FAZER LOGINคิมหันต์หัวเราะออกมาสั้นๆก่อนจะพูดถึงเธอเป็นเชิงเหยียดไม่เปลี่ยน “ครอบครัวเราไปรู้จักผู้หญิงแบบเขาได้ไงกัน”
“ทำไมพูดถึงเขาแบบนั้นล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
“ก็วันนี้เขาทำตัวไม่ดีใส่ผม ปากร้าย ไม่เคารพผมเลย” สุวรรณรัตน์มองลูกชายอย่างไม่อยากจะเชื่อ ปกติพัชสิกาจะเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวาน เกรงอกเกรงใจคนอื่น ต่างจากลูกชายที่ชอบปากร้ายใส่คนอื่นอยู่ตลอดเวลา
แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน ไม่มีใครกล้างัดข้อกับเขาได้ พัชสิกาคือคนแรกที่ใจกล้า
“แม่ว่าน่าจะเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่า หนูพัชเขามีบุญคุณกับเรามากเลยนะ เขาเคยช่วยชีวิตพ่อของคิมเมื่อตอนเกิดอุบัติเหตุ เป็นคนสละเวลามาบริจาคเลือดให้ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลย ตอนนั้นทางโรงพยาบาลขาดเลือดที่ตรงกับพ่อพอดี” คิมหันต์ถึงกับชะงักนิ่งไป จากที่โกรธเธอเป็นฟืนเป็นไฟตั้งแต่ที่ทำงานกลับเผลอไปนึกย้อนในวันที่พ่อของเขาเกิดอุบัติเหตุ ทั้งๆที่โรงพยาบาลแจ้งแล้วว่าเลือดไม่มากพอ อาจจะส่งตัวไปรักษาต่อที่อื่นให้เร็วที่สุด แต่ในวันเดียวกันทางโรงพยาบาลก็โทรกลับมาอีกครั้งว่าพ่อของเขาปลอดภัยดีแล้ว
ตอนนั้นเขาก็ได้แต่แปลกใจแต่ก็ไม่อยากจะสงสัยต่อ
แค่พ่อเขาปลอดภัยดี เขาก็ดีใจแล้ว
“ที่พ่อเขารับหนูพัชเข้ามาทำงานง่ายๆ ก็เพราะเรื่องนี้แหละ” คิมหันต์เข้าใจแล้วแต่ถามว่าจะใจดีด้วยไหม ก็ตอบเลยว่า ไม่!
บุญคุณนั้นมันเกิดขึ้นแค่กับพ่อ ไม่ใช่กับเขา
เอ๊ะ! หรือที่เธอกล้าปากร้ายใส่เขาก็เพราะเรื่องบุญคุณแน่ๆเลย
เธอแค่เอาเรื่องบุญคุณมาเป็นสะพานในเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ กะจะรวยทางลัดก็ได้ ฉะนั้นเขาไม่ควรไว้ใจเธอเด็ดขาด คนมันเกลียดไปแล้ว จู่ๆจะให้มาทำดีด้วยก็ฝันเอาเถอะ
คิมหันต์ยังคงอคติต่อพัชสิไม่เลิก
“แล้วสรุปเขาทำงานดีหรือเปล่า” สุวรรณรัตน์ยังไม่เคลียร์และที่ถามไม่ใช่เพราะอยากจับผิด เธอแค่ต้องการประเมินว่าเป็นเพราะระบบบริษัทหรือเป็นเพราะลูกชายที่สอนงานไม่ดีกันแน่ ถ้าเธอไม่ตั้งใจทำงานจริงๆจะคว้าเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยมาครองได้อย่างไร แถมยังเป็นมหาลัยชื่อดังที่ใครๆก็อยากเข้าอีกด้วย
“แย่มาก” คิมหันต์แสยะยิ้มร้ายก่อนจะเดินขึ้นไปบนบ้าน วันนี้ขอกลับมานอนบ้านสักวัน อยู่ไปนานๆก็เบื่อ
สุวรรณรัตน์ได้ยินลูกชายพูดแบบนั้นก็ได้แต่ใช้มือทาบอกอ้าปากหวอ
‘ขนาดนั้นเชียวหรือ’
ตอนที่ 5 รักกันจนน่าหมั่นไส้
วันต่อมา ก็ยังเป็นวันทำงานของใครหลายๆคน พัชสิกาเองก็ทำงานร่วมกับท่านรองฯใจยักษ์มาได้สองอาทิตย์แล้ว ถามว่าที่ผ่านมายังด่ากันอยู่ไหม แน่นอนว่าก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่งานก็มักจะเข้ามาคั่นเวลาไว้สะก่อน บทจะยุ่งก็ยุ่งสะจนไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำใส่กันเลย
พัชสิกาภาวนาแค่ว่าขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีและสุขสงบ ขออย่ามีอะไรมาทำให้ปรี๊ดแตกอีกเลย
“พี่คิมไปไหน” ภาวนาไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงเล็กแหลมเอ่ยถามและรู้สึกได้ว่าไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ พัชสิกาเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมฯเพื่อตอบคำถาม
“ฉันไม่ทราบค่ะ” พัชสิกาพูดตามตรงเพราะคิมหันต์ไม่ได้บอกไว้ว่าจะไปไหน
“จะไม่ทราบได้ไง ก็ทำงานห้องในเดียวกัน” เธอพูดเสียงดังขึ้นอีกระดับ เลขาคนนี้ชักจะท้าทายเธอมากไปแล้วนะ นี่เห็นว่าคิมหันต์ไม่อยู่หรือยังไง ถึงได้กล้ามาพูดจาโต้ตอบเธอแบบนี้
“เดี๋ยวฉันโทรเรียกให้ค่ะ” พัชสิกากำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแต่แพนนีญาร์ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เธอมาทำงานในห้องเดียวกันได้ไง เลขาคนเดิมเขามีห้องส่วนตัวและอยู่นอกห้องด้วย” พัชสิกาขมวดคิ้วเพราะไม่รู้มาก่อนจริงๆ
“ปกติเขานั่งข้างนอกเหรอคะ”
“นี่ เธอจะบอกฉันว่าเขาให้เธอเข้ามาทำงานด้านในเองเหรอ”
“ค่ะ แต่คนที่บอกเป็นท่านประธานค่ะ ไม่ใช่ท่านรองฯ” แพนนีญาร์เผยสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน เธอพยายามเข้าทางพ่อแม่เขาแต่ไม่เป็นผล แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครถึงได้เข้าทางพ่อแม่ของคิมหันต์ได้ง่ายขนาดนี้
“เธอเป็นใคร”
“เป็นเลขาไงคะ”
“อย่ากวนประสาทได้ม่ะ ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก” แพนนีญาร์ถลึงตามองอย่างโกรธเคืองและรู้สึกไม่ถูกชะตาก็วันนี้
พัชสิกาเองก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นแฟนของคิมหันต์ชัวร์ นิสัยคล้ายกันขนาดนี้ คนศีลเสมอกันย่อมคบกันได้อยู่แล้ว
“ฉันบอกตามความเป็นจริงค่ะ ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร” พัชสิกาเลือกที่จะหันกลับมาใส่ใจงาน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมจบ
“น๊อย!! นังคนนี้ ! ฉันจะสั่งให้พี่คิมไล่แกออก” แพนนีญาร์ขู่ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าน่าจะเป็นไปได้ยาก ผู้หญิงตรงหน้าเป็นพนักงานใหม่ ยังไม่รู้เรื่องมากขนาดนั้น คงจะเชื่อคำพูดเธอง่าย
แต่ไม่!
“ฉันจะไปก็ต่อเมื่อถูกคำสั่งไล่จากปากท่านรองฯเท่านั้น เพราะเขาเป็นเจ้านายฉัน ส่วนคุณเป็น...” พัชสิกากำลังจะพูดว่า ‘แฟน’ กลับเลือกที่จะหยุดไว้ก่อนดีกว่า เพราะต้องการเว้นคำไว้ให้อีกฝ่ายตอบเอง เนื่องจากตนก็ยังไม่ได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์มากขนาดนั้น
ทันทีที่แพนนีญาร์กำลังจะปริปากพูดคิมหันต์ก็เดินเข้ามาพอดี
“มีเรื่องไรกัน” เขาเห็นสีหน้าแพนนีญาร์เหมือนมีเรื่องอะไรกับพัชสิกาจึงเอ่ยถามตามหน้าที่
“พี่คิมคะ ยัยเลขาของพี่คิมหาเรื่องแพนค่ะ” แพนนีญาร์เดินเข้าไปควงแขนคิมหันต์และใช้น้ำเสียงอิดออด ยังไงศาลก็ต้องตัดสินให้เธอชนะอยู่แล้ว คิมหันต์คงไม่ตาต่ำไปหลงเชื่อคำพูดของเลขาธรรมดาๆคนนี้เป็นแน่
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน “หมูกระทะเราไม่ได้กินนานแล้วนะคิมหันต์ ไปกับพวกเขาสักวันดีไหม” คิมหันต์ขมวดคิ้วมองเพราะหมูกระทะที่ว่าเคยไปกินแค่ในห้างเท่านั้น ไม่แน่ใจว่าร้านลุงหนุ่ยอะไรนั่นจะเป็นแบบที่เขาและแม่ไปหรือเปล่า“ร้านอยู่ไหนครับ”*****************************************คิมหันต์และแม่ถูกพามาที่ร้านหมูกระทะลุงหนุ่ยที่เคยมาทานเป็นประจำ บริเวณร้านจะถูกประดับไปด้วยแสงไฟระยิบระยับ มีที่นั่งด้านในและด้านนอก ซึ่งด้านในร้านไม่ได้เป็นห้องแอร์อย่างที่คิมหันต์เข้าใจแถมยังใช้พัดลมในการเปิดให้ลูกค้าใช้อีกต่างหาก คิมหันต์และสุวรรณรัตน์เลยเลือกมานั่งที่ด้านนอกกะว่าจะให้ลมพัดสักหน่อย แต่ก็ทำได้แค่ ‘ฝันไปเถอะ’เขาหน้ามุ่ยขยับเสื้อด้านหน้าขึ้นลงให้พอคลายร้อน พัชสิกาที่ถูกสุวรรณรัตน์สั่งให้มานั่งข้างๆรีบหยิบพัดลมเล็กแบบพกพามาเปิ
หญิงสาวยืดตัวพลางเอี้ยวตัวไปมาอย่างเพลินๆ จากนั้นก็หยุดมาดื่มน้ำให้พอลดความกระหาย เพราะตอนนี้ท้องฟ้าก็เริ่มจะเปลี่ยนสีแล้วการออกกำลังกายจึงพอแค่นี้ก่อนทว่าไม่นานสายตาเธอก็พลันไปเห็นภาคินวิ่งออกกำลังกายอยู่บริเวณสนามหญ้าผ่านหน้าผ่านตาไปพอดีบ้าจริง! ทำไมช่วงนี้เธอเจอเขาบ่อยจัง“คุณภาคินคะ” เปรมสิริตะโกนเรียกชื่อเขาซึ่งเขาก็หันมาตามเสียงนั้นเลย หญิงสาวยกมือขึ้นโบกไปมาเหมือนเป็นการเรียกให้เขามาหาเธอที่ตรงนี้“ปกติมาออกกำลังกายตรงนี้อยู่แล้วหรือเปล่า” ภาคินมาถึงก็ถามทันที“พึ่งมาวันนี้วันแรกค่ะ” เธอยิ้มเนือยๆ “แล้วคุณภาคินมาออกทุกวันเลยไหมคะ” “ผมนานๆทีถึงจะมา” เปรมสิริพยักหน้ายิ้มๆ “มาวิ่งวันแรกก็ไม่ชินเหมือนกันนะคะ ไม่มีเพื่อนวิ่งด้วย” เธอมองเขาเหมือนกำลังจะพูดอะไรต่อ ภาคินจึงไม่รอช้าที่จะเอ่ยปากถาม“คุณนิลกำลังอยากจะบอกอะไรผมหรือเปล่าครับ”เขาเลิกคิ้วมอง“กำลังคิดอยู่ค่ะว่าถ้าจะชวนคุณภาคินมาวิ่งด้วยกัน คุณภาคินจะสะดวกหรือเปล่า” เปรมสิริมุดหน้าลงเหมือนเขินเขาแต่ไม่รู้ตัว ภาคินเห็นท่าทางแบบนั้นก็ขำออกมาเบาๆ“เรื่องแค่นี้เองครับ เวลาผมเหลือๆ อยู่กับคุณนิลจนถึงสามทุ่มยังได้เลย” “งั้นเรา
“เรื่องนั้นเอาไว้ก่อน เพราะฉันมีงานใหม่จะมอบหมายเธอ”“อะไรคะ”“ต่อไปนี้เธอจะต้อง ‘ไปกลับ’ กับฉัน ช่วงเที่ยงก็ไปทานข้าวด้วยกัน ส่วนตอนกลางคืน....”“ไม่เอานะคะ” เธอรีบพูดแทรกแต่ดูเหมือนว่าเขาจะเอาให้ได้“อย่าขัดใจฉันสิ ไม่เห็นแก่เงินที่ฉันจะให้หรือไง” พัชสิกาถึงกับชะงักพลันครุ่นคิด โรคมะเร็งที่ป้าเธอกำลังเผชิญอยู่ยังไม่หายดีเกรงว่าจะมีค่าใช้จ่ายตามมาเรื่อยๆ ต่อให้จะถูกมองว่าหิวเงินเธอก็จะยอมทำตามที่เขาต้องการ“ค่ะ”“ว่านอนสอนง่ายแบบนี้ก็ดีหน่อยจะได้เลี้ยงนานๆ” คิมหันต์ฝังจมูกเข้าที่แก้มเธออีกครั้ง พัชสิกาเม้มปากกล้ำกลืนด้วยความชอกช้ำใจ เธอเจ็บที่ไม่สามารถรักเขาได้ เธอเจ็บที่เขาเห็นว่าเธอเป็นแค่เด็กเลี้ยงของเขาดูเป็นคนไม่มีค่าอะไรด้วยซ้ำ*************************************************** “จะว่าไป เราไม่คิดจะแวะไปหายัยพัชบ้างเลยเหรอ” เปรมสิริถามคิวมิกส์ในระหว่างเดินเล่นอยู่ในห้างด้วยกัน“ก็แกไม่ชวนนี่”“แกจะรอให้ฉันชวนอย่างเดียวเลยหรือไง” เธอพูดพลางดูดไอศกรีมโคนไปด้วย “ไม่ขนาดนั้นหรอก บริษัทมันอยู่ใกล้เราสะที่ไหนล่ะ” คิวมิกส์หน้าบึ้งบูดก่อนจะนึกไปถึงเรื่องของเจ้านายคนนั้น “จะว่าไปเจ้
“วันนี้ไม่ได้เข้ามหาวิทยาลัยเหรอคะ” บ้านเขาอยู่ไกลจากเธอหลายสิบโล กว่าจะไปส่งเธอเสร็จก็น่าจะสายมากแล้ว “ไม่เป็นปัญหาหรอกครับ ผมเข้าสายเท่าไหร่ก็ได้” “งั้นก็ได้ค่ะ” เธอยิ้มเจื่อนๆก่อนจะกระชับสายกระเป๋าสะพายแล้วเดินนำเขาไป ทว่า....“พัชสิกา!” เสียงทุ้มเกรี้ยวกราดดังออกมาจากทางด้านหลังคนทั้งสองทำให้ต้องหมุนตัวกลับไปมองพร้อมกันปรากฎว่าเป็น ‘คิมหันต์’ นั่นเองเธอล่ะเหนื่อยใจจริงๆ ไม่คิดว่าจะต้องเผชิญหน้ากับเขาแต่เช้าและเมื่อมาเห็นเธออยู่กับภาคินแบบนี้ก็คงหาเรื่องมาต่อว่าเธออีกแน่ๆ“เธอไม่ได้บอกแฟนเธอหรือไง ว่าเธอจะต้องติดรถไปกับฉัน ‘ทุกวัน’” ยิ่งเห็นหน้าชายคนนั้นเขาก็ยิ่งมีอารมณ์เดือดดาล เหม็นขี้หน้าฉิบหายพัชสิกาขมวดคิ้วมอง เขาไม่ได้มาบอกเธอไว้นี่ จังหวะนั้นภาคินก็เริ่มมีอารมณ์ขุ่นเคืองที่มากล่าวหาว่าพัชสิกาเป็นแฟนเขาอย่างหน้าตาเฉยเขาชอบพัชสิกาก็จริง แต่เขาก็ไม่เคยเสนอตัวอยากจะเป็นแฟนปากเปล่าแบบนี้ “รบกวนให้เกียรติเธอด้วยครับ”“เกียรติ...แฟนคุณมีเกียรติตรงไหนบ้าง?” พัชสิกาได้ฟังก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงกลางใจ แต่จะทำไงได้ เธอขายตัว ‘ให้เขา’ ไปแล้ว“คุณภาคินคะ ไว้วันหลังนะคะพัชต้องไปกับเจ้าน
“ถอดแล้วจับมันสิ” เขากระซิบบอกเบาๆก่อนจะจูบเธอต่อ หญิงสาวค่อยๆเลื่อนมือลงต่ำมาสัมผัสส่วนล่างตั้งชันในเนื้อผ้า รสสวาทที่เขาได้มอบให้ทำให้เธออดใจไม่ไหวจึงค่อยๆรูดซิปกางเกงออก จากนั้นก็เลื่อนเข้าไปกอบกุมมันบีบเล่นไปมาอย่างชอบใจ “อื้ม ลงไปชิมมันดูสิคนดี”ไม่พูดเปล่า คิมหันต์ยังจับศีรษะเธอให้ลงไปจ่อบริเวณนั้น พัชสิกาไม่ได้ฝืนใจแต่กลับยอมด้วยความเต็มใจ เมื่อปากของเธองับตรงส่วนนั้นเขาก็เปล่งเสียงครางออกมาเงยหน้าขึ้นรับรสสวาทด้วยความชอบใจ“ดูดมันสิคะคนดี” พัชสิกาจากที่ดูดอยู่แล้วได้ยินเขาพูดแบบนั้นก็ดูดหนักขึ้นกว่าเดิม “อ๊า เก่งจังเลย เดี๋ยวฉันจะเพิ่มค่าเลี้ยงดูให้อีกเยอะๆเลย”พัชสิการู้ว่าเธอทำให้เขาพึงพอใจ ความรู้สึกเริ่มมาเหนือเหตุผลทั้งปวง จึงทำให้เธอดูดส่วนนั้นราวกับว่ามันเป็นน้ำหวาน กระทั่งคิมหันต์ต้องขอให้เธอพอ “มันจะเสร็จแล้ว พอก่อนได้ไหมคนดี”พัชสิกาชอบใจและไม่คิดที่จะพอง่ายๆ ยิ่งเขามีอาการเสียวซ่านใกล้ถึงฝั่งฝันเธอก็ยิ่งบำเรอความต้องการให้เขามากเป็นเท่าตัว“อ๊า อ๊า ไม่ไหวแล้ว จะเสร็จแล้ว อีกนิดเดียว” คิมหันต์เงยหน้าเม้มปาก อีกทั้งใบหน้าเบี้ยวเบ้ไปด้วยความเสียวเพราะจุดสูงสุดกำลังก่อต
“อ้าวไอ้คิม ทำไมวันนี้ได้มานอนที่บ้านล่ะ” พัชสิกาหรี่ตามองเขาขณะยืนอยู่ด้านหลังกฤษ เธอเตรียมใจมาแล้วว่ายังไงก็ต้องเจอเขาอยู่ดี แม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าเขาชอบไปนอนที่คอนโดเป็นส่วนมากก็ตาม“ผมแค่เปลี่ยนบรรยากาศ” ไม่รู้อะไรดลใจให้เขามานอนที่บ้านและมาเจอพัชสิกาที่นี่ แต่ก็ดีเหมือนกันเพราะเขารู้สึกเหมือนมีอะไรมากมายที่อยากจะคุยกับเธอ“เหรอ วันนี้ฉันไปรับหนูพัชมาทานข้าวด้วยเพราะแม่เขาอยากเจอ ทานเสร็จเดี๋ยวจะไปส่ง” กฤษพูดพลางหันไปทางพัชสิกา “หรือจะนอนอยู่ที่นี่สักคืนแล้วพรุ่งนี้ไปทำงานพร้อมพี่เขา”“กลับดีกว่าค่ะ พัชไม่ได้เตรียมชุดทำงานมาเผื่อ” เธอไม่อยากนอนร่วมชายคากับเขาต่างหากล่ะ“เดี๋ยวผมไปส่งเองครับ”“นอนก็ได้ค่ะ”“ถ้าจะนอน ก็ต้องนอนห้องเดียวกับฉัน” เขาเลิกคิ้วมองส่งยิ้มกวนประสาท เกลียดจริงๆเลย“จริงๆนะครับคุณพ่อ ตอนนี้ก็มืดมากแล้วอีกอย่างคุณพ่อไม่ได้แจ้งซ่อนกลิ่นกับป้าไพรล่วงหน้าด้วย ปุ๊บปั๊บแบบนี้แม่บ้านก็เหนื่อยเป็นนะครับ” ซ่อนกลิ่นที่เดินผ่านกะจะเข้าครัวพลันสะดุ้งเล็กน้อยพร้อมรู้สึกแปลกใจที่วันนี้คิมหันต์นึกเห็นใจเธอ ปกติดึกกว่านี้ก็ยังปลุกมาสั่งงาน อย่างเอาแต่ใจ“กลับก็ได้ค่ะ” ใครเขาอย







