LOGINซู่ ซ่า
ณ สถานที่ลับแห่งหนึ่งมีอดีตนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ริมหาดทรายฟังเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง สายตาจับจ้องไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
ตั้งแต่ที่ซอมบี้ระบาดหนักเขาก็ทิ้งคฤหาสน์ที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงแล้วมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่แทน โชคดีที่เขาได้เตรียมพร้อมทางหนีหากเหตุการณ์ไม่คาดคิดไว้แล้ว พอมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากมาก จะห่วงก็แต่หลานชายทั้งสามคน
ช่วงที่เกิดเรื่องหลานของเขาได้เดินทางออกไปเที่ยวพอดี ไม่รู้ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน จะเป็นตายร้ายดีบ้าง ได้กินอิ่มนอนหลับสบายไหม นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วแต่เขาก็ไม่ได้ข่าวคราวจากทั้งสามคนเลย
“เฮ้อ หวังว่าพวกหลานจะปลอดภัยนะ” โจหวังอยู่ตลอดว่าสักวันลุค เคน เจซ จะกลับมาหาเขา
ขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งรำลึกความหลังถึงเรื่องราวในอดีตอยู่นั้น หูของเขาก็พลันได้ยินเสียงพูดคุยของมนุษย์หลายคนที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขานั่งอยู่
โจผุดลุกขึ้นยืนทันทีแล้วรีบเดินตามเสียงไป ในมือของเขาถือปืนสั่นเอาไว้ ที่จริงแล้วเขาเริ่มพกปืนติดตัวตลอดเวลาตั้งแต่ที่รูู้ว่าโลกนี้มีซอมบี้
เขาต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ หากเจอซอมบี้จะได้ยิงป้องกันตัว นานวันเข้าก็กลายเป็นติดนิสัย ขนาดเข้าห้องน้ำเขายังพาปืนเข้าไปด้วยเลย
โจค่อย ๆ ก้าวเท้าเดินอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว ต้นไม้และพุ่มไม้บังบดบังภูมิทัศน์ทางสายตา อดีตนักธุรกิจหรี่ตามองกลุ่มคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็รู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างมาก เขาจึงเอ่ยทักออกไป “นั่นใคร”
เสียงที่เปล่งออกไปทำให้ทุกคนหันขวับมาที่เขาทันที ทั้งสองฝ่ายจ้องมองกันด้วยความตกใจ ลุคเป็นคนแรกที่ได้สติเขารีบวิ่งไปกอดผู้มาใหม่
“ลุงโจ ดีใจที่ลุงปลอดภัย”
“อืม ลุงก็ดีใจ พวกหลานทุกคนสบายดีกันใช่ไหม” โจเอ่ยพร้อมกับตบหลังของหลานชายเบา ๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะผละตัวออกจากกัน
“ครับ พวกเราสบายดี” ลุคตอบ
“ลุงโจจจจ” เคนตะโกนเสียงดังพร้อมกับอ้าแขนกว้างหมายจะกอดลุงสุดที่รักด้วยความคิดถึง
หวืดดด
โจหลบหลีกอย่างรวดเร็วทำให้คนที่พุ่งมาด้วยความเร็วสูงคว้าได้เพียงความว่างเปล่า ทำให้ร่างกายของเขาเสียสมดุลล้มลงหน้าคะมำไปกับพื้นทราย
“อะ”
“หึ นิสัยชอบวิ่งไปกอดคนอื่นมั่วซั่วนี่ยังไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
เคนลุกขึ้นนั่งจุมปุ๊กอยู่บนพื้นทรายพลางปัดทรายที่ติดหน้าติดปากออกก่อนจะตอบลุงไปว่า “คนอื่นที่ไหน ผมกอดแค่คนที่สนิทเถอะ”
“อ้อ คนที่พูดกันไม่ถึงนาทีแต่แกดันไปกอดเขา นี่เรียกว่าสนิทได้ด้วยเหรอ”
“ปากร้าย” เขาตัดพ้อคนเป็นลุงเบา ๆ ใบหน้าหล่อเชิดหน้าขึ้นพลางสะบัดหนีเป็นการแสดงออกว่าตนกำลังงอนให้รีบง้อ
โจส่ายหน้าอย่างอ่อนใจกับท่าทางของชายหนุ่มที่โตแล้วแต่ยังทำตัวเหมือนเด็กไม่มีผิด ถึงกระนั้นเขาก็ไม่คิดจะง้อ เขาหันไปสนใจคนที่เหลือปล่อยให้เด็กขี้งอนหายงอนเอง
“ไปนั่งคุยกันที่บ้านกันเถอะ ลุงมีเรื่องอยากจะถามเยอะแยะเลย”
“ผมก็มีเรื่องจะเล่าให้ลุงฟังเหมือนกันเลยครับ ลุงต้องไม่เชื่อแน่ ๆ ว่า 3 ปีที่ผ่านมาพวกเราต้องเจอกับอะไรมาบ้าง” เจซเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น
เมื่อเด็กชายเคนเห็นว่าไม่มีใครสนใจตนแถมยังเดินไปโดยไม่รอ คนขี้งอนก็หายงอนเป็นปลิดทิ้งก่อนจะลุกขึ้นวิ่งตามคนอื่น ๆ ไป
“รอด้วยสิ”
โจพาทุกคนไปที่กระท่อมที่ตนอาศัยอยู่ แต่จะเรียกว่าสิ่งปลูกสร้างตรงหน้าว่ากระท่อมก็ไม่ได้เพราะขนาดของมันใหญ่กว่ากระท่อมปกติ อีกทั้งข้างในยังตกแต่งด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย
นอกจากกระท่อมหลังนี้แล้วก็ยังมีกระท่อมอีกหลายหลังที่สร้างขึ้นไม่ห่างจากกระท่อมที่โจอาศัยอยู่นัก ซึ่งบางหลังก็มีคนจับจองพื้นที่แล้ว พวกเขาเป็นลูกน้องคนสนิทที่ซื่อสัตย์และภักดีต่อโจ แม้จะเจอสถานการณ์ที่ยากลำบากก็ไม่เคยทิ้งเจ้านายให้ต้องเผชิญหน้าคนเดียว โจจึงพาพวกเขามาอยู่ที่นี่ด้วยกัน
“พวกหลานเดินทางมาเหนื่อย ๆ หิวไหมเดี๋ยวลุงบอกให้คนเอาอาหารมาให้”
อาหารที่ว่าก็เป็นกุ้ง หอย ปู ปลา ที่เขากับลูกน้องหาได้จากในทะเล
โชคดีที่ทะเลแถวนี้อุดมสมบูรณ์ทำให้เขากับลูกน้องไม่ต้องทนกินอาหารสำเร็จรูปทุกมื้อ
“นิดหน่อยครับ”
“แล้วนั่นใครล่ะ ลุงเห็นตั้งนานแล้วแต่ลืมถาม” โจพยักเพยิดหน้าไปทางหนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักที่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลานชายอย่างลุค
“อ้อ” เคนยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะตอบคำถามแทนเพื่อนด้วยความหวังดี “เมียไอ้ลุคครับ”
“หืม” โจเลิกคิ้วขึ้นด้วยความแปลกใจกับคำตอบที่ได้ยิน เพราะตลอดเวลาที่รู้จักกัน ลุคไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องรัก ๆ ใคร่ ๆ เลย ใครเข้าหาก็เมินตลอด
“มะ ไม่ใช่...นะจ๊ะ” บัวเกี๋ยงรีบโบกมือปฏิเสธพัลวันเมื่อถูกเข้าใจผิด ยิ่งเห็นสายตาที่ลุงโจจ้องมองมาอย่างจับผิดก็ยิ่งทำตัวไม่ถูก พูดผิดพูดถูกไม่หมด ส่วนคนข้าง ๆ ก็ไม่ช่วยเขาเลย นั่งนิ่งเป็นหุ่นไม้อยู่ได้
ชายหนุ่มวัยกลางละสายตาจากบัวเกี๋ยง นัยน์ตาคมสบตากับหลานชายตัวดีครู่เดียวก็หันกลับมา เขาจุดยิ้มมุมปากอย่างพอใจก่อนจะชวนคุยเด็กน้อยตรงหน้า
“ชื่ออะไรล่ะเรา”
“ชื่อบัวเกี๋ยงจ้ะ”
“อืม อยู่ (กิน) กับเจ้าลุคนานหรือยังล่ะ” อดีตนักธุรกิจแสนเจ้าเล่ห์เอ่ยถาม แต่เหมือนเด็กน้อยตรงหน้าจะใสซื่อเกินไปจนไม่รู้เลยว่าที่เขาพูดเป็นประโยคสองแง่สองง่าม
ต่างจากชายหนุ่มอีกสามคนที่รู้จักกับโจมานาน พวกเขารู้ดีว่าตาแก่ตรงหน้าร้ายกาจแค่ไหน เด็กน้อยอย่างบัวเกี๋ยงไม่มีวันตามทันหรอก
“มะ ไม่นานเท่าไหร่จ้ะ” ตอบไปตามความจริง เขากับพี่ลุคเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน
“แล้วเป็นยังบ้าง ชอบไหม”
“ชอบ? ” ใบหน้าหวานเอียงคอถาม
“ใช่” โจยังไม่เลิกแกล้ง ยิ่งเห็นใบหน้าที่ดูสับสนของเด็กน้อยเขาก็ยิ่งรู้สึกชอบใจ
คุณลุงคงจะหมายถึงเขาชอบพี่ลุคไหมสินะ
“ชอบจ้ะ” คำตอบของบัวเกี๋ยงเรียกรอมยิ้มจากร่างสูงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“อ้อ แล้วหลานของลุงเด็ดไหม”
อะไรคือเด็ด หมายถึงเด็กหรือเปล่า หรือว่าลุงโจจะพูดว่าพี่ลุคเป็นเด็กดี
“ลุงครับ” ลุคเอ่ยแทรกเมื่อบทสนทนาเริ่มลากยาวไปเรื่อย ๆ
“แกน่ะ เงียบปากไป ฉันถามหนูบัวอยู่ไม่เห็นเหรอ” โจดุหลานชายอย่างไม่จริงจัง ก่อนจะถามย้ำเด็กน้อยอีกครั้ง “ว่าไง”
บัวเกี๋ยงไม่ได้สนใจคำพูดแปลก ๆ ของลุงโจเพราะคิดว่าอีกฝ่ายอาจจะพูดผิดไป
“คุณลุงอย่าโกรธพี่ลุคเลยจ้ะ พี่ลุคเป็นเด็กดี ไม่เกเร ตั้งแต่ที่เจอกันพี่ลุคก็คอยดูแลบัวกับเจ้ามะลิมาตลอด” น้ำเสียงเจื้อยแจ้วไร้เดียงสาตอบออกไป ทำเอาคนที่ได้ยินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆ ” โจถูกใจกับคำตอบมาก ๆ เขาหัวเราะเสียงดังพร้อมกับยกมือตบโต๊ะ
“ลุงขอให้ทั้งสองคนรักกันนาน ๆ ล่ะ มีเรื่องอะไรไม่เข้าใจกันก็คุยกันโดยใช้เหตุผล หลานเองก็ต้องดูแลน้องให้ดีเข้าใจไหม” ไม่พอยังจับมือของบัวเกี๋ยงกับลุคมาประกบกัน
คุณลุงพูดแปลก ๆ อีกแล้ว พูดเหมือนกำลังอวยพรให้กับคู่รักเลย
“ครับลุง” ลุคตอบรับอย่างหน้าตายเฉยหลังจากที่นั่งเงียบมานาน ทำเอาคนที่เคยพยายามปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นอะไรหันขวับมามองหน้าคนพูดทันที
บัวเกี๋ยงอ้าปากงับอากาศคล้ายกับอยากจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก
“โอ้ อาหารมาพอดี” ลูกน้องของโจถือถาดใส่อาหารเดินเข้ามาทำให้บทสนทนาแปลก ๆ จบลง
“กินข้าวกันก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน”
“ครับ”
“ทุกคนเจออะไรบ้างไหม” โรมเอ่ยถามคนอื่น ๆ พลางนั่งลงบนโซฟาในห้องนั่งเล่น หลังจากเขาที่เดินกลับลงมาจากการไปสำรวจที่ชั้นสองของคฤหาสน์จนทั่วแต่ก็ไม่พบอะไรเลยเขาเป็นนักแกะรอยและหัวหน้าทีมนักสำรวจของเมือง W เขาได้รับมอบหมายให้มาสำรวจจุดสีเขียว ระหว่างทางเขาก็ได้เจอกับเพื่อนร่วมงานจากเมืองอื่น ๆพวกเราทั้งหมดมีเป้าหมายที่เหมือนกันคือตามหาพืชที่กินได้แล้วนำกลับไปให้ปลูก ลูกบ้านที่อยู่ในเมืองของตัวเองจะได้มีอาหารการกินที่ดีขึ้น สุดท้ายก็ตกลงกันว่าจะเดินทางพร้อมกัน เพราะไม่ว่าจะหลีกเลี่ยงยังไงก็ต้องเจอกันอยู่ดี จากทีมเล็ก ๆ ไม่กี่คนก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่ตอนนี้พวกเราอยู่กันที่คฤหาสน์หลังหนึ่งในเมือง S และกำลังเป็นค้นหาใครบางคนที่ติดตามมานานเกือบเดือน แต่ก็ต้องคว้าน้ำเหลวในคฤหาสน์มีร่องรอยที่บ่งบอกว่าเคยมีคนจำนวนหลายคนอาศัยอยู่ บวกกับที่มีรถจอดอยู่ด้านหน้าทำให้มั่นใจว่าคนที่ตามหาอยู่ที่นี่ แต่ไม่ว่าจะหาอย่างไรก็ไม่เจอราวกับว่าพวกเขาหายตัวได้“ไม่เลย” ส่ายหน้าตอบอย่างจนใจ ก่อนจะทิ้งร่างบนโซฟาด้วยความเหนื่อยล้า“พวกเขาหายไปไหนกันนะ” มีอานักสำรวจเมือง N โคลงศีรษะเล็กน้อยขณะที่พูด เธอค้นหาทั้งในบ้านแ
ในยามราตรีที่เงียบสงบมีเพียงเสียงคลื่นที่ซัดเข้าฝั่งกับแสงจากดวงดาวนับล้าน ๆ ดวงบนท้องฟ้าที่ส่องประกายวิบวับ กระทบบนผิวน้ำทะเลก่อให้เกิดภาพที่สวยงามชายหนุ่มร่างสูงเดินออกมารับลมข้างนอกหลังจากที่ส่งบัวเกี๋ยงกับเจ้ามะลิเข้านอน ส่วนคนอื่น ๆ ก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนเพราะพรุ่งนี้ต้องออกเดินทางตั้งแต่เช้าแกร็ก“ยังไม่นอนอีกเหรอ” ลุงโจที่เปิดประตูออกมาเอ่ยถามพลางเดินเข้าไปหาหลานชายที่ยืนรับลมอยู่หน้ากระท่อม“ครับ ผมยังไม่ค่อยง่วง แล้วลุงล่ะ ทำไมยังไม่นอนอีก” ลุคถามกลับ“ลุงก็ยังไม่ง่วงเหมือนกัน”พลันบรรยากาศระหว่างกันตกอยู่ในความเงียบ จนกระทั้งโจเอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง“คิดอะไรอยู่”“คิดถึงบ้านน่ะครับ ผมไม่ได้กลับบ้านตั้งหลายปี ไม่รู้ว่าที่นั่นจะเปลี่ยนไปอะไรไปบ้าง แล้วก็...” น้ำเสียงทุ้มเว้นจังหวะครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า “คิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่ด้วย”“ลุงก็คิดถึงทั้งสองคน”โจเองก็ไม่ได้เจอหน้าน้องสาวสุดที่รักมาหลายปี ตอนแรกเขากะจะไปเยี่ยมโซเฟียที่เกาะมายาหลังจากที่หลาน ๆ กลับมาจากการเที่ยวเล่น แต่ดันเกิดเรื่องขึ้นมาเสียก่อนทำให้แผนที่วางไว้ล้มลงไม่เป็นท่าโจไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าหลานชายแท้ ๆ ของเขาเ
ซู่ ซ่าณ สถานที่ลับแห่งหนึ่งมีอดีตนักธุรกิจหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ริมหาดทรายฟังเสียงคลื่นซัดกระทบฝั่ง สายตาจับจ้องไปข้างหน้าอย่างเหม่อลอยและคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยตั้งแต่ที่ซอมบี้ระบาดหนักเขาก็ทิ้งคฤหาสน์ที่สร้างมาด้วยน้ำพักน้ำแรงแล้วมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่แทน โชคดีที่เขาได้เตรียมพร้อมทางหนีหากเหตุการณ์ไม่คาดคิดไว้แล้ว พอมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ได้รู้สึกลำบากมาก จะห่วงก็แต่หลานชายทั้งสามคนช่วงที่เกิดเรื่องหลานของเขาได้เดินทางออกไปเที่ยวพอดี ไม่รู้ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหน จะเป็นตายร้ายดีบ้าง ได้กินอิ่มนอนหลับสบายไหม นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้วแต่เขาก็ไม่ได้ข่าวคราวจากทั้งสามคนเลย“เฮ้อ หวังว่าพวกหลานจะปลอดภัยนะ” โจหวังอยู่ตลอดว่าสักวันลุค เคน เจซ จะกลับมาหาเขาขณะที่ชายหนุ่มกำลังนั่งรำลึกความหลังถึงเรื่องราวในอดีตอยู่นั้น หูของเขาก็พลันได้ยินเสียงพูดคุยของมนุษย์หลายคนที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขานั่งอยู่โจผุดลุกขึ้นยืนทันทีแล้วรีบเดินตามเสียงไป ในมือของเขาถือปืนสั่นเอาไว้ ที่จริงแล้วเขาเริ่มพกปืนติดตัวตลอดเวลาตั้งแต่ที่รูู้ว่าโลกนี้มีซอมบี้เขาต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ หากเจอซอมบี้จะได้ยิงป้องกันตัว นานวันเข้าก
ติ้ด ติ้ดนิ้วเรียวกดรหัสปลดล็อกประตูลับที่อยู่ในความทรงจำ ตอนนั้นเจซกับเพื่อนยังพูดเล่นขำ ๆ กันอยู่เลยว่าพวกเขาคงไม่มีโอกาสได้ใช้เส้นทางลับนี้หรอกหรือถ้าได้ใช้จริง ๆ คงเป็นตอนที่มนุษย์ต่างดาวบุกโลก ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้แน่ ๆแต่แล้ววันนี้ก็มาถึง เพียงแต่เจซไม่เคยคิดเคยว่าเขาจะได้ใช้รหัสนี้เพื่อเปิดประตูทางลับเร็วกว่าที่คิดแกร็กใต้คฤหาสน์หลังนี้มีห้องใต้ดินที่สร้างขึ้นเพื่อเก็บไวน์ชั้นดีเอาไว้นับร้อยขวด แต่คนอื่นอาจจะไม่รู้ว่าห้องเก็บไวน์แห่งนี้มีประตูลับที่สามารถทะลุไปอีกที่หนึ่งได้ เมื่อกดจำนวนรหัสครบ ชั้นไวน์ที่ติดกับผนังด้านหนึ่งเกิดการเปลี่ยนแปลง ชั้นวางไวน์เลื่อนออกอย่างช้า ๆ เผยให้เห็นว่าด้านหลังมีช่องทางลับซ่อนอยู่มองด้วยตาเปล่าจะเห็นเพียงความมืดมิด เดาไม่ออกเลยว่าทางข้างหน้ามีอะไรรออยู่บ้าง แสงสว่างจากด้านนอกส่องเข้ามาในปากทางเข้าทำให้เห็นภาพทางเดินสลัว ๆ“เข้าไปข้างในกันเถอะ”“มึงนำไปสิ” เคนเอ่ยพร้อมพยักเพยิดหน้าไปยังเส้นทางลับที่ดูวังเวงยังไงชอบกลลุคเหลือบตามองคนพูดแวบหนึ่งแล้วถอนสายตากลับมา ชายหนุ่มเดินเข้าไปขางในเป็นคนแรก ตามมาด้วยบัวเกี๋ยง มะลิ เคน และเจซเป็นคนปิดท้า
ลุคกับเพื่อนซี้เอ่ยทักทายกันเล็กน้อยตามประสาคนที่ไม่ได้เจอกันนานก่อนจะชวนกันไปที่ห้องนั่งเล่น สายตาคมมองไปยังทิศทางที่บางคนซ่อนตัวอยู่“หนูบัว ออกมาได้แล้วครับ ปลอดภัยแล้ว”เคนกับเจซมองหน้ากันอย่างงง ๆ ว่าเพื่อนของตัวเองพูดกับใคร แต่ก่อนที่พวกเขาจะสงสัยไปมากกว่านั้น ศีรษะทุยโผล่ขึ้นมาจากหลังโซฟาอย่างช้า ๆ ดวงตากลมโตกวาดตามองไปรอบ ๆ เห็นพี่ลุคยืนอยู่กับผู้ชายอีกสองคนที่เขาไม่คุ้นหน้าร่างบางลุกขึ้นยืนเต็มตัวความสูงก่อนจะเดินไปหาชายหนุ่มหนึ่งเดียวที่รู้จัก“ใครอะ? ” เคนเลิกคิ้วถามเมื่อรู้ว่าเพื่อนของตัวเองไม่ได้มาคนเดียวแต่ยังพ่วงคนน่ารักมาด้วย ดูท่าหลายวันมานี้คงมีเรื่องมากมายเกิดขึ้นกับลุคจะว่าไปร่างบางตรงหน้าก็ตรงสเปคของลุคเลยหนิ“ไม่เจอกันแปบเดียวมึงมีเมียแล้วเหรอวะ” เจซเอ่ยแซว คนโดนแซวหน้าไปเปลี่ยน แต่คนที่ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเมียน่ะสิกลับเขินจนหน้าแดง“มึงอธิบายมาเลยนะ”“เร็ว ๆ เลย พวกกูอยากรู้”ลุคสายศีรษะด้วยความระอาใจเมื่อเห็นเพื่อนมองเขาสลับกับร่างบางไปมาพร้อมกับทำสีหน้ากรุ่มกริ่ม เขาจึงตอบเพื่อนไปว่า “เดี๋ยวเล่าให้ฟัง”สองหนุ่มพยักหน้าอย่างเข้าใจ ในจังหวะนั้นเองหางตาก็เหลือบไ
“หืม ทำไมเนื้อเหลืออยู่เท่านี้” ดวงตาเฉี่ยวคมหรี่มองเนื้อกวางย่างที่อยู่ในหลังกระบะจำได้ว่าเมื่อคืนมีเยอะกว่านี้ พอเช้ามาทำไมถึงเนื้อถึงแหว่งไปส่วนหนึ่ง หางตาของเขาเหลือบไปเห็นชิ้นกระดูกของสัตว์ที่อยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขายืนนัก คาดว่าหัวขโมยกินเสร็จก็โยนหลักฐานทิ้งทันทีร่างสูงหันไปมองมนุษย์ตัวขาวกับเจ้าสิงโตขาวด้วยความสงสัย พอรู้ตัวว่าถูกเขาจ้องเท่านั้นแหละทั้งคู่ก็พร้อมใจกันเบือนหน้าหนี“หนูบัวครับ” น้ำเสียงทุ้มเอ่ยขึ้น“จะ จ๊ะ”มุมปากหยักโค้งขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างบางสะดุ้งเล็กน้อยตอนที่เขาเรียกชื่อ แถมเจ้าตัวยังไม่ยอมสบตากับเขาขณะที่พูดอีกเดิมที่เนื้อกวางย่างนั้นมีกลิ่นหอมชวนให้น้ำลายสอแล้ว พอกลิ่นหอมโชยเข้าจมูก ดวงตาที่ปิดสนิทก็เปิดขึ้น เมื่อนึกถึงรสชาติเนื่อย่างแสนอร่อยที่ได้กินเมื่อคืนน้ำย่อยในท้องก็เริ่มทำงานบัวเกี๋ยงกับเจ้ามะลิไหนเลยจะทนนอนต่อจนถึงเช้าไหวทั้งที่เพิ่งผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงท้องน้อย ๆ ก็หิวอีกแล้ว คนกับแมวมองตากันอย่างรู้ใจ แอบลุกไปกินอาหารมื้อดึกที่อยู่หลังกระบะ พอกินอิ่มก็กลับมานอนต่อ“บัวขอโทษจ้ะ” ร่างบางก้มหน้ามองพื้นแล้วเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด ยิ่งคนพี่เดินเข







![Boylove the Serise|ดื่มด่ำค่ำคืนอันเร่าร้อน [YAOI] + [NC30+]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)