로그인คิมหันต์หัวเราะออกมาสั้นๆก่อนจะพูดถึงเธอเป็นเชิงเหยียดไม่เปลี่ยน “ครอบครัวเราไปรู้จักผู้หญิงแบบเขาได้ไงกัน”
“ทำไมพูดถึงเขาแบบนั้นล่ะ มีอะไรหรือเปล่า”
“ก็วันนี้เขาทำตัวไม่ดีใส่ผม ปากร้าย ไม่เคารพผมเลย” สุวรรณรัตน์มองลูกชายอย่างไม่อยากจะเชื่อ ปกติพัชสิกาจะเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวาน เกรงอกเกรงใจคนอื่น ต่างจากลูกชายที่ชอบปากร้ายใส่คนอื่นอยู่ตลอดเวลา
แต่จะว่าไปก็ดีเหมือนกัน ไม่มีใครกล้างัดข้อกับเขาได้ พัชสิกาคือคนแรกที่ใจกล้า
“แม่ว่าน่าจะเป็นการเข้าใจผิดกันมากกว่า หนูพัชเขามีบุญคุณกับเรามากเลยนะ เขาเคยช่วยชีวิตพ่อของคิมเมื่อตอนเกิดอุบัติเหตุ เป็นคนสละเวลามาบริจาคเลือดให้ทั้งๆที่ไม่จำเป็นเลย ตอนนั้นทางโรงพยาบาลขาดเลือดที่ตรงกับพ่อพอดี” คิมหันต์ถึงกับชะงักนิ่งไป จากที่โกรธเธอเป็นฟืนเป็นไฟตั้งแต่ที่ทำงานกลับเผลอไปนึกย้อนในวันที่พ่อของเขาเกิดอุบัติเหตุ ทั้งๆที่โรงพยาบาลแจ้งแล้วว่าเลือดไม่มากพอ อาจจะส่งตัวไปรักษาต่อที่อื่นให้เร็วที่สุด แต่ในวันเดียวกันทางโรงพยาบาลก็โทรกลับมาอีกครั้งว่าพ่อของเขาปลอดภัยดีแล้ว
ตอนนั้นเขาก็ได้แต่แปลกใจแต่ก็ไม่อยากจะสงสัยต่อ
แค่พ่อเขาปลอดภัยดี เขาก็ดีใจแล้ว
“ที่พ่อเขารับหนูพัชเข้ามาทำงานง่ายๆ ก็เพราะเรื่องนี้แหละ” คิมหันต์เข้าใจแล้วแต่ถามว่าจะใจดีด้วยไหม ก็ตอบเลยว่า ไม่!
บุญคุณนั้นมันเกิดขึ้นแค่กับพ่อ ไม่ใช่กับเขา
เอ๊ะ! หรือที่เธอกล้าปากร้ายใส่เขาก็เพราะเรื่องบุญคุณแน่ๆเลย
เธอแค่เอาเรื่องบุญคุณมาเป็นสะพานในเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ กะจะรวยทางลัดก็ได้ ฉะนั้นเขาไม่ควรไว้ใจเธอเด็ดขาด คนมันเกลียดไปแล้ว จู่ๆจะให้มาทำดีด้วยก็ฝันเอาเถอะ
คิมหันต์ยังคงอคติต่อพัชสิไม่เลิก
“แล้วสรุปเขาทำงานดีหรือเปล่า” สุวรรณรัตน์ยังไม่เคลียร์และที่ถามไม่ใช่เพราะอยากจับผิด เธอแค่ต้องการประเมินว่าเป็นเพราะระบบบริษัทหรือเป็นเพราะลูกชายที่สอนงานไม่ดีกันแน่ ถ้าเธอไม่ตั้งใจทำงานจริงๆจะคว้าเกียรตินิยมจากมหาวิทยาลัยมาครองได้อย่างไร แถมยังเป็นมหาลัยชื่อดังที่ใครๆก็อยากเข้าอีกด้วย
“แย่มาก” คิมหันต์แสยะยิ้มร้ายก่อนจะเดินขึ้นไปบนบ้าน วันนี้ขอกลับมานอนบ้านสักวัน อยู่ไปนานๆก็เบื่อ
สุวรรณรัตน์ได้ยินลูกชายพูดแบบนั้นก็ได้แต่ใช้มือทาบอกอ้าปากหวอ
‘ขนาดนั้นเชียวหรือ’
ตอนที่ 5 รักกันจนน่าหมั่นไส้
วันต่อมา ก็ยังเป็นวันทำงานของใครหลายๆคน พัชสิกาเองก็ทำงานร่วมกับท่านรองฯใจยักษ์มาได้สองอาทิตย์แล้ว ถามว่าที่ผ่านมายังด่ากันอยู่ไหม แน่นอนว่าก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่งานก็มักจะเข้ามาคั่นเวลาไว้สะก่อน บทจะยุ่งก็ยุ่งสะจนไม่มีเวลามาต่อปากต่อคำใส่กันเลย
พัชสิกาภาวนาแค่ว่าขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีและสุขสงบ ขออย่ามีอะไรมาทำให้ปรี๊ดแตกอีกเลย
“พี่คิมไปไหน” ภาวนาไม่ทันไรก็ได้ยินเสียงเล็กแหลมเอ่ยถามและรู้สึกได้ว่าไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่ พัชสิกาเงยหน้าขึ้นมาจากจอคอมฯเพื่อตอบคำถาม
“ฉันไม่ทราบค่ะ” พัชสิกาพูดตามตรงเพราะคิมหันต์ไม่ได้บอกไว้ว่าจะไปไหน
“จะไม่ทราบได้ไง ก็ทำงานห้องในเดียวกัน” เธอพูดเสียงดังขึ้นอีกระดับ เลขาคนนี้ชักจะท้าทายเธอมากไปแล้วนะ นี่เห็นว่าคิมหันต์ไม่อยู่หรือยังไง ถึงได้กล้ามาพูดจาโต้ตอบเธอแบบนี้
“เดี๋ยวฉันโทรเรียกให้ค่ะ” พัชสิกากำลังจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแต่แพนนีญาร์ก็เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เธอมาทำงานในห้องเดียวกันได้ไง เลขาคนเดิมเขามีห้องส่วนตัวและอยู่นอกห้องด้วย” พัชสิกาขมวดคิ้วเพราะไม่รู้มาก่อนจริงๆ
“ปกติเขานั่งข้างนอกเหรอคะ”
“นี่ เธอจะบอกฉันว่าเขาให้เธอเข้ามาทำงานด้านในเองเหรอ”
“ค่ะ แต่คนที่บอกเป็นท่านประธานค่ะ ไม่ใช่ท่านรองฯ” แพนนีญาร์เผยสีหน้าไม่พอใจอย่างชัดเจน เธอพยายามเข้าทางพ่อแม่เขาแต่ไม่เป็นผล แล้วผู้หญิงคนนี้เป็นใครถึงได้เข้าทางพ่อแม่ของคิมหันต์ได้ง่ายขนาดนี้
“เธอเป็นใคร”
“เป็นเลขาไงคะ”
“อย่ากวนประสาทได้ม่ะ ถ้าไม่อยากโดนไล่ออก” แพนนีญาร์ถลึงตามองอย่างโกรธเคืองและรู้สึกไม่ถูกชะตาก็วันนี้
พัชสิกาเองก็พอเดาได้ว่าน่าจะเป็นแฟนของคิมหันต์ชัวร์ นิสัยคล้ายกันขนาดนี้ คนศีลเสมอกันย่อมคบกันได้อยู่แล้ว
“ฉันบอกตามความเป็นจริงค่ะ ถ้าคุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร” พัชสิกาเลือกที่จะหันกลับมาใส่ใจงาน แต่ดูเหมือนอีกฝ่ายจะไม่ยอมจบ
“น๊อย!! นังคนนี้ ! ฉันจะสั่งให้พี่คิมไล่แกออก” แพนนีญาร์ขู่ทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจว่าน่าจะเป็นไปได้ยาก ผู้หญิงตรงหน้าเป็นพนักงานใหม่ ยังไม่รู้เรื่องมากขนาดนั้น คงจะเชื่อคำพูดเธอง่าย
แต่ไม่!
“ฉันจะไปก็ต่อเมื่อถูกคำสั่งไล่จากปากท่านรองฯเท่านั้น เพราะเขาเป็นเจ้านายฉัน ส่วนคุณเป็น...” พัชสิกากำลังจะพูดว่า ‘แฟน’ กลับเลือกที่จะหยุดไว้ก่อนดีกว่า เพราะต้องการเว้นคำไว้ให้อีกฝ่ายตอบเอง เนื่องจากตนก็ยังไม่ได้รับรู้ถึงความสัมพันธ์มากขนาดนั้น
ทันทีที่แพนนีญาร์กำลังจะปริปากพูดคิมหันต์ก็เดินเข้ามาพอดี
“มีเรื่องไรกัน” เขาเห็นสีหน้าแพนนีญาร์เหมือนมีเรื่องอะไรกับพัชสิกาจึงเอ่ยถามตามหน้าที่
“พี่คิมคะ ยัยเลขาของพี่คิมหาเรื่องแพนค่ะ” แพนนีญาร์เดินเข้าไปควงแขนคิมหันต์และใช้น้ำเสียงอิดออด ยังไงศาลก็ต้องตัดสินให้เธอชนะอยู่แล้ว คิมหันต์คงไม่ตาต่ำไปหลงเชื่อคำพูดของเลขาธรรมดาๆคนนี้เป็นแน่
“เร็วๆลูก” คิมหันต์ยืนอ้าแขนรอรับลูกฟุตบอลจากลูกชายวัยห้าขวบหน้าประตูตาข่ายขนาดกลางด้วยความสนุกสนานและเต็มไปด้วยความสุขสนามหญ้าแห่งนี้เดิมทีเคยทำเป็นสวนหย่อมไว้ปลูกพันธุ์ไม้ในยามว่าง เมื่อกฤษกับสุวรรณรัตน์รู้ว่าตนจะได้หลานเป็นผู้ชายและแน่นอนว่าผู้ชายจะต้องชอบกิจกรรมกลางแจ้งแน่ๆ ปู่กับย่าของแกก็เลยจ้างคนสวนมาย้ายกระถางดอกไม้ไปไว้ที่อื่น ซึ่งขณะเดียวกันก็ทำเป็นสนามฟุตบอลไปด้วยเลย‘เด็กชายกัปตัน คีริน บริพัฒน์สาธร’ สมาชิกใหม่ของบ้านใช้เท้าเล็กๆเขี่ยบอลไปมาจากนั้นก็เตะส่งไปให้พ่อทว่ากลับเด้งออกนอกประตูจนได้“โห้ กัปตัน” จักรพรรดิที่อยู่ทีมเดียวกับหลานสบถออกมาด้วยความหัวเสีย กะว่าจะเอาชนะเพื่อนสะหน่อย“สอนหลานให้รู้จักแพ้รู้จักชนะบ้างสิวะ ทำอย่างกับจะให้หลานไปอยู่ในแก๊งมาเฟียเหมือนตัวเองงั้นแหละ” ภาคินถือลูกฟุตบอลเข้ามาในสนาม จากนั้นก็ย่อตัวลงอุ้มเจ้าคีรินน้อยขึ้นมาฝังจมูกที่แก้มข้างซ้าย“ไม่ดีเหรอ หลานจะได้มีคนนับหน้าถือตาแถมยังไม่มีใครกล้ารังแกด้วย”“กัปตันจะเป็นมาเฟียเหมือนคุณยุงคั๊บ” ทั้งสามหนุ่มหัวเราะออกมาให้กับสิ่งที่หลานพูด“ปะป๊าว่ามาเป็นท่านประธานที่มีลูกน้องคอยรับใช้เหมือนปาป๊า
“เดินไปเดินมากูเริ่มจะเวียนหัวแล้วนะมึง” จักรพรรดิทักเมื่อเห็นคิมหันต์เอาแต่เดินวนไปวนมาหน้าห้องคลอด ท่าทางดูตื่นเต้นกว่าใครๆ“เอาน่า พ่อลูกอ่อนพึ่งมีลูกเป็นตัวเป็นตน” ภาคินที่นั่งอยู่ข้างๆพูดขึ้น“นิลก็อยากเห็นหน้าหลานเหมือนกัน ได้ข่าวว่าเป็นลูกชายคงจะหล่อเหมือนพ่อแน่ๆ” เปรมสิริพูดด้วยท่าทางตื่นเต้น เพราะคิมหันต์เคยบอกไว้ตอนพาภรรยาไปอัลตราซาวด์มาแล้ว“นี่ ไม่คิดอยากจะมีบ้างเหรอ” จักรพรรดิหันไปคุยกับภาคินพร้อมชี้ไปทางคนรักของเจ้าตัว เปรมสิริได้แต่ยิ้มบางๆแฝงไปด้วยความรู้สึกมากมายหลายอย่าง “เราก็พึ่งอยู่ในช่วงคบหาดูใจกันไปก่อนน่ะค่ะ ส่วนเรื่องแต่งคงต้องรอโอกาสที่เหมาะสม” ถึงจะรู้สึกไม่ค่อยดีแต่เธอก็อยากจะให้เกียรติภาคินในฐานะอธิการบดีด้วยภาคินหันไปส่งยิ้มพร้อมจับมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน “เราจะมีวันนั้นแน่ ถ้าเราไม่ปล่อยมือกัน”เปรมสิริมองเขาด้วยแววตาเต็มไปด้วยความหวังหวังว่าเขาจะจับมือเธอไปนานๆจริงๆ“คุณหมอเมียกับลูกผมเป็นยังไงบ้างครับ” ทุกคนหันมาทางประตูห้องคลอดเป็นตาเดียวเมื่อได้ยินคิมหันต์คุยกับคุณหมอทำคลอด“ปลอดภัยทั้งแม่ทั้งลูกนะคะ คุณพ่อจะเข้าไปดูเลยไหมคะ”“ไปครับๆ” เขาบอกหมอด้วยค
หลายเดือนต่อมา“ระวังๆนะครับ” คิมหันต์ค่อยๆประคองภรรยาที่ตอนนี้ท้องโตใกล้คลอดแล้ว เมื่อภรรยาสาวนั่งลงที่เก้าอี้เขาก็ถือโจ๊กที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์ครัวมาวางไว้ด้านหน้าเพื่อที่จะป้อนให้เธอ“อุ่นๆอยู่เลย” เขาพูดหลังจากเป่าโจ๊กให้เธอ“ขอบคุณค่ะ” เมื่อป้อนโจ๊กให้เธอไปสองสามคำเขาก็วางโจ๊กลงตรงหน้าเหมือนเดิม จากนั้นก็โน้มใบหน้าไปจ่อตรงบริเวณหน้าท้องที่มีลูกน้อยอาศัยอยู่“อร่อยไหมค้าบลูก” มือหนาลูบบริเวณหน้าท้องอย่างอ่อนโยน พัชสิกาได้แต่ยิ้มให้กับภาพความอบอุ่นนั้น“อุ๊ย ลูกดิ้น” เขาเงยหน้าขึ้นมาคุยกับภรรยา“สงสัยคุยกับพ่อแล้วสนุกมั้งคะ” คิมหันต์เปลี่ยนมามองหน้าท้องภรรยาอีกครั้ง “หรือเพราะโจ๊กฝีมือพ่ออร่อยกันนะ เดี๋ยวกินต่อนะ จะได้แข็งแรงทั้งแม่ทั้งลูก” เขานั่งตัวตรงป้อนโจ๊กให้เธอต่อเมื่อพาพัชสิกาทานข้าวเช้าเสร็จเขาก็พาออกมาเดินเล่นที่สวนหย่อมชมบรรยากาศในยามเช้า“ไอ้คิมมมม” เสียงทุ้มของใครบางคนลอยมาแต่ใกล้คิมหันต์และพัชสิกาหันไปมองก็พบว่าเป็นจักรพรรดิ“เอ้า มึงกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่วะ”“พี่จักรบอกจะกลับมาตอนพัชคลอดเลยไม่ใช่เหรอคะ” พัชสิกาก็สงสัยเหมือนกัน“ก็เดือนหน้าเริ่มไม่ว่างแล้วน่ะสิ ก็เลย
หนึ่งเดือนแล้วกับการที่ได้ใช้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาและวันนี้ก็เป็นวันที่เธอกับเขามาฮันนีมูนที่เกาะล้านในจังหวัดชลบุรี โดยจองรีสอร์ตแบบส่วนตัวให้เห็นวิวทะเลสีสวยในยามเย็นพัชสิกานอนซบที่แขนซ้ายของสามีบนเตียงนอนพลันเปิดอ่านไดอารี่บรรยายคำว่ารักให้เขาฟัง เมื่ออ่านมาได้ครึ่งหน้าเธอก็ปิดลงแล้วดีดตัวขึ้น“เอ๊า พี่ยังอยากฟังต่ออยู่เลย” คิมหันต์มองตามก่อนจะค่อยๆลุกขึ้นนั่ง ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมาเขาติดเธอมาก ชอบกอด ชอบหอมตลอดเวลา แม้กระทั่งสายตายังมีให้แค่เธอคนเดียว“พี่คิมอ่านไปแล้วไม่ใช่เหรอคะ” หลายรอบแล้วด้วยซ้ำ คิมหันต์ขยับเข้ามากอดเธอแน่นกว่าเดิมก่อนจะหอมแก้มเธอเพื่อแสดงถึงความรัก“พี่อยากให้พัชอ่านให้พี่ฟังและอยากฟังหลายๆรอบทุกๆวันเลย” หญิงสาวยิ้มแล้วจับปลายคางเขาส่ายไปมา “พัชรักพี่คิมๆๆๆๆๆๆ รักแค่คนเดียว รักมากที่สุดเลยด้วย”ไม่นานมือหนาก็จับท้ายทอยของเธอเข้ามาประกบปากอวบอิ่ม“พี่ก็รักพัชมากที่สุด” เขาปล่อยริมฝีปากได้ไม่นานก็ดึงเธอเข้าไปจูบใหม่และบดขยี้หนักกว่าเดิม หญิงสาวรีบดันตัวเขาออกไปก่อนซึ่งเขาก็ปล่อยอย่างว่าง่าย“ยังก่อนค่ะ”“ยังมีเวลาเหลือๆ”“แต่ตอนนี้...” เธอมองไปนอกหน้าต่าง
“คุณแพนเป็นไงบ้าง” จักรพรรดิกำลังจัดการเก็บเสื้อผ้าเตรียมขึ้นเครื่องไปไต้หวันในเช้าวันพรุ่งนี้ ขณะนั้นเขาหันไปเห็นจอมพลเดินเข้ามาในบ้านพอดีจึงถามไปพลางๆ เนื่องจากเจ้าตัวแจ้งไว้แล้วว่าจะไปเยี่ยมแพนนีญาร์ที่เรือนจำ“เขาสบายดีครับนาย” จักรพรรดิพยักหน้าเบาๆก่อนจะเปลี่ยนเรื่องคุย“มึงจะไม่ไปทำงานกับกูต่อที่ไต้หวันจริงเหรอวะ” ก่อนหน้านั้นเขาได้ถามจอมพลแล้วว่าจะไปทำงานต่อกับเขาหรือจะลาออกปักหลักอยู่ที่ไทยแทน ซึ่งค่าตอบแทนที่จะได้ก็คือเงินเดือนที่เพิ่มมาเป็นสองเท่าทว่าจอมพลดันเลือกอยู่ไทยแทนที่จะเลือกความสบายก่อน“ไม่ครับ ผมอยู่ที่นี่ก็สบายดี”จักรพรรดิมองยิ้มๆก่อนจะเดินเข้ามาตบไหล่ลูกน้องที่อยู่กันมานานผูกพันราวกับเป็นคนในครอบครัว “ยังไงกูก็ต้องขอบคุณมึงมากนะที่จงรักภักดีต่อกูมาตลอด กูขอให้เส้นทางใหม่ของมึงสวยงามตามที่มึงปรารถนา”จอมพลโค้งศีรษะก่อนจักรพรรดิจะพูดอะไรบางอย่างอีกครั้ง “กูให้เงินเพิ่มไปตั้งตัวนะ สิบล้านพอไหม”“หึ” จอมพลได้แต่หัวเราะออกมาสั้นๆ “ไม่หรอกครับ”“ทำไมวะ”“ผมมองว่ามันไม่จำเป็นสำหรับผม ไว้ถ้าผมไม่มีผมขอกลับไปทำงานร่วมกับคุณในอนาคตแล้วกันนะ” จักรพรรดิได้แต่ขมวดคิ้วมอง
“คุณสบายดีไหม อยู่ในนี้ได้ไหม” จอมพลเอ่ยถามผ่านกระจกกั้น อีกฝั่งจะเป็นแพนนีญาร์ที่ถูกจำคุกไว้ด้วยความผิดทางคดีถ้าย้อนเวลากลับไปในตอนที่เริ่มทำความผิดแล้วเธอไม่คิดจะทำลายหลักฐานโดยการสั่งให้คนไปเผารถทิ้ง เธอก็คงได้แค่รอลงอาญาไม่ต้องมาอยู่ในคุกให้ลำบากแบบนี้หญิงสาวหลุบตาลงเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงในตอนที่พ่อแม่เธอมาหา ไม่ได้มีความเห็นอกเห็นใจ ไม่มีกำลังใจ มีแต่ซ้ำเติม.........................................................................................‘เป็นไงล่ะลูกสาวคุณ’ ปราณีเบ้ปากเมื่อเห็นลูกสาวนอกคอกยืนคุยอยู่ข้างในห้องสี่เหลี่ยมที่มีผู้คุมขังยืนเฝ้าไม่คลาดสายตา ‘ไม่คิดเล้ยว่าจะมาอยู่ตรงจุดจุดนี้ได้’ ‘คุณ พูดดีๆหน่อย’ จรูญหันไปตำหนิปราณีก่อนจะหันมาทางลูกสาวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ‘ทำไมถึงทำตัวแบบนี้’ ‘หนูไม่ได้ตั้งใจค่ะพ่อ’ ‘ไม่ได้ตั้งใจแต่เอาตัวเองมาทำให้วงศ์ตระกูลขายขี้หน้าแบบนี้นี่นะ รู้ถึงไหนอายถึงนั่น น่าจะตัดๆออกไปจากกองมรดกไปเลย’ ปราณีผู้ซึ่งที่ไร้ความรักต่อลูกเลี้ยงแฝงไปด้วยความเกลียดชังมากมาย แพนนีญาร์เธอก็แค่เป็นคนอารมณ์ร้ายและตอนทิพวรรณเสียเธอก็ไม่ได้มีเจตนาให้มันเกิดข
คิมหันต์พาพัชสิกามาถึงโรงแรมหรูตัวเมืองจังหวัดภูเก็ต เปิดหน้าต่างออกไปจะมีระเบียงกว้าง เบื้องหน้าจะเห็นเป็นพื้นผิวทะเลกระทบเข้ากับแสงไฟในยามค่ำคืนสวยสบายตาหญิงสาวมองออกไปนอกหน้าต่างได้สักพักก่อนจะหันกลับมาเห็นเขาจ้องเธออยู่ก่อนแล้ว พัชสิกาถอนหายใจเบาๆก่อนจะถามเรื่องสุขภาพเขาเพราะเขาเป็นฝ่ายขับรถพา
“ผมช่วยนะครับ” จังหวะภาคินกำลังจะหยิบผักในตะกร้ามือของเขาและเธอก็ประสานกันพอดี “เอ่อ ผมขอโทษครับ” “ไม่เป็นไรค่ะพัชเข้าใจ เรามาช่วยหั่นดีกว่าค่ะ” เธอพูดพลางหัวเราะเบาๆ ขณะที่ทั้งสองกำลังหัวเราะให้กันคิกคักกลับกลายเป็นจุดโฟกัสของใครบางคนใช่! คิมหันต์แอบจอดรถหลบมุมอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่
“คือ...ฉันไม่ได้บอกว่าป้าฉันเป็นอะไร แค่บอกว่าเอามาใช้จ่ายจำเป็นเฉยๆ” พัชสิกาตั้งใจจะไม่ให้คิมหันต์รู้เรื่องทิพวรรณและไม่ต้องการบอกเพื่อนด้วยว่าแท้จริงแล้วเธอ ‘ขายตัว’ ไม่งั้นป้าเธอต้องรู้เรื่องนี้จนทำให้ป่วยหนักกว่าเดิมแน่ๆ “ไหนแกบอกว่า ตอนไปยืมแจ้งเขาว่าไปรักษามะเร็งป้าไม่ใช่หรือไง” คิวมิกส์ผู้
“ใช่แล้ว ว่าจะชวนไปกินหมูกระทะร้านลุงหนุ่ยแล้วไปเม้าท์มอยตามประสาเพื่อนสาวกัน” พัชสิกาชำเลืองมองสุวรรณรัตน์สลับกับมองคิมหันต์เพราะเธอมีนัดกับทั้งสองคนแล้ว ถึงแม้จะเกรงใจเพื่อนแต่ก็ต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง“พอดีฉันมีนัดทานข้าวกับเจ้านายฉันอยู่” สุวรรณรัตน์มองหลานสาวยิ้มๆก่อนจะพูดเหมือนชวนให้ไปด้วยกัน







