Masukเสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหาย
ลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่า ฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเอง ฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรง หัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…” วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่จะไม่ปล่อยให้ใครบางคนยืนอยู่ท่ามกลางสายฝนเพียงลำพัง ฉันไม่รู้ว่าตัวเองวิ่งลงบันไดมาเร็วเพียงใด รู้เพียงหัวใจเต้นกระหน่ำจนแทบหายใจไม่ทัน มือสั่นเทา เมื่อย่อตัวลงข้างร่างนั้น ปลายนิ้วที่แตะลงไป ก็รับรู้ทันทีถึงความเย็นเฉียบจากเม็ดฝน ฉันพยายามกลั้นความรู้สึกที่เอ่อล้น แล้วจึงยื่นมือไปสัมผัสแก้มเขา “คนโง่…ทำบ้าอะไรเนี่ย” เสียงของฉันสั่นพร่า แทบกลืนหายไปกับเสียงฝน ก่อนจะเรียกชื่อเขาอีกครั้ง “อารัญ… อย่ามาเป็นลมเอาตรงนี้สิ…” เปลือกตาของเขากระพริบแผ่วๆราวกับยังรับรู้เสียงเรียกนั้นได้ และเพียงเท่านี้ก็เพียงพอจะทำให้ฉันไม่ลังเลอีกต่อไป ฉันกลั้นหายใจ รวบรวมแรงทั้งหมด ก่อนสอดแขนเข้าใต้ไหล่กว้าง พยายามพยุงร่างสูงขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เพื่อนำเข้าไปด้านในห้อง วางเขาลงบนโซฟาอย่างระมัดระวัง จัดท่าให้นอนสบายที่สุดเท่าที่จะทำได้ ร่างที่เคยแข็งแรงกลับดูอ่อนแรงจนน่าใจหาย ราวกับเป็นคนละคนกับภาพที่ฉันเคยจดจำ ฉันรีบไปหยิบผ้าขนหนู แล้วค่อย ๆ เช็ดเม็ดฝนออกจากใบหน้าคม เกลี่ยเส้นผมเปียกชื้นที่แนบหน้าผาก เมื่อปลายนิ้วสัมผัสผิวกาย ความร้อนที่อุ่นผิดปกติก็แล่นขึ้นมาจนฉันเผลอขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “คุณ…ตัวร้อนจี๋เลย” เสียงของฉันสั่นเครือ ราวกับเกรงว่าจะไปรบกวนลมหายใจที่ยังไม่สม่ำเสมอ จากนั้นจึงรีบตรงไปที่ตู้ยา หยิบยาและน้ำกลับมา “ทานยานะคะ เดี๋ยวคุณก็ดีขึ้น” ยาเม็ดกลมถูกป้อนให้ริมฝีปากหยัก ตามด้วยน้ำใส เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย สายตาของฉันก็หยุดอยู่ที่ร่างชายที่ยังสวมเสื้อผ้าเปียกชุ่ม นอนอยู่บนโซฟา ฉันนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ความลังเลวูบผ่านหัวใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้า ค่อย ๆ ออกแรงปลดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น มือที่สั่นเทาไม่ใช่เพราะหวั่นไหว แต่เพราะไม่อยากให้เขาต้องทนทรมานไปมากกว่านี้ และในจังหวะนั้นเอง มือหนาก็คว้าข้อมือฉันไว้ แรงไม่มากนัก แต่หนักแน่นพอจะทำให้ฉันหยุดนิ่ง เสียงแผ่วต่ำดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบของห้อง “ผมรักคุณ…ลิลิน” ฉันเงยหน้าขึ้นมอง ดวงตาคู่นั้นยังคงปิดสนิท แนวคิ้วขมวดเข้าหากัน ราวกับเขากำลังตั้งใจอย่างที่สุด “ผมจะดูแลคุณ…ตลอดชีวิตที่เหลืออยู่” คำพูดนั้นเบาจนแทบกลืนไปกับเสียงฝน แต่กลับก้องชัดอยู่ในหัวใจฉัน มือของเขายังคงจับข้อมือฉันไว้หลวม ๆ ความอุ่นจากปลายนิ้วยังคงส่งผ่าน ราวกับย้ำเตือนว่าคำพูดเมื่อครู่ไม่ใช่เพียงความฝัน เสียงฝนด้านนอกยังคงตกกระหน่ำ แต่ไม่อาจกลบความสั่นไหวที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ ในอก “อย่าไปไหนนะ…” เสียงแผ่วค่อย ๆ จางไป พร้อมจังหวะลมหายใจที่เริ่มคงที่ มือที่จับข้อมือฉันคลายแรงลงทีละน้อย ก่อนจะหยุดนิ่ง และแล้ว เขาก็หลับไป ฉันหลุบตาลง หัวใจสะดุดไปหลายจังหวะ ราวกับถูกดึงย้อนกลับไปยังทุกความทรงจำที่เราเคยผ่านด้วยกัน ตั้งแต่วันที่เขาออกตัวปกป้องฉันในวันแรก… จนมาถึงวันนี้ เมื่อเงยดวงตาขึ้น ชายตรงหน้าที่ทั้งเมืองมองว่าสมบูรณ์แบบ กลับดูเปราะบางอย่างที่ฉันไม่เคยเห็นมาก่อน ฉันทิ้งตัวลงข้างโซฟา มองเขาอยู่อย่างเงียบงัน และในที่สุด ฉันก็ยอมรับกับตัวเองว่า… ต่อให้พยายามหนีไปไกลแค่ไหน ก็ไม่เคยหนีหัวใจของตัวเองได้เลย ค่ำคืนนั้นค่อย ๆ ผ่านไปโดยที่ฉันไม่ทันรู้ตัว ไม่รู้ว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไร รู้ตัวอีกที ร่างกายก็ฟุบอยู่ข้างโซฟา แสงอ่อนของยามเช้าค่อย ๆ เล็ดลอดเข้ามา สาดลงบนใบหน้าของฉัน ฉันขยับตัวช้า ๆ แล้วเงยหน้าขึ้น… สบกับดวงตาคมที่กำลังมองฉันอยู่ ด้วยแววตาอ่อนโยน ราวกับฉันคือสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา มือหนาเลื่อนมาสัมผัสมือฉันเบา ๆ พร้อมเอ่ยเสียงทุ้มต่ำ “ลิลิน” เขาพูดช้า ๆ “ผมรู้…ว่าคุณยังเป็นคนที่มีหัวใจ” ฉันหลบสายตา ความรู้สึกบางอย่างเอ่อล้นจนไม่อาจปฏิเสธได้ ความร้อนผ่าววาบแล่นขึ้นมาที่แก้ม ฉันจึงขยับตัวลุกขึ้น ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ “เสื้อผ้าคุณ…เมื่อคืนฉันปั่นแห้งไว้ให้แล้ว” เสียงของฉันแผ่วกว่าที่ตั้งใจ ราวกับกลัวว่าคำพูดจะเผลอเปิดเผยสิ่งที่หัวใจกำลังพยายามซ่อนไว้ มือหนากระชับข้อมือฉันแน่นขึ้น “กลับไปกับผมนะ…” หัวใจฉันสะดุดไปเพียงวินาทีเดียว แล้วค่อย ๆ ดึงมือตัวเองกลับ “เดี๋ยวฉันลงไปเอามาให้” ฉันเคลื่อนร่างไปอย่างช้า ๆ ก้าวลงจากชั้นสอง มุ่งหน้าไปยังชั้นใต้ดิน พยายามดึงสติให้มั่นคง เพราะรู้ดีว่า… นับจากวินาทีนี้ไป ฉันคงหลบหนีหัวใจของตัวเองไม่ได้อีก เสียงเครื่องซักผ้าและเครื่องปั่นดังเป็นฉากหลัง โอบล้อมฉันไว้เพียงลำพัง ขณะก้าวเดินไปข้างหน้า แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไปในพริบตา ชายสองคนในชุดโม่งก้าวออกมาจากเงามืด เร็วเกินกว่าที่ฉันจะตั้งตัวได้ หนึ่งในนั้นเข้าประชิด ปิดปากฉันไว้แน่น เสียงเครื่องซักผ้ายังคงก้องอยู่รอบตัว แต่ฉันไม่อาจร้องหรือขยับได้ ความหวาดกลัวแล่นวาบขึ้นในอก ก่อนที่โลกทั้งใบของฉันจะดับลงในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่…
ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุด







