Masukหลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ
ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนควบคุมลมหายใจให้กลับมาเป็นปกติและไม่เปิดโอกาสให้ความลังเลมีที่ยืน นิ้วยาวไถลไปบนหน้าจอ ก่อนกดโทรออกสั่งการ น้ำเสียงหนักแน่น เฉียบขาดกว่าทุกครั้ง “วรากร มาหาฉันเดี๋ยวนี้ เอาเสื้อผ้ามาให้ด้วย” ไม่นานนัก วรากรก็มาถึงพร้อมการ์ดอีกสองคน สีหน้าของทุกคนฉายแววตกใจเมื่อเห็นสภาพของอารัญ “ท่านประธานครับ…เกิดอะไรขึ้น?” อารัญเงยหน้าขึ้น ดวงตานิ่งเย็น ทว่าภายในซ่อนพายุอารมณ์ที่พร้อมปะทุ “ลิลินถูกจับตัวไปแล้ว” ชื่อหนึ่งผุดขึ้นมาในความคิด มาดามโซเฟีย **** เสียงประตูเหล็กดัง เอี๊ยด หญิงในสูทสีเข้มก้าวเข้ามา รองเท้าบูทส้นสูงสีดำกระทบพื้นเป็นจังหวะคมชัด หมวกปีกกว้างสีเข้มบดบังดวงตาไว้ใต้เงา นิ้วที่สวมถุงมือหนังสีดำยกบุหรี่ขึ้นแตะริมฝีปากแดงจัดควันสีเทาลอยออกมาอย่างอ้อยอิ่ง ราวกับเวลาทั้งห้องถูกดึงให้ช้าลง เพียงเพราะการปรากฏตัวของเธอ เธอลากเก้าอี้ออกมาแล้วนั่งลงตรงข้ามฉัน ด้วยท่วงท่าของผู้ที่อยู่เหนือเกม ศีรษะเอียงเล็กน้อยใต้เงาหมวก ก่อนกระดิกนิ้วเพียงครั้งเดียว ชายชุดดำก็รีบลดผ้าปิดปากของฉันลง “ไม่ต้องกลัว” เธอเอ่ยด้วยเสียงเรียบ มือเคาะขี้เถ้าบุหรี่ลงอย่างแม่นยำ ก่อนจะเรียกชื่อฉันออกมา “ลิลิน โฮชิคาวะ” เธอรู้จักฉัน… แต่ฉันไม่รู้จักเธอเลยสักนิด “คุณเป็นใคร…เราไม่เคยรู้จักกัน” หญิงในสูทเข้ม แค่นหัวเราะ ในลำคอ ท่าทีของเธอยังคงนิ่งเฉย ราวกับคำถามนั้นไม่มีความหมายใด ๆ “ฉันชอบคนแบบเธอ” เธอพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบ “นิ่ง…ทั้งที่รู้ว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในมือใคร” เธอสูดบุหรี่อีกครั้ง ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้ ปล่อยควันบาง ๆ ลอยค้างอยู่ตรงหน้า “เธอรู้ไหมว่าทำไมฉันถึงเลือกเธอ” โดยไม่รอคำตอบ เธอก็เอ่ยต่อ “เพราะเธอคือจุดอ่อนของอารัญ” เธอเว้นจังหวะเพียงเสี้ยววินาที สั้นพอให้หัวใจของฉันเต้นผิดจังหวะ “และเป็นน้องสาวของเด็กผู้หญิงที่ตายในกองเพลิงครั้งนั้น” หัวใจฉันกระตุกวูบ “จุดอ่อนของผู้ชายที่แบกความรู้สึกผิดมาทั้งชีวิต เพราะเขาไม่อาจปกป้องเด็กคนนั้นได้” “คุณกำลังพูดเรื่องอะไร…” เสียงของฉันสั่นเครือ ริมฝีปากสีแดงจัดสแยะยิ้มใต้เงาหมวกปีกกว้าง “เธอรู้ดีว่าฉันพูดถึงอะไร เธอตามหามันอยู่ไม่ใช่หรือ?” เธอเอนตัวมาข้างหน้าเล็กน้อย เน้นทุกคำอย่างหนักแน่น ราวกับถูกวางลงอย่างตั้งใจ “วันนี้ฉันจะบอกให้เธอรู้” “เธอไม่ใช่อะไรมากไปกว่าน้องสาวของเด็กคนหนึ่งในโครงการ H.F Project โครงการที่ตระกูลฟอร์ดฝังมันไว้ใต้หลุมศพของใครหลายคน” เธอหยุด ก่อนจะกระตุกมุมปาก “และฉันเป็นคนเผามันทิ้งด้วยมือตัวเอง เพื่อให้หลักฐานทั้งหมดหายไปพร้อมกองไฟ” ความเย็นเฉียบแล่นผ่านสันหลังของฉัน ควันบุหรี่ลอยคั่นกลางระหว่างเรา “เกมนี้…เธอไม่ใช่หมาก” เธอจ้องตาฉันตรง ๆ “แต่เป็นเดิมพัน” ประตูเหล็กถูกผลักเปิดออกอย่างไม่รีรอ เสียงฝีเท้าหนักแน่นดังเข้ามา ก่อนที่ร่างของอารัญจะปรากฏตรงหน้า หัวใจฉันแทบหยุดเต้น “ปล่อยลิลิน” ใบหน้าใต้เงาหมวกปีกกว้างยังไม่เงยขึ้นในทันที เพียงเคาะขี้เถ้าบุหรี่ลงอย่างเชื่องช้า ราวกับรู้ดีอยู่แล้วว่าเจ้าของเสียงคือใคร “เร็วกว่าที่คิดนะ ไอ้เด็กเนรคุณ” อารัญก้าวเข้ามาอีกก้าว จนอยู่ใกล้พอที่ฉันจะเห็นสายตาเข้มกร้าวของเขาชัดเจน “ปล่อยเธอไป เรื่องของเรา ไม่ควรลากเธอเข้ามา” เธอเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ ริมฝีปากแดงจัดเหยียดตรง “เรื่องของเรา?” เธอยิ้มมุมปากอย่างข่ม “แกทำลายทุกอย่างของฉัน แล้วเรียกมันว่าเรื่องของเราแค่นั้นหรือ” ฉันเห็นมือของอารัญกำแน่น แต่สีหน้าของเขายังคงนิ่งนิ่งจนทำให้ฉันกลัว “ถ้าคุณต้องการผม ผมอยู่นี่แล้ว” “ปล่อยเธอไป” หญิงในสูทเข้มลุกขึ้นยืน “ผู้ชายอย่างแก…” “ยิ่งทะนงเกินไป” “แต่ไม่เป็นไร” น้ำเสียงเธอเย็นลง “วันนี้ฉันจะสอน” ฉันแทบขยับตัวไม่ออก อารัญโน้มตัวลงเล็กน้อย เสียงของเขาต่ำกว่าที่เคยได้ยิน “ถ้าคุณแตะต้องลิลิน” “เกมนี้จะไม่จบแค่การเจรจา” “ดี ฉันก็ไม่เคยชอบเกมที่จบง่ายอยู่แล้ว” เธอชักปืนออกมา กระบอกเย็นเฉียบถูกจ่อใกล้ขมับฉัน ร่างฉันแข็งค้างทันที หัวใจแทบหลุดออกมานอกอก “แกต้องเซ็นเอกสาร” เธอเอ่ยเสียงเรียบ “มรดกทั้งหมด…ที่มันควรเป็นของฉัน” ฉันกลืนน้ำลาย ขณะที่อารัญก้าวพรวดเข้ามา กั้นฉันไว้ด้วยร่างกายสูงใหญ่ มือเขายกขึ้นบังปืนเต็มที่ แรงกดดันจากกระบอกปืนกลับสัมผัสถึงตัวเขาแทนฉัน “ผมจะเซ็น” เสียงเขาแน่น “แต่คุณต้องปล่อยเธอไป” ชายชุดดำสองคนพุ่งเข้าล็อกแขนอารัญจากด้านหลัง แต่เขายืนหยัดอย่างไม่หวั่น ทันใดนั้นกระบอกปืนเดียวกันตวัดด้ามตบเข้าที่ใบหน้าของเขาอย่างแรงจนเลือด ซึมออกที่มุมปาก หัวใจฉันกระตุกวูบ มองเขาด้วยน้ำตาคลอ “เซ็น !” น้ำเสียงเย็นเยียบ “แล้วฉันจะปล่อยมันไป” กระดาษถูกวางตรงหน้าของอารัญ ปากกาถูกยื่นมา ไม่มีทางเลือก ปลายปืนยังชี้มาที่ฉัน แต่สายตาเขาไม่ละจากฉันแม้แต่วินาทีเดียว สัมผัสได้ถึงความเข้มแข็งและความกล้าของเขา พร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะปกป้อง แม้ต้องแลกด้วยทุกสิ่ง อารัญหยิบปากกาขึ้น เซ็นเอกสารด้วยมือแน่วแน่ ขณะเชือกที่มัดฉันคลายออกช้า ๆ ฉันสบตาเขา หัวใจสั่นสะท้านด้วยความซาบซึ้ง เหมือนคำพูดของเขาถูกพิสูจน์แล้ว ว่าเขาพร้อมจะปกป้องฉันตลอดชีวิต เมื่อเอกสารใบสุดท้ายถูกเซ็น เสียงแผ่วต่ำแต่มั่นคง “ปล่อยเธอไป” และในจังหวะนั้น ปืนก็ลั่นก้อง… ปัง!ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
ฉันมองตามแผ่นหลังของเธออย่างพินิจวิเคราะห์ ความสง่างามนั้นไม่อาจกลบความลึกลับที่แผ่ออกมาได้เลยเธอคือ ‘อเล็กซี่’ อายุ 34 ปี อดีตนักข่าวสาย Corporate มือหนึ่งของสำนักข่าวใหญ่หลายแห่ง ผู้สร้างชื่อจากบทความเชิงสืบสวนที่เขย่าวงการธุรกิจและการเมืองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนฉันเคยอ่านบทความของเธอบนเว็บไซต์ส
เที่ยงตรงเป๊ะตามนัดฉันในสูทเข้ารูปสีเข้มแนบลำตัว กางเกงขายาวรีดกลีบคม รองเท้าหนังสีดำขัดจนเงาวับ ทุกอย่างดูเรียบร้อย สมบูรณ์แบบในแบบมืออาชีพ
ฉันลืมตาขึ้นก่อนฟ้าสาง..เสียงเอะอะโวยวายจากซอยด้านล่างดังทะลุขึ้นมาถึงชั้นสองของคอนโด แสงนีออนจากป้ายโฆษณาริมทางด่วนลอดผ่านม่านขาวบางพาดแถบแสงลงบนผ้าห่มอย่างแผ่วเบาฉันพลิกตัว ลุกขึ้นไปยืนที่หน้าต่าง มือค่อย ๆ เลื่อนม่าน เปิดบานเกร็ดกระจกออก ทอดมองเบื้องล่างคือภาพชีวิตในตรอกแคบกลางกรุง หญิงสาวใ
🌟 หนึ่งสัปดาห์ก่อน คาเฟ่หรูกลางใจเมือง เสียงกาแฟบดกับเครื่องชงดังคลอเบา ๆ“ลิลิน แกไม่หางานประจำทำบ้างล่ะ งานฟรีแลนซ์รายได้ไม่แน