LOGINฉันมองตามแผ่นหลังของเธออย่างพินิจวิเคราะห์ ความสง่างามนั้นไม่อาจกลบความลึกลับที่แผ่ออกมาได้เลย
เธอคือ ‘อเล็กซี่’ อายุ 34 ปี อดีตนักข่าวสาย Corporate มือหนึ่งของสำนักข่าวใหญ่หลายแห่ง ผู้สร้างชื่อจากบทความเชิงสืบสวนที่เขย่าวงการธุรกิจและการเมืองมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
ฉันเคยอ่านบทความของเธอบนเว็บไซต์ส่วนตัวที่มีผู้ติดตามเป็นแสน ถ้อยคำของเธอเฉียบคม เย็นชา และจริงเกินกว่าจะเป็นเพียงข่าว มันคือการเปิดโปง
สายตาแบบนั้น… ฉันจำได้ดี เป็นสายตาของคนที่มองโลกเหมือนสนามล่า
แต่คืนนี้ เธอไม่ได้ถือกล้อง หรือไมค์จ่อปากใคร
เธอสวมชุดราตรีสีน้ำเงินระยับ ท่ามกลางเหล่าผู้บริหารและนักลงทุนในงานกาล่าหรู
เธอมาในฐานะอะไร? ผู้สังเกตการณ์? แขกของใครบางคน?เธอมีแผนอะไรอยู่กันแน่…?คำถามนั้นวนเวียนอยู่ในหัวไม่หยุด ขณะที่ดวงตากลมของฉันยังคงจ้องตามร่างในชุดราตรีสีน้ำเงิน…จนกระทั่งเธอค่อย ๆ เลือนหายไปท่ามกลางฝูงแขกที่เคลื่อนไหวราวเกลียวคลื่นแห่งความหรูหรา.
“คุณ ลิลินคะ”เสียงนุ่มละมุนของหญิงวัยกลางคนดังขึ้นจากด้านข้าง ดึงฉันให้หันกลับมา เธอสวมเดรสเกาะอกเลื่อมประดับเพชรระยับ แสงไฟสะท้อนเล่นกับอัญมณีจนแทบแสบตา ถุงมือผ้าซาตินสีงาช้างยาวถึงข้อแขนบ่งบอกรสนิยมไฮแอนด์ กลิ่นน้ำหอมชั้นสูงหอมแผ่วอยู่รอบตัว
ฉันรีบสลัดคำถามในหัวเมื่อครู่ออกไป ก่อนพยักหน้ารับและตอบกลับอย่างสุภาพ
“ค่ะ” “ฉันสังเกตคุณมาสักพักแล้ว” เธอเลื่อนสายตาช้า ๆ ลงบนป้ายชื่อที่แขวนอยู่บนอกของฉัน ก่อนเอียงคอเล็กน้อย “โฮชิคาวะ… คุณคือลูกสาวของมิสเตอร์คิริน โฮชิคาวะใช่ไหมคะ?”“ ใช่ค่ะ “ ฉันตอบอย่างภมูิใจ“ฉันกับสามีเป็นแฟนคลับของ คุณ โฮชิคาวะค่ะ” เธอกล่าว พร้อมรอยยิ้มอ่อน“น่าเสียดาย… ที่คุณโฮชิคาวะจากไปอย่างกะทันหัน” น้ำเสียงของเธอลดระดับลงเล็กน้อย ก่อนเข้าสู่ประเด็นตรง ๆ
“เอาล่ะ ช่วยถ่ายภาพฉันกับสามีได้ไหมคะ?” เธอเอ่ยพลางหันไปมองสามีที่ยืนยิ้มกว้าง รออย่างสง่า บนพรมแดงข้างป้ายอักษรสะท้อนแสง Gala 25 Year Stride X International Co., Ltd.
“โอ้ว… ด้วยความยินดีค่ะ”
ฉันรีบกลับมาโฟกัสกับงานตรงหน้า ทิ้งความสงสัยเมื่อครู่ไว้เบื้องหลัง.*** เวลาล่วงเลยมาพอสมควร ผู้คนในงานเริ่มบางตา บางคนใบหน้าแดงระเรื่อจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ กลิ่นไวน์และวิสกี้เจือจางปะปนกับน้ำหอมเกรดเอ ลอยอบอวลอยู่ทั่วพื้นที่จัดงานทุกมุม ทุกภาพ คือสิ่งที่ฉันต้องบันทึกไว้ เหลืออีกเพียงไม่กี่ช็อตเท่านั้น ฉันยกกล้องขึ้นแนบตา พลางก้าวสำรวจรอบงานอย่างเงียบเชียบจนกระทั่ง มุมหนึ่งหลังเวที ลับสายตาผู้คน… ชายสองคนในสูทเข้มหรูระดับไฮเอนด์ยืนข้างกันไม่ถึงศอก มือของอีกคนล้วงบางอย่างจากเสื้อสูท แล้วส่งซองน้ำตาลเล็กให้มือหนาที่แนบข้างลำตัวของอีกฝ่าย
แสงแฟลชสะท้อนบนซองทันที สีหน้าเข้มของเขาตกลงบนเฟรมเต็ม ๆ และในเสี้ยววินาทีนั้น… ดวงตาคมกร้าวของทั้งคู่หันตรงมาที่ฉัน ราวกับตรึงฉันไว้บนเสาของนักโทษสัญชาตญาณดังก้องในหัว … มีบางสิ่งไม่ชอบมาพากล
ฉันรีบลดกล้อง หันหลัง ขวับ! หายใจถี่ขึ้นหลายระดับรีบก้าวถอยออกจากมุมนั้น แต่หัวใจกลับเต้นแรงยิ่งกว่าเดิม ฉันรู้สึกได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยอำนาจ เหี้ยมเกรียน ยังติดตามฉันไม่ลดละ…เหมือนแรงกดที่มองไม่เห็นกดทับทั่วร่าง***เกือบเที่ยงคืน งานกาล่า ได้จบลง ฉันก้มหน้า เก็บของใส่ในกระเป๋า เสียงรองเท้าหนักดังก้องบนพื้นไม้ท่ามกลางผู้คนที่บางตาลง
ฉันเงยหน้าขึ้น… ชายในชุดดำ สีหน้าไม่เป็นมิตรเดินตรงมาหยุดข้างหน้า
“คุณ… ถ่ายรูปตรงโซนหลังเวทีใช่ไหมครับ?”
เสียงหนึ่งดังขึ้น กดแน่นราวกับเป็นคำสั่ง“เอ่อ… ใช่ค่ะ ทำไมเหรอ”ฉันตอบกลับ พยายามคงน้ำเสียงให้มั่นคง
“กล้องของคุณ… ขอเราตรวจหน่อย” น้ำเสียงนั้นไม่มีแววของการขอ มีเพียงแรงกดดันก้าวร้าวและคุกคาม.ไม่… เขากำลังจะกระชากกล้องจากกระเป๋าฉัน
“อย่าแตะของฉัน!” ฉันสวนเสียงสั่น ยื้อสุดแรงก่อนหมุนตัววิ่งพรวดออกมา เข้าไปในลิฟต์ กดปุ่มปิดประตูรัว ๆ
เสียงหัวใจดังกลบเสียงกลไกที่กำลังเคลื่อนลง
..
ติ้ง!ประตูลิฟต์เปิดออก ฉันก้าวพรวดออกมา พลางเหลียวหลังมองตัวเลขที่หน้าจอลิฟต์อีกตัวเลื่อนลงอย่างรวดเร็ว แต่ยังไม่ทันได้หายใจเต็มปอด เสียงข่มขู่ชัดเจน จากด้านหลัง“ส่งกล้องคุณมา!”
ฉันหันเจอ ชายชุดดำ อีกคนยืน จังก้า
ฉันหันซ้ายขวา มองหาทางหนี “ไม่!” ฉันปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนพุ่งตัวออกทางโถงยาวสุดทางเดินเสียงฝีเท้าสามคู่ดังสะท้อนตามมาติด ๆ
ฉันกำลังจะหันเลี้ยว ทันใดนั้น… ชนเข้ากับแผ่นอกแน่นของใครบางคนอย่างเต็มแรง ใบหน้าซุกเข้าอกเขาอย่างจังฉันเงยสายตาขึ้น… ใบหน้าเรียวคม สะท้อนแสงแดดจ้า ที่ยังคงตรึงอยู่ในเฟรมแรกของงานเขาคือ…‘อารัญ’
ชายสามคนวิ่งตามมาทัน แต่ชะงักกึก สีหน้าของพวกเขาถอดสีราวกับเผชิญหน้ากับเสือ ดวงตาคมกริบของอารัญจ้องชายชุดดำแต่ละคนอย่างทรงอิทธิพล ราวกับรู้ดีว่าพวกนั้นเป็นลูกน้องของใคร
“พวกคุณ… กำลังจะทำอะไร” น้ำเสียงเข้มและเต็มไปด้วยบารมี ทำให้ทั้งสามไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวร่างสูงก้าวเข้ามายืนบังฉันไว้ ก่อนจะเปล่งเสียงเข้มเต็มไปด้วยอำนาจ“จากนี้ไป… เธออยู่ในการดูแลของผม ไม่มีใครแตะต้องเธอได้… ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ตาม”ถ้อยคำของเขาหนักแน่นจนบรรยากาศรอบตัวหยุดชงัก
เหลือเพียงเสียงหัวใจของฉัน… เต้นแรงจนแทบหลุดออกมา.ฉันเงยหน้าขึ้น สบตาคู่นั้นตรง ๆ แววตาฉันว่างเปล่า ไร้ซึ่งความเชื่อใจ มีเพียงคำถามที่ค้างคา“คุณเป็นใครกันแน่… อารัญ”เขาชะงัก ราวกับกำลังพยายามตั้งหลักกับสิ่งที่เผชิญอยู่ตรงหน้าฉันจ้องเขาอย่างคาดคั้น เสียงสั่นเพราะความจริงเพิ่งเชื่อมต่อกันเป็นภาพเดียว“ทุกอย่าง… ไม่ใช่เรื่องบังเอิญคุณตามหาฉันมาตลอดใช่ไหม?”อารัญนิ่งเงียบ สายตากดต่ำ มือกำแน่นราวกับกำลังชั่งใจ ทุกวินาทีเหมือนเวลาหยุดหมุนใต้สายตาที่เคยคมนิ่งและควบคุมทุกสถานการณ์ ปรากฏรอยร้าวบางอย่าง… สิ่งที่เขา
ฉันเคยเชื่อว่าภาพถ่ายไม่เคยโกหก แสงและเงาอาจทำให้ภาพบิดเบือนได้ แต่ไม่เคยสร้างตัวตนที่ไม่มีอยู่จริง..ความเชื่อนั้นอยู่กับฉันมาตลอด จนถึงวันที่ฉันเริ่มหันกลับมามองตัวเอง และตั้งคำถามว่า บางสิ่งอาจไม่เป็นอย่างที่ฉันเคยเข้าใจในแฟ้มประวัติของฉัน ทุกเรื่องราวถูกบันทึกไว้อย่างเป็นระเบียบ ดูสมบูรณ์แบบราวกับชีวิตที่ถูกจัดเตรียมไว้แล้วแต่ยิ่งค้นหา ฉันกลับยิ่งรู้สึกห่างไกล ราวกับกำลังมองชีวิตของใครบางคนที่หน้าตาคล้ายฉันทว่า…
ราตรีถูกโอบล้อมด้วยแสงไฟหลากสีที่ส่องประกายระยิบ หน้าอาคารคาสิโนสุดหรู“EVORA CLUB & CASINO MEMBERS ONLY”(อีโวรา คลับ แอนด์ คาสิโน สำหรับสมาชิกเท่านั้น)คริส ฟอร์ดในสูทเข้มก้าวลงจากรถท่วงท่าเข้มนิ่งคล้ายเจ้าพ่อใต้ดิน มีลูกน้องคอยอารักขาอยู่รอบตัว ข้างกายเขา อเล็กซี่เดินเคียงคู่ในเดรสเกาะอกสั้นสีดำ เผยเรียวขาท่อนบน ดุจชุดไม้ตายที่เธอตั้งใจเตรียมมาเพื่อคืนนี้โดยเฉพาะขณะเดียวกัน นักสืบมืออาชีพของอารัญแฝงตัวติดตามอยู่ไม่ไกล ทั้งคู่สวมสูทเนี้ยบ และโชว์บัตรสมาชิกปลอมอย่างแนบเนียน ก่อนก้าวเข้าสู่ด้านใน ดวงตาที่ซ่อนอยู่หลังแว่นเลนส์ชาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวด้วยความแยบยลคริสและอเล็กซี่ตรงไปยังโต๊ะใหญ่ในมุมลึกของคลับ
มือใหญ่และอบอุ่นของอารัญกอบกุมมือฉันไว้แน่น ราวกับไม่คิดจะปล่อยไปตลอดชีวิตเราเดินเคียงกันบนฟุตบาทกลางเมืองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนสี เสียงรถที่แล่นผ่านเพิ่มความวุ่นวายให้บรรยากาศ แต่สำหรับฉัน… โลกทั้งใบเหมือนหยุดหมุน เหลือเพียงเขากับฉันเท่านั้นฉันแอบหันไปมองใบหน้าเย็นชาที่ใคร ๆ ว่าเข้าถึงยาก ทว่าในแววตาและทุกการปกป้องของเขากลับซ่อนความอ่อนโยนไว้เบื้องหลังฉันรู้ดีว่าเขาดูแลฉันมาตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา แต่บางมุมของเขาก็ยังไม่เข้าใจ เหมือนมีอะไรซ่อนอยู่หลังสายตาเรียบนิ่งนั้นทว่า ณ ตอนนี้… ฉันไม่อยากค้นหาสิ่งใดเพียงปล่อยให้ความอบอุ่นของเขาห่อหุ้มฉันไว้ท่ามกลางเมืองใหญ่ที่เย็นเฉียบระหว่างที่ความคิดยังวนเวียน อารัญหยุดเดินกะทันหัน
เช้าวันใหม่เหมือนพาให้ฉันได้หายใจอีกครั้ง อากาศสดชื่นจนแทบลืมไปว่าในใจยังมีเรื่องค้างคา ปริศนาของโฮชิคาวะ… ตระกูลฟอร์ด พ่อของฉันอาจมีส่วนเกี่ยวข้อง.. ฉันต้องหาคำตอบให้ได้ ไม่ว่าจะต้องเสี่ยงแค่ไหนทว่าวันนี้กลับแปลก… ปกติอารัญจะเข้ามาทักตั้งแต่เช้า แต่ทำไมถึงยังไม่มา?ฉันเดินออกไปที่ระเบียง ปล่อยสายตามองเมืองที่ทอดยาวไกลสุดสายตา ลมพัดแตะผิวเบา ๆ คล้ายอ้อมแขนของใครสักคนที่เฝ้าดูอยู่บนท้องฟ้าแต่พอฉันหันกลับมา เขายืนอยู่ตรงนั้นแล้ว
“ผมตามคุณลิลินไปครับ… แล้วเจอเธอนอนหมดสติอยู่ที่คอนโดของพ่อเธอ ‘โฮชิคาวะ’ ครับ ”วรากรรายงานอารัญด้วยเสียงเรียบ แต่สัมผัสได้ถึงความกังวลที่ซ่อนอยู่ลึก ๆเขายื่นซองสีน้ำตาลให้ อักษรบนหน้าซองเขียนไว้ว่า H.F. Project“แล้วนี่ครับ… สิ่งที่ผมเจอ”อารัญมองวรากรด้วยสายตาคมราวกับพยายามค้นความหมายจากใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนรับซองมาไว้ในมือและค่อย ๆ แกะออก ความเงียบรอบตัวหนาแน่นจนเหมือนอากาศหยุดไหล.ภายในซองคือ แผ่นฟิล์มเก่าบนขอบฟิล์มมีตัวเลขเขียนด้วยลายมือ… ปี







