Masuk“บอกดีๆก็ได้ ไม่เห็นต้องว่าเลย ใครกันแน่ที่ชอบโวยวาย”
เพียงขวัญใช้เวลาไม่นานในการแต่งตัวให้เรียบร้อย เสื้อยืดสีหวานถูกใส่ทับไว้
ด้านในผ้าซิ่น หญิงสาวเกล้าผมขึ้น เปิดเผยดวงหน้าหวาน และลำคอระหง ใบหน้าไร้การเติมแต่งสีสัน ประแป้งฝุ่นและทาเพียงลิปสติกมันเท่านั้น
“แล้วข้าวเหนียวล่ะคะ” เหมันต์มองหญิงสาวที่เพิ่งเปิดประตูบ้านออกมา เขามอง
ตาค้างอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเบนสายตาไปมองกระติบข้าวใบเล็กสองใบที่วางคู่กันอยู่บนโต๊ะ
เพียงขวัญมองตามแล้วคลี่ยิ้มหวาน
“กระติบข้าวน่ารักจัง ว่าแต่ใครนึ่งข้าวเหนียวให้คุณคะ”
“มีเมียนอนตื่นสาย ผัวก็ต้องลุกมาทำเอง ก็แค่นั้น” เพียงขวัญก้มหน้ามองเท้าตัวเอง รู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำหน้าที่ที่สมควรทำ
ชายหนุ่มหยิบกระติบข้าวทั้งสองใบขึ้น แล้วก้าวขายาวเดินไปข้างบ้าน ใกล้ๆกับ
ที่จอดรถไว้เมื่อคืน จักรยานสีดำถูกจูงออกมา เขาขึ้นประจำที่คนขับ กระติบข้าววางอยู่ที่ตะกร้าหน้ารถ หญิงสาวกะพริบตามองอย่างไม่แน่ใจ ก็คนตัวใหญ่อย่างกับยักษ์ปักหลั่นดูไม่เข้ากันสักนิดกับจักรยาน
“ขึ้นมาสิ ตื่นสายแล้วยังจะมัวโอ้เอ้อยู่ได้” เพียงขวัญยู่ปากใส่แผ่นหลังกว้าง แล้วเดินไปนั่งซ้อนท้าย เหยียดขาสองข้างไปทางซ้าย
“กอดเอวไว้ด้วย เดี๋ยวตก”
“ไม่เป็นไรค่ะ นั่งอย่างนี้ก็ได้ ว้าย!” ปฏิเสธไปยังไม่ทันขาดคำ ร่างบางก็สะดุ้งเกือบตกจักรยาน เพียงขวัญรีบวาดวงแขนกอดเอวสอบไว้แน่น เขาแกล้ง...ทำไมเธอจะไม่รู้ คนอะไรชอบหาเรื่องไปเสียทุกอย่าง
เพียงขวัญตื่นตากับวิวทิวทัศน์รอบกาย สองข้างทางเป็นทุ่งนากว้างจนสุดลูกหูลูกตา รวงข้าวสีเขียวเริ่มเปลี่ยนสี เพราะใกล้ฤดูเก็บเกี่ยว อากาศเย็นบ่งบอกว่ากำลังย่างเข้าสู่หน้าหนาว ตะวันดวงกลมโตอ้อยอิ่งอยู่ตรงเส้นของฟ้า เหมันต์ปั่นจักรยานไปตามทางลาดยาง ถนนเป็นสองเลนก็จริง แต่ก็แคบจนน่าหวั่นใจเวลารถยนต์สวนทางกันจะหลบกันได้หรือเปล่า หญิงสาวหันกลับไปมองบ้านหลังเล็กของเขาที่ห่างออกไปทุกที เพิ่งสังเกตว่ามันอยู่ท่ามกลางทุ่งนารอบด้าน มีโรงเรือนอยู่ถัดออกไป ปลูกอยู่แถวๆหนองน้ำใหญ่ที่อยู่ห่างออกไปจากตัวบ้าน วันนี้เธอคงต้องไปเดินสำรวจดูและเรียนรู้เกี่ยวกับที่นี่ให้เร็วที่สุด เมื่อตัดสินใจมาอยู่กับเขาแล้ว เธอก็ต้องใช้ชีวิตแบบเขาให้ได้ เสียงทุ้มของระฆังไม้ดังสลับกับเสียงระฆังดังกังวานดึงหญิงสาวให้กลับมาสู่โหมดขี้สงสัย มันดังสลับกันในจังหวะช้าๆก่อนจะรัวเร็วแล้วเบาลงจนเงียบ แล้วดังขึ้นมาใหม่ในจังหวะแบบเดิม
“เสียงอะไรคะ ไม่เคยได้ยินเลย”
“เสียงระฆังดังมาจากวัด เป็นสัญญาณว่าพระจะออกบิณฑบาตแล้ว”
“แล้วเราจะไปทันไหมคะ อีกไกลไหม”
“ใกล้จะถึงแล้ว ที่จริงปกติแล้วผมจะไปถึงก่อนที่พระท่านจะตีระฆังนะ วันนี้เสียเวลาต้องปลุกเมีย เลยมาช้ากว่าทุกวัน” เพียงขวัญอยากจะทุบเขาแรงๆเสียจริง ที่บ่นๆว่าเธอตื่นสาย บ่นว่าต้องเสียเวลาปลุกนี่ บ่นเพื่ออะไร ก็ในเมื่อตัวเองก็ได้กำไรไปตั้งเยอะ
จากการปลุกเธอ
“อ้าว! พ่อเหม นึกว่าจะปูเสื่อไว้รอเก้อแล้ว แล้วนั่นพาใครมาด้วยล่ะ” ผู้สูงอายุวัยประมาณเจ็ดสิบหนึ่งในสามคนที่นั่งพับเพียบอยู่บนเสื่อเอ่ยถามอย่างคุ้นเคย
“เมียครับ” เขาตอบสั้นแต่เสียงดังฟังชัด เพียงขวัญยิ้มให้ผู้สูงวัยแล้วประนมมือไหว้
“ไหว้พระเถอะหนู ดีๆ...มีเมียเป็นตัวเป็นตนเสียที จะได้มีคนหุงข้างหุงน้ำให้กิน ไม่ต้องทำเองเหมือนเมื่อก่อน” ผู้ที่ได้รับการแนะนำว่าเป็นเมียยิ้มแหยๆให้กับผู้สูงวัยทั้งสาม หญิงสาวหันไปมองเหมันต์ ชายหนุ่มจูงจักรยานไปพิงไว้ที่รั้วไม้ไผ่ ก่อนจะหยิบกระติบข้าวเหนียวแล้วเดินกลับมาหาเธอ
“นั่งสิคุณ” เหมันต์นั่งลงบนเสื่อที่ปูรออยู่ข้างๆผู้เฒ่าทั้งสาม เพียงขวัญนั่งลงข้างเขา หญิงสาวมองไปรอบกาย สังเกตเห็นว่าสองข้างทางมีบ้านปลูกอยู่สองข้างถนนในระยะไม่ห่างกันเกินไป บ้านส่วนใหญ่จะเป็นบ้านไม้ใต้ถุนโล่ง และมีรั้วที่ทำจากไม้ไผ่ลำยาวตีห่างกัน น่าจะเป็นหมู่บ้านเล็กๆหมู่บ้านหนึ่ง และบ้านของเหมันต์ก็ปลูกห่างออกไปพอสมควร เพราะระยะเวลาที่เขาปั่นจักรยานมาถึงที่นี่ใช้เวลาเกือบสิบนาที
“ข้าวเหนียวน่ะ ไม่ต้องปั้นนะ จกออกมาจากกระติบแล้วก็ใส่บาตรพระเลย แล้วก็ไม่ต้องยืนนะ ที่นี่นั่งใส่บาตร ถ้ายืนเขาถือว่ามันบาป” เพียงขวัญพยักหน้ารับทราบในสิ่งที่เหมันต์กระซิบบอก
ครู่ต่อมาเพียงขวัญก็มองเห็นพระภิกษุและสามเณรหกรูปเดินสำรวมอุ้มบาตรเรียงแถวกันมาจากโค้งถนนของหมู่บ้าน หญิงสาวเพิ่งสังเกตว่าตามหน้าบ้านแต่ละหลังมีผู้คนมารอใส่บาตรกันหลายคน
ด้วยความรู้สึกอิ่มบุญและสุขใจ เพียงแค่ได้ใส่บาตรยามเช้าด้วยข้าวเหนียวนึ่ง
บวกกับความตื่นเต้นที่ได้สัมผัสวิถีชีวิตแบบใหม่ๆของที่นี่ ทำให้ใบหน้าหวานเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มอย่างเป็นสุข คนที่นั่งใส่บาตรอยู่ข้างๆกันลอบมองเลยพลอยรู้สึกดีไปด้วย จนเผลอจ้องมองนิ่ง
“โยมพี่เหม” สามเณรน้อยรูปสุดท้ายเรียกเตือน เมื่อรอนานแล้วข้าวเหนียวในมือ
ใหญ่ก็ไม่ถูกปล่อยลงมาใส่ในบาตรสักที เหมันต์เงยหน้ามองสามเณรแล้วรีบปล่อยข้าวเหนียวในมือใส่บาตร เพียงขวัญหันมองเขาอย่างแปลกใจ จะหาเรื่องว่าอะไรอีกก็ไม่รู้ จ้องอยู่ได้
“พี่แดน!” เสียงหัวเราะของชายหนุ่มทำให้เด็กสาวงอน จนเผลอเรียกเขาด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง ใบหน้าที่น่ารักจิ้มลิ้มบูดบึ้งจนน่าขำ“ดูทำหน้าสิ ไม่น่ารักเลย”“ไม่น่ารักก็ไม่ต้องมารัก พี่แดนอยากมาหัวเราะพี่ข้าวก่อนทำไม” บุรินทร์วางจอบที่แบกไว้บนบ่าลง แล้วกอดอกพิงหลังกับต้นทองกวาว ชายหนุ่มสวมเสื้อยืดทับด้วยเสื้อเชิ้ตสีหม่น กางเกงยีนส์สีซีดกับรองเท้าบูธสีดำ โดยมีผ้าขาวม้าคาดเอวไว้ด้วย เพราะเขาถือว่ามันเป็นผ้าสารพัดประโยชน์ ต้องคาดติดเอวไว้ตลอดเวลา“พี่ไม่ได้หัวเราะพี่ข้าวสักหน่อย พี่หัวเราะไอ้หน้าแหลมโน่น” ชายหนุ่มพยักพเยิดไปยังควายเพศผู้ที่และเล็มหญ้าอยู่ไม่ไกล ไอ้หน้าแหลมเป็นควายที่บุรินทร์รับซื้อมาตั้งแต่ยังเล็ก เจ้าของเดิมเป็นชาวบ้านแถวนี้ขอร้องให้เขารับซื้อมันไว้เพราะเดือดร้อนเงิน ชายหนุ่มจึงรับซื้อไว้ด้วยความสงสาร และเลี้ยงมันมาจนโต“ไอ้หน้าแหลมมันจะทำอะไรให้พี่แดนหัวเราะได้ ในเมื่อมันก้มหน้าก้มตากินหญ้าอยู่อย่างเดียว”“อ้าว! ก็พี่ข้าวมัวแต่เซลฟี่อยู่ไง ก็เลยไม่เห็น ควายอะไรไม่รู้กินหญ้าอยู่ดีๆก็เงยหน้าขึ้นมายิ้มตัวเดียว เดี๋ยวก็ทำแก้มป่อง เดี๋ยวก็ขยิบ
“แก้วจ๋า” คนไม่อยากนอนเรียกเสียงอ่อนเสียงหวาน“พ่อง่วง เลิกคุยกันเสียที” หนุ่มสาวสะดุ้งจ้องมองตากันในความมืด ทำได้แค่เพียงนอนจับมือกันไว้แค่นั้น เข้าหอคืนแรกก็โดนพ่อตากันท่าซะแล้ว แล้วคืนพรุ่งนี้ และคืนต่อๆไปล่ะ ถ้าพ่อตาเข้ามานอนด้วยทุกคืน เขาจะทำเช่นไร บดินทร์อยากจะกรีดร้อง มันแน่นอกมากปังๆๆ เสียงทุบประตูยามดึกสงัดดังจนคนทั้งสามสะดุ้งลุกขึ้นนั่ง บดินทร์ลุกขึ้นไปเปิดไฟทันที“พี่กำนัน! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ” กำนันเกื้อเหลียวหน้าเหลียวหลัง ก็นึกว่าเมียหลับแล้ว เลยแอบย่องออกมาเป็นไม้กันหมาให้ลูกสาว คนเกรงใจเมียหน้าซีดเผือด“พี่กำนันจะออกมาดีๆ หรือออกมาด้วยน้ำตา” เสียงตวาดแหวถามเข้ามาทำเอากำนันเกื้อสะดุ้งโหยง“พ่อดิน พ่อลูกเขยคนดี พ่อยอดขมองอิ่มของพ่อ ช่วยบอกแม่ติ๋มให้ทีว่าพ่อหลับแล้ว แล้วก็อย่าเปิดประตูนะ” บดินทร์สบสายตาเว้าวอนของพ่อตา ชายหนุ่มมีสีหน้าเห็นใจ“ได้ครับพ่อตา” ร่างสูงเดินไปใกล้ประตูแล้วเอ่ยเสียงดังให้ได้ยินทั้งคนข้างนอกข้างใน“แม่ติ๋มครับ พ่อตาให้บอกว่าพ่อตาหลับแล้วครับ” กำนันเกื้อถึงกับสะดุ้ง มองหน้าลูกเขยด้วยความแค้นใจ
“แดนมาก็ดีเหมือนกัน พี่ขวัญฝากให้อยู่เป็นเพื่อนพี่ข้าวแป๊บหนึ่งนะคะ พี่ขวัญจะพาน้องขิงไปเอาขวดนมที่รถ นี่เริ่มงอแงแล้ว สงสัยจะหิวนม” เด็กหนุ่มยิ้มบาง“ครับ”“พี่ข้าวอยู่กับพี่แดนก่อนนะลูก คุณแม่พาน้องขิงไปเอาขวดนมที่รถแป๊บเดียวนะคะ”“ค่า” เด็กหญิงตอบรับเสียงสดใสเมื่ออยู่ลำพังสองคน บดินทร์ขยับเข้าใกล้ไกวชิงช้าเบาๆ เด็กหนุ่มมองใบหน้าจิ้มลิ้มของน้องน้อยด้วยสายตาอ่อนโยน“พี่แดนค้า ไกวชิงช้าแรงๆหน่อยสิค้า พี่ข้าวอยากไกวแรงๆ”“ไม่ได้ครับ เดี๋ยวตก” เด็กหญิงเงยหน้ามองคนตัวสูงที่ยืนอยู่ด้านหลัง ใบหน้าน่ารักจิ้มลิ้มงอง้ำเมื่อถูกขัดใจ“พี่แดนใจร้าย พี่ข้าวอยากไกวชิงช้าแรงๆ ฮึกๆ” เมื่อเห็นน้องน้อยร้องไห้บุรินทร์จึงใจอ่อน“เอาอย่างนี้นะครับ พี่แดนจะนั่งด้วย แล้วให้พี่ข้าวนั่งตัก เราถึงจะไกวชิงช้าแรงๆได้” เด็กหนุ่มแหงนมองเชือก ดูความแข็งแรงของชิงช้าและกิ่งไม้ใหญ่ ประเมินแล้วว่ามันแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนักเขาและเด็กหญิงได้แน่นอน หทัยรักยิ้มกว้างทั้งน้ำตา“พร้อมมั้ยครับเจ้าหญิงน้อย” เมื่อคนที่มีฐานะเป็นพี่นั่งก่อนแล้วให้น้องน้อย
“แก้วจ๋า แก้วของพี่สวยเหลือเกิน” ชายหนุ่มซุกหน้าลงกับความสวยงามที่เขาพร่ำเพ้อ แก้วใจสะท้านไปทั้งร่าง สองมือจิกผ้าปูที่นอนไว้แน่น ริมฝีปากสีสวยเม้มแน่นเป็นเส้นตรง เธอไม่กล้าส่งเสียงน่าอายออกไปทั้งที่หวามไหวซ่านกระสันแทบคลั่ง “แก้วจ๋า หวานหอมที่สุด” บดินทร์ครางแนบชิดเนื้อนาง จูบซ้ำๆ ดูดดึงและซอกซอนรีดเค้นเอาความหวานจากร่างเล็ก แก้วใจเกินจะเก็บกักความวาบหวามไว้ในอกได้ หญิงสาวครวญครางแว่วหวาน กระถดสะโพกหนีความซ่านหวิวที่ตีตื้นขึ้นมาเรื่อยๆ หากแต่ถูกดึงรั้งตรึงเอาไว้มั่น เธอจึงทำให้แค่เพียงส่ายสะบัดหน้าเร็วๆและกรีดร้องออกมาในที่สุด “อ๊า! พี่ดิน! กรี๊ดดด!” หน้าท้องแบนราบเกร็ง ร่างกายเบาหวิวปลิดปลิวไปกับสายลมรัก บดินทร์เคลื่อนกายขึ้นมาคร่อมร่างบางไว้ พรมจูบไปบนใบหน้าชื้นเหงื่อจนทั่ว ไปหยุดอยู่ตรงปากนุ่มๆ คลอเคลียดูดดึงเบาๆ ก่อนจะปรนเปรอเจ้าสาวของตนด้วยจูบ แสนหวานปานจะกลืนกินเธอลงท้องเสียให้ได้ “พี่รักแก้ว” ชายหนุ่มกระซิบคำบอกรักแนบอยู่กับกลีบปากบาง แก้วใจลืมตาขึ้นมาสบตาเข
หลังจากเสร็จพิธีบายศรีสู่ขวัญและผูกข้อไม้ข้อมือกันแล้ว ก็เป็นการส่งตัวเจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้าหอ ปล่อยให้ทั้งสองอยู่ในห้องกันลำพังเพื่อให้บ่าวสาวได้พักผ่อน ก่อนจะออกมาต้อนรับแขกอีกครั้งในงานเลี้ยงตอนเย็นแก้วใจนอนนิ่งอยู่บนเตียงที่โรยด้วยกลีบกุหลาบแดงรูปหัวใจสองดวง โดยมีเจ้าบ่าวนอนกอดตัวเธออยู่ ประตูห้องถูกปิดลงเมื่อสักครู่ แว่วเสียงพ่อเจ้าบ่าวกับพ่อเจ้าสาวถกเถียงกันจะไม่ยอมให้ล็อกประตู หากแต่สุดท้ายแล้วแม่ ติ๋มก็จัดการล็อกประตูจากด้านนอกจนได้“พะ...พี่ดิน” หญิงสาวขยับกาย พยายามขยับออกห่างจากร่างใหญ่ที่กอดเธอไว้เสียแน่น แต่เขาไม่ยอมปล่อย“หืม...ว่าไงครับ” ริมฝีปากร้อนผ่าวประทับจูบลงบนหน้าผากมน แก้วใจเงยหน้าขึ้นสานสบกับดวงตาวาววับคู่คมแล้วสะเทิ้นอาย จนต้องก้มหน้าหลบเสียเอง“เขาออกกันไปหมดแล้ว ลุกขึ้นได้แล้วค่ะ”“อยากนอนกอดแก้วแบบนี้มาตั้งนานแล้ว ขอกอดต่ออีกนิดนะ” บดินทร์กระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นอีกนิด“ฮื่อ...แก้วเมื่อย ลุกเถอะค่ะ” ร่างใหญ่ยอมลุกขึ้นแต่โดยดี คนที่ตื่นเต้นกับสัมผัสแนบชิดจนแทบจะเป็นลมรีบดีดตัวลุกขึ้นนั่งตาม วงแขนแข็งแรงรีบกอดเกี
“อือ...” การขานรับในลำคอแบบไม่ค่อยเต็มใจของสามีทำให้แม่ติ๋มส่ายหน้า คงต้องรอให้เวลาผ่านไปสักหน่อย เดี๋ยวคงทำใจยอมรับลูกเขยได้เองเหมันต์และเพียงขวัญมาร่วมงานแต่เช้า โดยมีลูกๆทั้งสามติดตามมาด้วย หทัยรักหรือพี่ข้าวของน้องๆลูกสาวคนโตอายุสี่ขวบ หทัยกานต์หรือเข้มลูกชายคนกลางอายุสองขวบ และหทัยชนกหรือน้องขิงลูกสาวคนเล็กอายุหนึ่งขวบ คุณแม่ยังสาวจัดชุดครอบครัวใส่โทนสีเดียวกันคือสีฟ้า ลูกสาวทั้งสองอยู่ในชุดกระโปรงสีฟ้าลายดอกไม้สีขาวเล็กๆ ลูกชายและสามีสวมเชิ้ตแขนยาวสีฟ้ากับกางเกงยีนส์และรองเท้าหนังสีน้ำตาล ส่วนเธอสวมชุดเดรสสีฟ้ายาวคลุมเข่าสวมรองเท้าสานสีขาวเหมือนกับลูกสาวทั้งสองนิธิและเพียงฟ้าพานิดาหรือหนูดาลูกสาวคนโตวัยสี่ขวบกว่า และนทีหรือนทวัยหนึ่งขวบมาร่วมงานด้วย เพียงฟ้าได้กล่าวคำขอโทษกับแก้วใจ เรื่องที่เธอเคยทำร้ายหญิงสาวเมื่อหลายปีที่แล้ว ทั้งสองปรับความเข้าใจกันและตกลงนับถือกันเป็นพี่น้องพิธีการเริ่มขึ้นหลังจากวางสินสอดซึ่งฝ่ายเจ้าบ่าวจัดมาสมกับฐานะเจ้าสาวแล้ว ขณะทำพิธีบายศรีสู่ขวัญ ซึ่งใช้เวลาค่อนข้างนาน เหมันต์และเพียงขวัญจึงพาลูกๆเลี่ยงไปนั่งเล่น
“นะคะ” เสียงหวานออดอ้อน“มันอาจจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยน” ดวงตาคู่งามกลอกขึ้นมองบนอย่างคนรู้ทัน“หรือจะไม่ไป” คนเป็นต่อถามชิดใบหูเล็ก ก่อนจะขบเม้มเบาๆ เพียงฟ้าเบี่ยงหนี แล้วหันกลับมามองหน้าสามี ใบหน้างามงอง้ำเล็กน้อย“ก็ได้ค่ะ ตาแก่จอมหื่น” นิธิหัวเราะเบาๆ“ส่งลูกมาเถอะค่ะ
“เดี๋ยวเรียกป้าโอ๋มาอยู่เป็นเพื่อนหนูดาก็ได้นะคะ” เพียงฟ้าหันมายิ้มให้สามี“ไม่เป็นไร ลุงนิจะอยู่กับลูกเองนะคะ” หญิงสาวหน้างอง้ำ สะบัดหน้าหนีงอนๆ“ลูกหลับอยู่ เรารึก็อุตส่าห์จะอาบน้ำให้ แต่ถ้าลุงนิอยากอยู่กับลูกก็ตามใจนะคะ” พูดจบก็เดินสะบัดก้นออกจากห้องไปทันที หนุ่มใหญ่ยืนนิ่งกะพริบ
“ก็ฟ้าหมายถึงเมื่อก่อนนี้ ไม่ได้หมายถึงตอนนี้” แก้ตัวอุบอิบ“งั้นก็ไม่ต้องไปง้อ เพราะฟ้าไม่ผิด คุณนิธิเข้าใจผิดไปเอง” เพียงขวัญสรุปแล้วเอื้อมมือไปปิดไฟ ก่อนเอนกายลงนอน หันหลังให้น้องสาว“อ้าว!” เพียงฟ้าถอนหายใจเฮือกใหญ่ นั่งคิดชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจนำผ้าห่มผืนหนามากั้นฝั
“คุณเหม!” ใบหน้าสาวร้อนเห่อ ยิ่งเห็นรอยยิ้มแสนเจ้าเล่ห์ของเขาแล้ว ยิ่งอยากจะรีบหนีหน้าไปไกลๆ เธอรู้ความหมายดีว่าเขาหมายถึงกางเกงชั้นในตัวบางที่เปียกชุ่มตัวนั้น เขาเป็นคนขี้แกล้งที่สุด “ผมจะซักไว้ให้นะ คุณจะได้ใส่มันอีก...คืนนี้”







