข้าไปหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานตัวใหญ่ ก่อนจะวางซองจดหมายสีขาวสะอาดตาลงบนโต๊ะตรงหน้าเขาอย่างนุ่มนวลธันวาละสายตาจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ เลื่อนสายตาลงมามอง คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิมทันทีที่เห็นหน้าซองจดหมายอันคุ้นเคย“นี่มันอะไรแพร” น้ำเสียงของเขาเจือความหงุดหงิดระคนแปลกใจ“ใบลาออกค่ะ แพรจะทำงานจนถึงสิ้นเดือนนี้ แพรส่งอีเมลแจ้ง ฝ่ายบุคคลเรียบร้อยแล้ว แพรนำเอกสารมาให้ธันเซ็น

  • เมื่อไม่รักก็...ไม่รั้ง   ตอนที่ 12

    “โอ้ก”เสียงอาเจียนดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องน้ำหญิงที่เงียบสงัด แพรไหมทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่หน้าชักโครก มือบางทั้งสองข้างกำขอบกระเบื้องเคลือบไว้แน่นจนข้อขาว ร่างกายบอบบางสั่นสะท้านไปทุกสัดส่วนตามแรงขย้อนที่ปะทุขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้ หยาดน้ำตาแห่งความทรมานรื้นขึ้นเกาะกุมขอบตา ความขมปร่าของน้ำย่อยตีตื้นขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ทำให้เธอต้องโก่งคออาเจียนระลอกแล้วระลอกเล่าจนแทบหมดเรี่ยวแรง“แพร ไหวไหม ดื่มน้ำอุ่นล้างปากก่อนนะ”กานต์ลูบแผ่นหลังที่กำลังสั่นเทาของเพื่อนสนิทอย่างร้อนใจ น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความห่วงใย พร้อมกับยื่นขวดน้ำอุ่นที่เพิ่งวิ่งไปกดมาจากแพนทรีให้ แพรไหมรับขวดน้ำมาถือไว้ด้วยมือที่สั่นเทาหญิงสาวกลั้วคอบ้วนปากทิ้ง ก่อนจะทรุดตัวลงนั่งแปะกับพื้นกระเบื้องเย็นเยียบ อาการอ่อนเพลียเล่นงานอย่างหนักหน่วงจนเธอต้องพิงศีรษะเข้ากับผนังห้องน้ำอย่างหมดสภาพ“ขอบใจนะกานต์ แต่แพรไม่ไหวเลย รสชาติขม ๆ มันตีขึ้นมาตลอดเวลาเลย”แพรไหมตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่สวยที่เคยเปล่งประกายบัดนี้หม่นหมองและอิดโรยอย่างเห็นได้ชัดกานต์ทอดสายตามองเพื่อนรักด้วยความสงสารจับใจ หญิงสาวหยิบกระดาษทิชชูมาซับรอย

  • เมื่อไม่รักก็...ไม่รั้ง   ตอนที่ 11

    เมื่อถึงช่วงพักกลางวัน พนักงานส่วนใหญ่ต่างทยอยเดินลงไปรับประทานอาหาร มิลินฉวยโอกาสนี้ถือแฟ้มเอกสารเข้าไปหยุดยืนที่หน้าโต๊ะทำงานของธันวาทันที“พี่ธันวาคะ” เสียงหวานเอ่ยเรียก“ว่าไงครับ” ธันวาเงยหน้าขึ้นจากการทำงาน“มิลินแก้สไลด์ส่วนงบประมาณเสร็จแล้วค่ะ พี่สะดวกตรวจให้ ไหมคะ หรือว่าจะไปกินข้าวก่อนก็ได้” พนักงานรุ่นน้องรายงาน“เดี๋ยวพี่ดูให้ตอนบ่ายก็ได้ครับ” ชายหนุ่มตอบอย่างใจดี“งั้นไปกินข้าวกันไหมคะ ร้านอาหารญี่ปุ่นใต้ตึกเปิดใหม่ มีโพรโมชันด้วย มิลินอยากเลี้ยงขอบคุณที่พี่ช่วยสอนงานให้ตลอด” มิลินชักชวนพร้อมคลี่ยิ้มกว้างคำชวนครั้งนี้ดูเปิดเผยและชัดเจนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาธันวาชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะเผลอมองข้ามไปยังโต๊ะแพรไหม หญิงสาวยังคงนั่งหลังตรงพิมพ์งาน ไม่ยอมเงยหน้า ไม่แม้แต่จะเหลือบ หางตามอง และไม่แสดงท่าทีสนใจสิ่งใดเลยสักนิด เขาลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบากหากเป็นเมื่อก่อน เขาคงต้องหยุดคิดทบทวนว่าแพรจะน้อยใจไหม จะเข้าใจหรือเปล่า ทว่าตอนนี้สถานะเขาคือชายโสด เขาย่อมมีสิทธิ์ใช้ชีวิตในแบบของตัวเองได้อย่างอิสระ“เอาสิครับ พี่กำลังหิวพอดี” ธันวาตัดสินใจตอบรับ“จริงนะคะ” มิลินยิ้มก

  • เมื่อไม่รักก็...ไม่รั้ง   ตอนที่ 10

    เสียงรัวแป้นพิมพ์ดังต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงเช้า บรรยากาศภายในแผนกการตลาดยังคงวุ่นวายเฉกเช่นทุกวัน พนักงานหลายคนถือแก้วกาแฟเดินสวนกันไปมา บ้างจับกลุ่มคุยเรื่องวาระการประชุมบ้างก้มหน้าก้มตาตรวจเอกสารอย่างขะมักเขม้นก่อนถึงเวลาเริ่มงาน“สวัสดีค่ะพี่เกด” แพรไหมเอ่ยทักทาย“มาเช้าจังแพร วันนี้ประชุมสิบโมงไม่ใช่เหรอ” รุ่นพี่ในแผนกถามกลับด้วยความสงสัย“ค่ะ แพรอยากมาเช็กไฟล์ก่อนนิดหน่อย” หญิงสาวตอบด้วยน้ำเสียงปกติพร้อมส่งยิ้มบาง ๆ ให้รุ่นพี่ ก่อนจะเดินต่อไปยังโต๊ะทำงานของตัวเองแพรไหมวางกระเป๋าสะพายลงข้างโต๊ะทำงาน สายตาสะดุดเข้ากับกรอบรูปไม้สีอ่อนที่ตั้งตระหง่านอยู่ภาพถ่ายใบนั้นถูกบันทึกไว้ในวันฉลองยอดขายทะลุเป้าเมื่อปีที่ผ่านมา ธันวายืนโอบไหล่เธอจากทางด้านหลัง ส่วนเธอก็ส่งยิ้มกว้างจนตาหยี วันนั้นเขาก้มลงมากระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า‘แพรยิ้มแบบนี้น่ารักที่สุดแล้ว’ในตอนนั้นเธอเชื่อหมดหัวใจว่ารอยยิ้มของตัวเองมีค่ามากมายเหลือเกินในสายตาเขานัยน์ตาคู่สวยจ้องมองรูปถ่ายใบนั้นเพียงครู่เดียว ก่อนที่มือบางจะเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมา หญิงสาวจัดการเปิดลิ้นชักล่างสุด คว่ำกรอบรูปลงแล้วดันมันเข้าไปเก็บซ

  • เมื่อไม่รักก็...ไม่รั้ง   ตอนที่ 9

    ปลายสายเงียบไปหลายวินาทีราวกับกำลังประมวลผลความจริง ก่อนที่กานต์จะพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง“แพร เปิดประตู ฉันยืนอยู่หน้าห้องแกแล้ว”แพรไหมเบิกตากว้าง รีบใช้หลังมือปาดคราบน้ำตาทิ้ง แล้วพยุงร่างไร้เรี่ยวแรงลุกไปปลดล็อกประตู ทันทีที่บานประตูเปิดออก กานต์ก็พุ่งตัวเข้ามากอดเพื่อนรักไว้แน่นแพรไหมซุกหน้าลงกับไหล่กานต์ กำแพงความเข้มแข็งที่เพียรสร้างพังทลายลงในพริบตา“ฮึก ฮือ กานต์” เธอปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อาจกลั้นได้อีกต่อไป ความรู้สึกอัดอั้น หวาดกลัว และโดดเดี่ยว รินไหลออกมาพร้อมหยาดน้ำตา“ร้องออกมาเลยแพร ร้องให้พอ ฉันอยู่นี่แล้ว” กานต์ลูบแผ่นหลังปลอบโยน ปล่อยให้เพื่อนได้ระบายความอัดอั้นจนกว่าจะพอใจเมื่อความเสียใจเริ่มคลายตัว ทั้งสองจึงพากันมานั่งบนโซฟา กลางห้องรับแขก กานต์ดึงกระดาษทิชชูซับน้ำตาให้แพรไหมอย่างเบามือ ก่อนจะกุมมือเพื่อนไว้แน่นเพื่อดึงสติให้กลับมาจดจ่อกับความจริง“แพร ฟังฉันนะ เรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว เรากลับไปแก้ไขอดีตไม่ได้ ตอนนี้แกต้องตั้งสติ จะเอายังไงต่อไป จะโทรบอกธันวาคืนนี้เลยไหม” กานต์เริ่มเปิดประเด็นสำคัญที่สุดในเวลานี้“ไม่ แพรจะไม่บอกธันวา จะไม่บอกเด็ดขาด” แพรไหมส่ายหน้า

  • เมื่อไม่รักก็...ไม่รั้ง   ตอนที่ 8

    วันต่อมาเครื่องปรับอากาศในห้องประชุมทำงานเต็มประสิทธิภาพ ทว่าแพรไหมกลับรู้สึกราวกับถูกจับยัดในเตาอบไร้ช่องระบายอากาศ เหงื่อ เม็ดเล็กผุดพรายตามกรอบหน้า ภาพตัวเลขบนจอโพรเจกเตอร์เริ่มสั่นไหว กลิ่นน้ำหอมปรับอากาศผสมกับกลิ่นกาแฟดำของเพื่อนร่วมงานกลายเป็นกลิ่นเหม็นฉุนที่ตีรวนกระเพาะอาหารอย่างสาหัสแพรไหมผุดลุกขึ้นกะทันหันจนเก้าอี้ล้อเลื่อนขูดพื้นพรมเกิดเสียงดัง เสียงบรรยายหน้าห้องหยุดชะงัก ทุกสายตาหันมาจดจ้องที่เธอ หญิงสาวไม่มีเวลาแม้แต่จะเอ่ยคำขอโทษ เธอพุ่งตัวออกจากห้องประชุม กึ่งวิ่งกึ่งเดินตรงไปยังห้องน้ำหญิงสุดทางเดินอย่างรวดเร็วทันทีที่ผลักประตูล็อกห้องน้ำด้านในสุด แพรไหมก็ทรุดตัวลงหน้าชักโครกอย่างหมดสภาพ เธออาเจียนสิ่งที่ฝืนกินเข้าไปตั้งแต่เช้าออกมาจนหมดร่างบอบบางสั่นสะท้าน สองมือกำขอบชักโครกไว้แน่น หญิงสาวหอบหายใจหมดแรง น้ำตาเล็ดรินจากความทรมาน ลำคอแสบร้อนและ ขมปร่า เธอพยายามยันตัวไปที่อ่างล้างหน้า เปิดน้ำบ้วนปากและล้างหน้าเพื่อเรียกสติ ทว่าความอ่อนเพลียกลับกดทับอย่างหนักหน่วงจนแทบก้าวขาไม่ออกประตูห้องน้ำถูกผลักเข้ามาอย่างแรง กานต์ เพื่อนสนิทที่สังเกตเห็นความผิดปกติและวิ่งตามออกม

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status