Masukแสงยามเช้าสาดลอดผ่านผ้าม่านบาง เฉือนผ่านเงามืดที่ยังหลงเหลือจากค่ำคืนแห่งความวุ่นวาย…
ฉันขยับเปลือกตา เสียงไอ ค๊อก ๆ แค๊ก ๆ ของแม่ดังแผ่วออกมาจากโซนด้านนอก ความห่วงใยแทรกขึ้นในอก ดึงให้ฉันลุกออกจากเตียงกาน้ำร้อนบนเคาน์เตอร์ส่งไอน้ำพวยพุ่ง สายน้ำชารินลงถ้วยเป็นเส้นแสงอ่อนในอากาศ กลิ่นชาหอมอุ่นลอยคลุ้ง ไอร้อนลอยแตะปลายคางของแม่ที่ก้มอยู่ เสื้อคาร์ดิแกนสีอ่อนของท่านดูเปราะบางกว่าทุกเช้าที่ผ่านมา
“แม่คะ”
ฉันเอ่ยเสียงนุ่ม พลางวางมือลงบนแผ่นหลังท่านอย่างอ่อนโยน แล้วพยุงแม่นั่งบนโซฟายาวในมุมนั่งเล่น ค่อยๆทรุดตัวลงเคียงข้าง แนบศีรษะกับแขนเล็ก ปลายนิ้วแตะเอวบางเบา ๆ“แม่นอนไม่ค่อยหลับจ้ะ…เมื่อคืนลูกกลับดึกจนแม่ตกใจ”
เสียงแม่แผ่วพร่า คล้ายความเหนื่อยล้าที่เกาะอยู่ในลำคอ “หนูขอโทษค่ะ แม่ไม่ต้องห่วงนะ แค่เรื่องงานนิดหน่อยเอง”แม่ยกชาขึ้นจิบชาช้า ๆ แล้ววางถ้วยลงด้วยมือสั่นเล็กๆ จากนั้นหันมองรูปถ่ายของพ่อในกรอบไม้ข้างตัว ด้วยแววตาอ่อนโยน… แต่ซ่อนความหม่นเศร้าที่เห็นได้ชัด
“อย่าพาตัวเองไปยุ่งกับเรื่องของคนพวกนั้นก็พอ…”
คำเตือนของแม่ทำให้หัวใจฉันสะดุด ท่านไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นสักนิด แต่เหมือนสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ฉันพยายามเก็บซ่อนในใจ“ค่ะ… แม่” เสียงฉันแผ่วเบา แต่เต็มไปด้วยความตั้งใจปกป้องตัวเองและปกป้องท่านความอบอุ่นแผ่ซ่านชั่วครู่ เหมือนแสงเช้าที่สาดผ่านระเบียง มาสะท้อนลงบนร่างเราสองคน
จู่ ๆ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นจากด้านใน แม่หันมามองฉัน มือของท่านแตะเบา ๆ ที่ขาของฉัน พร้อมแววตาเต็มไปด้วยความกังวล
“ลูก… ไปรับสายก่อนเถอะ”ฉันพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย แล้วดันร่างไปยังต้นเสียง
นิ้วเรียวสไลด์หน้าจอขึ้นแนบหู“สวัสดีครับ… คุณลิลิน
ผม วรากร เลขาของคุณอารัญ จาก StrideX ท่านประธานอยากเชิญคุณเข้าพบเช้าวันนี้ มีบางอย่างต้องสอบถาม… เกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อคืน”คำพูดนั้นทำฉันสะดุดครู่หนึ่ง แต่ก็ตั้งตัวรับได้ ดวงตาหันไปมองแม่ที่ยกแก้วชาขึ้นจิบ ชาอุ่นสะท้อนแสงยามเช้าเป็นประกายสีน้ำผึ้ง
ฉันตอบกลับไปด้วยเสียงมั่นคง “ยินดี ค่ะ”ทันทีที่สายตัดไป..
ฉันสูดลมหายใจลึก… แล้วปล่อยออกมา แรงกดดันจากคำเชิญที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงทำให้หัวใจฉันเต้นแรง ทั้งกลัว ทั้งอยากรู้… ว่าเหตุการณ์เมื่อคืนกับคนของ StrideX ฉันกำลังเข้าไปอยู่ตรงจุดไหนของเรื่องทั้งหมดกันแน่..
“ลิลิน” “ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น… อย่าทำในสิ่งที่ใจไม่ยอมรับนะลูก”แม่พูดด้วยน้ำเสียงห่วงใยอีกครั้ง ขณะที่ฉันกำลังจะก้าวออกจากประตู
ฉันยิ้มบางตอบกลับให้แม่ได้สบายใจ “ค่ะ…แม่”แต่ภายในอกกลับรู้สึกหนัก เหมือนแรงดึงบางอย่างรัดฉันเข้าไป
ในสิ่งที่ฉันไม่แน่ใจเลยว่า สิ่งที่กำลังจะทำ คือ สิ่งที่ถูก” หรือ… ทางที่ไม่อาจหนีมอเตอร์ไซค์คู่ใจแทรกตัวไปตามท้องถนนที่แน่นขนัดด้วยรถยนต์และเสียงแตรใจกลางกรุง ไม่นานนักก็หยุดตรงหน้าตึกกระจกสูงของ StrideX International
ปลายนิ้วยกหมวกกันน็อกเหนือศีรษะ ดวงตากลมจ้องมองอาคารสูง แสงแดดยามสายสะท้อนเจิดจ้า แทบไม่เห็นอะไรที่ซ่อนอยู่ภายใน
พนักงานในชุดสูทยกมือทัก แล้วพาฉันผ่านประตูรักษาความปลอดภัย กล้องวงจรปิดจับทุกการเคลื่อนไหว ราวกับไม่มีมุมใดในตึกนี้ที่หลุดพ้นจากสายตาใครได้เลย
เมื่อประตูลิฟต์เปิดออก ชั้นบนสุดของอาคารเผยให้เห็นห้องโถงกว้างใหญ่ ผนังกระจกเงาสะท้อนแสงเมืองด้านนอก
เลขาชายก้าวนำหน้าไปหยุดตรงหน้าประตูไม้บานใหญ่
ฉันสูดหายใจเข้าลึก ขณะรอเขาเคาะประตูเป็นสัญญาณ ทันทีที่เขาเอ่ยว่า “เชิญครับ… ท่านประธาน รออยู่ข้างใน”ฉันเอื้อมมือผลักประตูกว้าง แสงจากกระจกบานสูงสาดเข้ามาในห้อง เป็นริ้วสีเงินสะท้อนบนพื้นหินมันวาว
ชายร่างสูงมาดนิ่ง สะท้อนเงาในแสงเจิดจ้า ในสูทหรูสีเข้ม เขายืนหันหน้าไปยังกระจกผนัง สองมือล้วงกระเป๋า ก่อนค่อย ๆ หมุนตัวกลับมา ดวงตาคมลึกจ้องฉันตรง ๆ พร้อมผายมือไปยังโซฟาสีเข้ม
“เชิญนั่งครับ… คุณลิลิน”ฉันขยับร่างลงนั่งอย่างประหม่าเล็กน้อย มองท่าทีของชายตรงหน้า
เขายกนิ้วขึ้นดีดนิ้วดัง “คลิก” เลขาชายก็ปรากฏตัวทันที รับคำสั่งอย่างว่องไว “ขอชาร้อน สองถ้วยครับ วรากร”ไม่กี่อึดใจ ถ้วยชาร้อนก็ถูกวางตรงหน้า
“เชิญครับ คุณลิลิน”ฉันจ้องมองถ้วยชาด้วยความลังเล ปรายตามองเขายกถ้วยขึ้นจิบอย่างนิ่งสงบ แล้ววางลงเบา ๆ บนโต๊ะ
“ผม…ไม่วางยาคุณหรอกนะ คุณลิลิน”
ฉันยังคงเงียบ ยังคงมองเขาอย่างระมัดระวังเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นช้า ๆ
“ก่อนอื่น…ผมต้องขอโทษ กับเรื่องเมื่อคืน…เรื่องที่ชายบางคนไม่สุภาพกับคุณ”“ค่ะ” ฉันตอบเสียงเรียบ
เขาหยุดเว้นหายใจไปชั่วขณะ
“ผมขอถามตรง ๆ นะครับ”ฉันนิ่ง จับจังหวะทุกคำพูด
“คุณรู้ตัวใช่ไหม… ว่าคุณถ่ายอะไรเมื่อคืน?”คำถามนั้นแทงใจฉัน หัวใจเต้นแรงราวคมมีดกรีดผ่านความทรงจำ
ภาพแฟลช ซองน้ำตาล… ชายในสูท… ทุกอย่างสว่างจ้าเหมือนแสงสะท้อนเข้าตา“รู้ค่ะ” เสียงหลุดออกจากลำคอเบา ๆ
“และก็รู้… ว่ามันไม่ควรถูกถ่าย”เพียงเสี้ยววินาทีแห่งความเงียบ เขาก็พยักหน้าขึ้นลง ราวกับรับรู้ทุกความคิดในใจฉัน
“ผมเชื่อว่าคุณไม่ได้ตั้งใจครับ”น้ำเสียงนั้นนุ่มนวล แต่แฝงแรงกดดันบางอย่าง ทำให้ฉันกลืนน้ำลาย เขาจ้องฉัน นิ่งลึกอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือเข้าประสานกัน พลางเอนตัวเข้ามาเล็กน้อย
“ภาพนั้น…” เขาเอ่ยช้า ๆ
“มีคนต้องการให้มันหายไป…ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไร ”แววตาคมกริบจับจ้องตรงมา
“และผมไม่อยากเห็นคุณ… กลายเป็นหนึ่งใน ‘สิ่งที่ต้องถูกลบออกไป’”ความเงียบแผ่ซ่านทั่วห้อง
ฉันรู้ดีว่าเขาไม่ได้พูดเล่น“เพื่อความปลอดภัยของคุณ” เขากล่าวต่อ
“ผมอยากให้คุณมาทำงานกับผม... ในฐานะฟรีแลนซ์ของ StrideX”ฉันชะงัก “หมายความว่า... คุณจะควบคุมฉันเหรอ?”
รอยยิ้มจาง ๆ ผุดขึ้นที่มุมปากเขา
“ไม่ใช่ควบคุม... แต่คุ้มกัน”เสียงแม่จากเช้าวันนั้นดังขึ้นในหัว
“อย่าพาตัวเองไปยุ่งกับคนพวกนั้นนะ ลิลิน...”ประโยคนั้นดังสะท้อนในอก แต่ตอนนี้... สายตาของอารัญตรึงฉันไว้แน่น ราวกับเงื่อนไขที่ไม่มีทางหลบหนี ฉันมองเขานิ่ง แสงจากกระจกสะท้อนลงบนเลนส์กล้องที่วางอยู่ข้างมือ เส้นแสงเฉือนผ่านระหว่างเรา แสบตา เหมือนความจริงและความเท็จปะทะกันในใจ
ลมหายใจฉันสะดุด ก่อนคำตอบค่อย ๆ หลุดออกจากริมฝีปาก
“ฉันจะเชื่อคุณ...”สายตาของเราประสานกันนิ่งงัน
“…ครั้งนี้... ครั้งเดียวเท่านั้น”ในเช้าวันใหม่ที่สดใส หลังจากผ่านไปหลายเดือน ฉันได้กลับมาอยู่ตรงนี้อีกครั้ง บนดาดฟ้ากลางเมือง… เมืองยังคงงดงามอยู่รอบตัว พระอาทิตย์ยังคงเปล่งแสงจากตำแหน่งเดิม แทรกกลางระหว่างตึก เหมือนไม่มีอะไรเปลี่ยนไป ฉันหมุนเลนส์ซูม เพื่อบันทึกสิ่งที่ฉันรัก ภาพถ่ายคือการยืนยันว่าบางสิ่งเคยมีอยู่จริง เมื่อทุกอย่างเงียบลง ฉันยืนนิ่ง สูดลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วหลับตาอธิษฐานถึงใครบางคนบนฟ้า ปล่อยให้พลังใจโอบล้อมชั่วขณะ ก่อนค่อย ๆ เปิดเปลือกตาขึ้น และเมื่อหันกลับมา… เขา…ก็ยืนอยู่ตรงนั้น แสงเช้ากระทบชายหนุ่มในสูทสีครีม ใบหน้าเรียวคมโดดเด่นท่ามกลางแสงอ่อน ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของภาพนั้นเอง “คุณ…ตามหาฉันเจออีกแล้วนะ” ฉันเอ่ยเสียงเบา “รู้ได้อย่างไรว่าฉันอยู่ตรงนี้” ฉันถามต่อ ทั้งที่ในใจเหมือนจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ริมปากหยักยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุด “รู้สิ” คำสั้น ๆ เพียงคำเดียว แต่กลับทำให้หัวใจของฉันสั่นไหว เพราะเขารู้จักฉัน รู้ว่าฉันจะมาอยู่ตรงไหน และรู้ดีว่าที่นี่คือที่ที่ฉันมักจะกลับมาเสมอ ร่างสูงก้าวเข้ามาใกล้ แล้
เสียงปืนก้องสนั่นกรีดอากาศ ก่อนที่ทุกสิ่งจะหยุดนิ่งราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ ร่างสูงใหญ่ที่บังฉันไว้ค่อย ๆ ทรุดลงกับพื้น ราวกับแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปในพริบตา “อารัญ!” เสียงของฉันสั่นพร่าไปด้วยความหวาดหวั่นก่อนทิ้งตัวลงข้างเขา มือสั่นเทารีบประคองศีรษะไว้บนตัก เลือดซึมออกจากแผ่นอก เปื้อนปลายนิ้วฉันจนเย็นเฉียบ หัวใจเต้นแรงจนเสียงนั้นกลบทุกสิ่งรอบตัว ก่อนเสียงส้นรองเท้าจะกระทบพื้นดังถอยห่าง น้ำเสียงเย็นชาไร้ปรานี เปล่งออกมา “ฉันจะปล่อยแกไป ไอ้เด็กเนรคุณ วันนี้แค่สั่งสอนให้แกได้รู้ว่า ความเจ็บปวดและการเฉียดตายมันเป็นอย่างไร” คำพูดนั้นคือคำประกาศชัดเจนว่า เขายังคงอยู่ใต้เงาของเธอ ชื่อหนึ่งหลุดจากปากการ์ดทั้งสองที่กำลังจะขยับตามก่อนหญิงในสูทเข้ม ใต้หมวกปีกกว้าง จะหันหลังเดินจากไป “มาดามโซเฟีย” ฉันปรายตามองเธอเพียงเล็กน้อย แม้จะได้ยินชื่อนั้นเป็นครั้งที่สอง ทว่าหัวใจยังคงจดจ่ออยู่กับชายในอ้อมตัก อารัญส่ายหน้าช้า ๆ ลมหายใจจะเริ่มขาดเป็นห้วง เขาหันไปมองลูกน้อง ก่อนส่งสัญญาณสั้น ๆ แต่ชัดเจน “ปล่อยเธอไป” เขาเลือกจบเรื่องนี้ “
หลังจากลิลินออกจากห้องไปหลายชั่วโมง ความเงียบค่อย ๆ กดทับ ความกังวลค่อยๆก่อตัวขึ้นในอกของอารัญ ชายหนุ่มที่มีเพียงผ้าขนหนูคลุมกาย ฝืนลุกจากโซฟา เดินวนไปมาอย่างกระสับกระส่าย แต่ไม่ว่าขยับตัวเพียงใด ความร้อนรุ่มภายในกลับยิ่งทวีขึ้น สายตาเหลือบไปเห็นนาฬิกาบนผนัง การเคลื่อนไหวของเขาสะดุด หัวใจเต้นแรงเมื่อรับรู้ว่าเวลาที่ผ่านไปยาวนานเกินกว่าจะเป็นแค่การออกไปเก็บเสื้อผ้า ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมา ดึงให้เขาเดินเข้าใกล้หน้าต่าง ก่อนแทรกสายตามองผ่านม่านที่แง้มอยู่ และในวินาทีนั้น ความผิดปกติก็ปรากฏตรงหน้า ชายชุดดำคนหนึ่งท่าทางมีพิรุธ สายตาคมกริบจับจ้องมายัง…ตรงตำแหน่งที่เขายืนอยู่ ยังไม่ทันที่อารัญจะผละออกจากจุดนั้น เสียงของโทรศัพท์มือถือก็สะกิดความเงียบงันของห้อง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน ก่อนจะก้าวไปหยิบโทรศัพท์ หน้าจอสว่างวาบ ข้อความสั้น ๆ ปรากฏขึ้นอย่างเย็นชา “ฉันรู้ว่าจุดอ่อนของแกคืออะไร และมันจะเจ็บ… มาหาฉัน ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป” เพียงอ่านจบ มือของเขาก็กำแน่นจนสั่น ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความเดือดดาล ทว่าในอึดใจถัดมา เขาฝืนคว
เสียงตะโกนของเขายังคงก้องอยู่ในหัวฉัน ไม่ยอมจางหายลากยาวผ่านครึ่งคืน ราวกับตั้งใจย้ำเตือนว่าฉันไม่มีทางหนีความรู้สึกนี้ได้ด้านนอกฝนเทกระหน่ำ ฟ้าร้องคำรามก้อง ฉันนอน พลิกตัวไปมาบนเตียงอย่างกระสับกระส่าย ไม่อาจข่มตาหลับ เสียงหยาดฝนที่กระทบพื้นดึงความทรงจำให้ย้อนกลับไปยังวันหนึ่ง วันที่ฉันเคยถูกไล่ล่าท่ามกลางม่านฝนสีเทาและเขาเข้ามาช่วย โดยไม่ห่วงชีวิตของตัวเองฉันสูดลมหายใจลึก ราวกับพยายามขับไล่ความอึดอัดในอก ก่อนดันตัวลุกจากเตียง เดินไปยังหน้าต่าง แหวกม่านออกเพียงเล็กน้อย แล้วมองลงไปจากชั้นสอง ดวงตากลมต้องหยุดนิ่ง ลมหายใจติดขัดเมื่อเห็นภาพตรงหน้าเขายังคงอยู่ตรงนั้น คุกเข่าท่ามกลางม่านฝนที่ซัดกระหน่ำ ราวกับกำลังวิงวอน และไถ่บาปไปพร้อมกัน ภาพนั้นทำให้หัวใจฉันสั่นไหว ทั้งที่ไม่ควรเลย แสงไฟจากหน้าต่างสาดผ่าน เขาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เผยริมฝีปากที่คลี่ยิ้ม ราวกับบอกว่า ทุกอย่างไม่เป็นไร แต่รอยยิ้มนั้นอยู่ได้เพียงครู่เดียว ร่างสูงก็โอนเอนไปด้านข้าง ก่อนจะทรุดลงกับพื้นอย่างหมดแรงหัวใจฉันหล่นวูบ เสียงเรียกแผ่วเบาหลุดออกจากริมฝีปาก “อารัญ…”วินาทีนั้นเอง ฉันก็รู้ว่าตัวเองยังมีหัวใจมากพอ ที่
หนึ่งเดือนผ่านไป…ฉันหลบมาอยู่ในห้องเช่าเล็ก ๆ กลางเมือง ห้องแคบในตึกเก่า 4 ชั้น ใช้แต่ละวันฟื้นฟูหัวใจ และใช้ความเงียบงันค่อย ๆ ประคองตัวเองให้ยืนอยู่ได้ ท่ามกลางความวุ่นวายรอบข้างเขียนบทความเล็ก ๆ ในนามแฝงที่ไม่มีใครจับสังเกต รับงานถ่ายภาพเป็นครั้งคราว ใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบ เพื่อเลี้ยงดูตัวเองแต่ในขณะที่อีกฟากหนึ่งของโลกชื่อของบริษัท Stride X กลับดังขึ้นอีกครั้ง ราวกับไม่เคยมีช่วงเวลาที่มันเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนรองเท้ารุ่นใหม่ที่สานต่อความสำเร็จจาก Quantum Prime ถูกเปิดตัวภายใต้ชื่อQuantum Prime Fluxกระแสตอบรับถาโถม ยอดสั่งจองพุ่งสูง สื่อทุกสำนักพร้อมใจกันกล่าวถึงมันในฐานะ“ก้าวถัดไปของเทคโนโลยีการเคลื่อนไหว”งานประกาศความสำเร็จถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ชื่อของอารัญถูกกล่าวถึงซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีล้ำสมัย ที่มีเพียง Stride X เท่านั้นที่ครอบครองลิขสิทธิ์เขาทำสำเร็จ อย่างถูกต้อง และไม่ผิดศีลธรรมอารัญไม่เคยแตะต้อง Quantum X อ
บนระเบียงสูงเหนือมหานครอารัญยืนต้านแรงลม ดวงตาเย็นชามองแสงไฟที่เคลื่อนไหวใต้ท้องฟ้าซึ่งกำลังเปลี่ยนสี เขาสูดลมหายใจลึก กำมือแน่นก่อนหมุนตัวออกและเอ่ยคำสั่งเข้ม“ถึงเวลาแล้ว ”ปลายทาง คือ…วิลล่าหรูริมหาดส่วนตัวของคริส ฟอร์ดแสงไฟระยิบระยับสะท้อนผิวน้ำในสระ เสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์กระหน่ำไม่หยุด สาวหุ่นนางแบบในบิกินี่ สวมหน้ากากผีเสื้อ เดินเสิร์ฟเครื่องดื่มพร้อมรอยยิ้มหวาน ปลายนิ้วลูบไล้ แขกชายเพียงไม่กี่คน ซึ่งล้วนสวม หน้ากากซาตานหลากรูปแบบ ที่แต่ละคนเลือกปิดบังตัวตนไว้นี่ไม่ใช่งานธุรกิจ ไม่ใช่การพบหุ้นส่วน หากคือปาร์ตี้ที่มีไว้ตอบสนองกิเลสของเขาเท่านั้น ทุกอย่างกำลังอยู่ในโหมดลุ่มหลงทันใดนั้น เสียงเรือสปีดโบ๊ทคำรามใกล้เข้ามา ก่อนจะหยุดนิ่งหน้าวิลล่าอารัญในสูทสีเข้มก้าวนำลงจากเรือ พร้อมบอดี้การ์ดและนักสืบ มุ่งตรงไปยังสระว่ายน้ำที่ปาร์ตี้กำลังคลุ้มคลั่งแสงไฟสีฉูดฉาดติดเตียงนอนขาวนวล ตั้งอยู่ตรงมุมหนึ่ง ร่างเปลือยเปล่ากึ่งเมามายเคลื่อนไหวไร้การยั้งคิด นักสืบคนหนึ่งพึมพำเสียงต่ำ เหมือนพูดกับตัวเองมากกว่า “แม่ง… นี่มันงานบ้าอะไร ปาร์ตี้เซ็กหมู่รึไง”สายตาทุกคู่หันขวับมาทางอารัญ
เหตุการณ์ก่อนหน้านั้นเต็มไปด้วยความไม่คาดฝัน แต่หัวใจของฉันกลับเต้นแรงยิ่งกว่าสายฝนที่สาดกระทบผิว ไม่คาดคิดเลยว่าค่ำคืนนี้จะพาให้ฉันมาอยู่ในจุดนี้ฉันกำลังอยู่ในอ้อมแขนของชายหนุ่มกล้ามแน่น เสียงหัวใจของเขาเต้นอยู่
สายฝนกระหน่ำจนทุกอย่างรอบตัวพร่ามัว อารัญผลักประตูรถหรูสีดำออกโดยไม่รีรอ ก่อนกระโจนฝ่าสายฝนที่สาดซัดไม่ลืมหูลืมตา สูทสีเข้มบนร่างกำยำเปียกชุ่มแนบไปกับแผ่นอกกว้าง เม็ดฝนเกาะพราวบนเส้นผมและกรอบหน้าคมเข้ม ขณะที่เขาทรุดตัวลงข้างฉัน
หลังจากที่ Quantum Prime ประสบความสำเร็จเพียงไม่กี่วัน ข่าวร้ายก็เหมือนสายฟ้าผ่าลงกลางสำนักงานใหญ่กลางพายุกระหน่ำ .. ในเช้าวันจันทร์อันแสนวุ่นวาย ณ สำนักงานใหญ่ของ StrideX สายฝนเทกระหน่ำลงมาไม่หยุด เสียงหยดน้ำแข่งกับเสียงรองเท้าหนังกระทบพื้นหน้าตึกกระจกสูงเสียดฟ้า เหล่าชายในสูทหรูใบหน้าเคร่งขรึม
หลังจากส่งแม่ได้พบกับความสงบชั่วนิจนิรันดร์แล้ว ความเงียบในบ้านยังคงอยู่ชั่วคราว แต่รอยยิ้มอ่อนโยนของแม่ยังอบอุ่นเป็นแสงสว่างให้ฉันในทุกๆวันยิ่งใกล้วันเปิดตัวแคมเปญใหญ่ของ ‘Quantum Prime’ชีวิตก็ยิ่งหมุนเร็วราวเครื่องจักรที่ไม่เคยพัก ทุกบทความ ทุกภาพ ต้องเป๊ะ ต้องดึงดูด ตั้งแต่เช้าจรดเย็น ฉันอยู







